ปฏิจจสมุปบาทเริ่มอธิบายที่ชาติ 5.docx
เนื้อหาในไฟล์
ปฏิจจสมุปบาทเริ่มอธิบายที่ชาติ 5 พ่อครูว่า...อาตมาขณะนี้ถ้าจะว่าดังก็คือคนไม่ชอบมาก คนไม่ชอบอาตมามากกว่าคนชอบ อาตมารู้อย่างนี้ หากอาตมาจะเป็นโฆษกอยู่ ประจบประแจงเอาแต่พูดสิ่งที่คนชอบอาตมาจะได้คนเยอะ ดังกว่าโพธิรักษ์เยอะ เป็นรัก รักพงษ์ดังกว่าโพธิรักษ์เยอะเลย ไม่ได้โง่ก็รู้อยู่ แต่เรื่องอย่างนั้น อาตมาเกิดมาชาตินี้เป็น รัก รักพงษ์ เป็นเรื่องลำลองเท่านั้นเอง อยู่ในอาการของลิงลมอมข้าวพองไม่รู้ตัวสมบูรณ์ ถูกโลกครอบงำ หลงอยู่กับลาภยศสรรเสริญโลกียสุขชั่วประเดี๋ยวประด๋าว แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ยังมีลิงลมอมข้าวพอง ถูกครอบงำทางโลก พระบิดาของท่านก็ครอบงำจริงๆ ไม่ให้ไปสัมผัสโลกีย์ ไม่ให้รู้จักทุกข์ ทุกข์ทางโลกที่เขาเข้าใจกัน พระราชบิดารู้ว่ามีความสุขโลกีย์อย่างไรก็ประคบประหงม พระพุทธเจ้าก็เลยต้องถูกครอบงำทางความคิดเหมือนลิงลมถูกเขย่าหมุนไม่รู้เรื่อง ทำตามเขาไป 29 ปี ท่านถึงตื่นเอง ไม่มีเหตุเจอพระเทวทูตทั้ง 4 เพราะเขาครอบงำไม่ให้เห็น คนแก่ คนป่วย คนตาย พระสงฆ์ เกิดมาอายุ 29 ปีไม่เคยเห็นเลย จนมีวันใดวันหนึ่งมีคนพาไปเล็ดลอดออกไปก็เห็นได้ แล้วไม่รู้จักคนป่วยนอนเจ็บครางอยู่ ก็บอกว่าอะไรเหรอ เพราะท่านไม่เคยป่วยเคยเจ็บอะไรเลย เขาก็บอกว่าคนป่วยพระเจ้าข้า ท่านก็บอกว่ามีอยู่หรือคนป่วยมันคืออะไรต้องเจ็บต้องป่วย แน่นอนพระพุทธเจ้าฟังเท่านี้ก็มีปฏิภาณว่ามันน่ากลัว ก็เห็นคนแก่เดินงกเงิน ก็ถามว่าอะไรหรือไม่เคยเห็น ท่านถูกครอบงำทางความคิดปิดบังหมด เขาก็บอกว่าคนแก่ ท่านก็ถามว่าอะไรคือคนแก่ เขาก็บอกว่าทุกๆคนก็ต้องเป็นอย่างนั้น ก็จะไปสู่ความเสื่อมอย่างนั้น นายฉันนะก็บอกว่าพระองค์ก็จะต้องเป็นอย่างนี้ ท่านก็บอกว่าเราจะต้องเป็นอย่างนี้ด้วยเหรอ เจ็บก็ต้องเป็นแก่ก็ต้องเป็น ไปเจอคนตายนอนหมดลมหายใจอยู่มีคนร้องไห้
อ่านต่อ
เต็มไปหมด ท่านก็ถามว่าอะไรคนก็บอกว่าคนตาย ท่านก็บอกว่ามีการตายด้วยเหรอ เขาก็บอกว่าทุกคนก็ต้องตายแม้แต่พระองค์ก็ต้องตายด้วยสักวันหนึ่ง ไปเจอนักบวช ก็ถามว่าอะไร เขาบอกว่านักบวชหาทางหลุดพ้นไม่ให้ เกิดแก่เจ็บตาย ท่านก็บอกว่าไปทำอย่างนั้นแล้วจะพ้นด้วยหรือ เขาก็บอกว่าใช่แล้ว พระองค์ก็บอกว่าเอาอย่างนี้แหละ ขนาดนั้นท่านรู้แล้วว่าจะต้องไปเป็นนักบวช แต่ความครอบงำทางโลกก็ยังไปหลงตามโลกเขาไปทำตามแบบเดียรถีย์พาไปทรมานทรกรรม มีลูกศิษย์ปัญจวัคคีย์ 5 รูป ซึ่งเขาก็รู้กันแล้วมีคนพยากรณ์แล้วว่าท่านจะได้เป็นพระพุทธเจ้า แม้แต่พราหมณ์คนหนึ่งใน 5 รูปนี้ก็เป็นคนพยากรณ์เป็นพราหมณ์ชื่ออัญญาโกณฑัญญะ แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าเป็นตัวจริงหรือเปล่าก็ต้องดูกันไป ท่านต้องไปทำทุกรกิริยาตั้ง 6 ปี หนักหนาสาหัสลำบากลำบนขนาดไหนท่านทำชนะเขาหมดเก่งกว่าเขาหมด แต่ก็ไม่ได้หลุดพ้นอะไรท่านก็เข้าใจแล้วไม่ทำต่อ อัตตกิลมถานุโยคแบบนี้ท่านไม่ทำต่อ ท่านก็มาหาทางของท่าน มันก็ยังไม่ขึ้นมาในภูมิธรรมเดิมของท่าน จนกระทั่งวันเพ็ญเดือน 6 นั่งทำจิตสงบแบบที่ฤาษีเขาทำ จิตมันก็สงบ ความรู้เดิมคือสัญญาเก่าของเก่า ที่จริงท่านได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณมาแล้วในชาตินี้ท่านไม่ได้ปฏิบัติธรรมเลยในร่างของเจ้าชายสิทธัตถะ เมื่อออกบวชก็ไม่ได้ปฏิบัติธรรมแบบสัมมาทิฏฐิแต่ปฏิบัติธรรมแบบมิจฉาทิฏฐิมันก็ไม่ได้บรรลุ แต่พอท่านมารำลึกถึงตัวเองว่าเราทำอะไรมาบ้างบุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลึกแปลว่าอะไรคือความเกิด ความดับ ความตาย ก็อ๋อ เกิดเป็นอย่างนี้ดับเป็นอย่างนี้ สองคำนี้เทวะสองคำ เกิดกับดับ อ๋อ.. เกิด เพราะว่ามีอวิชชา เพราะว่าความไม่รู้ เป็นเหตุต้นตอของปฏิจจสมุปบาท อ๋อ.. อย่างนี้เอง จนกระทั่งความรู้เดิมที่ท่านได้ตรัสรู้เดิมมาแล้ว ขึ้นมาจนกระทั่งจบที่ ชาติ การเกิด ถ้าเราดับเหตุแห่งการเกิดก็ดับไปถึงอวิชชาสมบูรณ์แบบ จบเกม เพราะฉะนั้นจึงเริ่มต้นศึกษาที่ชาติ เริ่มต้น ณ บัดนี้
ท่านแจก ชาติ 5 ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ แจกคำว่าชาติ อาจจะมีผู้บรรลุอรหันต์ในตรงนี้ ชาติ อาตมาแจกง่ายๆว่า ชาติคือรูป และชาติคือนาม ชาติ คือ รูป การเกิดทางกาย เกิดชาติพันธุ์ ประชาชาติ ชาติ คือ นาม การเกิดทางจิตโอปปาติกโยนิ ได้แก่ 1. ความเกิด (ชาติ) 2. ความบังเกิด (สัญชาติ) 3. ความหยั่งลง (โอกกันติ) 4. เกิด (นิพพัตติ) 5. เกิดจำเพาะ (อภินิพพัตติ) [ล.16 ข.7]
โอปปาติกะ คือ ความเกิดทางจิตวิญญาณ ชาติทางนามนี่แหละ มาเรียนตรงนี้ให้ละเอียด ทางรูป วัตถุเขาศึกษากันมาแล้ว พวกชาติพันธุ์การเกิดทั้งร่างกายรูปแบบนั้นไม่มีทางพาพ้นทุกข์ มีแต่หลงทางกาย ชาติพันธุ์สังขารโลกไป แต่ทางชาตินามธรรมนี้จะพาบรรลุธรรม ท่านแจกชาติ 5 โดยบัญญัติ ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ อาตมาจะไม่ไปวิจัยคำแปล หรือ ความหมายที่ท่านไปในพระไตรปิฎกก็ตามหรือในผู้รู้ท่านอื่นก็ตาม อาตมาจะแปล และขยายความตามความรู้ของอาตมา ใครไม่เชื่อว่าอาตมาเป็นผู้บรรลุธรรมเหล่านี้จริงก็คงจะไม่อยากฟัง แต่ใครพอเชื่อก็อาจจะฟังบ้างไม่ฟังบ้าง ถ้าใครเชื่อมากก็จะฟังมาก ใครเชื่อจริงๆก็ตั้งใจฟัง ก็แปล คำว่า ชาติ 5 ชาตินี้ก่อน ชาติ ตัวแรก ชาติ คือ ความเกิดที่เป็นการเกิดกลางๆ กว้างๆ รวมๆทั้งหมด ก็คือการเกิดรวมทั้งชาติข้อที่ 2-5 ตีขลุม เหมือน รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ รูป คือทางนอก เหตุปัจจัย 1 นาม คือ เวทนา สัญญา สังขาร เป็นต้น ก็ต้องเรียนให้รู้จักการแบ่งรูปแบ่งนามให้ดี แล้วเกิดการสังเคราะห์สังขารไปตลอดคู่เป็นเทวะ จนกระทั่งจบนิพพาน รู้สภาพสอง ของการเกิด เทวะ เป็นพยัญชนะสำคัญมากรวมไว้ทั้งหมด ผู้ที่อวิชชาก็รวมไปเป็นเทวะยิ่งใหญ่ เป็นเทวดาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด พระเจ้าทางพระพรหมก็เรียกว่ากูนี่แหละใหญ่ๆ พระเจ้าทางด้านไม่ใช่พระพรหม เป็นอีกไม่รู้กี่ศาสนาทางเทวนิยม ที่เป็นมิจฉาทิฐิ พรหมของพระพุทธเจ้า ก็มาแยกจากของพวกฮินดู ศาสนาพราหมณ์กับศาสนาพุทธสลับไปสลับมา ต่อไปศาสนาพุทธผิดเพี้ยนไม่เหลือศาสนาพุทธแล้ว ก็ไปใช้ชื่อศาสนาพราหมณ์ ก็เลยกลายเป็นศาสนาพราหมณ์ ศาสนาพุทธกับศาสนาพราหมณ์จึงเป็นคู่กันอย่างนี้ ไปตลอดกาลนาน สภาวะเดียวกันแต่เข้าใจผิดต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น พราหมณ์ทั้งหลายที่เรียนพระเวท ก็คือเรียนศาสนาพุทธนี่แหละอันเดียวกันพระเวทกับพุทธ ไตรเพทกับไตรวิชชาของพระพุทธเจ้าอันเดียวกัน ไตรเวท กับ ไตรวิชชา ของพระพุทธเจ้าอันเดียวกัน แต่เขาเข้าใจผิดก็เลยกลายเป็นอีกอย่าง พยัญชนะก็สลับกันไปเป็นสิริมหามายา ในยุคพระพุทธเจ้าพราหมณ์เป็นใหญ่ แต่พราหมณ์ก็เหมือนกับพุทธ สมัยนี้ เรียกภิกษุของพุทธสมัยนี้ว่าพระ พระก็กลายเป็นพระมหาศาล สมัยโน้นก็เรียกว่าพราหมณ์มหาศาลคือเป็นพราหมณ์แบบมิจฉาทิฏฐิ ในยุคพระพุทธเจ้า พระสมณโคดมนี่แหละ เขาก็มีพราหมณ์มหาศาลผู้เจริญบางจำพวก ฉันอาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาอยู่แล้ว ยังมีน้ำหน้ามาหากินด้วยเดรัจฉานวิชชา คือ เดรัจฉานวิชชาไม่ใช่ภาษาหยาบ แต่เป็นวิชชาที่ขวางทางนิพพาน เป็นวิชาที่มิจฉาทิฏฐิออกไปไกล จนกระทั่งกลายเป็นอบายมุข ทฤษฎีอะไรเลอะเทอะเอามาใส่เข้าไป พระพุทธเจ้าจึงตั้งศีลขึ้นมา มหาศีลเป็นเรื่องของ ความรู้ตีกรอบของศาสนาพุทธที่จะต้องไม่มีเดรัจฉานวิชา เขาไม่เข้าใจแล้วในยุคนี้ เพราะฉะนั้นศาสนากระแสหลักชาวพุทธกระแสหลักทุกวันนี้จึงเต็มไปด้วยเดรัจฉานวิชา แถมมีไสยศาสตร์ ยิ่งเป็นพวกงมงาย ไสยศาสตร์ คือ ศาสตร์ของคนหลับ ไม่ใช่ศาสตร์ของคนตื่น ชาคริยา
ความเกิด จากอวิชชา จึงไปหลงความผิดเป็นความถูกไปหลงเดรัจฉานวิชาไปหลงเดียรถีย์ที่เคยผิดมาหมด ไปหลงพวกศาสนาพราหมณ์ ศาสนาพุทธเดี๋ยวนี้ก็ยังอาศัยศาสนาพราหมณ์อยู่บ้าง แต่เดี๋ยวนี้ศาสนาพราหมณ์ในเมืองไทยยอมรับตัวเองว่ารองจากศาสนาพุทธ เป็นผู้ที่ทำมาหากินเลี้ยงตัวเองด้วยอวิชชาอยู่ในศาสนาพุทธ แต่เขาก็มีไตรเวทของเขา ก็อันเดียวกันแต่เขาเข้าใจผิดเป็นถูก เข้าใจถูกเป็นผิด เราก็มาเดินสวนกระแส ปฏิโสตัง ชาวพุทธนี้จึงไปหลงไปทำความเกิดให้แก่ลาภ ยศ สรรเสริญ ไปทำความเกิดให้แก่สุขแล้วก็เสพ แล้วก็สิงเสพ เพราะไม่มีปัญญาอันยิ่งจึงสิงเสพโลกีย์อยู่ โลกียธรรม ก็มีลาภยศสรรเสริญสุข อันใดเกิดลาภ สิงเสพติด อันใดเกิดยศก็สิงเสพ อันใดเกิดสรรเสริญก็สิงเสพ อันใดเกิดสุขก็สิงเสพอยู่ ยังมีอยู่เต็ม เพราะฉะนั้น ลาภยศสรรเสริญสุขนี้คือ ดอกผลใบ อันงอกงาม เจริญไพบูลย์ เป็นดอกใบผลของต้นไม้ที่งอกงามเจริญไพบูลย์ ในมหาสาโรปมสูตร พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้อุปมาอุปไมย แก่นไม้คือวิมุติ ผู้แสวงหาอยากได้วิมุติ แต่อวิชชาก็ไปหลงงมงายอยู่แต่ผลใบดอกของต้นไม้ สิ่งเสพ บริโภคชื่นใจ เป็นสุขอยู่ในลาภยศสรรเสริญสุข เต็มไปหมด ขออธิบายคู่ อาตมามีสภาวะ จำแต่พยัญชนะมาแปะไว้ให้ถูกสภาวะ พ่อครูว่า…ใครจะเพิ่มเวลาให้อาตมาสัก 2 ชั่วโมง นี่พูดเบาๆนะ เพราะกลัวท่านจะตื่นเต้น
640115_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ปฏิจจสมุปบาทเริ่มอธิบายที่ชาติ 5