สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิธรรม 37_สติปัฏฐาน 4) ตอน กายในกายให้ถึงฌาน.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.22 KB
วันที่แก้ไข9 เมษายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

กายในกายให้ถึงฌาน โพธิปักขิยธรรม 37 เริ่มตั้งแต่กายในกาย ในสติปัฏฐาน 4 การศึกษาปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้าหากไม่รู้จักกาย แล้วไม่มีทางบรรลุ แม้จะไปนั่งหลับตา ปฏิบัติให้ตายอย่างไร ก็ไม่มีทางบรรลุ สติปัฏฐาน 4 ท่านเรียกกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ท่านให้เรียนรู้ภายในเข้าไปเรื่อยๆ ลึกเข้าไป ใช้ภาษาคำว่า ใน มากำหนด คนที่ไม่ได้เข้าใจว่า กายในกายคืออะไร ศาสนาพุทธเมืองไทย เข้าใจว่า กายคือภายนอกเท่านั้น ไม่มีภายใน พอบอกว่ากาย เขาก็พิจารณานอก พิจารณา กายสังขาร การปรุงแต่งองค์ประชุม ของรูปนาม ข้างนอกก็จิต กายในกาย พิจารณากายสังขาร องค์ประชุมของกายกับจิต แล้วเวลาจะพิจารณา กายก็เป็นเรื่องสามัญ พิจารณาไม่ยากหรอก การพิจารณากายในกายนี้ ตถาคตเรียกกาย ว่าคือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ล.๑๖ ข.๒๓๐ การพิจารณากายในกาย จึงพิจารณาที่ จิตมโนวิญญาณเป็นหลัก คนทั่วไป แม้ไม่ได้ปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้า ก็เบื่อหน่ายในกายนี้ได้ มันก็หมายถึง ร่างกายภายนอก แม้ไม่ต้องฟังธรรมะ ก็เบื่อหน่ายได้ แต่จิตวิญญาณนี้ ผู้ไม่ฟังธรรม ปฏิบัติธรรมจะเบื่อหน่าย ในจิตวิญญาณนี้ไม่ได้ง่าย เพราะปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ไม่อาจเบื่อหน่ายได้เลย กายที่เป็น ร่าง ดินน้ำไฟลม ประชุมเป็นกายสังขาร ดินน้ำไฟลม เบื่อได้ไม่ยาก แต่ทุกข์ในใจนั้นไม่ได้รู้ชัด เพราะคนถูกสุขบัง สุขหลอก คนจึงไม่รู้ทุกข์ สิ่งที่จะมาก่อนสุด คืออุปาทาน ตัณหา กิเลส ถ้าอยู่ภายในคืออุปาทาน ออกมาทำงานเรียกว่าตัณหา รวมๆเรียกว่ากิเลส ใครที่ยังมีกิเลส ตัณหา อุปาทานนี้ ซึ่งก็คือกาย กิเลส ตัณหา อุปาทาน คือกาย พูดแล้วยิ้มหวานเสียด้วย กิเลส ตัณหา อุปาทาน ไม่ใช้ดินน้ำไฟลมภายนอก แต่มันอยู่ในจิตวิญญาณ กายคืออะไร คือกิเลส ตัณหา อุปาทาน …. กายในกาย โลกุตรธรรมขั้

อ่านต่อ

นแรกที่จะต้องศึกษา คือกายในกาย เป็นตัวแรก เมื่อคนปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า ไม่เรียนรู้กาย และหนีกายด้วย กายมีภายนอกเป็นหลัก แต่ภายลึกคือจิต มโน วิญญาณ ภายนอกเป็นหลัก แต่จิต มโน วิญญาณเป็นตัวลึกของกาย กายขาดสภาพภายนอกไม่ได้ กายต้องมีภายนอกด้วย เสมอๆๆๆ ขาดภายนอกไม่มีกาย สิ่งสำคัญมากที่จะต้องเรียนรู้ ให้มีภายนอกด้วย อย่าขาด ในสมัยพระพุทธเจ้า เขาก็เข้าใจผิด ว่าปฏิบัติธรรมคือนั่งสมาธิ เขาว่าต้องเรียนโดยใช้ลมหายใจเข้าออก…. เป็นศาสนาอื่น อานาปานสติ เป็นกรรมฐานของศาสนาอื่น ไม่ใช่กรรมฐาน ของศาสนาพุทธนะ แต่คนไปหลงว่า อานาปานสติ คือกรรมฐานหลักของศาสนาพุทธ แต่แท้จริงคือเป็นกรรมฐานของศาสนาอื่น ที่เขาหลงปฏิบัติ ผิดเพี้ยนไปจากของพุทธ พุทธสอนถูก จนเพี้ยนไป จนพระพุทธเจ้าสมณโคดมมาเกิด แล้วก็สอนให้กลับคืนมาดีอีก เมื่อสองพันกว่าปีก่อน ที่เขาว่า ต้องนั่งหลับตาสะกดจิต จับที่ลมหายใจ อย่าให้ขาด เกือบจะไม่มีภายนอกไม่มีกายแล้ว ถ้านั่งหลับตาอยู่ในภพ ขาดจากลมหายใจ ก็ไม่มีกาย ผู้ที่ปฏิบัตินั่งหลับตา แล้วไม่รู้จักให้จิตมารู้ ลมหายใจภายนอก ก็ไม่เหลือแล้ว แต่จะรับความรู้สึกว่า มีลมหายใจอยู่นะ ให้จิตใจเข้าไปอยู่ภายในหมดเลย คนนี้ตกกระป๋องฝังเหวเลย ไม่มีทางบรรลุธรรม ของพระพุทธเจ้าเลย ผู้ที่นั่งหลับตาแล้วสอนกันว่า อย่าให้จิตออกนอกจิต ให้จิตอยู่ข้างในให้ได้อย่าออกมาหาข้างนอก ให้ติดอยู่ภายในภพในภวังค์ ผู้ที่เข้าใจผิดอย่างนี้ เป็นมิจฉาทิฏฐิ 100% แล้วคนก็เข้าใจอย่างนี้กัน ที่พูดนี้เป็นนัยยะสำคัญยิ่ง ของศาสนาพุทธ ถ้าทำความเข้าใจ มีให้สัมมาทิฏฐิไม่ได้ อาตมาว่ากู้คืนไม่ขึ้น ศาสนาพุทธคนใดก็แล้วแต่ ที่เขาไม่เข้าใจ อย่างที่อาตมาพูด ไม่เข้าใจนัยสำคัญนี้ได้ คนนั้นจะล้มเหลว ไปตลอดเลย ที่พูดนี้ไปถูกผู้ที่ ยอมรับนับถือเป็นอาจารย์ใหญ่ ขนาดไหนก็ได้ หรือไม่เป็นอาจารย์ใหญ่ก็ได้ แต่เป็นผู้ที่สนใจ ในการปฏิบัติด้วยตนเอง ก็ทั้งนั้น ผู้ที่ยังงมงายอยู่กับการนั่งหลับตา สะกดจิตเข้าไปข้างในภพ แล้วยึดว่า อันนี้เป็นทางเอก ทางเอกคือทางหลัก ในการปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า ให้บรรลุสมาธิ โดยหลอกว่า เป็นสัมมาสมาธิด้วย อันนี้เป็นเจโตสมาธิ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน พรหมชาลสูตร หมายถึงว่า มันไม่ใช่สัมมาสมาธิ เพราะสัมมาสมาธิต้องมี ปัญญาด้วย เจโตด้วย โดยเฉพาะ สัมมาสมาธิ ต้องปฏิบัติมีการงาน สัมมาชีพ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา สัมมาสังกัปปะ แล้วจึงจะเกิดผล จิตจึงจะเกิดจิตละกิเลสได้ แล้วสั่งสมตกผลึก เป็นสัมมาสมาธิ สมาธิแปลว่าจิตตั้งมั่น เอากิเลสออกได้เป็นฌาน เมื่อจิตเป็นฌาน เอากิเลสออกได้ จนถึงฌานที่ 4 มีคุณสมบัติถึงขั้นอุเบกขา ก็เป็นฐานของนิพพาน คุณสมบัติของอุเบกขา เป็นฐานของนิพพาน คือ จิตปราศจากกิเลส มันเป็นกลางแล้ว ไม่สุขไม่ทุกข์แล้ว อุเบกขานี้ ไม่สุขไม่ทุกข์ เป็น เนกขัมมสิตตอุเบกขาเวทนา ใครยังมีสุขอยู่ คนนั้นก็มีทุกข์แน่นอน คนที่หมดสุขคนนั้นก็หมดทุกข์ จะทำได้ชั่วขณะ เป็นตทังคปหานก็ตาม แม้แต่คนปฏิบัติ ที่เอาแต่เรื่องสะกดจิต ข่มจิต วิกขัมภนปหานก็ตาม จะข่มด้วยการลืมตา ให้จิตว่าง กลาง อย่างท่านติชนัทฮันห์ หรือท่านพุทธทาสก็ตาม หรือจะลืมตา ทำให้จิตมันว่าง ก็เป็นการทำแบบสมถะทั้งนั้น ขออภัยที่กล่าวพาดพิงถึง เพื่อให้ง่าย ชัด สั้นเร็ว ก็ขอบคุณ ท่านติชนัทฮันห์ หรือท่านพุทธทาส ที่เป็นตัวอย่าง 600403_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ บุญกับฌาน และกายคือนามรูป

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน