สื่อธรรมะพ่อครู(รูป 28) ตอน ลักขณรูป 4 ใน อุปาทายรูป 24.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(รูป 28) ตอน ลักขณรูป 4 ใน อุปาทายรูป 24 ตอนนี้เราก็ทำชาติ 5 ทำความหยั่งลงโอกกันติ โดยจัดการให้จิตวิญญาณสะอาดบริสุทธิ์นี้ได้ โดยเราสามารถรู้จักการเกิด เราจะให้เกิดหรือไม่ให้เกิด อาการที่จะเกิด เราจะไม่ให้เกิดเราก็ทำได้ พลังงานนี้จะให้ต่อ สันตติก็ได้ ไม่ให้ต่อก็ได้ จึงมี“อุปจยะ”(เริ่มมีความเกิด) ยังไม่จบที่“สันตติ”เป็นที่สุดเด็ดขาด ยังมี“ลักษณะของ“ความเกิด”(ชาติ)อยู่ พ่อครูว่า อาตมานี้ใช้การต่อ สันตติ อาตมาว่าอาตมาหนุ่มขึ้นกว่าแต่ก่อนนะ จึงต้องมี“ชรตา” และ“อนิจจตา”อยู่ “ทุกข์”ก็ยังไม่สิ้นเศษนิยาม (define)ความหมายคำว่า“บุญ” ที่เสร็จสัมบูรณ์สุดจริง จะไม่เหลือแม้แต่ “ชรตา-อนิจจตา” เพราะไม่มี“อุปจยะ”ใดอีกแล้ว จะยุติเด็ดขาด จบที่“สันตติ” ลักขณะ 4 สุดท้าย ในรูป 24 คือ สันตติ อุปจยะ ชรตา อนิจจตา อาตมาชัดเจน อันไหนเกิดแล้ว จะให้ต่อหรือไม่ ถ้าไม่ต่อ มันไม่เที่ยงมันก็จะเสื่อม ชรตา แต่ถ้าต่อมันไม่เที่ยงเหมือนกัน แต่จะก้าวหน้าต่อไปได้ สัมปรายิกัตถะไปเรื่อยๆ ด้วยการจัดการเอง เป็นอภิสังขาร เราเป็นผู้กำหนด ทำอย่างมีความสามารถ มีความจริงที่เราทำได้ ถ้าอาตมาพูดไปแล้ว ทำไม่ได้ อาตมาปาราชิกนะ เพราะสิ่งที่พูดนี้ เป็นอุตริมนุสธรรม เราสามารถมีอุปจยะ เพิ่ม เกิด อาการ 32 ที่รวมตัวเป็นร่างกาย อาตมาเชื่อว่า ส่วนที่จะประคองทำงานไปอีก มีไม่น้อย ไม่ตายเร็วหรอก ก็คนที่เขาไม่สามารถควบคุมได้ ยังยึดติด องคาพยพ เขายังอยู่ดิ้น ทำอะไรไปได้พอควรเลย อาตมาว่า อาตมายังหนุ่ม 28 38 มันไม่น่าจะไปได้ แต่วิบากที่เราไม่รู้ จะมาตัดรอนไหม? หมาไล่เนื้อจะตามมาไหม ถ้ากุศลมาไม่ทันก็เป็นได้ วิบากใหญ่ๆ อาตมาก็คงไม่มี แต่ก็ประมาทไม่ได้ เราก็ไม่รู้ สมณะเดินดินว่า..พระพุทธเจ้า ยังมีคนปลงพระชนม์เลย พ่
อ่านต่อ
อครูว่า… ถ้าเราไม่สนพลังงาน ของอุปจยะ พอสันตติเราก็ไม่ต่อ ชรตาก็เกิด แต่ถ้าเราต่อ ก็ไม่ชรตา ถ้าเราต่อไม่ได้ มันก็เสื่อม อนิจจัง จะเสื่อมหรือไม่ ก็อยู่ที่ความสามารถ หรือวิบากของเรา พลังงานเหล่านี้ จึงเป็นพลังงานของผู้ที่สูง ควบคุมนิวเคลียร์ฟิวชั่นฟิชชั่นของตัวเองได้ ฟิวชั่น อย่าให้มันกระจาย คว้ามาทำงานได้ ก็ไม่เสียพลังงาน เราสามารถคว้าพลังงานใหม่ จัดการฟิชชั่นได้ มันเป็นพลังงานที่เกิดจากการสังเคราะห์ของเราเอง ถ้าจับมันไม่ได้ ควบคุมไม่ได้ เป็นนิวเคลียร์ฟิชชั่นหนีไป ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร แต่ถ้าสามารถควบคุมได้ เอามาใช้ได้ ก็เป็นประโยชน์ อาตมาจึงเดินเครื่องสร้าง มีอัตราการก้าวหน้าสูง อาตมาต้องรักษาสัมประสิทธิ์ ของอาตมาให้สูงเจริญอยู่เสมอ มีทั้งตัว static มีทั้งตัว kinetic มีทั้งพลังงานบวกด้านลบ ไม่มีพลังงานเหลือพอจะให้เกิดความตุ้ยนุ้ย แต่ก็พอให้หุ่นดีอยู่ อาตมาพยายามทำให้สัมประสิทธิ์ ให้เกิดตัวแปรระดับคูณ ไม่ใช่แค่บวก แต่ไม่อวดดีถึงยกกำลัง แต่ถ้าใครสามารถก้าวหน้า ถึงขั้นยกกำลังก็ดี แต่อาตมาเห็นว่า ของตัวเองไม่มีสิทธิ์ได้อัตราก้าวหน้า ถึงขั้นยกกำลัง อัตราก้าวหน้าของอาตมาอยู่ในขั้นบวก ไม่อยากจะคิดว่า ตัวเองเก่งถึงขั้นคูณ แต่ต้องให้เกิดการก้าวหน้า อาตมาไม่อยากหลงตัว ว่าตัวเองเก่ง ผู้ที่สามารถกำหนดรู้ ในสิ่งที่ตัวเองปรุงแต่ง กำหนดหมายความจริงแล้วจัดการสร้างสรร จึงเรียกว่า การจัด solve ถึงขั้น solvent เราจะเข้าใจลักษณะ 4 ของลักขณรูป การเกิดหรือดับ อยู่ที่ผู้นี้เป็นอมตบุคคล จะต่อหรือจะดับ ถ้าดับก็ไม่ต่อ ก็เลิกไป ไม่ต่อทศนิยมก็รอหมดพลังงาน ที่เป็นโมเมนตัมเหลือเท่านั้น หมดโมเมนตั้มก็จบ หรือคุณจะตัดช่องน้อยแต่พอตัวก็ได้ จะกลั้นใจตายไปก่อน ก็แล้วแต่ อรหันต์บางองค์ ชำนาญเรื่องนี้มาก กำหนดว่า เราจะตายวันไหน เราจะตายในก้าวที่ 7 ท่านก็ทำได้ ไม่น่าสงสัยหรือแปลก ท่านควบคุมจัดการได้ ไม่ใช่เรื่องประหลาด ไม่ใช่เรื่องลึก อาตมาทำไม่ได้นะ ว่าจะตายภายในก้าวที่ 7 อาตมาไม่สามารถ รู้ตัวเลยไม่สามารถ แต่อาตมาเข้าใจ ไม่ใช่เรื่องที่เหลือวิสัย แต่ไม่ใช่เรื่องที่เราทำได้เท่านั้น ก็ต้องฝึก ตอนนี้ยังไม่มีกำลังแรงงานพอ
ถ้าผู้ใดเข้าใจองค์รวม แม้อุปาทายรูป 24 ก็จะเข้าใจสภาวะ ปสาทรูป ทำงานร่วมกับโคจรรูป ทำให้เกิด ภาวรูป 2 คืออิตถีภาวะ กับปุริสภาวะ ต้องทำให้อิตถีภาวะหายไป กลายเป็นปุริสภาวะ ทุกอย่างต้องมีแรงต้านต่อกัน จึงจะเจริญ ในภาวะของธรรมะสอง เรียกว่าภาวรูป ก็ต้องทำงานร่วมกัน ให้ได้สัดส่วนที่จะมีพลังงานร่วม ที่เกิดพลังงานแรงที่สุด ดีที่สุด สูงที่สุด เป็นประโยชน์ที่สุดได้ ต้องใช้องค์ประกอบสัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 แล้วเกิดที่ตรงไหนที่ หทยรูป ก็คือ ตรงไหนก็แล้วแต่ ที่สภาวะจิตคุณทำงาน คุณจับได้ ควบคุมได้จัดการได้ มันเป็นอาการนี้อยู่ตรงนี้ มันไม่ได้มีสถานที่ให้อยู่นะ นามธรรม เช่น อารมณ์โกรธ มันอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ จับมันได้บีบคอมันได้ จนความโกรธมันหมดแล้วแต่พลังงานกุศลพลังงานดี ก็จะไปตรงไหนก็ตรงนั้น ตั้งแต่มันมีชีวิตของอิตถีภาวะ ต้องกำจัดพลังงานอิตถินทรีย์ อาหารรูป มันมีอิตถีภาวะอาศัย ก็ขจัดออก ให้เหลืออย่างพอเหมาะ เป็นพลังงานปุริสภาวะ อย่าตะกละ ต้องเอาเฉพาะที่ทำได้ปริเฉทรูป ทำ 1 2 3 ถ้าเก่งจะทำ 4 5 6 ก็แล้วแต่ ถ้าทำได้เสร็จในหทยรูป 1 อาหารรูป 1 ชีวิตรูป 1 มีสามเส้า ทำแล้วเสร็จจะได้ผลจากองค์รวมของสามเส้า เป็นวงวน ปริเฉท เป็นกรอบกำหนด ที่จะจัดการให้ทราบบริษัท ให้ว่างจากอิตถีภาวะ เหลือแต่ปุริสภาวะ ให้ดีที่สุด ถ้าจะพักก็เป็น นปุงสกลิงค์ ถ้าสายเจโต จะทำได้ง่าย แต่ถ้าไม่ใช่สายเจโตต้องฝึก มันไม่นปุงสกลิงค์ได้ง่ายๆ เสร็จแล้วเสร็จเอามาใช้เป็น กายวิญญัติ วจีวิญญัติ วิญญัติ คือการเคลื่อน จะให้ออกมาอย่างไร ก็อยู่ในวิการรูป 5 จะประมาณให้ออกมาเป็นกายกรรม หรือว่าวจีกรรม ให้เกิดผล ลหุตา คือเบาที่สุด ได้ผลที่สุดคือ คูณร่วมน้อย ครน. อาตมาชมเชย คณะรัฐบาลว่าทำได้ลหุตา แต่ได้ผลสูง คูณนี้ทำให้เกิดผลมาก แต่ให้เบาไว้ อย่าให้แรงเกิน เดี๋ยวจะพัง เราจะต้องจัดสรร ลหุตา ให้ได้สัดส่วนพอเหมาะ ถึงจะเกิด กัมมัญญตา ได้การงานที่พอเหมาะ สมควรที่ดี คุณ ต้องเก่ง มุทุ ต้องแข็งแรง จัดการได้เร็วไว แข็งแรงเจโต ก็เอามาใช้ได้เต็มที่ ได้เร็วและทันที ไม่ใช่ทำอย่างเชื่องช้า หรือติดขัด ขัดข้องทางเทคนิค ไม่ใช่ เจโต คือต้นกล เดินเท่าไหร่ๆ เร่งได้ทันที ตามกัปตันสั่ง กัปตันคือต้นหน สติสัมปชัญญะ ต้นกลคือเจโต ทำงานได้ยังสัดส่วนดี มีความเร็วไว มุทุภูตธาตุ ลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา 3 อย่างนี้ ทำงานได้อย่างพอดี กายกรรม วจีกรรม ที่ออกจากเราควบคุม สามตัวนี้ ถึงได้สัดส่วนที่ดี จากวิการรูป 5 แล้วก็เป็นลักขณรูป 4 ก็ได้แจกแจงมาแล้ว ในอุปาทายรูป 24 ส่วนมหาภูตรูป 4 ก็บำรุงมันตามสมควร อย่าให้เสียสุขภาพ
ที่อธิบายมาทั้งหมด ฟังได้เข้าใจครบถ้วน ก็จะเดินไปสู่สัมมาทิฏฐิไปได้เรื่อยๆ แม้แต่คำว่าบุญ จะเข้าใจชัดเจนขึ้นว่า เราสร้างกุศลก็อย่างหนึ่ง เราทำบุญนั้น ก็อย่างหนึ่ง เมื่อเราไม่หลงผิด เราจะไม่ไปเที่ยวอยากได้บุญมามากขึ้น แต่เราควรมีบุญ เต็มกำลัง จะประกอบอาวุธ สำหรับตัดกิเลสให้ดี ให้เต็มกำลังใช้ ไม่ต้องไปพัฒนาหรอก สร้างอะไรอย่างอื่น สร้างพลังงานฌานคือ อุณหธาตุ สลายไฟราคะโทสะโมหะ สร้างพลังงานบุญอันนี้ พลังงานเมื่อทำแล้ว ก็หายไป การจะสร้างไฟที่เป็นฌานนี้ จะอธิบายในงานปลุกเสกฯ จะขยายความมรรค 7 องค์ เป็นการสร้างบุญ ตอนนี้ขยายเรื่องกาย บุญ สมาธิ องค์รวมก่อน สรุปแล้ว เมื่อคุณทำบุญได้สำเร็จ ไปสลาย ไฟราคะโทสะโมหะ แสดงว่าเราสร้างเป็นแล้ว ก็พัฒนาอาวุธใหม่ แต่มีฐานของเก่า ที่กำจัดกิเลสได้ ไม่เป็นตัวตนไม่มีการสะสม เมื่อเรามีปัญญาจะรู้ว่า ประกอบอย่างนี้ได้นะ ก็จะประกอบได้ไว ตั้งแต่เป็นความรู้สัมมาทิฏฐิ แล้วเอาไปประกอบ ต้องประกอบจากพลังงานที่มีเหตุปัจจัย ตั้งแต่ การงานที่ทำ เลี้ยงชีพ การทำกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม กัมมันตะ งานทางด้านพูด งานทางสังกัปปะ ทางคิด ก็สร้างให้เป็นสัมมาทิฏฐิ ตามที่เรามีทิฏฐิรู้ ให้เป็นสัมมาทั้งหมด ด้วยพยายามมีสติ สติต้องสัมผัสภายนอกด้วยนะ ไม่เช่นนั้นไม่ครบร้อย สติ แปลว่า ร้อย มาจาก สตะ ถ้าไม่มีภายนอกสัมผัสครบ ตาหูจมูกลิ้นกายใจ อาจจะทีละอย่าง แต่ไม่ใช่ว่าต้องไปตั้งหลัก แต่ต่อเนื่องทันทีทันใด ไม่เสียเวลาเลย คนละทีแต่ไม่ช้า เมื่อคุณสามารถ สร้างบุญได้ บุญเป็นพลังงานมีหน้าที่ ทำเสร็จแล้วก็จบ ก็จะรู้ได้ด้วยตัวเองว่าจริง เมื่อจะทำใหม่ คุณจะต้องประกอบขึ้นมาใหม่ บุญไม่ได้สะสมใส่เซฟไว้ แต่ทุกทีจะทำ ต้องประกอบขึ้นมาใหม่ บุญเป็นพลังงานกุศล ทำได้สำเร็จ ก็เป็นอันได้ส่วนแห่งบุญ ไปตามลำดับ ทำได้หมด บุญก็จบ บุญก็จบหน้าที่
600308_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ประกอบบุญในอุปาทายรูป 24