สิทธัตถะคือผู้มีความอยากอันสำเร็จแล้ว.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.79 KB
วันที่แก้ไข27 สิงหาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

สิทธัตถะคือผู้มีความอยากอันสำเร็จแล้ว พ่อครูว่า... ขอวิจัยต่อเพื่อให้สิ้นกระแสความเกี่ยวกับนายกฯตู่ คือเมืองไทยนี้อาตมา เคยชี้ เคยพูด ว่าเป็นเมืองตัวอย่างของโลกยุคนี้ ถ้าใคร โดยเฉพาะชาวพุทธเราเชื่อว่า พระพุทธเจ้านี้เป็นมนุษย์ ชื่อว่ามนุษย์ คนเหมือนกันกับทุกๆคน เป็นมนุษย์ ที่เป็นมนุษย์ได้ เกิดตาย..ตายเกิด เพื่อศึกษาความเจริญสูงสุด ในความเป็นมนุษย์ ความเจริญสูงสุดในความเป็นมนุษย์มันคืออย่างไร นี่แหละ พระพุทธเจ้าเป็นผู้แสวงหาจุดนี้ ค้นคว้าเอาชีวิตเกิดตาย..ตายเกิด ซึ่งพวกเราก็เข้าใจแล้ว เชื่อแล้วว่าการหมุนเวียนตายเกิด..เกิดตายเป็นเรื่องสามัญ มันไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่อะไร เป็นอมตะบุคคล ผู้บรรลุอมตะบุคคลแล้วจะเกิดจะตายอีกเท่าไหร่ก็เกิดก็ตายไป แล้วก็กำหนดความตายของตัวเองเป็นปรินิพพานเป็นปริโยสานไปเลยได้ แยกธาตุเป็นดินน้ำไฟลมไปได้ ก็อธิบายไปจนหมดแล้ว เพราะฉะนั้นจึงเป็นผู้ที่รู้ความมีและความไม่มี สมบูรณ์แบบ ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ตรัสเรื่องนี้ไว้ ความมีกับความไม่มีนี้ ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 43 ชัดเจนใช้ความมีกับความไม่มี เป็นธาตุรู้ที่ตัดสินสัจจะทุกอย่าง ก็ฟังภาษาที่อาตมาพูด พยายามทำความเข้าใจกับสภาวะธรรม ว่ามันหมายถึงอะไร ดีๆ ศึกษาไปดีๆแล้วก็จะรู้ สัจธรรมที่พระพุทธเจ้าท่านเรียนรู้ อาตมาก็เรียนรู้ตาม พระพุทธเจ้า มาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 กำลังไต่ไปเหลื่อมเข้าไปหาระดับ 8 ก็พูดความจริงทั้งนั้น ไม่ได้มี ความมุข ไม่ได้มีความเพ้อเจ้ออะไรที่เอามาพูดหรอก มีแต่ความจริงเป็นสัจจะทั้งนั้น ไม่มีความหลอกลวงในขณะแสดงสัจธรรมนี้ อาตมาจะไม่มีความเหลาะแหละหลอกลวง มันมีแต่ความจริง จะมีบางวาระบางสำนวนโวหารสนุกๆบ้าง ทุกคนก็เข้าใจด้วยปฏิภาณ ว่าอันนี้หมายถึง ให้มันลดหย่อนความเคร่ง ความเข้ม ลงไปบ้างเท่านั้นเอง

อ่านต่อ

ลองทวนดู ความมีกับความไม่มี ในพระไตรปิฎก ความมีก็คือ มี ความไม่มีก็คือความจบความสูงไป ความเข้าใจ 2 อย่างนี้ สรุปเข้ามา 2 อันนี้มันตรงกันข้ามกันเลย ความมีกับความไม่มี มันเป็นสุดท้ายที่สุด ที่อาตมาก็เคย ยืนยัน พระไตรปิฎกด้วย เอาสภาวะธรรมมาอธิบายด้วย ยืนยันอ้างอิง ว่ามันเป็นสภาพของ 2 สภาพ ที่ผู้ที่เป็นอภิภู หรือ อนุปคัมมะ แล้ว เป็นผู้ที่ถึงขั้นเจอความเป็นกลางแล้ว ระหว่าง 2 ความมีกับความไม่มี แล้วก็ไม่สงสัยในความมีกับความไม่มี จะเป็นอะไรก็เป็นได้จะเป็นไม่มีก็เป็นได้ จะเป็นมีก็เป็นได้ ควรอย่างไรก็ทำอย่างนั้น ที่สุดอย่างไร ก็ทำที่สุดอย่างนั้น ควร ก็คือยังมีอยู่ ที่สุดก็คือไม่มีแล้ว ตัดสินที่สุด ก็สุดไป ก็ทำได้ทุกอย่าง มันสุดยอดแห่งความเป็นคนที่จะทำทุกอย่าง ในความเป็นจิตนิยามของเรา จิตนิยามของเราเป็นตัวธาตุรู้ของเราเอง เราจะจัดการกับจิตนิยามของเรา ให้มีหรือไม่มีให้อยู่ ให้ไม่อยู่ ให้ควรหรือให้ไม่ควร ยังไง ได้หมด สุดท้ายก็ หมดไปเลย หมดจิตนิยามไปเลย แยกธาตุเป็นดินน้ำไฟลมไปเลย เรียกว่า ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าดีๆ ใครก็ตาม ในมหาเอกภพนี้ หรือในมหาจักรวาลนี้ ในกาละ ใน space and time of continuum นี้ ก็ตาม หรือใน Kamma and time of continuum continuum ก็คือสันตติ ตัวที่เชื่อมต่อกันอยู่ จะให้มีก็ได้ จะให้ไม่มีก็ได้ สันตติ จะต่อหรือไม่ต่อก็ได้ ต่อก็เป็น อุปจยะ ถ้าไม่ต่อก็เป็น ชรตา เสื่อมไปถึงที่สุด จะสุดหรือไม่สุดท่านก็มีปลายเปิดที่ อนิจจัง ก็ไม่เที่ยงแล้วแต่จะตัดสิน กับ กาละ ปัจจุบันนั้นอีก นี่เป็นความตรัสรู้ของลักขณะรูป 4 ในรูป 28 ที่อาตมาอธิบายลักษณะธรรมต่างๆเอาพยัญชนะพระพุทธเจ้ามายืนยัน ไม่ได้หมายความว่ามีแต่ความรู้ของตัวเอง แต่มีของพระพุทธเจ้าที่ตรัสเอาไว้ยืนยัน และคำอธิบายของอาตมามันไม่เหมือนกับผู้รู้ที่ท่านรู้มาแล้ว เอามาเปิดเผย เอามาเผยแพร่อยู่ทุกวันนี้ มันเป็นความรู้ที่เรียนรู้กันมากเป็นผู้รู้ แต่อาตมาโผล่ออกมาในปางนี้ยุคนี้สมัยนี้ ไม่ได้รู้ตามที่ท่านรู้กัน แล้วก็ขัดแย้งด้วย ตรงกันข้ามกับที่ท่านรู้อีก มันก็เลยต้องพิสูจน์กัน ยืนยันกัน ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน อาตมาก็เลยจะต้องยืนยาวอยู่กับ กาละ ให้มากที่สุด เพื่อ พิสูจน์ความจริง พิสูจน์สัจจะนี้ ก็เลยจำเป็นต้องพยายามลากสังขารไปให้ยืนยาวนาน ก็พยายาม ทำเพื่อความจริง ไม่ได้ทำเพื่อความอยาก อยากอะไรไม่อยากอะไร อาตมาว่า อาตมาคือ สิทธัตถะ ผู้หนึ่ง สิทธัตถะ หมายความว่า ผู้มีความอยากอันสำเร็จแล้ว มันสำเร็จแล้วในเรื่องของความอยากทั้งหมด สิทธัตถะ ท่านแปลได้คมคายดีมากเลย อาตมาไม่ได้แปลเอง แต่มีท่านแปลไว้ในพจนานุกรมบาลี สิทธัตถะแปลว่า ผู้มีความอยากอันสำเร็จแล้ว อยากอะไรก็ได้หมดแล้ว จบทุกอย่าง ไม่เหลือแล้ว ชัดเจนดี เข้าใจง่าย จะหมายความว่าผู้ไม่มีความอยากแล้วหมายความอย่างนั้นก็ได้ เพราะมันสำเร็จความอยากทุกอย่างแล้วสิทธัตถะ จบกิจแห่งความอยาก จบแล้ว หมด ความอยากมันจบกิจแล้ว ซึ่งพยัญชนะฟังได้เข้าใจ คนจะเชื่อหรือไม่เชื่อว่า คนเรามีความอยากอันสำเร็จหมดแล้ว คือไม่มีความอยากแล้วหมดแล้ว คนจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่ แต่ผู้ที่ทำได้จริง อรหันต์ขึ้นไป อรหันต์คือโพธิสัตว์ระดับ 4 หรือพระอาริยะระดับ 4 ขึ้นไป จบเรื่องนี้จริง สู่แดนธรรม.. แปลว่าพระองค์ไม่ต้องไปอยาก แต่เหตุปัจจัยมันจะเดินทางมาหาเอง พ่อครูว่า... ถ้ายังอยู่เหตุปัจจัยมันก็จะเดินทางมากับกาละ กาละ ของศาสนาพุทธของพระพุทธเจ้า กาละ ไม่ให้หนีไปอยู่เดี่ยวเหมือนเชน ไม่พบกับอะไร อยู่กับต้นหมากรากไม้ แม้แต่สัตว์ตัวเล็กตัวน้อยก็ไม่เกี่ยวเลย ไม่ใช่ อันนั้นเชน มันแสนสุดโต่ง แต่พระเจ้านั้นอยู่ให้อยู่สามัญ อยู่กับสัตว์กับคน คนที่อวดฉลาดนั่นแหละตัวดีด้วย คนที่เป็นเถื่อนคนป่าก็มีปัญหามากเพราะเขาไม่รู้มาพูดกันง่าย มีความเข้าใจแล้วก็แจกแจงให้คนพวกนี้รู้ได้ง่าย แต่เขาก็ไม่เจริญง่าย สู่แดนธรรม.. ผมคิดว่าพ่อท่านพยายามทำตามพระพุทธเจ้า คือ ทำ สิทธัตถะโดยไม่มีความอยาก พ่อท่านเคยพูดว่าอาตมาเป็นคนไม่มีโครงการอันเดียวกันใช่ไหมครับ รอให้เหตุปัจจัยมาถึงแล้วทำสิ่งนั้นไป พ่อครูว่า... ใช่ เป็นผู้ที่มีตัณหาอันเป็น วิภวะ แล้ว ตัณหาอันไม่มีภพชาติเกิดอีกแล้ว เป็นตัณหาที่ไม่มีภพ ก็เป็นซินโนนีม เป็นความหมายเดียวกันถ้าใครเข้าใจ 650826 ความมีความไม่มี สิทธัตถะและสิริมหามายา พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน