โอวาทปาติโมกข์ 3 เป็นของพระอรหันต์.docx
เนื้อหาในไฟล์
โอวาทปาติโมกข์ 3 เป็นของพระอรหันต์ พ่อครูว่า…ก่อนอื่นอาตมาขอไขความละเอียดลออของโอวาทปาฏิโมกข์ 3 ว่าพระพุทธเจ้าท่านนั่งสมาธิบรรลุธรรมใต้ต้นโพธิ์วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 โอวาทปาติโมกข์ 3 มีอะไร? 1. สัพพะปาปัสสะอะกะระณัง, 2. กุสลัสสูปสัมปทา, 3.สจิตตปริโยทปนัง อันนี้มันเป็นโลกุตระ พระพุทธเจ้าตรัสอันนี้กับพระอรหันต์ว่า “พวกเธอมี สัพพะปาปัสสะอะกะระณัง, กุสลาสูปสัมปทา, สจิตตปริโยทปนัง แล้ว บรรลุอรหันต์แล้วสมบูรณ์แบบจบ” ไม่ใช่โลกีย์ โอวาทปาติโมกข์ 3 ไม่ใช่โอวาทแบบโลกีย์ ที่ไปอธิบายว่า “สัพพะปาปัสสะอะกะระณัง”คือไม่ทำชั่ว, “กุสลาสูปสัมปทา”คือทำแต่ดี, “สจิตตปริโยทปนัง”คือทำจิตให้ผ่องใสสะอาดผ่องใส ซึ่งไม่ใช่แค่ทำดีทำชั่ว อาตมาอธิบายหลายครั้ง ดีชั่วมันเป็นแค่ของโลกีย โลกุตระนั้นเอาภาษามาเทียบเคียงได้เลย ไม่ใช่เรียนกันแค่ดีชั่ว โลกุตระนั้นก็เรียนดีชั่วตามสมมติสัจจะเข้าใจด้วย แล้วก็อนุโลมปฏิโลมกับความดีไม่ทำชั่วด้วยกับเขาเหมือนโลกียะ ไม่เป็นไร เพราะเข้าใจสมมุติสัจจะของโลกมีโลกวิทู ไม่ใช่คนไม่รู้โลกแบบหลับหูหลับตา ใครจะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้เรื่อง อย่าเอาธรรมะไปยุ่งเกี่ยวกับโลกอะไรต่ออะไร ซึ่งมันไม่ใช่ โลกุตระนั้นรู้โลกและอยู่เหนือโลก โลกทำอะไรโลกุตตรจิตโลกุตรธรรมของผู้บรรลุธรรมไม่ได้ ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ กระทบโลกธรรมอยู่ จิตก็ไม่หวั่นไหว ไม่มีกระทบกระเทือนจิตก็ยังแข็งแรงตั้งมั่นเป็นคุณสมบัติพิเศษเลย สัพพะปาปัสสะอะกะระณัง กุสลาอุปสัมปทา สจิตตปริโยทปนัง คือผู้ที่ไม่ทำบาปแล้วสัพพปาปัสสะอะกะระณัง คือไม่ทำบาป ไม่ทำโดยไม่ใช่แค่ข่มฝืน แต่พระอรหันต์เป็นปกติที่จะไม่ทำบาปแล้วโดยมีปฏิภาณปัญญารู้ทันบาปทั้งปวง บาปคือกิเลส บาปต่างจากกุศล บาป เฉพาะเลยคือทำให้กิเลสเกิดในจิตคือบาปค
อ่านต่อ
ู่กันกับบุญ ส่วน “กุศล” นั้นคู่กับ “อกุศล”เป็นโลกียะ, “บาป” กับ “บุญ”เป็นโลกุตระ แต่บาป เขาเอาไปเรียกในโลกียะ ด้วยก็อนุโลมเพราะถ้าคุณเข้าใจบาปคืออกุศลก็ดีแล้ว ยิ่งคุณเข้าใจคำว่าบาปก็คือเรื่องของการมีกิเลส อกุศลนั้น แม้แต่สมมติเราก็รู้ว่าอันนี้ไม่ดีตามสมมุติ แต่ไม่ได้เป็นโลกุตระ กิเลสจะไม่มีก็เป็นอกุศล หรือกิเลสจะมีก็เป็นกุศล เพราะว่าโลกเขายอมรับว่าดีสมมติสัจจะก็ยอมรับก็ดี แต่ไม่เกี่ยวกับกิเลส กุศลอกุศลไม่ได้อธิบายกิเลสอย่างเดียว แต่อธิบายก็ได้สำหรับคนที่มีปัญญา แต่จริงๆแล้วกุศลกับอกุศลไม่มีศูนย์ เป็นพระอรหันต์แล้วกุศลก็ยังมีอยู่ อกุศลไม่มีแล้วมีแต่กุศล จึงกุสลสูปสัมปทา กรรมใดๆของพระอรหันต์ต่อไปจึงมีแต่กุศลไม่มีอกุศลเลย บาปก็ไม่มี อกุศลก็ไม่มี นี่คือพระอรหันต์ แต่กุศลนั้นพระพุทธเจ้าแท้ๆยังไม่สันโดษในกุศล แต่บาปนั้นหมด พระอรหันต์ก็หมดบาปเต็มสมบูรณ์แล้ว ไม่มีบาปและไม่มีบุญ ทำกรรมใดๆไม่ต้องใช้บุญเพราะกิเลสหมดแล้วเพราะว่าบุญมีหน้าที่ฆ่ากิเลส สรุปโอวาทปาฏิโมกข์ 3 นั้นไม่ใช่ของโลกียะเลย แต่เป็นของโลกุตระ เป็นเรื่องของบุญบาป เป็นเรื่องของสุขทุกข์ สุขทุกข์นี้เขาเข้าใจกันยากมาก เพราะว่าสุขทุกข์เป็นโลกียะ ถ้ารู้สุข รู้ทุกข์ เป็นอริยะ สุขทุกข์เป็นโลกียะ พอมาเรียนรู้ความสุขความทุกข์และความสุขความทุกข์ดับความสุขความทุกข์หมดก็จบโลกียะเป็นพระอรหันต์เลย ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ อทุกขสมสุข หรืออุเบกขา จิตมีอุเบกขานิรันดรด้วย ไม่ได้เดานะ อุเบกขาไม่ใช่เดา เป็นอจินไตย แต่มีความละเอียดละออ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ที่ท่านแยกไว้ใน ธาตุวิภังคสูตร ปริสุทธาคือ บริสุทธิ์จากกิเลส ปริโยทาตา ยิ่งบริสุทธิ์แข็งแรงจากกิเลสมากขึ้น มุทุ จิตมีคุณสมบัติเป็นธาตุจิต 2 สภาพทั้ง เจโตและปัญญา ไวเร็ว นิ่ง ยิ่งไวยิ่งนิ่งๆๆๆ ซึ่งอธิบายแยกไม่ได้ มุทุ ทั้งนิ่งและไวๆๆ เป็นจิตที่ มุทุ การแปลโดยพยัญชนะวรรค ว่าอ่อน อาตมาแปลว่าจิตหัวอ่อน ทำให้เป็นก็ง่าย ทำให้ฉลาดก็เร็วทั้งสองสภาพ ทั้งเจโตและปัญญา เร็ว เจริญ เพราะจิตเจริญจึงมีกัมมัญญา มีอัญญาคือจิตฉลาดของโลกุตระ อัญญธาตุมาเป็นอัญญา กัญญา ปัญญา ชัญญา อะไรพวกนี้ ยังไม่ลงลึกในพยัญชนะเหล่านี้ อาตมารู้ในรากฐานพยัญชนะโดยมีสภาวะรองรับ เขาเรียนมาไม่เหมือนกับอาตมา เขาเรียนไวยากรณ์ตามวจีวิพากษ์ วากยสัมพันธ์ตามสมัยใหม่ ไม่ใช่รากฐานเดิม รากฐานเดิมไม่มีไวยากรณ์ เป็นธรรมชาติสภาวะเกิดตามภาษาธรรมชาติและผู้รู้มาเรียบเรียง ตอนนี้ไวยากรณ์เขาเรียนกันมาผิดเพี้ยนกันก็เลยแปลสภาวะผิดเพี้ยนไปด้วย แต่ไม่เป็นไร อาตมารู้ว่ามันเป็นความจำเป็นที่ต้องเป็นอาตมาต้องมาแก้มันเป็นสัมภาระวิบาก ที่ต้องทำ
640117_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ทำไมพ่อครูพาชาวอโศกลงสู่สนามการเมือง