หมดอวิชชาในอัตตา 3 ก็รู้สาระในอัตตาที่ควรมีควรเป็น.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข16 พฤศจิกายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

หมดอวิชชาในอัตตา 3 ก็รู้สาระในอัตตาที่ควรมีควรเป็น เพราะฉะนั้นการศึกษาของพระพุทธเจ้า เรามาไล่ตั้งแต่ต้น เรื่องกาย เป็นความโง่ เป็นอวิชชา เป็นอาสวะข้อที่ 1 ที่คนไม่รู้เรื่องกาย เป็นข้อต้นเลย ถ้าเข้าใจกายผิด ฟังอีกซ้ำเป็นครั้งที่ล้าน กายคือสภาพ 2 กายคือ จิต มโน วิญญาณ เอาคำตรัสพระพุทธเจ้ามาตรัสมายืนยันในพระสูตร เพราะฉะนั้นนคนที่ไปเข้าใจว่ากายเป็นสรีระ กายคือ วัตถุกายคือสิ่งเดียว ทั้งๆที่ในบาลีแปลกายว่าคือ หมู่ คือฝูง คือกลุ่ม ไม่ใช่แปลว่าเดียวนะ ในพจนานุกรมบาลีไทยเขาก็แปลอย่างนั้น แต่เขาเข้าใจมิจฉาทิฏฐิว่า กายคือไม่ใช่องค์ประชุม ไม่ใช่หมู่ฝูงแต่เป็นหนึ่งเดียว หนึ่งเดียวนั้นหมายถึงอะไร หมายถึงวัตถุ หมายถึงสรีระภายนอก มันก็มิจฉาทิฏฐิอย่างโอ้โห เก็บไม่ขึ้นเลย มิจฉาทิฏฐิที่ดึงขึ้นมาไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นมันจึงไปผิด ไปนั่งหลับตาทำเพราะมันมิจฉาทิฐิกาย ปฏิบัติไม่มีกายไม่ได้ ศาสนาพระพุทธเจ้าต้องเรียนรู้กายซึ่งจะรู้กาม ถ้าไม่มีกาย ไม่มีกาม เพราะฉะนั้นเบื้องต้นคุณก็ไม่เกิดแล้ว คุณก็ไม่ได้ล้างกิเลสเบื้องต้นตั้งแต่กามที่เกิดจากกายสัมผัส ตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสแล้วจิตของคุณก็ร่วมแล้วก็เกิดกิเลส เป็นเบื้องต้น เป็น โอฬาริกอัตตา เป็นกามราคะ หมดกามราคะแล้วจึงจะเหลือ รูปราคะ อรูปราคะ ถึงจะเป็นมโนมยอัตตาแล้วจะถึงอรูปอัตตา อย่างนี้เป็นต้น ก็ไม่รู้ลำดับก่อนหลังพวกนี้ จะกินทุเรียนก็เอาปากสวบไปกับลูกทุเรียนที่มีหนามเลยจะกินเนื้อในมัน ปากคุณก็เยินหมดทั้งหมด คุณต้องค่อยๆหาวิธีเอาหนามแหลมออก มันหยาบนี่ บาดมันเจ็บมันปวดมันทรมานนะ หนามทุเรียนภายนอกนี่แหละคือกาม คือกิเลสหยาบ คุณไม่ทำให้มันหมดมันลดมันบรรเทา มันพ้นไปได้ก่อนจะได้เข้าไปกินเนื้อมั ไม่ได้กินหรอก กี่ชาติก็ไม่ได้กินเนื้อ ฝันเพ้อไปเฉยๆงมง

อ่านต่อ

ายทำกันอย่างเกิดมรรค เกิดผลไม่ได้ ประเภทที่ตีกิน บันไดขั้นที่ 1 2 3 คุณกระโดดพรวดไปบันไดขั้นที่ 2 3 เลยบันไดขั้นที่ 1 คุณละเลย คุณจะตีกินได้ไง _สู่แดนธรรม... อันนี้จริงครับ อาจารย์ผมก็บอกว่าให้ลดละอัตตาภายในแล้วกามข้างนอกก็จะชนะไปด้วย พ่อครูว่า... เก่งกว่าพระพุทธเจ้านะ เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลายเข้ามา แล้วเปิดหาข้างนอก ก็พระพุทธเจ้าคนละองค์กับเรา สอนกันไปต่างกันไปตามประสาเขา เพราะฉะนั้น การไม่รู้จักกาย ไม่รู้จักกาม ไม่รู้จักกายบรรลุที่เป็น อุตระ อยู่เหนือ ภาษาไทยว่าอยู่เหนือ มันก็เลยมิจฉาทิฏฐิกันไปหมด ผู้บรรลุธรรมตั้งแต่กาย ก็คือมาล้างกิเลสกาม เมื่อกิเลสกามของคุณไม่มี กิเลสกามของคุณหมด เป็นอนาคามี เป็นต้น คุณก็อยู่กับโลกที่มีกาย กามของโลก มันก็มี แต่เราอยู่เหนือ อุตระ มันไม่ต้องแล้ว มันไม่ต้อง สัมผัสก็เฉยๆ ไม่ต้องผลัก ไม่ต้องดูด ไม่รัก ไม่ชัง ต้องการก็ไม่มี ไม่ต้องการก็ไม่มี นิวตรอนแล้ว กลางๆ อารมณ์กลางๆแล้ว กับสิ่งที่ปฏิบัติภายนอก ตา หู จมูก ลิ้น กาย กระทบ เพราะฉะนั้น สุขทุกข์กับกามกับ ตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสเสียดสียังไงก็ไม่สุขไม่ทุกข์ รู้แต่ความจริงตามความเป็นจริง _สู่แดนธรรม... ไปไหนมาไหนก็ยิ่งกว่าเอกราชทั้งปวง พ่อครูว่า... ไปไหนมาไหนก็ยิ่งกว่าเอกราชทั้งปวง ไม่มีลำบากลำบนอะไรเลย เหลือภายในก็ล้างกิเลสแต่อุทธัมภาคิยสังโยชน์ภายในให้มันจบ มันก็จะเป็นอรหันต์สมบูรณ์แบบ หมดภายนอกเป็นอนาคามีแล้ว ภายนอกหมดกาม เพราะฉะนั้นผู้ที่ฝึกเรียนศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าตามลำดับ รู้จักกาย ล้างกิเลสกามที่เกิดจากกายดับได้อยู่เหนือ อุตระ ไม่ได้หนีจากโลกกาม กามาวจร คุณก็ยังอวจรอยู่กับโลกกาม แต่จิตของคุณไม่มีกามแล้ว รู้แต่ความจริงตามความเป็นจริง ตากระทบรูปก็รู้ว่า รูปเป็นอย่างนี้ เขาสมมุติว่าสวย เขาสมมุติว่าอยากได้ ไม่อยากได้อะไร เราก็รู้ควรไม่ควร ควรมีก็เอา ไม่ควรมีก็ไม่ต้อง ต้องใช้ศัพท์ได้แค่นี้ ไม่มีปัญหาอะไรจริงๆ ฉะนั้นความต้องการเพื่อกิเลสกาม ไม่มี มันจึงเบา มันจึงไม่มาก เพราะฉะนั้นของหยาบในโลกที่เป็น โอฬาริกอัตตา หรือเป็นกามภายนอก จะอยู่ในโลกนี้ เราก็เบา เราก็รู้แต่สาระแท้ๆของมันว่า เออ อันนี้ คืออันนี้ เราชอบอย่างนี้แหละ..รูป เราชอบนี้แหละ..เสียง เราชอบอย่างนี้แหละ..กลิ่น อย่างนี้แหละรสเราชอบ ไม่มี รู้แต่ความจริงมันเป็นอย่างนี้ ควรหรือไม่ที่จะใช้ ควรหรือไม่ที่จะเอามาอาศัยในชีวิต ถ้าไม่ต้องอาศัยไม่ต้องใช้ เราก็ไม่ต้องมีไม่ต้องเป็น มันก็ไม่ไปแย่งชิงอะไรใคร เพราะความต้องการหรือการอาศัยใช้ของคนแต่ละคน มันนิดเดียว มันไม่มากเลย มันไม่มาก แต่คนที่ยังไม่ละไม่ลด มันก็มากสิ น้อยลงๆก็ดี สำส่อนมากก็เลอะ แม้คุณยังติดยังยึดอยู่ ในรูปก็ตาม ในเสียงก็ตาม ในกลิ่น ในรส ในสัมผัสเสียดสี โผฏฐัพพะ ก็ตาม มันก็ต้องมีความจริง ตามความเป็นจริงที่ต้องอาศัยเท่านั้น คนพวกนี้ก็เป็นนักเศรษฐศาสตร์ นักเศรษฐกิจที่ไม่แย่ง ไม่ชิงใคร อาศัยแต่พอตัว นิดเดียว แต่คนมีสมรรถภาพทำงานสร้างเครื่องกินเครื่องใช้ เครื่องอาศัยได้มากกว่าที่ตนเองกินใช้ หรือแม้แต่จะไม่ทำหน้าที่สร้างปัจจัย 4 ไม่สร้างปัจจัยที่กินใช้โดยตรงอาศัยโดยตรง สร้างอื่นๆที่ทดแทนกันเพราะความถนัดมันคนละอย่างก็แบ่งกันไป ถ้ามีความรู้อันนี้ด้วยมันก็ไม่ไปลบหลู่ ไม่ไปรังเกียจผู้สร้างปัจจัย 4 ชาวไร่ ชาวนา สร้างเครื่องของกิน ไม่ลบหลู่จะเห็นคุณค่า จะเห็นว่าชีวิตตลอดเราต้องพึ่งพานี้ คนสร้างลูกระเบิดเก่ง สร้างคอมพิวเตอร์เก่ง สร้างอะไรเก่ง คุณอยู่ไม่รอดหรอก ถ้าคุณไม่มีพืชธัญญาหารกิน แล้วคุณก็ไม่กินแต่พืชพันธุ์ธัญญาหารเท่านั้น คุณกินสัตว์ ให้มันเป็นวิบากเยอะแยะเพราะคุณไม่รู้เรื่อง คุณก็มีกรรมมีวิบากไป แค่ความรู้เรื่องสัตว์ที่มีกรรมมีวิบาก ที่จะต้องเป็นอะไร ฆ่าแกงกันอยู่นี่ เป็นกรรมวิบากทั้งนั้น ในเมืองไทยมีกลุ่มชาวอโศก ที่จะเห็น จะรู้ความจริงในเรื่องของสิ่งที่เขายังไม่หยุดกัน เราหยุดแล้ว แต่เขาสิยังไม่หยุด เราจะเห็นชัดๆเมื่อเราชัดเจนในเรื่องชีวิตมันไม่ได้ไปรบกวน มันไม่ได้ไปต้องการอะไรมากเลย เพราะฉะนั้นคนที่เป็นนักเศรษฐกิจหรือเป็นนักเศรษฐศาสตร์ชั้นยอด ชีวิตไม่ได้ต้องการอะไรมาก ชีวิตน้อยๆชีวิตจนๆ ชีวิตถูกๆ แต่มันอุดมสมบูรณ์เพราะเราเอาน้อย แล้วเราขยันมาก เรามีการสร้างสรรค์มาก มันก็อุดมสมบูรณ์ มันก็เหลือเฟือ แล้วยิ่งมีคนรวมกันเยอะแยะ นักเศรษฐกิจชั้น 1 ทั้งนั้นเลยที่นี่ มีวรรณะ 9 กัน มันเลยรวย อโศกรวย แต่อโศกจน จนคือ ไม่ได้สะสม ไม่ได้มีอะไรมาก แต่มันมีเหลือเฟือ มันกินก็เหลือเฟือ ใช้ก็เหลือเฟือ สมบัติของอโศก ท่านหินจริงเหนื่อย เป็นขยะเละเทะเก็บ ขว้างเยอะ ถ้าคุณสมไทยมาเห็นเข้าบอกว่าเงินทั้งนั้น ทำไมอโศกนี่เละเทะจังเลย ท่านหินจริงเก็บอยู่คนเดียว คุณสมไทยเห็นเขาก็บอกว่าเงินทั้งนั้น ไปเก็บไปขายเศษกระดาษ เศษพลาสติก เหล็กผ่า แม้แต่เศษอะไรต่อเศษอะไรต่างๆ ไปแยกขาย อาตมาอธิบายยังไม่เก่งพูด ยังไงก็สรุปไม่ลงสักที แต่พวกคุณนี่แหละเป็นตัวอย่างที่เข้าใจแล้วก็ทำตนให้มาเป็นตัวอย่างได้ขนาดนี้อาตมาก็พอใจ ในชาตินี้ พอใจที่สามารถปฏิบัติให้ทำได้ 661115 ชีวิตที่จบกิจในระบบสาธารณโภคี นี่เป็นตัวตัดสินอรหันต์ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน