ตอบปัญหาคนที่ยึดถือในการเป็นที่หนึ่ง.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข7 กุมภาพันธ์ 2565

เนื้อหาในไฟล์

ตอบปัญหาคนที่ยึดถือในการเป็นที่หนึ่ง _กราบนิมนต์พ่อครูช่วย ตอบในรายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง...ให้เด็กฟังด้วยครับ คนเคยได้ที่ 1 แล้วไม่ได้ ให้ทำใจอย่างไรดี รู้แต่หลักการที่บอกว่า ให้แข่งกับตนเอง ไม่ต้องไปแข่งก็ใคร แต่ยังทำใจ ปล่อยวางไม่ได้ หลวงปู่ช่วยแนะนำวิธีให้ได้มั้ยครับ พ่อครูว่า... แนะนำให้ไปหาท่านเพาะพุทธ ถ้าถามท่านจะได้รู้ดีกว่าอาตมา เพราะอาตมามันไม่เคยติดยึดในการศึกษาการเรียนได้ที่ 1 หรือไม่ได้ที่ 1 แต่ก็เคย เรียนอยู่ได้ที่ 1 ถ้าตั้งใจจริงๆแล้วก็จะได้ที่ 1 ถ้าไม่ตั้งใจแล้วที่โหล่ ถึงอย่างนั้นเลยอาตมานี้เรียนมา อย่าว่าแต่ที่โหล่เลยตก สอบตก ตกมานักต่อนักแล้ว ม. 6 ก็ตกรอบ 8 ไม่ต้องพูดเลยตกแล้วตกอีก 2-3 ปี จนไม่ต้องสอบม 8 ก็มาเรียนทางอาชีวะจนผ่านอาชีวะมาถึง 5 ปี จบศิลปะ 5 ปีมาก็เทียบได้ เกิน ม.8 แล้ว เขายังไม่ให้ปริญญาตรีเขาให้แค่ ปวส. ก็มีเท่านี้การศึกษาของตัวเองก็ไม่ได้น้อยใจไม่ได้เสียใจอะไร สอบไม่ได้ที่ 1 ก็ไม่ได้ติดใจ ได้ที่ 1 ก็ดีไม่ได้ก็แล้วไป ตกก็รู้ว่าตัวเองไม่น่าจะเป็นเช่นนั้นก็รู้ข้อบกพร่อง จะทำใจอย่างไร ก็คือตรงนี้แหละรู้ข้อบกพร่องของตัวเองตรวจสอบ ว่า เราบกพร่องอะไรถึงทำข้อสอบไม่ได้ตามที่เคยได้ที่ 1 สู่แดนธรรม… ผมก็เคยเรียนชั้นป. 3 ถึง ป. 4 เรียน ได้ที่ 1 ครองมาตลอด พอขึ้น ป.5 ต้องเจอคนที่เก่งกว่าจากหมู่บ้านอื่น ผมเคยได้ที่ 1 แล้วผมก็ได้อันดับที่ 14 มันไม่น่าเชื่อว่า แชมป์ของโรงเรียนเซนต์โยเซฟ ได้ที่ 1 แต่ว่าไปเจอคนเก่งต่างหมู่บ้าน เราตกไปอันดับที่ 14 ก็เลยทำใจว่า คนที่เก่งกว่าเราก็มี เราจะไปหมายมั่นสำคัญว่าเราจะครองแชมป์ตลอดได้อย่างไร พ่อครูว่า... ความเก่งตลอดกาลมันไม่เที่ยงหรอก ก็พากเพียรอยากได้ที่ 1 อีกก็พากเพียรจริงๆถึงจะได้ ได้แล้วก็ไม่เที่ยง ถ้าเ

อ่านต่อ

ราไม่พากเพียรอ่อนด้อยลงไปบ้าง อ่อนเยาว์เมาขี้เกียจไปไม่เต็มที่ คนอื่นเขาพากเพียรก็ชนะ เพราะฉะนั้นความเพียรจึงเป็นตัวสำคัญมาก อย่าไปยึดมั่นถือมั่นจนกระทั่งต้องได้ที่ 1 ถ้าไม่ได้ก็เสียใจนั้นมันโง่ตายเลย ไอ้พวกนี้มันเป็นสิ่งสมมุติ ที่ 1 ที่ไม่ 1 ก็เป็นสิ่งสมมุติที่โลกเขาใช้วัด ก็เป็นประโยชน์เป็นเครื่องวัด แต่ว่าเราอยากได้ก็พากเพียรเอาทำเอาเสร็จแล้วมันก็จะได้ ถ้ามันบกพร่องไม่ได้ตามสิ่งที่เราหย่อน มันหย่อนจริงตรงนั้นตรงนี้ไป เราก็แก้ไขปรับปรุง สู่แดนธรรม... ในคำถามมีรายละเอียด ที่บอกว่าต้องแข่งกับตัวเองไม่แข่งกับใครถ้าจะทำใจปล่อยวางไม่ได้ พ่อครูว่า... ก็ตอบตรงที่ปล่อยวางไม่ได้ไง ก็คงจะพอเข้าใจให้แข่งกับตัวเองนี่คงพอเข้าใจ แต่มันก็ยังอยากแข่งกับคนอื่น แล้วมันก็จะเอาชนะคนอื่น ทั้งๆที่ถูกแนะนำว่าให้แข่งกับตัวเองไม่ต้องแข่งกับคนอื่นหรอก แข่งกับตัวเองกับแข่งกับผู้อื่นมันต่างกันอย่างไร แข่งกับผู้อื่น มันไม่แน่ไม่นอนหรอก อย่างคู่ชกมวย ตอนนี้เป็นแชมป์ชนะ คู่แชมป์คนนี้สู้เราไม่ได้เราชนะ ไปเจอคู่แชมป์ที่มันแข็ง เก่งกว่าเราอีก เราก็แพ้ได้ ทำไมเราแพ้ ทำไมเราเก่งสู้ไม่ได้ ก็เพราะเราไม่แข็งแรงไม่เร็วไม่ไว ไม่มีเทคนิค ไม่มีความรู้ความสามารถที่จะเอาชนะเขาได้ เราก็แพ้ แพ้มันก็อยู่ที่ความพากเพียรที่จะต้องเอาชนะในแง่มุมเหลี่ยมใด อย่างใด ที่เราจะเก่งกว่าเขา เร็วกว่าเขา หนักกว่าเขา มากกว่าเขา สูงส่งกว่าเขาอย่างไร เราก็ต้องศึกษาเอา ฝึกฝนเอา ฝึกฝนได้มันก็ได้ผล ไม่ถึงมันก็ไม่ได้ ผู้ที่จะเอาแต่ชนะๆ เมื่อยนะ เพราะฉะนั้นในชีวิตผู้ที่จะเอาแต่ชนะคนอื่นเขา ก็เมื่อย เราเอาสาระ ที่บอกว่าแข่งกับตัวเองนั่นแหละคือมองถึงสาระ ตนเองทำสาระอะไรได้ดี ได้มาก ได้ถูกต้องได้เจริญงอกงามไพบูลย์ ก็ดูสาระนั้นตามสมมติของโลกเขาด้วย โลกที่เราอยู่ด้วยเขาสมมุติอย่างนั้นอย่างนี้ก็เรามีดีมีมากได้เก่งตามที่เขายอมรับไหม ถ้าเราอยากจะเก่งหรืออยากจะได้รับเบอร์ 1 เบอร์ 0 ขึ้นไป เราก็ทำตามที่เขายอมรับที่เขาสมมุติ ที่เขาตั้งขึ้นมา เราก็ทำอันนั้นให้ได้ ถ้าได้จริงๆคนก็ต้องยอมรับ อย่างหลวงปู่ คนเขาไม่เข้าใจโลกุตระ ซึ่งมันทวนกระแสกับที่เขาเองเขายึดถือด้วยซ้ำ มันย้อนแย้งกับที่เขาถือ บางคนเขาเข้าใจผิดเพราะว่าไม่ได้เป็นเหมือนที่เขาเป็น เพราะฉะนั้นคนเขาเห็นอย่างเราไม่ได้ เราก็ดูว่าเขาเองเขายึดนั้นเป็นอย่างไร เขายึดเขาถือเขาเป็นเขามีอยู่เป็นอย่างไร เทียบเคียงกับที่เราเป็นเรามีอยู่เราถือว่าอย่างนี้ดีนะ เช่นเรามันจน เขาแย่งไปรวยๆเขาก็ได้รวยๆได้สำเร็จสูงๆและรวยมาก แต่เรามาจน เราก็เห็นว่ามาจนนี้ดีกว่า เราก็ดูดีกว่าด้วยมิติอะไร ด้วยมุมไหนแง่ไหน เหลี่ยมไหนประเด็นไหน อ๋อ! มันดีกว่าเพราะประเด็นนี้มุมนี้ มิตินี้ เหลี่ยมนี้ประเด็นนี้ มันดีกว่า ไม่ต้องไปแบกไปหามากมายไม่ต้องไปแย่งชิง ไม่ต้องไปหนักหนาสาหัสต้องแข่งขันอะไรต่ออะไรต่างๆนานา ดีไม่ดีก็ต้องรุนแรง ดีไม่ดีก็ต้องใช้วิธีโกง วิธีไม่ซื่อไม่สัตย์ มันก็ไม่เข้าที เราก็ดูเนื้อแท้ของสิ่งที่เราทำ เนื้อแท้ของสาระชีวิต 1. ที่อาศัยอยู่ในปัจจุบัน 2. รู้ความจริงให้สุดว่ามันไม่มีอะไร มันมารวมกันอยู่เฉยๆตามที่เราพากเพียรให้มันรวมกันอยู่ ถ้าเราไม่มีพลังงานอะไรให้มันรวมกันอยู่ดึงดูดมันอยู่ มันก็จะสลาย มันจะคลายตัว มันจะไม่ยึดโยงอะไรเลยมันก็จะแยกกันไปหมด ตามสถานะของดิน น้ำ ไฟ ลม การยึดเป็นจิต ยึดเป็นแรงพืช พลังงานตัวพืชมันยึดนะ มะเขือเทศมันก็ยึดตัวมันเอาวัตถุสสารใช้พลังงานอย่างนี้ได้มา มันก็ต้องทำอันนี้ตามที่มันรู้กำหนด มันเอาอันนี้ มันไม่เอาอย่างอื่นหรอก พืชมันพยายามเอาที่มันดูดดึงมาได้มันไม่แย่ง มันก็เอาตามพลังงานของมันพลังงานมันน้อยกว่ามันก็ไม่ได้ พลังงานมันมากหน่อยก็ได้ ได้เท่าไหร่มันก็เท่านั้น ได้มากก็เจริญดีเต็มดีได้ไม่ครบไม่มากพอ มันก็เว้าก็แหว่งไม่เต็มอ้วน ไม่อ้วนพีไม่มากไม่พอ มันก็เป็นจริงตามนั้น ข้อสำคัญก็คือพืชนั้นต่างกับจิตนิยามตรงที่มันไม่สุข ไม่ทุกข์ มันไม่เดือดร้อนอะไรแล้วมันก็ไม่จดไม่จำไม่จองเวรจองกรรมอะไรแก่ใครด้วย มันก็มีแต่ตัวของมัน หรือทำตัวมันเองทำได้มันก็รอด ไม่รอดสุดท้ายมันมีแรงจะยึดให้ตัวมันสมบูรณ์ได้ มันก็เสื่อมสลายไปในที่สุด แยกเป็นดินน้ำไฟลม ดินน้ำไฟลมก็สั่งสมตัวเองจนกระทั่งมีแรงดูดเป็นตัวเป็นตนถึงขั้นเป็นพืช แล้วก็สั่งสมการดึงดูดเป็นตัวเป็นตนไปจนถึงเป็นจิต แล้วก็มีธาตุรู้เขาก็ทำด้วยอวิชชาหรือด้วยความรู้ ทำได้เอาอวิชชาก็ก่อตัวเองให้เป็นหนึ่งให้ได้เสร็จแล้วมันก็ไม่เที่ยง มันได้ในขณะที่เราเองพยายามดูดจึงพยายามเอาความเป็นหนึ่งอย่างนี้ไว้ รักษาไว้ แต่มันไม่เที่ยงหรอกสักเวลาใดเวลาหนึ่งมันก็จะมีคนที่โง่ๆหลงเข้าไปเป็นหนึ่งเหมือนกันขึ้นมาแย่งชิง เรียกว่าสมบัติผลัดกันชม ในโลกนี้เป็นสมบัติผลัดกันชมไม่เที่ยงหรอก ไม่เป็นเรื่องถาวรได้ นิรันดรไม่มี เพราะฉะนั้นถ้าจะเอาแต่ความเป็นหนึ่งๆ อย่างเดียวนี้เหนื่อย ลำบากลำบนทรมาน แล้วสุดท้ายจริงๆแล้วมันต้องสลายไปเลย เลิกยึดถือเป็นชีวะหรือเป็นจิตนิยาม แม้แต่เป็นพืชก็ไม่เป็นไร เป็นวัตถุไปเลยมันก็ไม่มีตัวตน มันก็สุดจบ วนเวียนอยู่อย่างนี้แหละ มีอุตุธาตุ พืช มีจิตนิยาม ความจริงมีเท่านี้พระพุทธเจ้าตรัสรู้หลวงปู่ก็เรียนรู้ตามมาเห็นจริงว่าชีวิตเป็นอย่างนี้ ชีวิตนี้รู้ความจริงเรานี้หมดแล้วล่ะ แต่จะต้องรักษาศาสนาพระพุทธเจ้าให้ครบ 5000 ปีต้องช่วยสืบทอดเนื้อหาของโลกุตระไปให้ได้ ก็เลยต้องรับหน้าที่อยู่ ก็ดีได้ช่วยเหลือ เป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ระดับ 8 ไปเรื่อยๆ ยังมีปณิธานสูงสุดเท่าที่จะสูงสุดได้เป็นระดับ 9 โพธิสัตว์องค์ใดองค์หนึ่ง ก็ไปเรื่อยๆ ยังไม่ถอดถอย จะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งขึ้นทำเนียบในโลกให้ได้ ถ้าไม่ถึงก็ไปเป็นปัจเจกพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีความรู้เท่าพระพุทธเจ้าทุกพระองค์แล้วแต่ยังไม่เป็นโอกาสหรือเห็นแล้วว่าเมื่อยแล้ว ไม่ต้องหาเวลาโอกาสจะประกาศศาสนาหรอก ไม่ต้องไปแย่งคิวพระพุทธเจ้าองค์ใดหรือไม่ต้องไปเรียงลำดับที่จะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดๆ พอแล้ว มันก็เท่านี้ ชีวิตสูงสุดก็เท่านี้เท่าพุทธเจ้าแล้ว แม้จะไม่ได้ประกาศตัวเอง ให้โลกได้รับรู้บันทึกลงในทำเนียบว่า มีผู้นี้ชื่อนี้นามนี้เป็นธาตุจิตวิญญาณสะสมมามีความสามารถเก่งเท่าพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ แล้วประกาศตัวเองขึ้นมาทำงานเป็นปรากฏทุกคนก็ยอมรับความจริงนั้น แต่ท่านไม่ได้ทำ ไม่ต้องเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรอก เป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าตัวเองเป็นแล้วแต่ไม่ได้ประกาศให้โลกรู้แล้วก็ตาย ตายโดยปรินิพพานเป็นปริโยสาน ตายโดยแยกธาตุเป็นดินน้ำไฟลมไปเลยจบ สู่แดนธรรม... ถ้าพระโพธิสัตว์รูปนี้ได้รับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าแล้วว่า อย่างไรอย่างไรต้องเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตแน่นอน แล้วท่านผู้นี้ท่านจะยอมรีไทร์ไหมครับ พ่อครูว่า... ก็อยู่ที่ท่าน ว่า 1 ท่านจะรักษาสถานะของพระพุทธเจ้าไหม คำทำนายแม่นนะ ถ้าเราเสียตรงนี้ก็จะเสียพระพุทธเจ้า เราจะยอมให้พระพุทธเจ้าเสียไหม ก็ต้องทำให้ได้ถึงที่สุด เมื่อทำไม่ได้ถึงที่สุด แบบนี้โง่ ถือว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่สูงสุดแล้วตัวเองจะเอาไปเอาสิ่งที่สูงสุด ก็เอาที่สูงสุดได้แล้วเพียงแค่ไม่ประกาศตัวเอง ภูมิเท่ากับปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้ากับพระพุทธเจ้า มันขัดแย้งกับความเป็นจริงท่านจะมีสำนึกอันนี้ชัดเจน เราทำเสียพระพุทธเจ้าได้อย่างไรเพราะเราเดินทางนี้มาแท้ๆ ได้แท้ๆเราไม่เอา ก็เป็นความเลวของเราที่เราไม่เอา หรือเป็นความด้อยของเราที่เราไม่เอา สู่แดนธรรม… ผู้ที่พระพุทธเจ้าประกาศ ก็คือผู้ที่แข็งแรงตั้งมั่นจะเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตแน่นอน พ่อครูว่า... ต้องบอกว่าเธอถามเลยปัญหาไปแล้ว 650207 จนเป็นที่ 1 ในโลก แต่สร้างอาหารช่วยโลก รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 27

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน