สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน สติปัฏฐาน 4 แบบย่อ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.76 KB
วันที่แก้ไข3 ตุลาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน สติปัฏฐาน 4 แบบย่อ ส่วนที่อาตมาอุเทศ แสดงธรรมไม่เข้าใจ ไปเข้าใจสิ่งที่นอกที่ผิด ก็จับ อ่านอาการ ลิงค นิมิต ไม่ถ่องแท้ถูกต้อง นอกจากไม่จับแล้ว ยังไม่มีสติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ แต่กลับไปเพ่งจิตสะกดจิตให้หยุดไป อย่างนี้เป็นต้น จึงไม่มีทฤษฎี ที่จะรู้กายในกาย วิจัยกายในกาย แยะแยะกายในกาย กายคือธรรมะสอง แยกแยะทีละคู่ๆไป เรียกว่า กายในกาย คู่ต่อมาคือเวทนาลึกเข้าไป สติปัฏฐาน 4 กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม วิจัยกายในกาย สิ่งที่ถูกรู้เป็นรูป สิ่งที่รู้คือ subject เป็นตัวปัญญาเป็นนาม ก็รู้แล้ววิจัยต่อ จะรู้แยกรูปนามแล้วรู้อาการของจิต รูป เวทนา สัญญาก็ทำงานกำหนดรู้ เวทนา มันก็จะเป็นอารมณ์ ความรู้สึกปรุงแต่งกันอยู่ เวทนากับสังขาร เวทนาคือการปรุงแต่งของกาย คือรูปกับนาม เรียกว่าธรรมะสอง ปรุงแต่งแล้วเกิดเป็นเวทนา คืออารมณ์ แล้วมีเป็นสุขเป็นทุกข์หรือไม่สุขไม่ทุกข์ ความสุขความทุกข์ไม่สุขไม่ทุกข์ มันมีเหตุ ก็คือจิต เป็นอกุศลจิต ส่วนมากเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ก็ดี เป็นอกุศลจิตทั้งนั้น เป็นสุขก็อกุศลจิตเพราะหลงผิด เป็นทุกข์ก็อกุศลจิต ถ้าเอาธรรมะพระพุทธเจ้าแล้วต้องเรียนรู้ และทำเวทนาในเวทนานั้น ให้เป็นหนึ่ง เอกสโมสรณา ให้รวมลงเป็นหนึ่ง ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 กาย คือธรรมะสอง นามก็อ่านรูป อ่านเวทนาในเวทนา ก็วิเคราะห์ต่อว่าเป็นทุกข์แล้วมีอะไรเป็นเหตุ ตัวเหตุส่วนมากเป็นอกุศล เพราะยังมิจฉาทิฏฐิ ก็จะเป็นสุขเป็นทุกข์ หรือไม่รู้เรื่องก็เป็น อทุกขมสุข มีสามเวทนานี้ การไม่สุขไม่ทุกข์อย่าง เคหสิตเวทนา อย่างโลกีย์ไม่มีวิชชาไม่เนกขัมมะ ผ

อ่านต่อ

ู้ที่ศึกษาเรียนรู้โลกุตรธรรม ถ้ามีภูมิปัญญารู้ แยกเนกขัมสิตะ แยกเคหสิตะออก ทำให้จิตเป็นเนกขัมมะ ออกจากกาม ออกจากพยาบาท ออกจากนิวรณ์ได้ เมื่อปฏิบัติได้ก็เข้าสู่กระแสโลกุตระอย่างนี้เป็นต้น ผู้สามารถแยกแยะได้ก็ต้องมี รูปกับนาม รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ การปฏิบัติของพระพุทธเจ้าคือต้องอ่านอาการหรือนิมิตของเจตสิก รูป คือรูป 28 แล้วปฏิบัติเนกขัมมะจนเข้าสู่ฐานนิพพาน ก็เรียกว่า จิต เจตสิก รูป นิพพาน ผู้ที่ปฏิบัติธรรมทุกวันนี้เขา ไม่ได้ดูถูกดูแคลนอะไร ยังคลุมเครือไม่ชัดเจนไม่แม่น ก็ปฏิบัติจับไม่มั่นคั้นไม่ตาย ไม่รู้จัก ไม่รู้แจ้ง ไม่รู้จริง พอรู้จักกันอย่างผิวเผิน แต่ไม่รู้แจ้งจนสามารถทำให้เกิดส่วนบุญกันจริงๆได้ ไม่สามารถปฏิบัติเป็นเนกขัมมะ ถ้าปฏิบัติตนที่กิเลสได้จะเป็นส่วนบุญ ชัดเจนว่า เราปฏิบัติได้เป็นมรรคผล มีมรรควิธีมีผลให้กิเลสจางคลาย วิราคะ จนมันดับไป เราก็เป็นผู้รู้แจ้งรู้จริง รู้จัก จิตเจตสิกส่วนบุญอย่างสัมมาทิฏฐิ ผู้ที่จะปฏิบัติดังกล่าวนี้มันมี จุดสำคัญเลยก็คือ ต้องปฏิบัติที่เห็น จิตเจตสิกอยู่หลัดๆ ทนโท่ในปัจจุบันนั่นเทียว เห็นอาการจิตมันกำลังเกิดอาการและปฏิบัติในจิต ให้มันกำลังลดๆ นี่คือการปฏิบัติที่ถูกต้องที่สุด เป็นการปฏิบัติแท้ๆ เป็นการทำ ฌานหรือการทำสมาธิที่แท้ ฌานคือการสร้างพลังงานขึ้นมา ให้มันสามารถขจัดพลังงานกิเลส พลังงานราคะ โทสะ พลังงาน กาม พยาบาท ที่ตนเองอ่านอาการมันได้แล้วสามารถสร้างพลังงานนั้นให้เกิดในจิต เรียกว่าพลังงานฌาน หรืออุณหธาตุ ภาษาไทยเรียกว่าไฟ เป็นไฟพิเศษที่สามารถกำจัดไฟราคะ โทสะ โมหะ ถ้าทำให้ถึงอุเบกขา ก็เป็นเอกัคคตาจิต จะรู้ได้ก็ต้องมีภูมิที่เรียกว่า มีลักษณะ อ่านเรียนจากรูป 28 ทั้งนั้น แต่ในสังคมศาสนาพุทธไม่เห็นอธิบายอย่างที่อาตมาอธิบาย 600929_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ต่างคิดต่างสิทธิ์ ตอน 4

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน