ทำไมบางคนเลือกเป็นอรหันต์แล้วจบไม่เลือกต่อโพธิสัตว์.docx
เนื้อหาในไฟล์
ทำไมบางคนเลือกเป็นอรหันต์แล้วจบไม่เลือกต่อโพธิสัตว์ _Ka Por กะป้อ . เหตุปัจจัยใด ที่ทำให้คนๆหนึ่งเลือกทางไปเป็นพระโพธิสัตว์ มากกว่าหลุดพ้นบรรลุอรหันต์ พ่อครูว่า… คำพูดของผู้ที่ถามมมานี้ ไม่เข้าใจคำว่าโพธิสัตว์กับอรหันต์ดี ซึ่งมันก็ไม่ง่าย ก็เห็นใจอยู่ คนๆหนึ่งเลือกทางเป็นพระโพธิสัตว์มากกว่าหลุดพ้นบรรลุอรหันต์ คำว่า โพธิสัตว์ หมายความ ในความหมายพื้นๆต้นๆก็น่าจะต้องอธิบายหรือแปลความให้ฟังได้ว่า คือเป็น ผู้ที่ ปรารถนาโพธิญาณ ปรารถนาโพธิไปจนสุดโพธิ เพราะคำว่าโพธินี่หมายความว่า ตรัสรู้ อรหันต์หมายความว่า เป็นผู้ที่จบสุด อรหันตะ นี่คือเป็นผู้ที่รู้ ตัวจบ ส่วนโพธิเป็นผู้ปรารถนาความรู้ ทีนี้ความรู้ โอ้โห.. มันมีโพธิสัตว์ 9 ขั้น แต่อรหันต์มี 6 ขั้น ก็เลยแยกแยะอธิบายให้ฟังหมดแล้ว เพราะฉะนั้นผู้ที่ปรารถนาโพธิสัตว์ เลือกทางไปเป็นโพธิสัตว์ ก็เป็นผู้ปรารถนาที่จะไปเป็นโพธิสัตว์ถึง 9 ขั้น ส่วนผู้ที่เลือกทางอรหันต์ ไม่อยากเป็นหรอกพระพุทธเจ้า ขอจบกิจ เพราะฉะนั้นก็จะสั้น ไม่ค่อยมีความรู้ในเรื่องโพธิสัตว์ ก็จะสั้น จะพยายามปฏิบัติ ตั้งแต่ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ให้จบกิจของตัวเองเป็นอรหันต์ นั่นคืออรหันต์โดยเฉพาะ โดยแท้ๆ ไม่ได้คิดจะไปเป็น อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นอรหันต์ขั้นที่ 6 เอาแต่แค่อรหันต์ขั้นที่ 1 ซึ่งมีอรหันต์อีกมากขั้น ก็ได้ เจาะช่องน้อยแต่พอตัว ก็ไม่มีปัญหา ฉะนั้นนัยยะที่ทำให้คนเลือกเป็นผู้โพธิสัตว์มากกว่าเป็นอรหันต์ก็คือผู้ที่รู้ การรู้ความจริงให้มากในการจบอรหันต์ จบอรหันต์ขั้นเดียวแล้วก็ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็ไม่มีปัญหาเป็นผู้จบช่องน้อยแต่พอตัว ไม่ต้องไปรู้อย่างอื่นเพิ่มเติม ไม่ต้องช่วยใคร ช่วยตัวเองให้รอดได้แล้วก็ไปเลย เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีความเห็นแก่ความกว้าง เห็น
อ่านต่อ
แก่มวลมนุษยชาติ เห็นแก่ผู้อื่นบ้าง ก็เลือกทางโพธิสัตว์ ผู้ที่ไม่คิดเห็นแก่ใคร เห็นแต่แค่ตัวเองเท่านั้น ก็เอาแต่อรหันต์ ที่จริงแล้วมันมีภาวะปฏิสัมพัทธ์ มีปฏิกิริยาๆ มันเกิดนัยยะที่กระทบกันอยู่ ทั้ง 2 ในทั้งโพธิสัตว์และอรหันต์ ถ้าเผื่อคุณเลือกแต่เฉพาะ อรหันต์ มันจะเลยเถิดไปสุดโต่งอยู่คนเดียว ต้องอยู่กับหมู่อยู่กับผู้รู้ จริงๆอรหันต์ต้องอยู่กับโพธิสัตว์คนจะช่วยได้ คุณต่างไปอยู่กับอรหันต์ปลีกเดี่ยว มันก็เลยสุดโต่ง อยู่แต่ผู้เดียว บิณฑบาตแต่ผู้เดียว เดินจงกรมผู้เดียว ฉันผู้เดียว ผู้เดียว เดี๋ยวก็ได้เป็นอรหันต์อะไรอย่างที่เขาพูดกัน ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าพวกนี้เป็น พวกที่ไม่มีเพื่อน 2 หรือเพื่อน 2 คือกิเลสนั่นแหละคือคนจมกับกิเลส ไม่มีใครกระทุ้ง กระแทก เป็นเหตุปัจจัยไม่มีใครสัมผัส เพื่อจะทำให้เกิดการรู้ คนๆเดียวตัวเองก็ไม่รู้เรื่องอะไร ยังไม่ได้บรรลุ ยังไม่ได้จบอะไร ผู้อื่นเขาก็จะมีส่วนที่จะมีความต่าง มีอะไรที่รู้ต่าง นั่นแหละจะทำให้รู้สิ่งที่มีสภาพ 2 เปรียบเทียบ ไม่ใช่แต่จะจมอยู่กับหนึ่ง งมงายอยู่กับหนึ่งอย่างเดียว บรรลุยาก ยิ่งบรรลุยากแล้วหลงว่าจะบรรลุเร็ว มันไม่ใช่ มันยิ่งบรรลุยาก มันยิ่งช้ายิ่งนาน ศึกษาดีๆพวกเราพยายามสรุปให้เห็นทางที่ อาตมาพาพวกเราปฏิบัติ มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี ดำเนินตามจรณะ 15 วิชชา 8 ไม่ผิดทาง โดยเฉพาะสิ่งที่ไม่ผิดที่ยืนยันก็คือมี อปัณณกปฏิปทา 3 เป็นความไม่ผิดจากศาสนาพุทธ อันนี้เป็นเครื่องชี้บ่งเลยว่า คนที่ไปปลีกเดี่ยว ไปหลับตา ไปอะไรต่ออะไรพวกนี้ มันโมฆะ มิจฉาทิฏฐิกัน นี่แหละ อปัณณกปฏิปทา 3 เป็น 3 ข้อหลักที่มันบอกชัดเจนว่า คุณจะต้องมาอยู่กับหมู่ มีสำรวมอินทรีย์ มีการร่วมกัน มีการเปิดตา ลืมตา รู้โลก มีอินทรีย์ 6 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่ปิด นั่นข้อแรกปิดตานี้ไปมันหมดเลยข้อเดียวก็จบแล้ว เปิดตาแล้วท่านสรุปลงไปว่าอาหารนี่แหละทวาร 5 6 กับจิต เป็นตัวก่อกิเลสที่เป็นหนึ่งในโลกเลย เรียนรู้ตรงนี้ นอกนั้นก็ผัสสะเครื่องใช้กับอะไรอื่นๆอีกต่อไป ต้องพยายามรู้ด้วยตื่นๆชาคริยานุโยคะ ไม่ใช่ไม่รู้ด้วยหลบๆรู้ด้วยหลับๆรู้ด้วยหลีกๆ ลี้ๆ ไม่ใช่นี่แค่ 3 ข้อก็ไขความสมบูรณ์แบบแล้ว เพราะฉะนั้นพวกหลับตานี่ อาตมาไม่รู้จะพูดยังไงได้ มิจฉาทิฎฐิกันไปจนกลายเป็นยุคเสื่อม เสื่อมจนไปยึดความผิดเป็นความทุกข์ แล้วยึดมั่นถือมั่นด้วย ยึดมั่นถือมั่นแล้วตัวเองก็โง่ดักดาน ผู้ที่เอาความถูกต้องมาเปิดเผย มายืนยันปฏิบัติใช้เวลาพิสูจน์ให้เห็น ซึ่งไม่ตรงกับตัวเองที่ตัวเองเข้าใจ ว่านี้ ปฏิบัติแล้วมีการยืนยันบรรลุได้ทั้งบุคคลทั้งหมู่กลุ่ม เป็นสังคม เป็นวัฒนธรรมถึงขั้นสาธารณโภคี ถึงขั้นสาราณียธรรม 6 มีวรรณะ9 อะไรก็แล้ว แต่มีพุทธพจน์ 7 จะยืนยัน มีพฤติกรรมจริง มีกิริยาจริงของพุทธพจน์ 7 ของวรรณะ 9 จริงๆด้วย คนเลี้ยงง่ายเป็นยังไง คนบำรุงง่ายเป็นยังไง คนมักน้อยเป็นยังไง คนสันโดษเป็นยังไง ปฏิบัติประพฤติขัดเกลาตัวเอง สัลเลขะอยู่ตลอดเวลาคือยังไง หลักเกณฑ์มีข้อปฏิบัติที่สูงส่งไปเรื่อยๆ ธูตะ ส่งข้อปฏิบัติที่เจริญไปตามลำดับ จนกระทั่งบรรลุธรรม อปจยะ วิริยารัมภะสูงสุด (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะเดินดิน... อาตมาเคยไปสอบนักธรรมตอนบวชใหม่ๆ ไม่อย่างนั้นจะถูกเกณฑ์ทหาร ไปทำข้อสอบได้บัดนั้นจนถึงบัดนี้ เขาถามว่าปฏิบัติธรรมข้อไหนถึงจะถือว่าไม่ผิด อาตมาก็ได้ตั้งแต่ศีลมรรคมีองค์ 8 มันก็ทุกๆข้อ เลยเดาเอาว่ามรรคมีองค์ 8 ก็แล้วกัน แต่ที่ไหนได้คือ อปัณณกปฏิปทา เขาถามง่ายๆแต่เรายังไม่มีไหวพริบปฏิภาณ พ่อครูว่า... อาตมาก็เริ่มต้นอย่างที่ไม่มีปฏิภาณไหวพริบ อย่างที่ท่านเดินดินว่า ก็อย่างนี้แหละบางทีก็ตอบไม่ตรงกับผู้ที่เขารู้ที่เขาลองภูมิเรา เราตอบง่ายๆไม่ถูกต้อง ตามที่เขาว่า เขาก็ถือว่าอย่างนี้ไม่รู้จริง เขาก็ใช้หลักนี้พวกนี้ตัดสิน มันก็เสียประโยชน์เขาเหมือนกัน เอาก็ค่อยๆเป็นไป มาทำงานมาตั้ง 50 กว่าปี จึงเห็นว่าโอ้โห…กอบกู้มาได้ขนาดนี้อาตมาก็พูดแล้วพูดอีกว่า อาตมาภาคภูมิใจ พอได้ 661115 ชีวิตที่จบกิจในระบบสาธารณโภคี นี่เป็นตัวตัดสินอรหันต์ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก