สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน กายสังขารรำงับคืออย่างไรแบบพ่อครู.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน กายสังขารรำงับคืออย่างไรแบบพ่อครู 9 กายสังขารรำงับ คือ การทำองค์รวมวัตถุกับจิต ไม่ให้มีกิเลสมาร่วมปรุงแต่ง ทำอย่างลืมตามีผัสสะทางทวารทั้ง 5 ที่ร่วมกับ จิต ไม่ให้มีกิเลสมาปรุงแต่งร่วมด้วย กายสังขารรำงับ คือ การนั่งหลับตาทำสมาธิ แล้วเอาสติกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและลมหายใจออกที่เป็นไปด้วยความยาวบ้างความสั้นบ้างนั้น ลมหายใจทั้งหลายเหล่านั้นถูกกระทำให้รำงับไปถึงความสงบไปได้ เมื่อผู้ปฏิบัติมีสติกำหนดรู้ลมหายใจทั้งหลาย ไม่ว่าจะยาวบ้างหรือสั้นบ้าง เนื่องจากการปรุงแต่งทางกาย(ลม)ที่มีอยู่ของผู้ปฏิบัตนั้น เมื่อเป็นผู้กำหนดรู้รอบด้วยสติเป็นอย่างดีต่อลมหายใจทั้งหลายเหล่านั้น ความปรุงแต่งลมหายใจเพื่อที่จะให้ยาวบ้างหรือสั้นบ้างนั้นจะถึงความสิ้นไป เหลือแต่เพียงลมหายใจที่เป็นจังหวะสม่ำเสมอ กว้างขึ้นและบางเบาถึงความประณีตได้ในที่สุด สำนักพุทธวจน
แม้แต่ไม่ใช่สำนักพุทธวจนก็เข้าใจใกล้ๆกันแบบนี้ คือ ความเข้าใจของกระแสหลักส่วนใหญ่คือร่างกายสงบนิ่ง แต่ที่จริงแล้วกายสังขารรำงับ อีกคำหนึ่งท่านจะมีว่า จิตสังขารังปัสสัมภยัง กายสังขารรำงับคือ เห็นจากภายนอกมีภายในด้วย แต่จิตสังขารังนั้นเน้นที่ภายใน แต่ไม่ได้ทิ้งภายนอก แต่ที่เขาเข้าใจคือ เน้นแต่จิต ไม่รับรู้ภายนอก อยู่กับแค่ลมหายใจ เอาลมหายใจเป็นกสิณ นิ่งอยู่กับลมหายใจ อาตมาก็เคยทำมา สุดท้ายทำแบบนี้การรับรู้สึกลมหายใจก็จะขาดไป ไม่รับรู้ลมหายใจ มันก็จะเหลือแต่ข้างใน แต่มันจะรู้สึกอยู่ภายในโดยข้างนอกไม่รับสัมผัสเลย มันเป็นมโนมยอัตตา แต่พวกนั่งสมาธิหลับตาจะไม่เข้าใจ มโนมยอัตตาคืออุปาทานที่มีอยู่ โดยที่ข้างนอกไม่รับสัมผัสแล้ว แต่ยังรู้สึกว่ามีหายใจเข้าออกภายในอยู่ จริงแล้วหากไม่หายใจก็ต้องตาย แต่ที่จริงแล้
อ่านต่อ
วมันหายใจธรรมดาอยู่ แต่จิตใจนั้นไปรับรู้ลมหายใจที่จิตใจสร้างขึ้นมาเอง เรียกว่า มโนมยอัตตา แล้วก็ทำการขยายให้ลมหายใจสั้นยาวขึ้นบนลงล่างให้ใหญ่ขึ้นเล็กลงให้มันเบามันแรงอย่างไร ก็ไปเล่นเลย เขาบอกว่า กีฬาของฌาน ฌานกีฬา เล่นกับลม ถ้าไปจดจ่อไฟหรือน้ำ เขาก็จะเอาภาพของไฟมาอยู่ข้างใน เล่นกับกสิณไฟ ขยายให้มันเป็นดวงใหญ่ดวงโตดวงและขยายลูกไฟให้ไปไกลไปใกล้ เล่นอยู่อย่างนั้นแหละ น่าสงสารไปเสียเวลาต่างๆนานา มันไม่รู้จะพูดยังไงคือมันออกนอกทิศทาง ในพระไตรปิฎกไม่มีคำสอนพวกนี้ แต่บรรดาอาจารย์ที่เล่นพวกนี้เข้าใจว่าอันนี้คือของอาจารย์ที่เก่งๆจะอธิบายได้ขยายความเก่ง พวกนี้แล้วเล่นได้เก่ง เอามาสอนลูกศิษย์ น่าสงสารเป็นเรื่องออกนอกรีตออกนอกเรื่องนอกราว เป็นเรื่องอุปาทาน มโนมยอัตตาก็ไม่รู้ อัตตา 3 เขาไม่เคยเอามาพูดถึง อาตมาไม่เห็นในพจนานุกรมของท่านประยุตต์ ก็ไม่มี ไม่เก็บมาเลยทั้งที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 1. การยึดครองหรือได้ตัวตนวัตถุภายนอก (โอฬาริกอัตตา ฯ) 2. การยึดครองหรือได้อัตตาที่สำเร็จด้วยใจ ปั้นรูปสัญญา ไม่อาศัยวัตถุภายนอกหยาบๆ แล้ว (มโนมยอัตตา ฯ) 3. การยึดครองหรือได้อัตตาที่หารูปมิได้ หรือรูปละเอียดที่ปั้นสำเร็จขึ้นด้วยสัญญา (อรูปอัตตา ปฏิลาโภ) . (โปฏฐปาทสูตร พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 302)
ถ้าไม่เรียนรู้อัตตา 3 นี้เราจะทำให้เป็นอนัตตาได้อย่างไร ไม่รู้เลยตั้งแต่อัตตาหยาบภายนอก และทำให้อัตตามันดับไป หยาบ กลาง ละเอียด จนถึงอรูปก็ล้างจนหมด ก็บรรลุอนัตตาได้ (สู่แดนธรรมว่า.. เขาเรียนลัดตามโอวาทปาติโมกข์ สัพเพธัมมาอนัตตา บอกว่าใครมาพูดถึงอัตตาเป็นเรื่องมิจฉาทิฐิ ) พ่อครูว่า...ท่านไม่ได้คำนึงถึงเรื่องพวกนี้เลย ก็เลยไม่ได้เก็บมา มันได้หลุดหายไปเกือบหมดแล้วสัญญาสำคัญ เรื่องโลกก็หายเรื่องอัตตาก็หาย คำว่าโลกยังมีเยอะ แต่เรื่องอัตตาไม่มีเลย ในการศึกษาศาสนาเรื่องอัตตาเป็นเรื่องใหญ่ต้องรู้อัตตา 3 และทำให้หมดอัตตา คนที่ยังไม่ศึกษามีอัตตาทุกคน ในศาสนาเทวนิยมเป็นปรมาตมันเลย คือบรมอัตตา ไม่มีการเลือกอัตตา มีแต่ทำให้อัตตาบริสุทธิ์สะอาดอัตตาใหญ่ ไม่ได้เรียนรู้หรอกโลกุตรธรรมที่จะล้างอัตตา ถ้าจะว่าจริงๆแล้วศาสนาพุทธล้างพระเจ้าเลย เพราะว่าพระเจ้าเป็นเทวนิยมปรมาตมัน การทำกายสังขารให้สงบระงับ คือไม่กระดุกกระดิกนั้นไม่ใช่ การทำให้กิเลสสงบระงับไป กายจะยิ่งคล่องแคล่ว กายปาคุญญตา คือหมวดของเวทนา สัญญา สังขารยิ่งจะแคล่วคล่อง วิญญาณยิ่งคล่องแคล่วปราดเปรียว การทำให้กายรำงับ คำว่ากายสังขาร ท่านเน้นภายนอกแต่ไม่ได้แยกกันนะ ถ้าภายนอกทำได้หมดแล้วระงับได้แล้วก็เป็นอันข้างใน เป็นรูปจิต อรูปจิต ขั้นกลางคือรูปจิตก็ทำให้อกุศลจิตขั้นรูปสงบรำงับ ไม่กวนอีก ข้างนอกกามภพเราดับกิเลสสนิทแล้ว ก็เหลือภายในขั้นกลาง รูปแล้วก็ล้างอรูปต่อก็หมด ก็เป็นการทำกายสังขารสงบระงับ จิตระงับ ก็ต้องมาเรียนรู้จิตในจิต ก็คือรูปจิต ต้องเรียนวจีสังขาร ต้องเรียนในระดับสังกัปปะ 7 ในกายภายนอกก็เรียนสังกัปปะ 7 เหมือนกัน ในวงการศาสนาพุทธอาตมาไม่เห็นใครพูดถึงสังกัปปะ 7 และต้องมีวิชชา 3 คือกามวิตก พยาบาทวิตกเป็นคู่ เหลือวิหิงสาวิตกเป็นอันต่อไป การดำริในกามในพยาบาท เราก็จับตัวตักกะนี้ให้ได้ สังกัปปะนี้ให้ได้ แล้ววิจัยแยกแยะกิเลสในจิตออกแล้วกำจัดตัวกิเลส ไม่ใช่ไปดับจิตทั้งหมดเลย ไม่ใช่ กลายเป็นจิตไม่รับรู้อะไรเลย การทำสมาธิคือทำให้จิตมันหยุดไม่นึกไม่คิดอะไรเลย มันไม่ใช่ แต่ต้องทำให้อกุศลจิตเท่านั้นลดลง ยิ่งอกุศลจิตลดลงได้เท่าไหร่ จิตที่เหลือยิ่งเป็นจิตที่แคล่วคล่องว่องไว เป็นจิตที่จะรู้แจ้ง รู้จริง รู้สัมผัสกระทบรู้สะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีตัวอะไรปนเข้าไปด้วย ลดลงน้อยหนึ่งก็เหลือเท่าที่มันไปปนอยู่ ลดลงไปอีกลดลงได้ครึ่งหนึ่ง ก็เหนือกิเลสไปปนกับจิตครึ่งหนึ่ง ลดลง 75 ส่วนก็เหลืออีกแค่ 25 ส่วน รับรองได้หมดเลยก็ไม่มีกิเลสไปปนด้วย ในการสัมผัสที่จะปรุงแต่งอะไรก็ตาม เขาไม่ได้เข้าใจอย่างนี้เลย จิตที่หมดอกุศลจิตแล้วยิ่งสว่างไสวแคล่วคล่องว่องไวชัดเจน ไม่ใช่ว่าสงบนิ่งแข็งเป็นนิโรธ นิโรธของพระพุทธเจ้านั้นเป็นนิโรธที่มี สัญญาเวทยิตนิโรธ มีธาตุจิตเจตสิกทำงานกับเวทนา เคล้าเคลียอารมณ์ เราก็ทำเวทนา 108 ได้จบ คือนิโรธ ที่อาตมาพูดไปนี่ ไม่มีอาจารย์คนไหนพูดอย่างนี้หรอก อาตมาพูดเทียบเคียงกับตำราพระพุทธเจ้า เวทนา 108 เขาก็ไม่ได้พูดกัน โดยเฉพาะเวทนาที่เป็น มโนปวิจาร 18 ยังดีที่เหลือในตำราพระไตรปิฎก ผู้ใดไม่สามารถการแยกแยะเวทนาในเวทนา แยกแยะเคหสิตะกับเนกขัมมะได้ ว่า อาการอย่างนี้เป็นเคหสิตะ เป็นโลกียะ ทำให้กิเลสลดได้ก็ออกจากกิเลสนั้น ไปตามลำดับเป็นเนกขัมมะ แม้จะมีเนกขัมมสิตโทมนัส โสมนัส คือมันยังทุกข์อยู่ ต้องประคองอยู่ เหมือนกับคนขี่จักรยานเป็นใหม่ๆ ขึ้นนั่งอานได้ ดีไม่ดีก็ล้ม แล้วขึ้นมาใหม่ก็เป็นอย่างนั้นล้มลุกคลุกคลานจนกระทั่งแข็งแรง กว่ามันจะทำได้ดี ตอนแรกมันจะเป็นโทมนัส เราอ่านอาการที่แตกต่างกันของเนกขัมมะ กับเคหสิตะ ได้ โดยอาการลิงค นิมิต โดยฟังอุเทศจากอาตมา กิเลสมันลดได้มากได้น้อย ก็มีความต่างกันทั้งนั้นเลย อินทรีย์ 5 ของกิเลสมันลดลงไม่ใช่จิตนะ จิตใจก็จะสะอาดขึ้น ยิ่งกิเลสลดลงได้มากเท่าไหร่ จิตใจก็ยิ่งสะอาดขึ้น เป็นกายปาคุญตา ก็คือจิต หมวดของเจตสิก 3 เวทนาสัญญาสังขารก็ยิ่ง แคล่วคล่องว่องไว สังขารก็บริสุทธิ์สะอาดคล่องตัว ทำปฏิกิริยากับอะไรต่ออะไร สามารถจะทำงานเป็น กายกัมมัญญตา เป็นการงานที่ดีที่เหมาะควรประเสริฐ เพราะไม่มีกิเลสเข้าไปร่วม กิเลสลดลงนิดหนึ่งก็เป็นความประเสริฐขึ้นมา กิเลสลดลงหมดก็ประเสริฐทั้งหมด เป็นการงานที่สุดยอดและมีสัปปุริสธรรม 7 ก็ยิ่งประมาณได้อย่างเหมาะควร อย่างเป็นประโยชน์ต่อตนต่อท่าน คำว่ากายสังขารรำงับ พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนว่าคือการนั่งสมาธหลับตา เขาบอกว่า การนั่งหลับตาสะกดจิตให้เหลือแต่ลมหายใจเข้าออกพระพุทธเจ้าอธิบายอย่างจำนนในคนยุคนั้น ที่เขาหลงกับสมาธินั่งหลับตา แล้วเอาลมหายใจเป็นกสิณ มันจะตกค้างไปอย่างนี้จนเสื่อม การปฏิบัติสมาธิต้องหลับตาแล้วใช้ลมหายใจเข้าออกเป็นกสิณ จะต้องปฏิบัติอย่างนี้ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจะต้องอธิบายตามที่พวกที่ติดยึดอยู่ ท่านเพียงอธิบายอย่างอนุโลมตาม แต่จริงๆแล้วมันไม่ใช่อย่างนี้เลยไม่ใช่การนั่งหลับตาแล้วก็ไปเหลือ แต่ให้เปิดทวารเต็ม มีทั้งรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัส กาย ไม่ใช่ให้ไปนั่งหลับตาทำเท่านั้น แต่ท่านอธิบายตามความเป็นจริงที่เขายึดถืออยู่ตอนนั้น เขาก็เข้าใจอานาปานสติสูตรมีทั้งสติปัฏฐาน 4 ท่านก็อธิบายควบคู่กัน ต้องมีสติสัมปชัญญะรู้การก้าวเดินยืนนอน อานาปานสติก็ไม่ได้ขาดจากสติปัฏฐานสูตร สติปัฏฐานก็ต่อเนื่องไปหาอานาปานสติภายในไม่ได้แยกกันเลย แต่เขาไปแยกกันเอง ว่าสติปัฏฐานก็คือไปพิจารณาข้างนอก เช่น กายคตาสติ ก็มาพิจารณากาย ถ้าในจิตก็มานั่งทำสมาธิเอารู้แต่ภายใน การแยกกายออกเป็นภายนอกภายในแล้วผิดไปจากศาสนาพุทธ ปฏิบัตินั้นไม่มีทั้งภายนอกและภายใน กายคำเดียวทำให้ศาสนาพุทธล่มจมบรรลัยในทุกวันนี้ มิจฉาทิฏฐิคำว่ากายหมายถึงภายนอกเท่านั้นดินน้ำไฟลมไม่ใช่จิต อาตมาถึงได้รื้อฟื้นขึ้นมา ยังดีที่มีพระไตรปิฎกเหลืออยู่ยืนยันว่า กายนั้น ตถาคตเรียกว่าจิตบ้างมโนบ้างวิญญาณบ้าง เอามายืนยันได้ ไม่อย่างนั้นอาตมาถูกแขวนคอแล้ว ดีที่มีหลักฐานในพระไตรปิฎก
600927_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ต่างคิดต่างสิทธิ์ ตอน 3