ฌานของพุทธต้องเกิดจากจรณะ 15 วิชชา 8.docx
เนื้อหาในไฟล์
ฌานของพุทธต้องเกิดจากจรณะ 15 วิชชา 8 กำกับเลยว่า เรื่อง “ฌาน” ที่เป็นของพุทธแท้ๆ ตั้งใจฟังเป็นลำดับ ฌานที่เป็นของพุทธแท้ๆ อยู่ในจรณะ 15 วิชชา 8 ไม่ใช่ฌานสมาธิที่เกิดจากการหลับตาทำ จรณะ 15 วิชชา 8 ไม่ได้หลับตาทำเลย เป็นการปฏิบัติที่ทำให้ตื่นด้วย ไม่ใช่ตื่นธรรมดา ไม่ใช่ตื่นอยู่ในภพ ไม่ใช่ตื่นในภวังค์ แต่ตื่นทั้งทางกาย ทางวาจา ตื่นทั้งทางใจ เป็นผู้ที่พยายามต้องตื่นอยู่ตลอดเวลา คนที่ตื่นมาฟังธรรมนี้คุณยังไม่ครบเลย คุณยังไม่ได้ตื่นเต็มทั้งกายวาจาใจ มันยังไม่ครบ เพราะฉะนั้นต้องพยายามพากเพียรให้เป็น เป็นหนึ่งให้เป็นธรรมะที่มันกลับไปเพ่งลงไปที่จุดหนึ่ง เอาจิตเพ่งไปที่จุดหนึ่งให้มันเก่งให้มันชำนาญ เข้าไปที่จิต ที่คุณกำลังอภิสังขารกำลังปรุงแต่งพลังงาน มันจะชำนาญ มันจะสามารถทำได้ คุณทำอาชีพ ตามมรรคมีองค์ 8 คุณทำอาชีพอยู่ก็ เพ่งจิตไป ล้วก็แยกจิตให้ได้ มีสติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ คุณแยกแยะให้ได้ ถ้าไม่มีสติสัมโพชฌงค์แข็งแรงเต็ม มันก็วิจัยได้ยาก ถ้าฝึกไปมันก็จะเต็ม สัมโพชฌงค์คือสามารถถึงขั้นตรงตามคำตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า โพชฌงค์คือโพธิหรือความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า สามารถที่จะจับ มีสติที่เก่ง มีสัมปชัญญะปัญญาปฏิภาณที่ไวไปสามารถจับจิตแล้วก็แยกจิต แล้วท่านไม่ให้เอาอะไรเลอะเทอะมากมาย ท่านให้จับตรงที่เวทนา ตรงความรู้สึก เวลาปฏิบัติจริงๆมีกรรมฐานเป็นที่ตั้งคือเวทนา หรือว่ากรรมฐาน กรรมฐานของศาสนาพุทธคือเป็นฐานะของการงานก็คือเวทนา ในพรหมชาลสูตรพระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ถ้าอ่านพระไตรปิฎกแตกฉานจะเข้าใจ ไม่อย่างนั้นมันจะเยอะเหลือเกินจิตเจตสิกต่างๆก็เยอะ ท่านยอมให้เรียนรู้ที่เวทนาในเวทนาให้เต็ม 100 อาศัยแล้วก็เป็น 0 ได้ ดังที่พระพุทธเจ้าสอนให้แยกกายแยกจิต ถ้าอยากให้เป็น 0 ก
อ่านต่อ
็เป็นอุตุไปเลย ถ้าเป็น1 ก็เป็นพีชะได้ พ้นทุกข์แล้ว ไม่มีเวทนาไม่มีสัญญาก็พ้นทุกข์แล้ว ถ้ายังเป็นจิตอยู่ก็ยังเป็นอวิชชา ก็ไม่สามารถทำจิตให้เป็น พีชธาตุได้ ก็ยังมีทุกข์มีสุขอยู่ เป็นพระอรหันต์แล้วก็ไม่มีทุกข์มีสุข จิตของคนไม่ใช่จิตของพืช แต่จิตของคนที่สามารถทำจิตของตนเองส่วนหนึ่งให้เป็นพืชได้ ส่วนที่เหลือเป็นจิตสะอาดเป็นจิตแท้ๆเลย แต่ก่อนนี้จิตถ้าแบ่งเป็น 2 ส่วน คือจิตส่วนหนึ่งเป็นจิตอวิชชา จิตส่วนหนึ่งเป็นจิตเดิมที่ไม่มีกิเลส เมื่อคุณล้างอวิชชาออกไปจากจิตหมด จิตใจของคุณก็เลยสมบูรณ์ไม่มีกิเลสได้ จิตนิยามของคุณมีพลังงานมากกว่าหรือ วิจิตรพิสดารกว่าพืช ก็เอามาใช้งานทำประโยชน์ได้ ช่วยพืชเอง ช่วยสัตว์โลก ช่วยวัตถุดินน้ำไฟลมได้ ฌาน ของพุทธแท้ๆอยู่ที่จรณะ 15 วิชชา 8 จึงจะเป็นสัมมาทิฏฐิ เพราะฉะนั้นผู้ที่ไปนั่งหลับตาปฏิบัติ ไม่เป็นสัมมาทิฐิ ไม่มีวิชชา 8 ไม่มีจรณะ 15 ไม่มีอปัณกปฏิปทา 3 ไปหลับตาไม่มีชาคริยานุโยคะ ไม่ได้ทำตนเองให้ตื่น ไม่ได้มีโภชเนมัตตัญญุตา ไม่ได้กระทบอาหาร อาหารการกิน มีกะหล่ำปลีกิน มีกล้วยหอม มีดอกแค มีอะไรต่ออะไร พืชพันธุ์ธัญญาหารกินเยอะแยะ เราก็ไม่ได้ติดยึดอันนั้นอันนี้ บอกว่าไม่ชอบหรอกดอกแค ชอบกินแต่กะหล่ำปลี บางคน ชอบแต่บล็อกโคลี่ไม่ชอบดอกแค ก็มีตามเขา เราก็เป็นคนไม่เรื่องมากเป็นคนเลี้ยงยาก มันก็จะมีหลากหลายพืชพันธุ์ธัญญาหาร อันนี้มีวิตามินมีสารอาหารแบบนี้เยอะ อันนี้มีอันนี้อันนั้นมีอันนั้นแตกต่างกัน ก็กินถัวเฉลี่ยกันไปเท่าที่มี หรือเห็นว่าเราขาดอะไรก็หามาปลูกขึ้นมากิน ผู้ที่สามารถรู้ชีวิตที่มีโภชเนมัตตัญญุตา แล้วก็รู้จักการจัดสรรการกิน ของเรามีประโยชน์คุณค่าและไม่ติดในเรื่องรสชาติ ไม่ติดในสมมุติ กินอย่างมีปัญญา คุณก็หมดทุกข์หมดสุข ดีชั่วมันไม่ได้ยากอะไรหรอก รู้ว่ากินพืชดีกว่ากินเนื้อสัตว์ มันจะมีปัญญาปฏิภาณรู้ คนที่ยังไม่รู้เขาก็ยังคิดว่ากินเนื้อสัตว์นั่นแหละดีกว่า มันก็เป็นความเห็นของเขา แต่ของพระพุทธเจ้านั้นเขาก็ไม่เชื่อว่าพระพุทธเจ้าไม่ฉันเนื้อสัตว์ แต่เขาเชื่อว่าพระพุทธเจ้าฉันเนื้อสัตว์ ท่านฉันเนื้อ สุกรมัทวะ บอกว่าท่านฉันเนื้อหมูแล้วก็ตาย ก็มันชื่อ สุกระ เขาก็แปลว่าเนื้อหมู มัทวะ คืออ่อน เขาก็แปลว่าเนื้อหมูอ่อน แต่ที่จริงคือชื่อของเห็ดสุกระมัทวะ ในอินเดียมีราคาแพงนะ
การกินโภชเนมัตตัญญุตาเป็นเรื่องใหญ่ ท่านถึงเอาขึ้นไว้เป็นข้อแรกของอาหาร 4 เป็นเครื่องอาศัยในชีวิตมนุษย์สัตว์โลก จะต้องมีอาหาร อาหารที่สำคัญที่สุดก็คือ คำข้าวหรือการกิน พืชพันธุ์ธัญญาหาร สำคัญที่สุด คุณก็ต้องเรียนรู้กิเลสที่จะเกิดในอาหาร เรียนรู้เวทนาที่เกิดจากการกินอาหารครบครันหมดเลย ที่ท่านอุปมาอุปไมยว่า กินเนื้อสัตว์เหมือนกินเนื้อลูก อาตมาเข้าใจว่า ที่พระพุทธเจ้าตรัสอันนี้ไว้มันลึกซึ้งมาก พ่อแม่คู่นี้โง่จริงๆ แต่คุณว่าไม่ใช่ พ่อแม่ไม่ได้โง่ อาตมาว่าโง่คำนี้คืออวิชชา เขาอาจจะเป็นคนเฉลียวฉลาดทางโลกีย์ฉลาดยิ่งกว่าโดนัลด์ ทรัมป์ ฉลาดยิ่งกว่าทักษิณก็ได้ แต่เป็นการฉลาดเฉโก แต่เขาไม่มีความฉลาดทางโลกุตระ(พ่อแม่คู่นี้) เป็นความเข้าใจของอาตมาที่ต่างจากคุณเข้าใจมาจากอาจารย์คนอื่นสอน เพราะฉะนั้นเรื่องของการกินเนื้อลูกมันโง่ซ้ำซ้อน ที่อาตมาวิจัยให้ฟัง มันน่ากลัว มันทึ่มทื่อ ซื่อบื้อ คนที่กินอาหารคือคำข้าว กวฬิงการาหาร เปรียบเสมือนพ่อแม่ลูกเดินทางไปด้วยกัน สุดท้ายอาหารหมดก็ฆ่าลูกเอาไว้กินเนื้อ มันเป็นความโง่ที่อำมหิต เห็นแก่ตัวจัดที่สุด ในประดาคนที่ฆ่าลูกกิน ในยุคนี้จะมีไหม มีหรือฆ่าลูกกิน กินลงหรือ? (โยมว่า.. เอาไปขาย) อันนั้นเขาหลงเงินมากกว่าที่เอาไปขาย เขาก็ไม่ได้ขายเอาไปฆ่านะ ถ้าหากขายให้เอาไปฆ่าเขาจะขายไหม ก็คงไม่ขาย อาตมาว่าเขาก็ไม่กล้าขายให้หรอกคนที่เอาลูกไปฆ่า ซึ่งแค่ท่านสมมุติว่าฆ่าลูกกินมันก็สุดอำมหิตโหดร้าย ถ้าพ่อแม่จริงๆ พระพุทธเจ้าท่านตรัส ก่อนถ่านไฟแดงตกใส่ลูก กับตกใส่เรา ถ้าแอร์โฮสเตสจะสอนให้เอาของเราออกก่อน แล้วค่อยเอาออกให้ลูก แต่ถ้าคนจริงๆจะช่วยเอาของลูกออกก่อนหรือเอาของเราออกก่อน (โยม.. ตอบว่าลูก) เพราะว่าลูกอ่อนแอ แม่จะมีปฏิภาณรู้แต่ถ้าแม่โง่ๆก็เอาของตนเองออกก่อนสิ แต่แม่ที่ฉลาดมีปฏิภาณปัญญารู้ว่าลูกอ่อนแอ ก็จะช่วยลูกก่อนเราแข็งแรงกว่าจะทนได้มากกว่าลูก อันนี้เป็นสัจจะทั้งนั้นที่อาตมาพูด แม่ที่ฉลาดพอ ถ้าแม่โง่ๆก็จะได้อีกแบบ เวลาขึ้นเครื่องบินแอร์โฮสเตสจะสอนอย่างนี้ ให้ใส่เครื่องช่วยหายใจให้ตัวเองก่อนแล้วค่อยช่วยให้คนอื่น ที่จริงช่วยคนอื่นก่อนแล้วมาช่วยตัวเองมันก็น่าจะทันนะ
640113_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ฌานของพุทธต้องเกิดจากจรณะ 15 วิชชา 8