สิตธัตถะและสิริมหามายา ของโพธิสัตว์ที่เป็นไก่ตัวพี่ในยุคนี้.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข27 สิงหาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

สิตธัตถะและสิริมหามายา ของโพธิสัตว์ที่เป็นไก่ตัวพี่ในยุคนี้ _จรรยา ประเสริฐ · ดิฉันเข้าใจตั้งแต่พ่ออธิบายเกี่ยวกับเรื่องโพธิสัตว์ ตั้งแต่สัตว์ที่สั่งสมใต้ต้นโพธิ์ พัฒนามาเป็นโพธิสัตว์โลกียะ พัฒนามาเป็นโพธิสัตว์โลกุตระ สั่งสมมาตั้งแต่โลกียะ มาเป็นโลกุตระ ดิฉันเข้าใจอย่างนี้ จึงเข้าใจ ตั้งแต่อ.สมเกียรติ ส.ศิวรักษ์ นายกตู่ คานธี ไอสไตล์ คุณชวน (ซึ่งพ่อบอกสายศรัทธา และโพธิสัตว์อีกมากมายที่พ่อบอกเอาไว้ เคยได้ยินว่าอ.สุรเดช (ไพรเมือง) และ เป็นไปได้ที่ใครหลาย ๆ คนในอโศก สั่งสมโพธิสัตว์ทั้งนั้น แต่แม่ชีเทริซ่า นักบวชศาสนาคริสต์ ที่ช่วยดูแลผู้ป่วย ดังทั่วโลกรู้จัก พ่อบอกไม่ใช่โพธิสัตว์ เป็นเพียงซึ่งดิฉันสรุปได้ว่าประมวลเข้าใจเองเปรียบเทียบให้เห็นว่า เหมือนนักสังคมสงเคราะห์ในสมัยนี้ ที่เสียสละแรงกายช่วยคนป่วย ผิดถูกอย่างไรก็ขออภัยด้วยค่ะ กราบสาธุค่ะ พ่อครูว่า... ถูกต้องแล้วที่คุณเข้าใจ มันเป็นงานสังคมสงเคราะห์ งานช่วยมนุษย์โลกมันเหมือนโพธิสัตว์นะ โพธิสัตว์ช่วยมนุษย์โลก แต่นี่ก็ช่วยมนุษย์โลก แต่ช่วยทางสังขารร่างกาย ฟังประเด็นตรงนี้ให้ชัด ช่วยสังขารร่างกายที่ได้รับทุกข์ทรมานเจ็บป่วย โดยเฉพาะแม่ชีเทเรซ่า ช่วยคนเจ็บป่วย รักษาคนเจ็บป่วยอย่างไม่รังเกียจรังงอนเลย จนกระทั่งมันเห็นได้ง่ายชัด เป็นนักสังคมสงเคราะห์ที่สูงส่งมีผลงานมาก จริง สายเทวนิยมยังไม่เข้าใจเรื่อง จิตนิยาม ปรมัตถ์ เรื่องกิเลส ยังไม่เข้าใจ เขาก็รู้สิ่งนี้ ยกย่องสิ่งนี้ก็ถูกแล้ว เขายกเป็นนักบุญ ซึ่งจริงๆแล้วคำว่า นักบุญ คำว่า บุญ เป็นของศาสนาพุทธแต่ทางโน้นเขาเอาไปใช้ เขาเข้าใจยังไม่ถูก ยังไม่ได้เป็นบุญ ยังไม่ได้กำจัดกิเลส ยังไม่รู้จักปรมัตถ์ ยังรู้แต่เรื่องของความดีความงาม ความดีความเจริญ ความดีความชั่ว ยังไม่รู้จักความสุข

อ่านต่อ

ความทุกข์ ยังไม่รู้จักโลกุตรธรรม อาตมาพยายามวิจัยให้ฟังว่า โลกียะนั้นรู้แต่ดีชั่ว ส่วนโลกุตระนั้นรู้จักสุขทุกข์ รู้จักเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ รู้จักจิตเจตสิกต่างๆ รู้จักจิต เจตสิก รูป นิพพาน แต่ทางเทวนิยมยังไม่รู้เรื่องนี้ ไม่ใช่ไปข่มทางสายเทวนิยม แต่มันเป็นสัจธรรม ที่อาตมาจำเป็นต้องอธิบายความจริงนี้สู่กันฟัง มันเป็นความจริงที่คุณต้องศึกษา เทวนิยม เรื่องจิตเจตสิกเรื่องดีเรื่องชั่วนั้น โลกุตระรู้และทำได้แล้ว ผู้ทำได้แล้วจริง จึงรู้ความจริงว่า ดีชั่วเป็นเช่นนี้ โลกมีอันนี้ก่อน ละชั่ว ประพฤติดี ให้เที่ยงแท้มั่นคง ไม่ทำชั่วอีกเลยสัพพปาปสอกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลัสสูปสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) สจิตตปริโยทปนัง(ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) เพราะว่าจิตปราศจากกิเลส ล้างกิเลสออกไป ที่เป็นตัวที่ทำให้โง่และอวิชชา มันก็หมดความโง่จริงๆและรู้ไปอีกโลกหนึ่งเรียกว่าโลกุตระ คนโลกียะมีส่วนมาก เทวนิยมยังมีมาก ดำเนินมาจากเดรัจฉาน ดำเนินมาจากธาตุรู้ที่รู้พัฒนาขึ้นมา จึงมีจำนวนมาก จนกว่าจะมาเป็นโลกุตระ เป็นเวไนยสัตว์ เป็นสัตว์ที่สอนได้ไปสู่โลกุตระ ลกุตระ มีจำนวนน้อย เป็นยอดพีระมิด เป็นธรรมชาติไม่ได้หมายความว่ายกยอดพีระมิด ข่มฐานพีระมิด..ไม่ใช่ มันเป็น ธรรมชาติของความจริง ศึกษาดีๆแล้วจะรู้ว่าเราไม่ได้มีการไปข่มคนนั้น ยกตนทำตนสูงกว่า..ไม่ใช่ แต่มันอธิบายสัจจะ ผู้ที่มีสัจธรรมพวกนี้มันก็เป็นจริง ยิ่งเราได้แล้ว เป็นแล้ว มีแล้ว เอาสภาวธรรมของเรามาอธิบายนี้ มันสบาย มันง่าย ที่คนจะรู้เท่าทันได้ แต่มันง่ายสำหรับคนที่รู้แล้ว มีแล้ว เป็นแล้ว ง่ายทั้งพยัญชนะและสภาวะ เมื่อมีสภาวะที่เป็น 2 นี้แล้ว อธิบายได้ไปเรื่อยๆ คนต้องเจริญมาสู่จุดนี้ สู่จุดนี้ สูงสุดเป็นพระพุทธเจ้า มนุษย์ทุกคนที่เป็นมนุษย์จริงๆเกิดมาได้ร่างมนุษย์ ไม่ใช่เรื่องสมมุติลึกลับเป็นพระเจ้าที่ไม่ใช่มนุษย์ เป็นจินตนาการ เป็นความคิด แต่นี่เป็นจริงเป็นมนุษย์ เพราะมนุษย์พิสูจน์ความจริงทุกอย่างได้ถึงขั้นจิตวิญญาณ ทางพระเจ้าหรือเทวนิยมพิสูจน์จิตวิญญาณไม่ได้ ก็เลยไม่รู้ว่าวิญญาณจริงๆเป็นอย่างไร และก็ไปหลงเข้าใจว่า วิญญาณจริงๆนี้ เป็นพระเจ้านี่รู้สูงสุด กับพระพุทธเจ้า ก็รู้สูงสุด พระพุทธเจ้ารู้จิตวิญญาณสูงสุด จนทำลายจิตวิญญาณตัวเองแหลกสลายไปเลย ไม่เป็นพระเจ้า ไม่เป็นเจ้าใคร มันคือธาตุหมุนเวียนของดินน้ำไฟลม กับธาตุจิตนิยามเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น ประเด็นนี้แหละ ตีให้แตก เข้าใจให้ได้ว่า มันต่างกันอย่างไรกับจิตนิยาม จิตที่อยู่นิรันดร กับจิตที่นิรันดรก็ทำได้ มี 2 อย่าง มีนิรันดรกับไม่มีนิรันดรก็ได้ เป็นอมตะบุคคล ถึงจุดวิมุติแล้ว ต่อจากวิมุติก็เป็นอมตบุคคล จะอยู่ต่อก็อยู่ได้ จะแตกธาตุจิตนิยามตัวเองสลายเป็นดินน้ำไฟลมก็ได้ ได้ทั้งสองอย่าง สู่แดนธรรม... อย่างอมตะ ถ้าอยู่นานไปจนกระทั่งเขาคิดว่าเป็นพระเจ้าก็ได้ไหมครับ พ่อครูว่า... ได้ ก็คือ ความยึดว่ามี แต่ความยึดว่ามีโดยไม่รู้คือเทวนิยม ความยึดว่ามีหรือไม่มี ก็คือ อวโลกิเตศวรหรือกวนอิม อันนั้นหมายความว่ารู้แล้วว่าจะมีหรือไม่มีก็ได้เป็นอมตะ ส่วน เทวนิยมไม่ใช่อมตะ แต่หลงตัวเองว่าเป็นนิรันดร ว่าเป็นอมตะ สู่แดนธรรม... เขายอมจำนนว่าเขาสลายไม่ได้ พ่อครูว่า... ใช่ เขาสลายไม่ได้ก็เลยยอมรับว่า ต้องเป็นอย่างนี้ เป็นอมตะ นิรันดร สลายไม่ได้ นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ พ่อครูว่า... คนถามมา เลยไม่ได้เฉลยเลยว่าใครเป็นโพธิสัตว์ สมณะเดินดิน... วิญญาณของพวกเราก็ไม่ใช่ธรรมดา กว่าจะถือศีล 5ได้ หาคนอย่างพวกเราได้ไม่ใช่ง่ายๆ กินมังสวิรัติก็ไม่ใช่ง่าย มาทำงานฟรีไม่ง่าย ไม่เอาลาภแลกลาภได้ก็ไม่ง่าย ก็เป็นตัวอัตตาที่ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก แต่หลงอัตตาก็เป็นเทวนิยม หากไม่หลงก็มาเรียนรู้ลดอัตตามานะ ยึดดีถือดี จะรู้ได้อย่างไม่หลงอย่างไร ก็อยู่ในหมู่กัลยาณมิตร จะได้รับขุมทรัพย์ อยู่ในหมู่อเทวะด้วยกันจะช่วยกันบอกได้ว่า อันนี้เป็นอัตตามานะของเราอย่างไร แต่ถ้าอยู่ในหมู่พวกเทวนิยมด้วยกัน ทำอะไรยิ่งใหญ่ๆ ก็ทำกันไปเชียร์กันไป ก็ไม่ได้มีการขัดเกลากัน ก็เลยเป็นวิญญาณพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่ แต่อยู่ในหมู่นี้แหละที่จะขัดเกลากันได้ สุดท้าย จะเลือกเป็นปราชญ์ในหมู่เปรต หรือจะเลือกเป็นเปรตในหมู่ปราชญ์ อันหลังจะได้เป็นปราชญ์แท้จริงได้ พ่อครูว่า... ใครจะว่าเราเป็นเปรตก็ไม่เป็นไร เรารู้ว่าเราเป็นอะไร อย่างอาตมานี่ พวกคุณบอกว่า โอ้โห.. ขอ เคารพบูชาสุดเศียรสุดเกล้า พูดอยู่ตลอดเวลา ถ้าอาตมามีอัตตามานะ อาตมาบ้าไปแล้วป่านนี้ นึกออกไหม ถ้าอาตมามีอัตตาหรือมานะ แต่อาตมาก็เข้าใจอยู่ แล้วทำไมอาตมาไม่ห้ามว่า อย่าพูด ที่ไม่ห้ามว่า อย่าพูด เพราะว่ามันเป็นความจริง ถ้าอาตมาไปห้าม ก็เป็นคนที่ไปลบล้างความจริง ไม่ยอมสื่อความจริงเหมือนคนโกหก เหมือนคนหลอกลวง เหมือนคนปิดบังอะไรอยู่เหมือนกัน มันก็ไม่ดีมันก็ไม่ถูก เพราะอาตมาไม่ได้พูดว่าอาตมานี้เป็นผู้ที่สูงส่งสุดเศียรสุดเกล้า อาตมาไม่ได้พูดอย่างนั้น ใช้สำนวนคนละอัน อาตมาใช้สำนวนของอาตมาว่า อาตมาเป็น ไก่ตัวพี่ สำนวนที่พระพุทธเจ้าท่านใช้ แต่ไม่เหมือนกับอาตมาที่ท่านสูงกว่าอาตมา ในยุคนั้นท่านสูงสุด ขออภัยในยุคนี้อาตมาสูงสุด อาตมาก็ใช้คำว่า ไก่ตัวพี่ เท่านั้นเอง ไม่ได้บอกว่าอาตมาใช้สำนวนว่าสูงสุดเศียรสุดเกล้า แต่พวกคุณมีความรู้สึกความเห็นความเข้าใจให้จริงๆ แล้วอาตมาก็พูดไปแล้วว่าไปลบล้างก็ไม่ถูก มันผิดความจริง ก็มันถูกความจริงก็ปล่อยไป ก็อันเดียวกัน สูงสุดเศียรสุดเกล้า เท่ากับคุณได้เห็นว่าคนนี้แหละเป็น ไก่ตัวพี่ คนนี้ที่เราเคารพสูงสุดในยุคนี้ อันเดียวกัน เป็นเพียงพยัญชนะคนละตัว คนไปติดยึดพยัญชนะภาษาคำว่าไก่ตัวพี่ กับภาษาคำว่า สุดเศียรสุดเกล้า คุณให้ราคาภาษาต่างกัน คุณก็ยึดถือของคุณเอง แต่ถ้าคุณเข้าใจสภาวะแล้ว มันก็เลยเหมือนกัน the same or แปะเอี่ย มันก็อันเดียวกัน พูดถึงตัวเองแล้วก็พอ ถ้าพูดกันจริงๆแล้วมันก็ควรจะเหนียมตัวเอง พูดถึงส่วนดีส่วนเด่นของตัวเอง แต่มันก็พูดความจริง อาตมาก็พูดไปแล้วว่าอาตมาจะไปปดความจริง จะไปหลอกความจริง ไปพรางความจริง ไปปิดบังความจริง มันไม่ควรใช่ไหม สมณะเดินดิน... พ่อท่านจะตอบว่า ทำไมคนไหนไม่ได้เป็นโพธิสัตว์ พ่อครูว่า... ประเด็นนั้นก็พูดไปแล้ว เป็นพระโพธิสัตว์ ใช้สำนวนว่าเป็นโพธิสัตว์ที่เป็นปุถุชน เป็นสัตว์ใต้ต้นโพธิ์ คือเป็นแค่พยัญชนะ เป็นแค่จิตของเราอยากเป็นโพธิสัตว์ สำหรับผู้ที่มีความรู้ในเรื่องโพธิสัตว์ โพธิสัตว์คือความตรัสรู้ ที่พระพุทธเจ้าเป็นผู้ตรัสรู้ ส่วนเทวนิยมเขาไม่รู้หรอกว่า โพธิสัตว์ สัตว์ที่มีโพธิ สัตว์ที่มีความตรัสรู้นั้นไม่ใช่สัตว์ใต้ต้นโพธิ์ ไม่ใช่สัตว์ที่ปรารถนาความเป็นโพธิสัตว์เพียงเท่านั้น แต่คือผู้ที่มีเนื้อหาของความเป็นโพธิสัตว์ มีความตรัสรู้โลกุตระ เริ่มตั้งแต่โสดาบันขึ้นไป ผู้ที่มีภูมิธรรมโสดาบันขึ้นไป จึงจะเป็นโพธิสัตว์ระดับที่ 1 ก็อธิบายกันมาจนหมดแล้ว มีภูมิธรรมถึงสกิทาคามีเป็นโพธิสัตว์ระดับ 2 อนาคามีโพธิสัตว์ ระดับ 3 อรหันต์โพธิสัตว์ระดับ 4 โพธิสัตว์ 9 ระดับ 1.โสดาบันโพธิสัตว์ 2.สกิทาคามีโพธิสัตว์ 3.อนาคามีโพธิสัตว์ 4.อรหันต์โพธิสัตว์ 5.อนุโพธิสัตว์ 6.อนิยตโพธิสัตว์ 7.นิยตโพธิสัตว์ 8.มหาโพธิสัตว์ 9.พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สรุป ผู้ที่ยังไม่รู้จักสุขทุกข์ ผู้ที่ยังไม่รู้จักกิเลส ผู้ที่ยังไม่รู้จักคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เป็นโลกุตระธรรม ยังไม่มีสิทธิ์ที่จะก้าวมาเป็น โพธิสัตว์ ผู้ที่ยังไม่เป็นโพธิสัตว์คือก้าวออกมาไม่ได้ ออกจากโลกโลกียะมาเป็นโลกโลกุตระไม่ได้ ยังวนอยู่ในโลกโลกียะดีชั่วอยู่ ออกมารู้จักสุขทุกข์ออกมารู้จักกิเลสออกมารู้จักคำสอนของพระพุทธเจ้าตั้งแต่ โสดาบันรู้จักจิตเจตสิก พ้น สักกายทิฏฐิ อันดับแรก ยังอีกไกล กว่าจะเข้าใจกาย กายคำแรกของ สังโยชน์ข้อที่ 1 เขายังมิจฉาทิฏฐิกันอยู่ทั้งนั้นในชาวพุทธ อาตมาก็มาแยกแยะกาย และไม่ได้แยกแยะตั้งแต่ต้นด้วย ตั้งแต่ต้นก็ไม่ได้แตกฉานคำว่ากายแต่ต้น มาอธิบายคำว่า กาย แตกฉานมา ในระยะ 10 ปีมานี้ ไม่กี่ปีมานี้ มันไม่ใช่เรื่องตื้อไม่ใช่เรื่องง่ายๆ และที่อาตมาอธิบายก็ไม่ได้เอาของใครมา เป็นของอาตมาของเก่า ที่รู้มาจากพระพุทธเจ้าเดิม กว่ามันจะขึ้นมาตั้งนาน หลาย 10 ปีมาสอนธรรมะอยู่แท้ๆ จากนี้ไปอาตมามีความเป็นสัจธรรมพระพุทธเจ้าละเอียดเยอะขึ้นมา ติดตามดีๆเถอะจะได้ของดี ต่อๆไปนี้ เข้าใจให้ดีๆ ตอนแรกอาจจะถูกพลังงานโลกีย์ครอบงำอยู่ กว่าจะรู้ตัว มาเป็นโลกุตระเต็มๆ เขาอาจจะหาว่ากลับกลอก ที่จริงแล้วเมื่อก่อนมันก็ผิดอยู่ เดี๋ยวนี้มันถูกนะ รู้จักคนเจริญยิ่งๆขึ้นไหม ไม่ใช่เสื่อมลงนะ เจริญยิ่งๆขึ้น ติดตามดีๆแล้วจะรู้ความจริงอันนี้ สมณะเดินดิน... อันนี้จะเป็นปัญหาเหมือนกันกับ โพธิสัตว์ ทั้งคานธี ไอสไตน์ ข้อเขียนของเขาตอนแรกอีกอย่างนึง ตอนหลังก็เปลี่ยนไป มันเป็นภูมิธรรมที่เพิ่มขึ้น จึงไม่เหมือนเดิม พ่อครูว่า... คนที่ฟังเข้าใจไหมล่ะ ถ้าฟังแล้วพัฒนาขึ้นก็เจริญ จะเป็นคานธีก็ดี ไอสไตล์ก็ดี คุณชวนก็ดี ก็คุณเข้าใจเพิ่มขึ้น สัจจะมันเพิ่มขึ้นสัจจะมันเจริญขึ้นจริงๆ เข้าใจสัจจะได้ถูกตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วมันก็มี 2 อันเท่านั้น ถูกหรือผิด อันนี้มันยังถูกต่อมาก็ผิด แล้วผิด ก็จะกลับมาถูก มันเป็น 2 ตัวนี้แหละ ผิดกับถูก กลับไปกลับมา เรียกว่าสิริมหามายา จนกระทั่งเป็นตัวถูกที่เที่ยงแท้ ยืนยาวยิ่งใหญ่ ทั้งดีที่สุด สิริ ดี มหาก็มาก ดีที่สุดมากขึ้นเรื่อยๆเป็น สิริมหามายา มายา เหมือนความกลับกลอก เดี๋ยวก็มีเดี๋ยวก็ว่าไม่มีเหมือนคนเล่นกล คุณจะเข้าใจได้ อาตมาหยิบคำว่า มายา สิริมหามายา มาอธิบายว่า มนุษย์มันมีธาตุตัวนี้ จะเรียกว่าธาตุโกหกหรือธาตุรู้ตัวนี้สลับซับซ้อนกันอยู่นี้ จนกว่าคุณจะเป็นสิริมหามายา เพราะคุณได้กำเนิดจิตของคุณเป็นสิทธัตถะ สิทธัตถะคือ แต่ก่อนก็ยังอยากเป็นอย่างโลก แต่เดี๋ยวนี้หมดอยากเป็นอย่างโลกแล้ว มีความอยากอันสำเร็จแล้ว อาจจะเป็นสำนวนธรรมะโลกุตระหน่อย มีความอยากอันสำเร็จแล้ว มันสำเร็จจริงๆเป็นสภาวะ ไม่ใช่พูดแค่พยัญชนะ ก็เลยเป็นสิทธัตถะจริง คำว่าสิทธัตถะ ก็ไม่ได้หมายถึงพระพุทธเจ้าที่เป็นตัวตนบุคคลเราเขา ที่เป็นเจ้าชายเกิดมาเป็นลูกพระเจ้าแผ่นดินและได้มาเป็นพระพุทธเจ้า มันไม่ได้หมายถึงตัวตนบุคคลเราเขา แต่มันหมายถึงธรรมะ เป็นใครก็ได้ ในตัวคุณเป็นสิริมหามายาก็ได้ เป็นสิทธัตถะก็ได้ อีกแหละ งงไหม ...ไม่งง ทำไมเก่งจัง ลูกใครหว่า ทำไมเก่งจังเลย 650826 ความมีความไม่มี สิทธัตถะและสิริมหามายา พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน