เปรียบเทียบพญานาคผู้ไม่รู้ในวิญญาณาอาหารคือโจรปล้นศาสนา.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข6 กุมภาพันธ์ 2565

เนื้อหาในไฟล์

เปรียบเทียบพญานาคผู้ไม่รู้ในวิญญาณาอาหารคือโจรปล้นศาสนา พ่อครูว่า... มาเข้าสู่อาหาร 4 พระพุทธเจ้าท่านตรัส _เล่ม 16 3. ปุตตมังสสูตร [240] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาหาร 4 อย่าง เพื่อความดำรงอยู่ของสัตว์โลกที่เกิดมาแล้ว หรือเพื่ออนุเคราะห์แก่เหล่าสัตว์ผู้แสวงหาที่เกิดอาหาร 4 อย่างนั้นคือ 1. กวฬิงการาหาร หยาบบ้าง ละเอียดบ้าง 2. ผัสสาหาร 3. มโนสัญเจตนาหาร 4. วิญญาณาหาร ภิกษุทั้งหลาย อาหาร 4 อย่างเหล่านี้แล เพื่อดำรงอยู่แห่งสัตว์โลกที่เกิดมาแล้ว หรือเพื่ออนุเคราะห์แก่เหล่าสัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด ฯ [241] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กวฬิงการาหารจะพึงเห็นได้อย่างไร ภิกษุทั้งหลาย เหมือนอย่างว่า ภรรยาสามี 2 คน ถือเอาเสบียงเดินทางเล็กน้อย แล้วออกเดินไปสู่ทางกันดาร เขาทั้งสองมีบุตรน้อยๆ น่ารักน่าพอใจอยู่คนหนึ่ง เมื่อขณะทั้งสองคนกำลังเดินไปในทางกันดารอยู่ เสบียงเดินทางที่มีอยู่เพียงเล็กน้อยนั้นได้หมดสิ้นไป แต่ทางกันดารนั้นยังเหลืออยู่ เขาทั้งสองยังข้ามพ้นไปไม่ได้ครั้งนั้น เขาทั้งสองคนคิดตกลงกันอย่างนี้ว่า เสบียงเดินทางของเราทั้งสองอันใดแลมีอยู่เล็กน้อย เสบียงเดินทางอันนั้นก็ได้หมดสิ้นไปแล้ว แต่ทางกันดารนี้ยังเหลืออยู่ เรายังข้ามพ้นไปไม่ได้ อย่ากระนั้นเลย เราสองคนมาช่วยกันฆ่าบุตรน้อยๆ คนเดียว ผู้น่ารัก น่าพอใจคนนี้เสีย ทำให้เป็นเนื้อเค็มและเนื้อย่าง พ่อครูว่า...คนเรามีความเห็นแก่ตัว อย่างร้ายกาจขนาด เห็นแก่ตัวถึงขนาดว่าเมื่อไม่มีอะไรจะกินแล้ว จะตายจริงๆแล้ว เหลือลูก แล้วคนติดเนื้อด้วย ติดเนื้อสัตว์ด้วย หากว่าอยู่ในป่าเก็บผลไม้รากไม้พืชพันธุ์ธัญญาหารก็ยังไป

อ่านต่อ

ได้ใช่ไหม แต่นี่โง่แถมอีก ต้องกินเนื้อ เห็นไหมคนกินเนื้อมันโง่ขนาดไหน จริง นี่พูดชัดๆ พูดสัจจะเลย ก็มันโง่ เดินอยู่ในทางกันดารในป่าในที่รกชัฏอย่างไรก็แล้วแต่ ถ้าในทะเลทราย ทุรกันดารมาก ก็คงจะอย่างนั้น ก็ยังเหลือแต่ลูก ความเห็นแก่ตัวจะต้องไปให้ถึงที่สุด ลูกก็ไม่รู้ล่ะ _เมื่อได้บริโภคเนื้อบุตร จะได้พากันเดินข้ามพ้นทางกันดารที่ยังเหลืออยู่นั้น ถ้าไม่เช่นนั้นเราทั้งสามคนต้องพากันพินาศหมดแน่ ครั้งนั้น ภรรยาสามีทั้งสองคนนั้น ก็ฆ่าบุตรน้อยๆ คนเดียวผู้น่ารัก น่าพอใจนั้นเสีย ทำให้เป็นเนื้อเค็ม และเนื้อย่าง เมื่อบริโภคเนื้อบุตรเสร็จ ก็พากันเดินข้ามทางกันดารที่ยังเหลืออยู่นั้น เขาทั้งสองคนรับประทานเนื้อบุตรพลาง ค่อนอกพลางรำพันว่า ลูกชายน้อยๆ คนเดียวของฉันไปไหนเสีย ลูกชายน้อยๆ คนเดียวของฉันไปไหนเสีย ดังนี้ เธอทั้งหลายจะเข้าใจความข้อนั้นเป็นอย่างไร คือว่าเขาได้บริโภคเนื้อบุตรที่เป็นอาหารเพื่อความคะนองหรือเพื่อความมัวเมา หรือเพื่อความตบแต่ง หรือเพื่อความประดับประดาร่างกายใช่ไหม ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า หามิได้ พระเจ้าข้า จึงตรัสต่อไปว่า ถ้าเช่นนั้น เขาพากันรับประทานเนื้อบุตรเป็นอาหารเพียงเพื่อข้ามพ้นทางกันดารใช่ไหม ใช่ พระเจ้าข้า พ่อครูว่า...เขาก็ยังมีจุดหมายปลายทางที่ดีเพื่อพ้นความเป็นโลก _พระองค์จึงตรัสว่า ข้อนี้ฉันใด เรากล่าวว่า บุคคลควรเห็นกวฬิงการาหารว่า [เปรียบด้วยเนื้อบุตร] ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้กวฬิงการาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ความยินดีซึ่งเกิดแต่เบญจกามคุณเมื่ออริยสาวกกำหนดรู้ความยินดีซึ่งเกิดแต่เบญจกามคุณได้แล้ว สังโยชน์อันเป็นเครื่องชักนำอริยสาวกให้มาสู่โลกนี้อีกก็ไม่มี ฯ พ่อครูว่า...ไม่ใช่กินเพื่อให้มันอ้วนพีอิ่มหมีพีมันให้มันแข็งแรงเท่านั้น อันนั้นน้อยมาก เป้าหมายอันนั้นเพื่อให้รูปขันธ์อยู่ได้นี้มันน้อยมาก แต่เพื่อจุดหมายปลายทางของจิตนิยามที่ยิ่งใหญ่ ไปสู่นิพพานทีเดียว กวฬิงการาหาร ให้กำหนด เบญจกามคุณ ในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ต้องศึกษาตรงนี้แล้วเลิก ขอยกตัวอย่างมหาบัว ที่ไม่มีปัญญารู้เรื่องอาหารเลย ไปหลงติดแค่สิ่งเสพติด กินหนักกว่าอาหารกินได้ทั้งวัน คือหมากพลู อาหารฉันมื้อเดียว แต่หมากพลูกินทั้งวัน เห็นไหมว่าโง่เง่าดักดานขนาดไหน ขออภัยที่พูดตรงและพูดจริงพูดเรื่องเกินไป คือเห็นใจลูกศิษย์ลูกหาที่เขาศรัทธาเลื่อมใสอยู่เหมือนกัน แต่อาตมาเป็นคนที่พูดความจริงไม่บันยะบันยังเท่าไหร่ ก็ขออภัย คือไม่ประสีประสาอะไรเลย มหาบัว แม้แต่เรื่องอาหาร 4 ก็ไม่รู้เรื่อง แน่นอนว่ามหาบัวจะติดในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสของอาหารหรือเปล่า คุณว่าติดไหม ก็แค่อบาย สิ่งเสพติดหยาบๆ หมากพลูยังติดไม่ถอดเลย รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส แล้วไอ้เรื่องรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสในอาหารนั้น มันจะไปเหลือหรือที่ไม่ติด แต่สังเกตให้ดีเถอะ มหาบัวนี่ พรีเทนเดอร์ เสแสร้งว่าไม่ได้ติดในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสในอาหาร รู้ มันชี้บ่งถึงว่ามหาบัวรู้ว่ารูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสคืออะไร หลอกชาวบ้านกลบเกลื่อนลูกศิษย์ลูกหาว่า รูป รสกลิ่น เสียง สัมผัส ของหมากพลูนั้น มันไม่ใช่เรื่องรูป รส กลิ่น เสียงสัมผัสของหมากพลูนั้น มันเป็นเรื่องขันธ์ธาตุ หลอกลูกศิษย์ลูกหาซ้อนเข้าไปอีก พระพุทธเจ้าตรัสว่า คนที่โกหกทั้งๆที่รู้ สัมปชานะมุสาวาท คนคนนี้ไม่มีความชั่วอันใดที่ทำไม่ได้ ทำชั่วได้หมด นี่เป็นคำตรัสยืนยันของพระพุทธเจ้าที่จริงที่สุดเลย เพราะฉะนั้นจึงเห็นได้ว่าโอ้โห..มันยากมากเลยที่คนเราจะรู้ลึกซึ้งถึงสัจธรรม ที่พูดไม่ได้เกลียดมหาบัว ไม่ได้ทับถมไม่ได้ข่ม แต่มันเป็นสัจจะความจริงที่เป็นตัวอย่าง ก็ขอยืม ก็ขอบคุณมหาบัว ซึ่งได้ตายไปแล้วล่ะ แต่มันเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนดี เป็นความพูดมากกดตามน้อยกว่าผัวเอามาปรับใช้กับมาจะขอใช้มาใช้เป็นตัวอย่างประกอบการอธิบายขยายความสูงฟังมันจำง่ายขึ้นสะดวกและเข้าใจได้ง่ายไม่ใช่ว่าไปถล่มทลายไปดูถูกดูแคลนมันเป็นตัวอย่างที่ดีมีอยู่จริงเกมง่ายในการก็มีความอวดตัวอวดตนมาก แสดงความขี้เท่อมาก ก็เลยเป็นตัวอย่างที่นำมาชู เพราะว่าแม้แต่อาจารย์มั่น อาจารย์ของมหาบัวก็ไม่ได้พูดมาก ไม่ได้แสดงบทบาทกับสังคมมาก พฤติกรรมของอาจารย์มั่นน้อยกว่ามหาบัว มหาบัวนั้นมาก จึงเอามาใช้ อาตมาจึงขอเอามาใช้เป็นตัวอย่าง เพื่อเอามาประกอบการอธิบายขยายความสู่ฟัง มันจะง่ายขึ้นสะดวกขึ้น ไม่ใช่จะไปถล่มทลายดูถูกดูแคลน แต่มันเป็นตัวอย่างที่มีอยู่จริง แล้วชัดเจนง่ายในการศึกษา ผู้ที่ใฝ่ในการศึกษา รักการศึกษา รู้จักเจตนาของอาตมาให้ได้ว่าอาตมาไม่มีอกุศลเจตนา มีแต่เจตนาที่ดีสมบูรณ์แบบ ที่พูดนี้ ไม่งั้นอาตมาก็ไม่รู้จะอธิบายไป มันไม่มีอะไรจับติดง่ายๆ แต่อันนี้จับติด มหาบัวมีตัวตนมีพฤติกรรมพฤติการมีชื่อเสียงเรียงนาม ครบ มันก็จะง่ายในการยืนยันว่า มหาบัวไม่มีความรู้เรื่องกามคุณ 5 เลย ขออภัยอีก รู้ แต่โกหกโลกต่อเพื่อกลบเกลื่อนตัวเองจะได้เสพกามทางหมากพลู ซ้อน อาตมาเชื่อมั่นว่า มหาบัวนี้ไม่แต่งงาน เพราะตัวเองได้ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข จากที่มาเป็นภิกษุ แล้วปฏิบัติ เพราะฉะนั้นอดเปรี้ยวกินหวาน ทนเอาไม่แต่งงานเรื่องเดียว นี่ นอกนั้นเปิดโป๊หมดเลยทุกอย่าง ติดในโลกกามคุณ 5 อบายมุข สิ่งเสพติดนี่คืออบายมุข ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย พูดแล้วมันย้อนแย้ง มหาบัวรู้เรื่องกามคุณ 5 แต่โกหกซ้ำซ้อนกับผู้คนทั่วไปว่า กามคุณ 5 นั้นไม่ใช่หมากพลู ไม่ใช่สิ่งเสพติดนี้นะ ย้ายไปหน่อยเดียว กามคุณ 5 คือเรื่องผัวเมีย ฉันไม่มีนะ ไอ้นี่มันเรื่องขันธ์ธาตุ ทั้งโกหกซับซ้อนจะว่าไม่รู้ก็ไม่ใช่..แต่รู้ยิ่งด้วย มันคบไม่ได้เลย คนที่มีความซับซ้อนอย่างนี้ ขออภัยอาตมาพูดตรงพูดชัดพูดครบให้รู้ถึงว่า สิ่งที่โลกนี้มันมีจริง มันเป็นอย่างนี้คนมันเป็นจริง มันเลยทำให้คนที่ไม่รู้ นี่แสดงถึงความเสื่อมของศาสนาพุทธมากจนกระทั่งอาตมาพูดจนป่านนี้ 50 กว่าปีไม่รู้จะกระเตื้องหรือยัง แต่ก็คิดว่าคงจะดีขึ้น สรุปว่าไปหลับตาปฏิบัติ แล้วก็หลงว่าบรรลุธรรมอย่างสายตามหาบัว เป็นต้น จึงเป็นเรื่องโมฆะ เป็นเรื่องที่ทำลายศาสนาพุทธอย่างร้ายแรง ยิ่งกว่าโจร ปล้นศาสนาอยู่ พระพุทธเจ้าจึงเปรียบเหมือนอย่างกับพระราชารู้ จับโจรปล้นสมบัติได้ พระราชาก็บอกให้เจ้าหน้าที่เอาโจรไปฆ่า แทงด้วยหอก 100 เล่มเช้า โจรก็มานั่งหลับตาโชว์แล้วก็มาประกาศหลับตาอยู่นั่นแหละ ไม่ตาย พระราชาก็ถามตั้งแต่กลางวันว่าตายหรือยังไอ้โจรนะ ก็ตอบได้เลยว่า มันยังนั่งหลับตาโชว์อยู่เลยจ้า พะยะค่ะ พระราชาก็บอกว่า ไปแทงให้ตายอีกด้วยหอก 100 เล่ม ไอ้พวกโจรปล้นศาสนาหลับตาอยู่ เข้าไปแทงอีก 100 เล่ม เสร็จแล้ว เจอตอนเย็น พระราชาก็ถามว่า ตายหรือยัง ไอ้โจรหลับตาปล้นศาสนานั่นน่ะ มันยังอยู่เลยพระเจ้าค่ะ ไปฆ่ามันอีกด้วยหอก 100 เล่ม เจ้าหน้าที่ก็เอาไปฆ่าอีก แล้วก็ยังหลับตาอยู่อีกก็เปิดปลายเอาไว้ว่าไม่ตรัสต่อ ปลายเปิดเอาไว้ จนวันนี้ มีหลับตาอยู่ไหม ก็ยังหลับตาอยู่อีก เอาหอกอีกกี่ 100 เล่มไปแทง ก็ยังหลับตาอยู่นั่นแหละ เห็นไหม ก็ยังมีโจรปล้นศาสนาอยู่อย่างนี้แหละ นี่อาตมาไม่ได้โมเมไม่ได้เอาแพะมาชนแกะ บรรยายธรรมะนะ แต่เป็นจริงๆเลย การหลับตาปฏิบัติปฏิบัตินี้เหมือนโจรปล้นศาสนา เอาเดียรถีย์มาใส่ อาตมาธิบายอยู่ในปัญญา 8 ขยายความว่า พวกนี้เหมือนพญานาค ที่นอนหลับไม่รู้คู้ไม่เห็น ดับมืดบอด รู้อย่างเดียวว่า ในโลกนี้มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาเท่านี้ สั้นนิดเดียวรู้แค่นี้ นอกนั้นไม่รู้อะไรเลยในศาสนาพุทธ เป็นเดียรถีย์หมด 100% เหมือนพญานาคนอนหลับไม่รู้คู้ไม่เห็นอยู่ที่ใต้ก้นมหาสมุทร แล้วก็เฝ้ากองถาดทองคำที่พระพุทธเจ้าแต่ละองค์ตรัสรู้แล้วก็ลอยถาดมา กริ๊ก ได้ยินเท่านี้รู้เท่านี้ในความรู้ ว่าพระพุทธเจ้าเกิดแล้วนะ พอรู้แล้วก็ดับมืดอยู่ต่อไปอีกจนกว่าพระพุทธเจ้าจะอุบัติอีกองค์หนึ่ง แล้วมีลอยถาดไปอีก 1 กริ๊ก โอ๊.. พระพุทธเจ้าเกิดอีก 1 องค์หรือ ว่าแล้วก็หลับต่อไปอีก ไม่รู้ไม่ชี้กว่านั้นอีกเลย ดูเถอะตำนานพระพุทธเจ้าที่บรรยายเอาไว้นี้ มันเป็นเช่นนั้นจริงๆเลยพญานาค คืองู ที่เอาแต่นอนเอือกแล้วหลับ เป็นงูชนิดที่ต้องเรียกว่าพญางู คนก็มาใส่หงอน ใส่ลายกนกให้เป็นงู ครบเครื่องพญาใหญ่เลย เป็นงูที่โง่เง่า เป็นยอดงู ยอดพญางู ที่นอนเอาแต่นอน เอาแต่หลับเอาแต่นอน หลับไม่รู้คู้ไม่เห็นแล้วแถมอยู่ใต้ก้นบึ้งของมหาสมุทรอีก แล้วไม่รู้เรื่องอะไรเลย รู้แต่ว่าพระพุทธเจ้าเกิดเท่านั้น มีความรู้เท่านี้ แล้วพระพุทธเจ้ามีอย่างไร สอนอะไรอย่างไร ไม่รู้ สู่แดนธรรม... แปลว่าอวิชชาไม่มีวันตาย พระพุทธเจ้าไม่อยู่แล้วพวกนี้ก็ยังหลับอยู่ พ่อครูว่า... โพธิรักษ์พูดไปเถอะ แต่จะมีคนพอเห็นบ้างได้บ้างไปเรื่อยๆ ไม่เปล่าดาย ไม่สูญเปล่าอาตมาพูดไปบรรยายไปจะค่อยๆเข้าใจ แต่มันยาฟก เป็นพญานาคกว่าจะตื่น ว่ามันหมายความอย่างนี้หรืออย่างที่โพธิรักษ์พูดนี้หรือ เหรอ ดีใจจัง ใครที่เข้าใจที่อาตมาพูด ถ้ายิ่งเข้าใจแล้วเลิกเลย รู้ว่าเราเป็นพญานาคงมงายมานานขนาดนี้เชียวหรือ ตายๆๆๆ เราโง่ขนาดนี้เชียวหรือ พระพุทธเจ้าถึงให้เรียนรู้รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสจากตาหูจมูกลิ้นกายนี่แหละมีกิเลสเกิด ถ้าไม่รู้กิเลสอย่างนี้ ลืมตาชัดๆ ตาคุณก็กระทบรูป หูก็กระทบเสียง กินอาหารอยู่ทุกวัน มหาบัวพยายามตีกิน ลวงคนอื่นว่าไม่ได้ติดอาหาร อย่าว่าแต่อาหารเลย ขนาดรสของหมากพลูก็ยังติดขนาดนี้ แล้วรสอาหารจะไปเหลืออะไร ติดไม่งอไม่งอนเลย แล้วก็ไม่รู้อะไรนึกว่าตัวเองเป็นอรหันต์แม่แค่นี้ก็ยังรู้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นจะไปเรียนรู้เรื่องผัสสะก็ไม่เอาไปนั่งหลับตาเสีย เมื่อไม่มีผัสสะ มโนสัญเจตนา ที่จะเกิดตั้งแต่เริ่มต้นคือกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ก็เรียนรู้กามเลิกกาม ก็อยู่ในโลกนี้แหละมีรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสแต่กิเลสกามไม่เกิดแล้ว ก็เหลือแต่ในรูปภพอรูปภพก็ดับต่อไปอีก ที่ยังติดในรูปราคะ อรูปราคะ ก็ลดอีกกำจัดอีก ก็เหลือสุดท้าย ปลายเหลือรูปราคะ ก็ยังไม่ได้หลับตาปฏิบัติสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายแต่มันเหลืออยู่ข้างในนิดหน่อยเป็นขั้นปลาย ก็ล้างอีก ครบ ไม่มีกิเลสทั้ง 3 ภพ กามภพ รูปภพ อรูปภพไม่มีแล้ว หมดกิเลสแล้ว วิภวะ ไม่มีแล้วทั้ง 3 ภพ ก็มีแต่วิภวตัณหา เป็นตัณหาที่อยู่เหนือภพทั้งหมด ไม่มีแล้วในภพ แต่เป็นตัณหาอุดมการณ์ วิภาวะตัณหาคือตัณหาอุดมการณ์ เป็นตัณหาของพระอรหันต์ ตัณหาของพระโพธิสัตว์ ตัณหาของพระพุทธเจ้า คนก็ติดใจว่า ไปว่าพระพุทธเจ้ามีตัณหา เขาเข้าใจสภาวะไม่ได้ ติดยึดแต่ในพยัญชนะว่าเป็นตัณหา มันเป็นความปรารถนา ความต้องการความประสงค์ เพื่อจะสอนคนให้เลิกกามตัณหา ภวตัณหา หรือแม้แต่ในอรูปะ อรูปทั้งหมด เขาก็ไม่รู้ เจตนาที่ยังเหลือ คุณมุ่งหมายที่จะไปอยากเสพอยากติดอยู่ในภพชาติ ภว เสพติดอยู่อย่างมีภพ 650204 พ่อครูฝืนตายฝืนกินอยู่ด้วยอาหาร 4 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน