สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน การค้าเอากำไรเกินทุนเป็นบาป.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน การค้าเอากำไรเกินทุนเป็นบาป 10 การค้าขายที่เอากำไรเกินทุนนั้นยังเป็นบาป ยิ่งคิดกำไรมากเท่าไหร่ก็บาปมากขึ้นเท่านั้น การค้าขายเอากำไร คือถ้าค้าขายเอากำไรพอเหมาะพอควรก็ไม่บาป และถ้าอยากจะรวยเป็นพิเศษอยากจะโก่งราคาให้สูงๆ ก็มีทั้งที่บาปและไม่บาป ถ้าไปค้าขาย ไปโก่งราคา ไปกักตุนสิ่งที่เป็นความจำเป็นในการยังชีพ สิ่งนั้น บาป อย่าทำ วารสารอยู่ในบุญ ธรรมะออนไลน์
เมื่อพูดถึงกำไรขาดทุนแล้วก็นึกถึงในหลวง ในหลวงเอาโลกุตรธรรมมาเปิดเผยแต่เขาไม่กระดิกหูกันเลย ท่านจะไปลงน้ำหนักเหมือนโพธิรักษ์ก็ไม่ได้ เพราะท่านเป็นฆราวาสและท่านก็จะต้องนับถือพระ อาจารย์ต่างๆนานาอีกเยอะ ส่วนใหญ่สอนขัดแย้งกับในหลวง เรื่องกำไรขาดทุน เป็นต้น เพราะฉะนั้นความเข้าใจของคนที่เข้าใจไม่ได้เลย โดยเฉพาะขาดทุนกำไร หรือเรื่องบุญบาป ถ้าคนไทยหรือพุทธศาสนิกชนเข้าใจมาเรียนรู้เรื่องขาดทุนกำไรคืออย่างไร ขาดทุน เราต้องเข้าใจคำว่าทุน การคิดทุนของพวกนักค้าขายสากล เขาจะรวมค่าแรงงานเอาไว้ด้วย รวมค่าโสหุ้ย ค่าแรงงานค่าวัตถุดิบต่างๆนานา รวมแล้วที่ลงไปจริง ดีไม่ดี มีค่าความรู้ค่า entertain บวกกันไปเป็นทุนหมดเลย มีค่าโฆษณาอะไรไม่รู้ขี้หมูขี้หมาบวกไป รวมกันหมดเรียกว่าค่าโสหุ้ย ค่าแรงงาน ค่าโสหุ้ยคุณอาจจะจ่ายจริงก็รวมกันไป แต่ที่สำคัญอาตมาพยายามอธิบายแล้วอธิบายอีก ค่าแรงงานตามสถานะ เช่นระดับต่ำของกรรมกร ของคนเบื้องล่าง อาตมาก็ตั้งไว้ประมาณนี้ ส่วนค่าแรงงานของคนที่มีฐานะสูงก็ไปตามลำดับของสังคม ว่าควรจะมีสถานะอย่างไรได้ราคาเท่าไหร่ บางคนได้ค่าแรงงานวันละเป็นแสน เดือนหนึ่ง ได้ถึง 30 หรือ 40 ล้าน ก็เอาค่าเฉลี่ยมา ค่าเฉลี่ยนี้ก็ซับซ้อน อย่างคนที่จบดอกเตอร์มีทุนทางสังคม เขาไปบรรยาย ค่าแรงงา
อ่านต่อ
นค่าตัวเขาได้เท่านี้ เดี๋ยวนี้แม้แต่ไปเทศนาก็มีค่าตัว เท่านั้นเท่านี้ หรือผู้ที่เป็นนักรู้นักบรรยายของต่างประเทศก็ได้เป็นล้าน บางทีบรรยายครั้งเดียวได้เป็น 10 ล้าน อย่างนี้เขาก็จ้างมา อย่างอาตมานี้(พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไทว่า...พ่อครูกำลังคิดทุนค่าแรงงานให้ว่าแต่ละคนเท่าไหร่ ระหว่าง doctor กับพวกที่จบป 4 คนที่จบสูงนั้นกับคนที่จบป 4 ทำงานค่าแรงเท่ากันก็น่าจะประสิทธิภาพของคนที่จบสูงจะเร็วกว่าใช่ไหม พ่อครูว่า..จริงๆแล้วแม้แต่คุณจะจบ doctor ดร. คนที่ทำมาก่อนก็ต้องได้มากกว่าสิ คุณได้กำไรแล้วที่ได้เรียนมาคุณมีโอกาสก็ดี หรือมีเงินทองไปเรียนก็ได้โอกาสได้เปรียบเขาแล้ว ถ้าคุณมีความรู้ความสามารถจริง พรวดเดียวก็เลยหน้าเขา ซึ่งเดี๋ยวนี้มันเหลื่อมล้ำไม่ถูกต้องสต๊าร์ทไม่เท่ากัน เป็นเรื่องที่ผิดเพี้ยนไปทั้งโลกเลย ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย
พูดถึงกำไรขาดทุนอีกที ย้ำ เมื่อราคาของสังคม ราคาประมาณค่าเฉลี่ยเท่านี้ เราก็คิดค่าเฉลี่ยสิ อาตมาน่าจะมีค่าบรรยายชั่วโมงละเท่าไหร่ อาตมาอธิบายปรมัตถธรรม นักเศรษฐศาสตร์จ้างมาจากต่างประเทศอธิบาย 2 ชั่วโมงได้เป็นล้าน อาตมาก็ตามธรรมดา ปกติของสังคมก็น่าจะมีราคาได้ คิดราคาค่าตัวเท่านั้นเท่านี้ได้ (มีคนว่าเอาทองเท่าน้ำหนักตัว) เอาค่าเฉลี่ยเมื่อรวมทุนเราก็ต้องเอาค่าตัวรวมเข้าไป เมื่อเราเอาค่าตัวเข้าไปแล้วเรายอมขาดทุนคือเราไม่เอาค่าตัว การลดค่าตัวของตัวเองลงไปคือการขาดทุน มันไม่ได้ตายหรอก พอฟังเผินๆ ขาดทุนก็ต้องลดไปหมดเลย แล้วจะเอาอะไรเป็นทุนไปทำต่อ พูดเป็นเล่นไป การคิดทุนนั้นพ่อค้าที่ไหนก็ต้องมีค่าตัวทั้งนั้น เราก็ลดค่าตัวของเรา อย่างเช่นชาวอโศกไม่มีค่าตัวเลย เรามีระบบสาธารณโภคี กินใช้ร่วมกันแบ่งกันกินแบ่งกันใช้ เหลือเฟือ เศรษฐศาสตร์บทนี้สาธารณโภคีนั้นยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ชาวนักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายยังเข้าใจไม่ได้หรอก สมณะฟ้าไทว่า...อย่างนี้ชาวอโศกก็ขายขาดทุนโดยปริยาย พ่อครูว่า...ขาดทุนอยู่แล้วเราไม่เอาค่าตัว มันมีทั้งนามธรรมและปรมัตถธรรม คนที่ยิ่งทำงาน แล้วคิดจะเอาค่าตัวแพงๆ คนนี้ค่าตัวจะยิ่งต่ำเพราะเป็นคนขี้โลภ คนที่คิดค่าตัวของตัวเองแพงคนนั้นที่ขี้โลภ ค่าจริงๆของเขาจึงต่ำ คนไหนที่ทำงานโดยไม่คิดค่าตัวแพงหรือยิ่งไม่เอาค่าตัวเลยคนนี้ค่าตัวของเขาแพง พวกจิตอาสาจึงมีค่าตัวแพงได้รับความเคารพนับถือ ราคาของความเคารพนับถือบูชายกย่องนี้ ราคาแพงนะ เมื่อเทียบเงินทองนี้ไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นคนเราถ้าเผื่อว่า ตัวเองยิ่งทำงานฟรียิ่งไม่คิดค่าตัวเลย คนๆนั้นแหละเป็นคนสูงเป็นคนเจริญ เป็นคนที่มีประโยชน์ต่อผู้อื่นทั้งตัว เพราะไม่เอาค่าตัวอะไรเลยทำงานฟรี อย่างเก่งก็แค่ขอแบ่งกินแบ่งใช้ เพื่อยังชีพอยู่เท่านั้น นี่เป็นสุดยอดแล้ว เพราะฉะนั้นชาวอโศกเรานำธรรมะพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติจนเกิดสังคมกลุ่มหมู่บ้านชุมชน มาทำงานไม่เอาค่าตัวเสียภาษี 100% แบ่งกันกินกันใช้ในระบบสาธารณโภคีเป็นเศรษฐศาสตร์บทใหญ่ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นเศรษฐศาสตร์สาธารณโภคีแล้วเราทำได้สำเร็จ ก่อนคอมมิวนิสต์และประชาธิปไตย คอมมิวนิสต์หรือประชาธิปไตยถ้าเสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ เขาก็ชอบไม่ได้ขัดแย้งกับใคร ของศาสนาพระพุทธเจ้าแล้วก็ทำได้ จะมาพูดว่าสุดโต่งแต่เราก็ทำได้เป็นคนยุคเดียวกันด้วย ราคาเครื่องใช้ไม้สอยทางเศรษฐกิจก็เหมือนกันอยู่ในยุคเดียวกันสมัยเดียวกัน ค่าไฟค่าน้ำก็เท่ากัน นอกจากเราทำเองก็ทุ่นไป หรือเราใช้ของตลาดก็ราคาเท่ากัน เรื่องของเศรษฐศาสตร์บทนี้ อาตมาคิดว่าเมื่อไหร่เขาจะกระเตื้องกัน จริงมันสุดยอดสุดโต่งไกลเหลือเกินที่จะทำได้แต่มันก็มีตัวอย่างคนที่ทำได้จริงยืนหยัดอยู่ในโลก พวกเราชาวอโศก ถ้ามาอยู่ในชุมชนนี้มีหลักเกณฑ์คุณจะต้องทำงานฟรีเลย แต่คนหากมีต้องหารายได้ส่วนตัวในแต่ละคน ของชาวอโศกก็ทั้งนั้นแหละ นอกจากคนไหนที่อยู่ในชุมชนจริง แล้วก็จิตใจถึงจริงๆ ทำงานฟรี อยากจะใช้อะไรก็ใช้กับส่วนกลาง เบิกเงินไปใช้ตามควร เหลือมาก็เอามาคืนส่วนกลาง วันไหนจะใช้อีกก็ไปเบิกกองกลาง ชาวอโศกแบบนั้นก็มี แบบนี้เป็นต้น สัจจะเรื่องนี้เป็นความบรรลุธรรมได้สำเร็จจริงๆ ทำได้เดี๋ยวนี้ก็ยังพิสูจน์ได้อยู่ในชาวอโศกนี้มี อย่างนี้จริงๆ คนที่ทำได้แม้ไม่ถึงขนาดนี้ คนตีราคาค่าตัวให้น้อยลงน้อยลงได้ เศรษฐกิจก็ดีแล้ว ถ้าคนเข้าใจแล้วไม่พยายามที่จะเพิ่มค่าตัว มีแต่จะลดค่าตัวลงๆ สังคมนั้นเจริญมากเลย จะเกิดผลของส่วนกลาง จะเกิดผลของการสะพัด จะเกิดผลของการไม่แย่งชิง จะเกิดผลของการไม่เอาเปรียบเอารัด สังคมจะสงบ สังคมจะแจกจ่ายเจือจานสะพัดไปถึง เป็นหลักเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่จริง คนที่สามารถมักน้อยขึ้นมาที่โลภเห็นแก่ตัวลดลง นี่คือคนที่สังคมต้องการ อาตมาก็สอนคนให้เป็นคนชนิดนี้ให้แก่สังคมประเทศชาติ นี่คือเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์ของสังคมมนุษยชาติ ให้คนเอาจากสังคมน้อยลง ให้แก่สังคมมากขึ้น สรุป อย่างนี้ไม่ว่าระบอบการบริหารปกครองไหน ต้องการอย่างนี้ทั้งนั้น แต่เขาทำไม่ได้ อาตมาพาทำได้ก็ส่วนหนึ่ง ถ้ารัฐบาลเห็นว่าดีเอาไปทำ มีผู้รู้ต่างๆทำได้เอาหลักเกณฑ์พระพุทธเจ้าเป็นหลัก แล้วก็ยกย่องเชิดชูคนที่ทำงานฟรีให้แก่สังคมประเทศ เอาเข้าส่วนกลาง ทำได้เอาเข้าส่วนกลางในรัฐบาล ถ้ารัฐบาลยอมรับวันนี้ เอาคนแบบนี้เข้าไปในรัฐบาลได้เลย แต่มันทำไม่ได้ต้องแบ่งเป็นหมู่บ้านอำเภอ ถ้าสามารถขยายได้เป็นอำเภอนั้นคุณจะเห็นรูปธรรมที่ชัดเจน มันจะสงบ ไปถึงไหนก็ไม่ต้องกลัว จะกินจะอยู่สมมุติว่าเป็นได้ทั้งอำเภอเหมือนกับชาวอโศก ไปไหนก็มีที่กินที่พักที่อยู่สบาย และคิดดูสิว่าสังคมนั้นจะเป็นอย่างไร สมณะฟ้าไทว่า..ถ้าทำได้หนึ่งอำเภอก็กระเทือนทั้งโลก พ่อครูว่า...แม้แต่ในตำบลก็ทำให้ได้ก่อนเถอะ หมู่บ้านข้างเคียงเขาเข้าใจได้ไหม ดีไม่ดีจะมาขูดรีดพวกเรามาทำงานแล้วอู้งานไป ก็มี ไม่รู้จะทำอย่างไร เราก็เร่งรัดผู้ที่ดูแลคนงาน ท่านคมคิด ท่านด่วนดี เป็นต้น งานที่ข้างนอกนี้ ทำมาเป็นปีแล้วไม่เสร็จ พูดไปก็เท่านั้นหาว่าเป็นคนขี้เหนียวอีก ไม่รู้จะทำอย่างไร เขาก็นิสัยเลวลง ไม่ได้เจริญเลย เห็นแก่ได้เห็นแก่ตัวไป อู้กินบ้อไปวันๆ การค้าขายเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ของโลก แต่ไม่มีคนมาทำงานฟรีที่อาตมาพาพวกเราทำได้ ทุกวันนี้ภาคภูมิใจที่ทำได้ เราไม่ได้ทำอวดอ้างเอาโก้เอาเด่น เท่ๆ ดราม่า ไม่ใช่ แต่เราทำให้มันเป็นจริง พวกเราสามารถทำงานฟรีเสียสละให้แก่สังคมไปได้ สังคมไหนในโลกก็ต้องการทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นคอมมิวนิสต์หรือประชาธิปไตยหรือเผด็จการ ต้องการแบบนี้ทั้งนั้นมันไม่ขัดแย้งกับใครในโลก เราทำงานช่วยเหลือสังคมเสียสละโดยไม่ต้องการอะไรตอบแทนนี่แหละ ทำงานให้แก่คนอื่นโดยจิตไม่ต้องการอะไรตอบแทนนี่คือจิตสูงสุดแล้ว แล้วเราก็อยู่อย่างนี้มีชีวิตสบายๆ อย่างอาตมาไม่ต้องการอะไรตอบแทนก็ทำงานให้แก่สังคมไป มีอายุยืนยาวไปเท่าไหร่ก็ทำ ก็รับใช้ผู้คนสังคมไปอย่างนี้สุดยอดแล้วในมนุษย์ เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มีจิตใจที่จริง เราก็เห็นว่ามีแรงงานความรู้ความสามารถที่จะให้ประโยชน์แก่ผู้อื่นและสังคมได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เท่าที่เราจะสามารถทำได้ ตามสมควร อายุมากหน่อยก็ช้าลง จำอะไรไม่ค่อยได้มาก ลืมไปเยอะก็เป็นจริง ทุกวันนี้อาตมาต้องยอมจำนน ยอมรับว่ามันช้าลงและมันก็จำอะไรไม่ค่อยได้เหมือนเมื่อก่อน อะไรต่างๆนานา สิ่งที่เคยจำได้แล้วก็ยังมีเยอะอยู่ ก็ทึ่งว่าจำเก่ง แต่อะไรใหม่ๆนี้ไม่ต้องห่วงหรอกจำไม่ได้หรอก จนกระทั่งสิ่งใหม่ๆให้คนอื่นช่วย คนอื่นไม่ช่วยก็ช่างมัน เอาเท่าไหร่เท่านั้น ถ้าเผื่อว่าสามารถ เรียนรู้เรื่องกำไรและขาดทุนอย่างเข้าใจ แล้วก็มาเป็นคนทำให้เป็นคน ขาดทุนของเรา นั่นแหละคือกำไรของเรา ตามที่ในหลวงท่านตรัสไว้ เราก็เอามาฉายให้คนได้ยินได้ฟังว่าในหลวงเป็นโพธิสัตว์ผู้สูงส่งในเรื่องของหลักเศรษฐศาสตร์ ในเรื่องของการบริหาร อย่างเช่นมีคนมาถามว่า ท่านใช้การบริหารแบบไหน ท่านก็บอกว่าแบบคนจน ขยายความว่าเป็นคนขาดทุน เราทำแบบไม่รวยหรอก ถ้าเป็นคนขาดทุนไม่เอากำไรนี่มันไม่รวย คนก็ตีทิ้งว่าขาดทุนจะอยู่ได้อย่างไร ขาดทุนในส่วนที่เป็นค่าตัวของเรา ให้มันเหลือค่าตัวของเราพอกินพอใช้ แม้จะไม่เอาค่าตัวเลยก็ได้ถ้าอยู่ในสาธารณโภคี แต่ถ้าอยู่คนเดียวนั้นไม่มีสาธารณโภคี ไม่เอาค่าตัวเลยก็ตาย อยู่ไม่ได้หรอก มีคนทำงานไม่เอาค่าตัว กินอยู่กับคนอื่น เป็นสาธารณโภคี ได้ยินไหม เป็นคนรับใช้อยู่ในตลาด ดูเหมือนเป็นผู้ชาย มีหลายคนอยู่นะที่เขาเอามาออกข่าว แกก็ทำงานรับใช้ผู้คนไปหมด แล้วไม่เอาค่าแรงอะไร เอาแต่เรื่องกินเรื่องอยู่ที่เขาให้ คนก็เห็นว่าเป็นคนซื่อสัตย์ จะกินที่ไหน จะอยู่ที่ไหนเขาก็ให้อยู่ได้ คนก็หาให้กิน รับใช้คนอื่นตลอดชีวิตสามารถอยู่ได้ คนเราทำงานไม่เห็นแก่ตัวอยู่ที่ไหนก็อยู่ได้ แต่อย่าขี้เกียจ ช่วยเขาทำงานทำการตามสมควรที่เราทำได้ เช่นทำปัดกวาดเช็ดถูก็พอแล้วเลี้ยงตัวรอด ยิ่งจะสามารถทำอะไรได้ดี มีฝีมือรับใช้อย่างอื่นได้ ทำก๊อกน้ำได้คิดอะไรอย่างอื่นได้ ทำไปเถอะ ขี้คร้านจะอยู่ได้สบายมาก หากเรามีความซื่อสัตย์สุจริต สิ่งเหล่านี้มันเป็นเรื่องที่ไม่ต้องใช้ปัญญาอย่างเฉลียวฉลาดเลย คนก็ฟังเข้าใจและทำให้ได้ แต่กิเลสของคนมันไม่ยอม ถ้าเผื่อว่ากิเลสของคนลดได้จริงเป็นจริงอย่างพวกเรา สบาย เสร็จแล้วก็มาอยู่รวมกัน อาตมาเองไม่รู้จะทำอย่างไรให้คนมีดวงตาว่า อาตมาได้ทำวัฒนธรรม ได้ทำพฤติกรรมสังคมอย่างสังคมชาวอโศก เป็นสังคมที่มีพฤติกรรมสังคม ที่มีการเป็นอยู่พฤติกรรมการทำงานทำการ การกินการอยู่อย่างเป็นวัฒนธรรมแล้ว มันเป็นสังคมตัวอย่างที่ยิ่งใหญ่ ขออภัยที่เหมือนยกตัวยกตนเยอะไป เป็นสังคมตัวอย่างที่ยิ่งใหญ่ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเศรษฐศาสตร์ ทางด้านรัฐศาสตร์ ทางด้านสังคมศาสตร์ก็แล้วแต่ ไม่ต้องมีตำรวจ จะมีเรื่องราวก็พิพากษากันอย่างสบาย มีกรรมการของสังคมหมู่บ้าน เรื่องการเป็นอยู่อะไรต่างๆ ก็ใช้ร่วมกัน ที่อยู่ที่พักที่กินอะไรดี ไม่เดือดร้อนเลยมีมากด้วย ในบ้านราช ใครที่จะมาพักผ่อนที่พักก็มีให้ฟรี ไม่เก็บเงินเหมือนพวกอยู่รีสอร์ท ก็มาพักผ่อนในที่นี้ได้เป็นแต่เพียงว่าอยู่ตามกฎเกณฑ์เค้าหน่อย อย่าออกนอกกฎเกณฑ์เขามากนะให้มีศีล 5 ไม่มีอบายมุข ประพฤติอะไรตามสมควรก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรง พออยู่ได้ ลองมาดูบ้างสิ ถ้าอยู่แล้วบอกว่าอยู่ได้สบายมีศีล 5 ไม่มีอบายมุข กินมังสวิรัติ จะพักผ่อนอยู่สัก 8 ปีก็ได้ เกินกว่านั้นก็ได้ไม่ว่าอะไร ไม่ต่ำกว่าขั้นพื้นฐานก็อยู่ได้ ไม่เอาอบายมุขมา ถือศีล 5 ตามลำดับจริงไม่กินเนื้อสัตว์ มีหลักเกณฑ์พื้นฐานแค่นี้ก็อยู่ไปอีกกี่ชาติก็ได้ 600927_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ต่างคิดต่างสิทธิ์ ตอน 3