สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ฌานคือการเผากิเลสไม่ใช่การเพ่ง.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.33 KB
วันที่แก้ไข3 ตุลาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ฌานคือการเผากิเลสไม่ใช่การเพ่ง โดยวิธีปฏิบัติที่เป็นหลักสูตรโดยพระพุทธเจ้ารวมไว้หมดเรียกว่าโพธิปักขิยธรรม 37 ซึ่งมีรูป 28 ให้เรียนรู้ฝึกฝนจนถึงพระนิพพานได้สมบูรณ์เลย แต่ทุกวันนี้ทำนิพพานกันสัมบูรณ์ไม่ได้ เหตุที่ทำนิพพานให้สมบูรณ์ไม่ได้ก็เพราะว่าไม่มีปัญญา หลงผิดว่าตัวเองมีปัญญา แต่ไม่ใช่ธาตุรู้ที่เป็นปัญญาที่เข้ากระแส โลกุตระ ตั้งแต่เริ่มมี อัญญธาตุ จนเป็นปัญญา พลังงานปัญญานี้เป็นพลังงานฌาน ฌานอยู่ที่ไหนปัญญาอยู่ที่นั่น ปัญญาไม่มีฌานไม่มี ฌานไม่มีปัญญาไม่มี ปัญญาของศาสนาพุทธคือโลกุตระ ฌานเป็นมรรค ปัญญาเป็นผล เมื่อทำ ฌาน แปลว่าเผา คือไฟ แต่ไปแปลฌานว่าเพ่ง นี่คือความผิดเพี้ยนหลงทางของศาสนาพุทธแล้ว เป็นเทคนิคการปฏิบัติของอาจารย์ที่ไปเข้าใจว่า เพ่ง เพ่งอะไร เพ่งสมถะ เพ่งจิตให้จดจ่อ ก็เลยเพี้ยนเป็นมิจฉาทิฏฐิในการปฏิบัติ ฌานเป็นการสร้างพลังงานทำให้เกิดอาการจิต ให้เป็นจิตที่มีพลัง ปัญญานี่เป็นพลังนะ พลังจะเป็นอำนาจ อำนาจคืออธิปไตย เข้าไปสลาย คือพลังงานไฟกองใหญ่ไปเผาพลังงานเหมือนกันคือกิเลส จิตคืออาการของพลังงาน เคลื่อนไหวขึ้นมาเมื่อไหร่เป็นพลังงาน เมื่อไม่สามารถเข้าใจทฤษฎีโพธิปักขิยธรรม 37 ซึ่งมีรูป 28 ให้เรียนรู้ฝึกฝนจนสามารถทำจิตให้เกิดนิพพานได้สมบูรณ์ แต่ทุกวันนี้ทำไม่ได้ เหตุเพราะว่าไม่มีปัญญา มีแต่ เฉกตาหรือเฉโก เป็นความเฉลียวฉลาด เป็นความรู้ ปัญญาก็เป็นความเฉลียวฉลาดความรู้แต่เป็นพลังงานความเฉลียวฉลาดความรู้ที่เป็นโลกุตระ ส่วนเฉกตาหรือเฉโกเป็นพลังงานความฉลาดของปุถุชนโลกียะ เนื่องมาจาก มันไม่เกิด อัญญธาตุ ไม่เกิดจิตตัวที่ออกนอกโลกีย์ ไม่เป็นธาตุอื่นใหม่จาก เฉกตา เพราะไม่มีอัญญธาตุในจิต อัญญธาตุคือธาตุอื่นจากโลกียะ เป็นอาริยบุ

อ่านต่อ

คคล มีแต่ในศาสนาพุทธเท่านั้นศาสนาอื่นไม่มี เป็นธาตุคนละแบบคนละตระกูลของความฉลาดแบบโลกียะแล้ว พลังงานอัญญาจึงคือธาตุใหม่วิเศษแตกต่างจากโลกียะ จิตมีอัญญธาตุจึงเข้ากระแสใหม่ พลังงานใหม่อันนี้เป็นพลังงานตัวรู้เป็นจิต ที่เรียกว่า อัญญา เป็นความฉลาดตระกูลใหม่ที่ไม่ใช่เฉกา เป็นตระกูลใหม่ อัญญา ปฏิบัติไปก็จะสั่งสมเป็นปัญญา มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิสั่งสมเป็น ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ เจริญไปตามลำดับของกระบวนการเกิดปัญญา มีสัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ ผู้ที่ไม่สามารถเกิดอัญญาก็จะเป็นปุถุชนตลอดกาล จนกว่าจะได้พบสัตบุรุษได้ฟังธรรมะจากสัตบุรุษ แม้จะได้ฟังแต่ก็ไม่เห็นด้วยไม่เอาด้วย เรียกว่าไม่มีปรโตโฆษะ เหมือนกับกามนิตพบพระพุทธเจ้า ฟังไปก็ไม่ได้ศรัทธาไม่เข้าใจไม่เชื่อว่านี่คือสัตบุรุษ ไม่เชื่อว่านี่คือพระพุทธเจ้า ไม่เชื่อว่าเป็นสัตบุรุษ คุณก็ไม่สามารถโยนิโสมนสิการได้ ทำใจในใจของคุณไม่เป็น ทำใจในใจไม่ถ่องแท้ไม่ลงไปถึงที่เกิด ไม่ถึงสัมภวะ ไม่ถึงจุดที่จะเปลี่ยนแปลงจิตให้เกิดโลกุตรจิต คุณไม่สามารถทำได้ เพราะไม่ได้เรียนรู้สัมมาทิฏฐิจากสัตบุรุษ เพราะฉะนั้น อาตมาประกาศตนว่าเป็นสัตบุรุษประกาศสัจธรรม ผู้ที่ตั้งใจฟัง คบสัตบุรุษก็คบให้บริบูรณ์ แล้วตั้งใจฟังธรรมให้บริบูรณ์ ให้เกิดศรัทธาเกิดความรู้ความเข้าใจ ที่บริบูรณ์ที่ถูกต้อง คุณก็จะสามารถมีโยนิโสมนสิการที่บริบูรณ์ สามารถปฏิบัติทำสติสัมปชัญญะให้บริบูรณ์ได้ สํารวมอินทรีย์ 6 ให้บริบูรณ์ สามารถทำสติปัฏฐาน 4 ให้บริบูรณ์ได้ ทำให้เกิดโพชฌงค์ 7 บริบูรณ์ได้ วิชชาและวิมุติก็บริบูรณ์ ไล่ตามอวิชชาสูตร ผู้ที่ฟังธรรมะจากสัตบุรุษไม่บริบูรณ์หรือไม่ใส่ใจไม่มี ปรโตโฆษะ ก็ไม่สามารถมีสัมมาทิฏฐิ สัตบุรุษคือผู้มีสัมมาทิฏฐิ เป็นผู้มีธรรมะจนถึงบรรลุธรรมจนถึงอรหันต์ สัตบุรุษจริงๆ ก็คือพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์พระอรหันต์ก็รองลงมา เป็นผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิ ผู้ที่พบสัตบุรุษแล้วก็ไม่เชื่อไม่มีปรโตโฆษะ ตามที่สัตบุรุษสาธยายอุเทศไปก็ไม่เอา ก็เป็นอันไม่มีสิทธิ์ที่จะมนสิการ ไม่มีสิทธิ์ทำใจในใจปฏิบัติใจในใจของตนเองให้เกิด โยนิโสให้ถ่องแท้ ให้ลงไปถึงที่เกิด ถูกต้องตามระบบของพระพุทธเจ้าอย่างบริบูรณ์ได้ เพราะฉะนั้น ก็หมดสิทธิ์ ที่จะโยนิโสมนสิการ โยนิโสมนสิการไม่บริบูรณ์ สติสัมปชัญญะก็ไม่บริบูรณ์ สำรวมอินทรีย์ 6 ก็ไม่บริสุทธิ์ สุจริต 3 ก็ไม่บริบูรณ์ สติปัฏฐาน 4 ก็ไม่บริบูรณ์โพชฌงค์ 7 ก็ไม่บริบูรณ์ วิชชาและวิมุติก็ไม่บริบูรณ์ ไม่บริบูรณ์ไปทั้งหมด นี่คือสัจจะที่อาตมาไล่เรียง อาตมาบรรยายธรรมะมา 47 ปีแล้ว สรุปว่าการเรียนรู้ศาสนาพุทธทุกวันนี้ เรียนรู้อย่างมิจฉาทิฏฐิจนกู่ไม่กลับ เพราะเขาได้ยึดมั่นถือมั่นแล้ว บางคนดูไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้วแต่ก็อยู่ในจิตใต้สำนึก ในสามัญจิตสำนึกก็บอกว่าฟังได้ แต่ใน subconscious กลับมีความยึดมั่นถือมั่น บางคนมีความยึดมั่นถือมั่นใน unconscious เลย เพราะนึกว่าเรามีสมาธิแล้ว โดยเฉพาะโพธิรักษ์เขาถือว่าที่เถรสมาคมบอกว่าเป็นพวกนอกรีตจะมาทำลายศาสนาพุทธ อาตมาพูดตรงๆว่า พวกคุณนี่แหละได้ทำลายศาสนาพุทธอย่างแหลกเหลวเลย อาตมากำลังมากอบกู้ศาสนาพุทธขึ้นมาต่างหาก พูดด้วยความจริงใจปรารถนาดี ไม่ได้ข่มเบ่งเลย ด้วยความเห็นใจสงสารว่าเดินผิดทาง หลายคนเอาชีวิตมาทิ้งกับวงการศาสนา ไม่เอาทางโลกแล้วแต่เป็นมิจฉาทิฐิ จึงได้น่าสงสารมาก ปฏิบัติไปยังไง เวลาผ่านวันคืนไป แรงงานทุนรอนก็ไปกับทางโน้นอย่างไม่ได้อะไร พูดถึงความจริงใจ ไม่ได้ดูถูกดูแคลน อาตมามาทำงานทางนี้ ทิ้งทางโลกมา พยายามพากเพียรที่จะช่วยคืนศาสนาของพระพุทธเจ้าทำกลับคืนมา มันเหนื่อยแต่ก็ต้องพูดเพราะไม่มีอะไรดีกว่านี้อีกแล้ว ชีวิตที่เหลืออยู่ แม้จะทำมา 47 ปีแล้วก็จะทำต่อไปจนกว่าจะตาย จะเหน็ดเหนื่อยอย่างไรก็ต้องทำต่อไป..ขออภัยที่ต้องบ่น 600929_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ต่างคิดต่างสิทธิ์ ตอน 4

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน