ระบอบการปกครองของมนุษย์ ที่สุดยอด.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข12 มีนาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

ระบอบการปกครองของมนุษย์ ที่สุดยอด พ่อครูว่า…ตั้งใจจะพูดถึงเรื่องระบอบการปกครอง อ่านไปแล้วทีนี้ก็มาใช้ที่อ่านไปอธิบายดู การปกครองมนุษย์นี้มันยาก แต่ก็แต่ละชาติๆก็ค้นหาวิธีการปกครอง ไทยมีกุศลมีบุญเก่า เพราะว่าเป็นประเทศที่มีศาสนาพุทธมีพระพุทธเจ้าเป็นศาสดา เป็นโลกุตระเป็นอเทวนิยม มีมาเก่า มันจึงมีลักษณะของธรรมะพระพุทธเจ้า มันเป็นความรู้ที่ยิ่งยอดเป็นโลกุตระสูงส่งเป็นอาริยบุคคลที่แท้ ศิวิไล หรือภาษาอังกฤษเรียกว่าcivilize ภาษาไทยก็ไปเอาคำว่าศิวิไลซ์มาทับศัพท์ แม้จากภาษาอังกฤษก็คือ civilize ภาษาบาลีก็ศิวิไล ในภาษาบาลีท่านมาใช้ ศ แต่ใช้ ส ภาษาอังกฤษก็น่าจะเอามาจากภาษาบาลีเพราะภาษาบาลีเก่าแก่กว่าภาษาอังกฤษ ซึ่งแปลว่าเจริญ หรืออาริยะ ทางโลกเขาใช้อารยชน ส่วนทางสายเจโตพระป่าใช้คำว่าอริยะ ซึ่งอาตมาว่ามันเพี้ยนทั้งคู่ อาตมาเลยมาใช้คำว่า อาริยะ ซึ่งมันสภาวะเดียวกันแต่เพี้ยนกันไป อาตมาอธิบายไปเป็นจิตที่เป็นความเห็นความรู้เป็นปัญญาของอาตมา ซึ่งเป็นแกนรากของโลกุตระหรืออริยะของพระพุทธเจ้า อาตมาพูดความจริงมั่นใจว่าถูกต้องความจริงของพระพุทธเจ้า ซึ่งทุกวันนี้มันเพี้ยนไปหมดจากของพระพุทธเจ้าแล้ว อาตมาพูดก็เลยเป็นอีกอย่างหนึ่งซึ่งต่างจากที่เขาเข้าใจยึดถือกันอีกอย่างหนึ่ง เมื่อประกาศเข้าไปแล้วสิ่งที่มันเสื่อมกันไปยึดถือผิดไปตามครูบาอาจารย์ ตามจารีตประเพณี ตามๆกันมา พออาตมาอธิบายบอกว่าเป็นอย่างนี้มันต้องคนละพวกคนละข้าง ก็เลยเข้าใจไปคนละอย่าง ว่าทำไมตรงกันข้ามอย่างนั้น เขาก็สงสัยว่ามันจะใช่หรือ นอกจากเขาจะเข้าใจไม่ได้แล้วยังมาทำตามได้ยากอีก ก็มีแต่คนที่มีบารมีอย่างพวกคุณมีบารมี พอฟังเข้าใจแล้วเอามาปฏิบัติได้มรรคผล จึงกลายเป็นคนที่ได้มรรคผล ลดกิเลส ตัณหา อุปาทาน ลดมาได้จริง อาตมาขอยืนยันว่าชาว

อ่านต่อ

อโศกไม่มีใครมาดัดจริตว่าฉันได้หรอกไม่กล้าพูดด้วยซ้ำไม่กล้าอวดหรอก แต่รู้ว่าตัวเองได้ แล้วก็ยังอ่อนน้อมถ่อมตนด้วย เราได้ หลายคนเป็นพระอรหันต์แล้ว แต่ไม่กล้ารับรองตัวเอง สรุปไม่ลงหรือไม่รับรองตัวเองแต่มีคุณสมบัติเป็นอรหันต์แล้ว ตัวเองคงจะเข้าใจว่าอรหันต์คืออะไรยากและควรจะจบตัวเองว่าเป็นอรหันต์แล้วยาก เพราะเป็นนัยละเอียดของจิต ซึ่งจิตมันจะรู้ระดับกลาง ละเอียด ในความกลางและละเอียดพระพุทธเจ้าก็สอนไว้หมดว่ามันมีระดับนอกเป็นกามภพ ระดับกลาง รูปภพ หมายความว่าข้างนอกกิเลสเราดับจริงๆ ข้างนอกจะมีอะไรที่เราสัมผัสสัมพันธ์อยู่มากระทบมากระแทกกระทุ้งมาอยู่ๆก็ไม่มีผลอะไรอยู่เหนือมันได้ จะมาเจตนายั่วยวนกระทบกระทั่งกระแทกกระทุ้ง แรงขนาดไหนก็อยู่ที่ฐานะของแต่ละบุคคลที่มีบารมี ก็สงบนิ่งไม่มีกระเพื่อมไม่มีอะไรหวั่นไหวเลย อเนญชา นี่เรียกว่าสมบูรณ์แบบของกิเลสกระทบภายนอก พวกเราก็รู้ก็เข้าใจฟังอธิบายตรวจสอบก็ตรวจตัวเอง อรหันต์เข้าขีดแล้ว ไปตรวจต่อ กิเลสขั้นกลาง ข้างใน ข้างนอกไม่โต้ตอบ แต่ข้างในมันยังมีถือดี ว่าเออ คนที่ยังอดไม่ได้ก็โต้ตอบออกไปบ้างออกไปทางภาษาก็ยังหยาบอยู่ บางคนก็โต้ตอบไปด้วยท่าทีเท่านั้น บางคนภาษาก็ไม่โต้ตอบท่าทีก็สงบนิ่ง แต่ในใจเหมือนโต้ตอบว่า เอ็งว่าข้า เอ็งเข้าใจผิด เองยังไม่รู้ความจริงอะไรพวกนี้มันก็แย้งเขาอยู่ จนกระทั่งข้างในไม่โต้ตอบ เป็น อรูป ข้างในรูปแล้ว ขั้นปลาย ก็เข้าใจว่าเขายังเข้าใจเราไม่ได้ เป็นจิตที่สงบแล้ว จิตอรูป จะมีกระเพื่อมนิดๆว่า เอ็งยังมองคนไม่ออกมาว่าเรา แต่ไม่มีความรังเกียจไม่มีความผลัก ไม่มีความโกรธ สบายๆ จิตก็สงบ รู้ความจริงว่าเขาไม่รู้จักเรา ก็ไม่เป็นไร เราเองสงบได้เราก็รู้ความจริงของเรา พระอนาคามีรู้ชั้นของรูป เราก็ไม่มีแม้แต่อรูปเราก็ไม่มีก็เป็นอรหันต์ แต่อรูปมันยังมีอยู่ก็เป็นอนาคามี ไม่มีรูปแล้วเหลือแต่อรูปมันก็เป็นอนาคามีขั้นปลาย ไม่มีอรูปแล้วถือดีอยู่มีมานะ ก็ยังไม่สงบทีเดียวถือดีจนกระทั่งถือดีก็ไม่ถือดี มันยังมีวอบแวบอุทธัจจะกุกกุจจะก็อยู่กระดุ๊กกระดิ๊กของตน ไม่สงบจะก็เข้าใจอาการต่างๆของจิตตัวเอง ผู้ที่รู้อาการของจิตที่อาตมาพูดมาคร่าวๆ ก็ละเอียดพอสมควรนะจะว่าไป คนที่รู้จริงๆเขาจะรู้ความจริงตามความเป็นจริง จะไปโกหกตัวเองทำไม แล้วคนที่มีได้เป็นได้ไม่โกหกคนอื่นหรอก นอกจากไม่โกหกคนอื่นแล้ว เมื่อชัดเจนแล้วพูดเป็นธรรมดาจะเรียกว่ากล้าพูด มันก็ไม่ใช่กล้า ก็มันจะไปกล้าหรือไม่กล้าไม่เห็นเป็นไรมันเป็นความจริงก็พูดได้ นอกจากคนที่มี สาเฐยจิต อยากอวดโอ่ เขาไม่รู้ก็ไปยัดเยียดให้เขารู้หรืออยากอวด ก็ไม่ได้อยากอวด แต่พูดความจริงถึงเวลาควรบอกก็บอกความจริงไป อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งจะเป็นสัจจะต่างๆในตัวบุคคลที่เป็นที่มี แม้เป็นอรหันต์ก็คือผู้จะหมดสิ่งที่จะบกพร่องต่างๆ จิตไม่มีกิเลสทั้งภายนอกภายใน ข้างในก็เป็นการยึดถือตัวตนตอบโต้เป็นปฏิฆะ กับยึดตัวตน มันหมดแล้วก็เป็นพระอรหันต์ คนก็รู้ความจริงว่าจิตตัวเองไม่มีกิเลส ทั้งมีปัญญารู้จริงตามเป็นจริง แล้วก็ทั้งไม่ติดใจไม่มีมานะไม่ถือดีไม่อวดตัวอะไร ก็บอกความจริงไปดื้อๆง่ายๆ อย่างอาตมาบอกไปง่ายๆคนที่เขาไม่เชื่อก็จะบอกว่าพวกนี้อวดใหญ่อวดโตอวดมี มันง่ายที่ไหนล่ะ ใช่ มันไม่ง่ายแต่ท่านทำได้เขามีจริง ซึ่งคุณต่างหากคุณไม่เชื่อว่าโลกนี้จะมีคนที่เป็นอรหันต์เกิด คุณไปยึดถือตรงนั้นแล้วยึดถือว่าโลกนี้ยุคนี้ไม่มีอรหันต์ แน่นอน คุณก็จะไม่เจออรหันต์ เพราะคุณยึดเสียแล้ว ไม่มีหรอก แล้วคุณจะมีประตูรู้ได้อย่างไรเพราะคุณปิดประตูรู้ว่า แม้อรหันต์มีคุณก็ปิดประตูแล้ว ปิดประตูรู้แล้วก็ไม่มีแล้วอรหันต์ จะอะไรมีมาล่ะ มีมาอย่างไรคุณก็ต้องไม่รู้เพราะคุณไม่เปิดประตูรู้เลยไม่ยอมศึกษา แม้คุณจะศึกษาพยัญชนะศึกษาตำราไปเท่าไหร่ๆ คุณก็ปิดประตูรู้ไว้ก่อนว่าในยุคนี้ไม่มีแล้วพระอรหันต์ คุณไปเชื่อใครก็ไม่รู้ที่เขาพูดไว้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า มีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่ตราบใดโลกไม่ว่างจากพระอรหันต์ แล้วคุณไปเอาคำสอนจากที่ไหนมาพูด นี่เป็นคำตรัสของพระพุทธเจ้าคุณก็น่าจะเคยได้ยิน อย่างนี้เป็นต้น อาตมาไม่มีปัญหาในเรื่องที่ใครเขาว่าอาตมาไม่ใช่อรหันต์ อาตมาอวดตัวอวดตนหลงตัวหลงตน เขาจะว่าอย่างไรอาตมาก็ฟังเข้าใจ แล้วก็เห็น แล้วก็สงสารเขาเท่านั้น คุณปิดประตูของเรานั้นน่าสงสาร ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรจะไปเปิดก็ไม่ได้ คุณปิดของคุณเองอาตมาก็ได้แต่ดูคนที่เขาเปิดรับเขาก็เปิด บอกแล้วว่าเขาเปิดรับแล้วก็ไม่ใช่จะรับได้ง่ายๆบางคนก็ไม่เปิดเต็มเปิดแง้มๆรับบ้างไม่รับบ้างกลัวคนจะเห็นว่าฉันก็แง้มดูอยู่นะ จะมีไหม ...มี แอบฟัง แอบดูไม่ให้คนรู้ ถ้าคนรู้ก็จะรีบปิดกลบเกลื่อน ไม่สนหรอกโพธิรักษ์น่าสงสารมาก เขาน่าสงสารจริงๆ กลัวคนจะรู้ เขาเอาโลกเป็นใหญ่ คนเขาไม่เข้าใจ ความเป็นอาริยะ ความเป็นอรหันต์ ความเป็นโพธิสัตว์ แล้วเขาก็ไม่ยอมรับ แล้วเขาก็เลยไปตามคนส่วนใหญ่เขา อรหันต์หรือโพธิสัตว์ หรือสิ่งที่เจริญจริงๆก็เป็นยอดปิระมิดก็ต้องมีน้อย แต่คุณก็ไปหลงคนส่วนใหญ่เอาตามคนส่วนใหญ่ คุณหลงประชาธิปไตยมากไปหรือเปล่า ไปหลงว่าเอาคนส่วนใหญ่

คนส่วนใหญ่นี่แหละ ระบอบการปกครอง สมัยโบราณสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อำนาจใหญ่อยู่ที่คนผู้เดียว ระบอบการบริหารปกครอง ใหญ่ผู้เดียว เป็นแบบพระพรหม ข้านี่แหละใหญ่ รู้หมดทุกอย่าง เผด็จการ อำนาจใหญ่ สั่งฆ่าทั้งตระกูลอำนาจใหญ่ เสร็จแล้วก็ยืนอยู่บนฐานของลาภสรรเสริญโลกียสุข มีอำนาจเด็ดขาดจะริบสมบัติผู้ใด สั่งฆ่าทั้งตระกูล เอาสมบัติมายึดเป็นของพระเจ้าแผ่นดินเลย เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์เผด็จการเด็ดขาด ระบอบอย่างนั้นก็ถูกโค่นล้มกันเพราะใครก็อยากเป็นเจ้าอำนาจเผด็จการ เป็นเจ้าอำนาจเขาก็โค่นล้มฆ่าตัวเผด็จการ จนกระทั่งลูกออกมาก็พยายามฆ่าพ่อที่เผด็จการจะได้ขึ้นไปเผด็จการแทน มันก็เป็นอย่างนั้นมาแต่ไหนแต่ไร ลูกหลานบ้านข้างๆนั่นแหละข้าราชบริพารที่อยู่ใกล้ตัวโค่นล้มเลย สกุล เปลี่ยนราชวงศ์ใหม่กันไปเรื่อยๆ ก็เป็นธรรมดาธรรมชาติเป็นอย่างนั้นมา มาถึงเมืองไทยมันก็เป็นอย่างนั้นห้ามไม่ได้มาถึงเมืองไทยในยุคนี้ ผู้ที่เป็นผู้ดูแลปกครองเมื่อถึงยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ คนทั้งหลายแหล่ต่างก็ไม่ค่อยจะอยากให้เป็นหรอก เมื่อยิ่งเข้าใจว่าตัวเองเกิดมาเป็นทาส นอกจากพระเจ้าแผ่นดินเป็นนายทาสใหญ่ก็มีนายทาสย่อย มีอำนาจรองลงมาก็สะสมอำนาจย่อยลงไปซ้อนลงไป ประชาชนไม่เข้าใจสิทธิมนุษยชนไม่เข้าใจสิทธิความเป็นคน ก็เหมือนเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งเขาซื้อขาย เขาจะฆ่าแกงยังไม่มีกฎหมาย อยู่กันอย่างนั้นมา จนกระทั่งบอกว่ามีความรู้กันขึ้นมามันเกิดหลายชาติ อันนี้เป็นอจินไตย คนเกิดวนเวียนหลายชาติในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในยุคทาสเกิดวนเวียนขึ้นมา จนกระทั่งผู้มาตกเป็นทาสยอมสนิทไม่กล้าทำชั่ว ทำแต่ดี ให้นายทาสทำชั่ว นายทาสก็บังคับข่มขู่เอาเปรียบเอารัดกินแรงงาน จะฆ่าให้ตาย ก็เป็นหนี้บาป จนกระทั่งกรรมวิบากเหล่านี้เปลี่ยนแปลงหลายชาติที่มา ลูกทาสที่ยอมสยบรับใช้ก็เป็นกุศลวิบากซ้อนให้คนเหล่านี้เกิดมาเป็นนายหนี้ของนายทาสที่ได้ทำบาปเวรภัย ทั้งเอาเปรียบเอารัดกินแรงทั้งฆ่า มันก็บาปทั้งนั้น นายทาสก็ลงมาเป็นลูกทาส ลูกทาสก็มาเป็นนายทาสตามวิบากบาป ก็วนเวียนไม่รู้กี่รอบแล้วก็ชักจะฉลาดรู้ระลึกชาติได้ถึงความวนเวียนว่ามันน่าเบื่อจริงๆ แต่ก่อนกูมาเป็นนายทาสเดี๋ยวนี้มาเป็นลูกทาส ซึ่งมันห้ามวิบากไม่ได้จะมาเกิดเป็นลูกทาส ยิ่งไปทำเขาหนักตัวเองก็ยิ่งได้รับหนัก ใช่ไหม หนี้บาป ตัวเองเป็นนายทาสทรมานทรกรรมอำมหิตโหดเหี้ยม ตัวเองก็ยิ่งไปเกิดเป็นลูกทาสที่หนัก ตัวเองเป็นนายทาสที่เหี้ยมโหดทารุณ ก็ต้องมาเกิดเป็นลูกทาสที่เหี้ยมโหดทารุณ มันก็เป็นสัจจะวนเวียนจนกระทั่งระลึกได้ว่าไม่เอาก็จะเข็ดก็ค่อยๆเพลา อย่างนี้ไม่ไดี จึงได้ค่อยๆเปลี่ยนแปลงตัวเอง คนที่เปลี่ยนแปลงตัวเองได้ ก็จะรู้วิบากตัวเอง เกิดมาอีกหลายชาติเข้า อันนี้เป็นอจินไตยที่นึกเอาเองไม่ได้ อาตมาอธิบายซ้อนถึงการวนเวียนเกิดใช้หนี้วิบากจนกระทั่งระลึกได้ จนกระทั่งได้เข้าใจ อ๋อ แท้จริงก็คือกรรมวิบาก กรรมเป็นของๆตน ตนเองก็ต้องมาทดแทนใช้หนี้กรรมอย่างนี้ ก็จะไม่พยายามทำกรรมชั่วกรรมบาปกรรม จึงดีจึงเกิดเป็นคนเจริญ เจริญสูงสุดก็เป็นศาสดาจนกระทั่งเป็นศาสดาสุดยอด ถ้าเผื่อว่า ศาสดานั้นยังไม่พัฒนามาเจอพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งพระพุทธเจ้าองค์ก่อน องค์ที่เกิดมาองค์แรกไม่รู้ว่าองค์ไหนเป็นองค์ต้น แต่มีแล้ว แล้วก็ไม่ได้เกิดประจำยุค แต่มียุคพุทธันดรที่พระพุทธเจ้าไม่เกิดเพราะมีสิ่งแวดล้อมมีอะไรที่ไม่สมควรเกิดเลย ยุคที่พระพุทธเจ้าไม่เกิดเป็นสังคม 2 ยุค คือ 1. ในยุคที่เป็นกลียุคเกิดมาก็สอนคนไม่รู้เรื่องเกิดมาเสียพระพุทธเจ้าหมดไม่คุ้มค่า พระพุทธเจ้าก็ไม่เกิด 2. ไม่ต้องเกิดเพราะไม่ต้องใช้ศาสนาพุทธ เขาก็ดีกันหมดแล้วอยู่กันอย่างสงบสบายดี แล้วพระพุทธเจ้าจะเกิดมาทำไม เขาสงบดีแล้ว แบ่งแจกกันกินกันใช้อยู่กันอย่างพี่น้องแล้ว มันก็เหมือนเป็นศาสนาพุทธนั่นแหละ มันมีอยู่แล้วตัวมันเอง ก็ไม่ต้องเกิดมาเป็นพระพุทธจ้า จนมันเสื่อมจนถึงขั้นต้องเข้ามาโปรดแล้ว ซึ่งมันชักจะไม่ดี พระพุทธเจ้าก็ค่อยๆช่วยให้มันดีขึ้นมาอีกวนเวียนอย่างนี้อาตมาเป็นโพธิสัตว์ก็เข้าใจสิ่งเหล่านี้ผ่านสิ่งเหล่านี้มา มาเกิดในยุคนี้จึงรู้รายละเอียดของความหยาบ สมณะเดินดิน…คำสรรเสริญกับคำตำหนิอันไหนดีต่อเรา...แต่คนอยากได้คำแบบไหน

640312_พุทธศาสนาตามภูมิ ปฐมอโศก ระบอบการปกครองของมนุษย์ ที่สุดยอด

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน