สื่อธรรมะพ่อครู(อัตตา_โลกกับอัตตา) ตอน อดีต อนาคต อัตตา กับโลก.docx
เนื้อหาในไฟล์
อดีต อนาคต อัตตา กับโลก ล.9 ข้อ[29] 3. อนึ่ง ในฐานะที่ 3 สมณพราหมณ์ผู้เจริญ อาศัยอะไร ปรารภอะไร จึงมีทิฏฐิว่าเที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง? ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียร เป็นเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ แล้ว บรรลุเจโตสมาธิ อันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต ตามระลึกถึง ขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ ในกาลก่อนได้หลายประการ คือ ตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้ สิบสังวัฏฏวิวัฏฏกัป (สังวัฏ=มี วิวัฏ=ไม่มี)บ้าง ยี่สิบบ้าง สามสิบบ้าง สี่สิบบ้าง ว่าในกัปโน้น เรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น ได้เสวยสุขเสวยทุกข์ อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากนั้นแล้ว ได้ไปเกิดในกัปโน้น แม้ในกัปนั้น เรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณ(วรรณะ)อย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากนั้นแล้ว ได้มาบังเกิดในกัปนี้ ย่อมตามระลึกถึงขันธ์ ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้ หลายประการ พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ฉะนี้ เขาจึงกล่าวอย่างนี้ว่า อัตตาและโลกเที่ยง คงที่ ตั้งอยู่มั่นดุจยอดภูเขา ตั้งอยู่มั่นดุจเสาระเนียด พ่อครูว่า...ในอาหาร มีมโนสัญเจตนาหาร มโนสัญเจตนา ที่ดีที่สุด คือมีเจตนาได้ แต่ไม่ได้ หรือได้ก็ไม่ชอบใจ หรือไม่ชัง ไม่ฟูใจหรือแฟบใจ แต่ถ้าไม่ได้แล้ว แต่มันควรได้ก็ทำต่อ ก็ตรวจว่าที่ไม่ได้หรือไม่ดี เพราะอะไร เหตุปัจจัยไม่ครบอย่างไร เพราะเหตุไม่พอ ผลก็เลยไม่ได้ เหตุผิด ผลก็ผิด เป็นต้น ก็ชัดเจนและแก้ไขปรับปรุง เมื่อมันได้แล้ว อุตสาหะทำ บางทีก็เป็นประโยชน์ตนเอง บางทีก็เป็นประโยชน์คนอื่น
อ่านต่อ
คนเราก็มีความรู้ความคิดจากนี้และมีชีวิตอยู่ทำไป ในอาหาร ตั้งแต่กวฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร หรือวิญญาณาอหาร แล้ววิญญาณจากที่เคยมีสุขทุกข์ มีนรกสวรรค์ แล้วก็ปฏิบัติ จนไม่มี มี แต่มีหรือไม่มี เป็นหรือไม่เป็น ได้ก็ไม่มีกิเลส ฟูใจ ไม่ได้ก็ไม่แฟบใจ ถ้าไม่ได้แล้วจะต่อก็ต่อควรต่อ ก็ทำใหม่ อย่าให้บกพร่อง สรุปลงท้าย ไม่ฟูไม่แฟบ ไม่ไปไม่มา ไม่สุขไม่ทุกข์ มีกับไม่มี ไม่สมมติ สิ่งที่เป็นที่มี ถ้าเกิดแล้ว จำไว้เป็นอดีต ถ้ายังไม่เกิด ก็เป็นอนาคต เพราะฉะนั้น ปัจจุบันก็คือ มีเกิดแล้วก็แล้ว หรือยังไม่เกิด เกิดแล้วก็คืออดีต ยังไม่เกิดเรียกอนาคต แล้วจะต่อหรือไม่ก็รู้ รู้พลังสันตติ ต่อก็มีอนาคตตามมโนสัญเจตนาหรือไม่ ถ้าไม่ต่อก็จบ อดีตก็แล้วไป ความคิด จะให้มันเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ ในอนาคต ท่านก็สรุปรวมว่า หนึ่งเป็นนิโรธ อีกหนึ่งเป็นอัตตา ถ้าไม่มีหลัก ก็ปรุงไม่จบ มันจะไม่มีแค่สิ่งที่ไม่มี แต่เราคิดให้มี จะไม่มีแค่ 44 อนาคต เพราะมันไม่มีกำหนดจุดหมายเลย จะเป็นอีกล้านๆๆ แล้วคนก็ทุกข์ เพราะไม่มีเขตขอบอะไรเลย คนไม่มีขอบเขตอะไร เรียกว่า ไม่มีที่สิ้นสุด คนเช่นนี้ตีทิ้งเลย ไม่มีจุดจบจุดพอ โลกไม่มีที่สิ้นสุด อัตตาไม่มีที่สิ้นสุด คนนี้ก็ไม่ต้องพูดด้วยแล้ว เพราะคุณมีอัตตา คือเรา โลกคืออันอื่น ที่หยิบมาพูดกันรู้เรื่อง ถ้าอะไรหยิบมาพูดกันไม่รู้เรื่อง ก็ไม่ต้องพูด เช่นบอกว่าโลกคือเอกภพแล้วอยู่ไหน ถ้าหยิบมาไม่ได้ ก็ไม่ต้องพูดแล้ว อัตตาคือเรา เกี่ยวกับเรา มาแตะอันอื่นที่ไม่ใช่เรา
ส่วนเหล่าสัตว์นั้น ย่อมแล่นไป ย่อมท่องเที่ยวไป ย่อมจุติ ย่อมเกิด แต่สิ่งที่เที่ยงเสมอคงมีอยู่แท้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเหตุว่า ข้าพเจ้าอาศัยความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ แล้ว บรรลุเจโตสมาธิ อันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต ตามระลึกถึงขันธ์ ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อน ได้หลายประการ คือ ตามระลึกถึงขันธ์ ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อน ได้สิบสังวัฏฏ วิกัฏฏกัปบ้าง ยี่สิบบ้างสามสิบบ้าง สี่สิบบ้าง ว่าในกัปโน้น เรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุ เพียงเท่านั้น
เอกัจจสัสสติกทิฏฐิ 4 [31] ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง จึงบัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ด้วยเหตุ 4 ประการ ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญพวกนั้น อาศัยอะไร ปรารภอะไร จึงมีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ด้วยเหตุ 4 ประการ? 5. (1) ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีสมัยบางครั้งบางคราว โดยระยะกาลยืดยาวช้านาน ที่โลกนี้พินาศ เมื่อโลกกำลังพินาศอยู่ โดยมากเหล่าสัตว์ ย่อมเกิดในชั้นอาภัสสรพรหม สัตว์เหล่านั้น ได้สำเร็จทางใจ มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมีซ่านออกจากกายตนเอง สัญจรไปได้ในอากาศ อยู่ในวิมานอันงาม สถิตอยู่ในภพนั้น สิ้นกาลยืดยาวช้านาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีสมัยบางครั้ง บางคราว โดยระยะกาลยืดยาวช้านาน ที่โลกนี้กลับเจริญ เมื่อโลกกำลังเจริญอยู่ วิมาน(วิ=ไม่ มาน=จิต) ของพรหมปรากฏว่าว่างเปล่า ครั้งนั้น สัตว์ผู้ใดผู้หนึ่งจุติจากชั้นอาภัสสรพรหม เพราะสิ้นอายุหรือเพราะสิ้นบุญ (งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา) ย่อมเข้าถึงวิมานพรหม ที่ว่างเปล่า แม้สัตว์ผู้นั้น ก็ได้สำเร็จทางใจ (คุณมีมโนมยิทธิ จิตคุณก็เลยมี เป็นฝันซ้อนฝัน) มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมีซ่านออกจากกายตนเอง สัญจรไปได้ในอากาศ อยู่ในวิมานอันงาม สถิตอยู่ในภพนั้น สิ้นกาลยืดยาวช้านาน เพราะสัตว์ผู้นั้นอยู่ในวิมานนั้น แต่ผู้เดียวเป็นเวลานาน จึงเกิดความกระสัน ความดิ้นรนขึ้นว่า โอหนอ แม้สัตว์เหล่าอื่น ก็พึงมาเป็นอย่างนี้บ้าง ต่อมาสัตว์เหล่าอื่น ก็จุติจากชั้นอาภัสสรพรหม เพราะสิ้นอายุ หรือเพราะสิ้นบุญ ย่อมเข้าถึงวิมานพรหม เป็นสหายของสัตว์ผู้นั้น แม้สัตว์พวกนั้น ก็ได้สำเร็จทางใจ มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมีซ่านออกจากกายตนเอง สัญจรไปได้ในอากาศ อยู่ในวิมานอันงาม สถิตอยู่ในภพนั้น สิ้นกาลยืดยาวช้านาน ดูกรภิกษุ ทั้งหลายบรรดาสัตว์จำพวกนั้น ผู้ใดเกิดก่อน ผู้นั้นย่อมมีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า เราเป็นพรหม เราเป็นมหาพรหม เป็นใหญ่ ไม่มีใครข่มได้ เห็นถ่องแท้ เป็นผู้กุมอำนาจ เป็นอิสระ เป็นผู้สร้างเป็นผู้นิรมิต เป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้บงการ เป็นผู้ทรงอำนาจ เป็นบิดาของหมู่สัตว์ผู้เป็นแล้ว และกำลังเป็น (ใครจะมาฉันก็เป็นก่อนทั้งนั้น) สัตว์เหล่านี้เรานิรมิต ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเหตุว่า เราได้มีความคิดอย่างนี้ก่อนว่า โอหนอ แม้สัตว์เหล่าอื่น ก็พึงมาเป็นอย่างนี้บ้าง ความตั้งใจของเราเป็นเช่นนี้ และสัตว์เหล่านี้ ก็ได้มาเป็นอย่างนี้แล้ว แม้พวกสัตว์ที่เกิดภายหลัง ก็มีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า มีศักดิ์มากกว่า ส่วนผู้ที่เกิดภายหลัง มีอายุน้อยกว่า มีผิวพรรณทรามกว่า มีศักดิ์น้อยกว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เป็นฐานะที่จะมีได้แล ที่สัตว์ผู้ใดผู้หนึ่ง จุติจากชั้นนั้นแล้วมาเป็นอย่างนี้ เมื่อมาเป็นอย่างนี้แล้ว ก็ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต เมื่อบวชแล้ว อาศัยความเพียร เป็นเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ แล้ว บรรลุเจโตสมาธิ อันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต ตามระลึกถึงขันธ์ ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนนั้นได้ หลังแต่นั้นไประลึกไม่ได้ (คือได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น) เขาจึงได้กล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้ใดแลเป็นพรหม เป็นมหาพรหม เป็นใหญ่ ไม่มีใครข่มได้ เห็นถ่องแท้ เป็นผู้กุมอำนาจ เป็นอิสระ เป็นผู้สร้าง เป็นผู้นิรมิต เป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้บงการ เป็นผู้ทรงอำนาจ เป็นบิดาของหมู่สัตว์ผู้เป็นแล้ว และกำลังเป็น พระพรหมผู้เจริญใด ที่นิรมิตพวกเรา พระพรหมผู้เจริญนั้น เป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน คงทน มีอันไม่แปรผันเป็นธรรมดา จักตั้งอยู่เที่ยงเสมอไป เช่นนั้นทีเดียว ส่วนพวกเรา ที่พระพรหมผู้เจริญนั้น นิรมิตแล้วนั้นเป็นผู้ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีอายุน้อย ยังต้องจุติมาเป็นอย่างนี้เช่นนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นฐานะที่ 1 ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว จึงมีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง . พ่อครูว่า… บางอย่างเที่ยงคือพระบิดา บางอย่างไม่เที่ยงคือพระบุตร อัตตาคือเรา โลกคืออื่นๆ
[32] 6. (2) อนึ่ง ในฐานะที่ 2 สมณพราหมณ์ผู้เจริญ อาศัยอะไร ปรารภอะไรจึงมีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง? (พ่อครูว่า… เที่ยงคือบิดา เพราะไม่อาจรู้ว่าใครใหญ่กว่านี้ ก็ยกให้อันนี้) ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเทวดาชื่อว่าขิฑฑาปโทสิกะ มีอยู่ พวกนั้นพากันหมกมุ่นอยู่แต่ในความรื่นรมย์ คือ การสรวลเสและการเล่นหัว จนเกินเวลา เมื่อพวกนั้นพากันหมกมุ่นอยู่ แต่ในความรื่นรมย์ คือ การสรวลเสและการเล่นหัว จนเกินเวลา สติก็ย่อมหลงลืม เพราะสติหลงลืม จึงพากันจุติจากชั้นนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เป็นฐานะที่จะมีได้แล ที่สัตว์ผู้ใดผู้หนึ่ง จุติจากชั้นนั้นแล้วมาเป็นอย่างนี้ เมื่อมาเป็นอย่างนี้แล้ว จึงออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต เมื่อบวชแล้ว อาศัยความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ แล้วบรรลุเจโตสมาธิ อันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต ตามระลึกถึงขันธ์ ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนนั้นได้ หลังแต่นั้นไประลึกไม่ได้ เขาจึงกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านพวกเทวดาผู้มิใช่เหล่าขิฑฑาปโทสิกะ ย่อมไม่พากันหมกมุ่น อยู่แต่ในความรื่นรมย์ คือ การสรวลเส และการเล่นหัวจนเกินเวลา เมื่อพวกนั้นไม่พากันหมกมุ่นอยู่แต่ในความรื่นรมย์ คือ การสรวลเส และการเล่นหัวจนเกินเวลา สติย่อมไม่หลงลืม เพราะสติไม่หลงลืม พวกเหล่านั้น จึงไม่จุติจากชั้นนั้น เป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน คงทน มีอันไม่แปรผันเป็นธรรมดา จักตั้งอยู่เที่ยงเสมอไปเช่นนั้น ทีเดียว ส่วนพวกเราเหล่าขิฑฑาปโทสิกะ หมกมุ่นอยู่แต่ในความรื่นรมย์ คือ การสรวลเส และการเล่นหัว จนเกินเวลา เมื่อพวกเรานั้น พากันหมกมุ่นอยู่แต่ในความรื่นรมย์ คือ การสรวลเส และการเล่นหัวจนเกินเวลา สติย่อมหลงลืม เพราะสติหลงลืม พวกเราจึงพากันจุติจากชั้นนั้น เป็นผู้ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีอายุน้อย ยังต้องจุติมาเป็นอย่างนี้ เช่นนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นฐานะที่ 2 ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง อาศัยแล้ว ปรารภแล้วจึงมีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง. [33] 7. (3) อนึ่ง ในฐานะที่ 3 สมณพราหมณ์ผู้เจริญอาศัยอะไร ปรารภอะไรจึงมีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง? ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเทวดาชื่อว่ามโนปโทสิกะมีอยู่ พวกนั้นมักเพ่งโทษกันและกันเกินควร เมื่อมัวเพ่งโทษกันเกินควร ย่อมคิดมุ่งร้ายกันและกัน เมื่อต่างคิดมุ่งร้ายกันและกัน จึงลำบากกายลำบากใจ พากันจุติจากชั้นนั้น (พวกนี้อัตตาแข่งดีแข่งเด่น) ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เป็นฐานะที่จะมีได้แล ที่สัตว์ผู้ใดผู้หนึ่ง จุติจากชั้นนั้นแล้วมาเป็นอย่างนี้ เมื่อมาเป็นอย่างนี้แล้ว ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต (คือยังไม่จบ พยายามเคลื่อนเพื่อหาความจบ) เมื่อบวชแล้ว อาศัยความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบแล้ว บรรลุเจโตสมาธิ อันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต ตามระลึกถึงขันธ์ ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนนั้นได้ หลังแต่นั้นไประลึกไม่ได้ เขาจึงกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านพวกเทวดาผู้มิใช่เหล่ามโนปโทสิกะ ย่อมไม่มัวเพ่งโทษ กันและกันเกินควร เมื่อไม่มัวเพ่งโทษกันและกันเกินควร ก็ไม่คิดมุ่งร้ายกันและกัน เมื่อต่างไม่คิดมุ่งร้ายกันและกันแล้ว ก็ไม่ลำบากกาย ไม่ลำบากใจ (พวกนี้สะกดจิตตนเองไว้) พวกนั้นจึงไม่จุติจากชั้นนั้น เป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน คงที่ มีอันไม่แปรผันเป็นธรรมดา จักตั้งอยู่เที่ยงเสมอไป เช่นนั้นทีเดียว ส่วนพวกเราได้เป็นพวกมโนปโทสิกะ มัวเพ่งโทษกันและกันเกินควร เมื่อมัวเพ่งโทษกันและกันเกินควร ก็คิดมุ่งร้ายกันและกัน เมื่อต่างคิดมุ่งร้ายกันและกัน ก็พากันลำบากกาย ลำบากใจ พวกเราจึงพากันจุติจากชั้นนั้น เป็นผู้ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีอายุน้อย ยังต้องจุติมาเป็นอย่างนี้ เช่นนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้เป็นฐานะที่ 3 ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว จึงมีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง. (พ่อครูว่า... เอกัจจะคือบางอย่าง สันสตะ คือไปไม่มีที่สิ้นสุด ผู้นี้จะรู้สึกบางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยงตลอดไป) [34] 8. (4) อนึ่ง ในฐานะที่ 4 สมณพราหมณ์ผู้เจริญ อาศัยอะไร ปรารภอะไรจึงมีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง? ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เป็นนักตรึก เป็นนักค้นคิดกล่าวแสดงปฏิภาณของตนตามที่ตรึกได้ ตามที่ค้นคิดได้ อย่างนี้ว่า สิ่งที่เรียกว่าจักษุก็ดี โสตะก็ดี ฆานะก็ดี ชิวหาก็ดี กายก็ดี นี้ได้ชื่อว่าอัตตา เป็นของไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่คงทน มีอันแปรผันเป็นธรรมดา ส่วนสิ่งที่เรียกว่าจิตหรือใจหรือวิญญาณ นี้ชื่อว่าอัตตา เป็นของเที่ยง ยั่งยืน คงทน มีอันไม่แปรผันเป็นธรรมดา จักตั้งอยู่เที่ยงเสมอไปเช่นนั้นทีเดียว ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นฐานะที่ 4 ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว จึงมีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง. ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่านั้น มีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ด้วยเหตุ 4 ประการนี้แล. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์ เหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง จะบัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด ย่อมบัญญัติด้วยเหตุ 4 ประการนี้เท่านั้น หรือแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง นอกจากนี้ไม่มี. สรุปคือมี 4 ทิฏฐิ พวกพรหม คือ พ่อ(เที่ยง) ลูก(ไม่เที่ยง) สองเทวดาพวกไม่นิ่งเคลื่อนไม่ใช่พรหม ขิฑฑาปโทสิกะ สามพวกเทวดาเพ่งโทษ มโนปโทสิกะ พวกตรรกะคิดเอาเอง ทางตาหูจมูกลิ้นกายไม่เที่ยง แต่จิตเที่ยง ประเด็นบางอย่างเอกัจจะก็มีสี่อย่างนี้ อัตตาคือเรา โลกคืออันอื่นหรือความวน ถ้าอัตตาใหญ่ก็ไม่กระดิกไม่เที่ยง โลกคือไปอื่นแล้วก็ยังวน ส่วนอัตตาไม่วนไม่ไปไม่มา นิ่งอย่างนั้น ไม่มีสอง
พระพุทธเจ้าก็บอกชมตัวเอง… ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องนี้ตถาคตรู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้ บุคคลถือไว้อย่างนั้นแล้ว ยึดไว้อย่างนั้นแล้ว ย่อมมีคติอย่างนั้น มีภพเบื้องหน้าอย่างนั้น และตถาคตย่อมรู้เหตุนั้นชัด ทั้งรู้ชัดยิ่งกว่านั้น ทั้งไม่ยึดมั่น ความรู้ชัดนั้นด้วย เมื่อไม่ยึดมั่น ก็ทราบความเกิดขึ้น ความดับไป คุณและโทษของเวทนาทั้งหลาย กับอุบายเป็นเครื่องออกไปจากเวทนาเหล่านั้น ตามความเป็นจริง จึงทราบความดับเฉพาะตน เพราะไม่ถือมั่น ตถาคตจึงหลุดพ้น.(พ่อครูว่า เวทนามีคุณมีโทษ มีสภาพสองหรือมีเกิดมีดับ) วิธีการจะออกจากเกิดๆดับๆ หรือคุณๆโทษๆ ก็เพราะอย่างไร คือไม่ถือมั่น คือถือแต่ไม่ยึดมั่น ถือแต่ไม่ทำกาละ ยังไม่ตัด แต่ถ้าทำกาละก็คือต่อ ไม่ทำกาละคือตัดจบ ก็สูญ ถ้ายังทำอยู่กาละก็ยังมี แม้แต่ทางวัตถุ ไอน์สไตน์ค้บพบว่ามีแต่ Space and time of continuum ทั้งวัตถุเล็กที่สุด หรือเทหวัตถุแท่งทึบ โลกทั้งโลกมีเท่านี้ continuum คือการปรุงแต่งสังขาร หรือสันตติที่ต่ออยู่ หรือ continuing ถ้าหมดปัจจุบันก็สูญ แต่ถ้ามีก็มีปัจจุบันนี่แหละ ที่จริงกว่าอดีตกับอนาคต อดีตผ่านไปแล้ว อนาคตมาไม่ถึง ปัจจุบันจริงที่สุด อาจารย์ต่างๆที่บอกว่า ไม่ยึดมั่นถือมั่น แต่สภาวะจริงเป็นอย่างไร บางที่เขาก็เอาสุข พอสุขมากๆมันก็พอ ก็บอกว่าไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่รู้ตัว คนที่เสพอยู่ แต่ไม่รู้ว่าตนเสพ คนนั้นเสพอดีต แต่คนที่หวังไปข้างหน้า คือเสพอนาคต ถ้ายังไม่คิดอะไร ก็ไม่มีอนาคต คุณจะเสวยสุขหรือทุกข์ โดยไม่คิดอะไรคืออดีต ใช้ภาษาสื่อสภาวะ อันนี้ก็จบ ในบางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าก็สรุปตัวเองอีกว่า… ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้แลที่ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต จะคาดคะเนเอาไม่ได้ ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต ซึ่งตถาคตทำให้แจ้ง ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง ที่เป็นเหตุให้กล่าวชมตถาคต ตามความเป็นจริงโดยชอบ. สมมุติว่าท่านเป็น พระพุทธเจ้าองค์สุดท้าย ที่เป็นธัมมสามี องค์ปัจจุบันที่มีอยู่ ยังไม่ปรินิพพาน คนนี้จึงได้ชื่อว่า ต้นธาตุต้นธรรม เป็นธัมมสามี มีผู้เดียวไม่มีใครไล่ทันหรอก ผู้นี้คือผู้ที่ประกาศแต่ถ้าจะมีปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ ท่านไม่ประกาศ แม้รู้เท่ากันแต่ไม่ประกาศ ท่านมีปรมัตถสัจจะเท่ากัน แต่ไม่ประกาศกับใคร ก็เป็นสัจจะเฉพาะกับท่าน เมื่อท่านประกาศ ท่านก็เป็นสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่มีทั้งโลกและอัตตา ส่วนปัจเจกสัมมาสัมพุทธะนั้น มีแต่อัตตา ไม่มีโลก แต่ไม่ใช่อัตตาที่เป็นกิเลสนะ สมณะฟ้าไทว่า...สยังอภิญญา คือผู้รู้ครบ จนกว่าจะเป็นสยัมภู พ่อครูว่า... สยังอภิญญายังไม่ครบ ถ้าครบก็เป็นสยัมภู สยังอภิญญานับตั้งแต่นิยตภูมิ ภูมิที่ 7เป็นต้นไป สู่แดนธรรมถามว่า พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า ไปเกิดผิดยุคหรืออย่างไรถึงหาคนฟังธรรมไม่ได้ พ่อครูว่า ไม่ใช่ ปัจเจกฯนั้นมีสองนัย อันหนึ่งเป็นเพราะวิบาก อนันตริยกรรม แต่อาตมายังไม่รู้รายละเอียด ว่าทำไม ถึงไม่ได้ แต่พระเทวทัต ก็สอนคนมามากแล้ว แต่ก็ได้เป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธ ในที่สุดได้ ก็คือสอนคนได้อยู่นะ บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ที่เรากำลังพูดถึง ยังอยู่ในประเด็นของอดีต 18
อันตานันติกทิฏฐิ 4 [35] ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีทิฏฐิว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ บัญญัติว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ ด้วยเหตุ 4 ประการ ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญพวกนั้นอาศัยอะไร ปรารภอะไร จึงมีทิฏฐิว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ บัญญัติว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ ด้วยเหตุ 4 ประการ. (พ่อครูว่า.. นี่คือได้เจโตสมาธินะ พวกคุณจะอยู่ในทิฏฐิไหนใน 62 นี้อย่างพวกนั่งหลับตา ไม่มีกามจริง อย่างสายติชนัทฮันห์ เป็นต้น ไม่ได้อ่านปัจจุบัน ที่เป็นกามคุณ 5 นี้ ต้องตั้งตนบนความลำบาก กุศลธรรมเจริญ ตั้งตนบนความสบาย กุศลธรรมเสื่อม) 9. (1) ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์ บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียร เป็นเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ แล้วบรรลุเจโตสมาธิ อันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต ย่อมมีความสำคัญในโลกว่ามีที่สุด เขากล่าวอย่างนี้ว่า โลกนี้มีที่สุด กลมโดยรอบ ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะเหตุว่า ข้าพเจ้าอาศัยความเพียร เป็นเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ แล้วบรรลุเจโตสมาธิ อันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต จึงมีความสำคัญในโลก ว่ามีที่สุด. ด้วยการบรรลุคุณวิเศษนี้ ข้าพเจ้าจึงรู้อาการที่โลกนี้มีที่สุด กลมโดยรอบ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นฐานะที่ 1 ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว มีทิฏฐิว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ ย่อมบัญญัติว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้. เที่ยงที่ยึด คนที่นิ่งไม่กระดิก ก็เรียกว่าเที่ยง แต่เที่ยงของพระพุทธเจ้า เที่ยงเพราะไม่มีสุขไม่มีทุกข์เลย มันกลางๆ เที่ยงมันเป็นอยู่อย่างนี้ ไม่เปลี่ยนแปลงเลย นิจจัง ทุวัง สัสสตัง มีเวทนา สัญญา สังขาร แววไวทำงานได้ดี …
600330_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ทิฏฐิ 62 ตอน 1