สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สติกับความเพียรอย่างไรในมรรคมีองค์ 8.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สติกับความเพียรอย่างไรในมรรคมีองค์ 8 ภิกษุนั้นย่อมพยายามเพื่อละมิจฉาอาชีวะ เพื่อบรรลุสัมมาอาชีวะ ความ พยายามของเธอนั้น เป็นสัมมาวายามะ ฯ ภิกษุนั้นมีสติละมิจฉาอาชีวะได้ มีสติบรรลุสัมมาอาชีวะอยู่ สติของเธอนั้น เป็นสัมมาสติ ฯ ด้วยอาการนี้ ธรรม 3 ประการนี้ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ ย่อมห้อมล้อม เป็นไปตามสัมมาอาชีวะของภิกษุนั้น ฯ สัมมาสติกับสัมมาวายามะ เป็นคู่ที่จะทำงานร่วมกับ สัมมาทิฏฐิ เช่น สัมมาทิฎฐิข้อ 1 ผู้ทำทาน (ทินนัง) ทำทานอย่างไรจะเป็นผลดี เป็นอานิสงส์เจริญ ก็ต้องทำเป็นบุญ อ่านใจ เมื่อให้แล้ว จิตอย่ามีภพชาติ อย่าโลภ ภพชาติพยาบาทโกรธเคืองชิงชัง ก็ไม่เอา ต้องตั้งสติให้ดี คุณรู้เป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว ว่าการทำทาน ต้องทำใจในใจ อย่าให้มีภพชาติ ทำทานแล้วเกิดผล ในการลดภพชาติ ลดกิเลส แต่ถ้ามิจฉาทิฐิ สอนว่าทำทานแล้ว จะได้สวรรค์วิมานได้บุญ สอนบุญเป็นของที่จะได้ สอนบุญผิด บุญแท้จริงคือ ทำใจในใจ อย่าให้มีภพชาติ อย่าให้มีโลภโกรธหลง รู้จักจิต อ่านอาการ ลิงค นิมิตของจิต ให้จิตเราอย่ามีอาการไปเกิด ต้องฆ่าไอ้หวังตายแน่ อย่าให้มีไอ้หวัง หวังว่าจะมีอะไร ได้ตอบแทนมา ในชีวิตของมนุษย์ ถ้าแต่ละวันๆ มีแต่เสียสละ มีแต่ให้ วันๆเราได้ทำกายกรรม การกระทำ มีแต่เสียสละ กาย วาจา ใจ พูดก็พูดแต่ให้ ไม่ได้พูดเอา คิดก็มีแต่คิดให้ มีแต่ให้ๆๆๆ แต่รวมแล้วทั้งคิด พูด ทำ คือทำงานไม่ใช่ได้แต่ให้ แต่ไม่ทำงาน เอาอะไรมาให้ เอาแต่นั่งเฉย มันต้องทำงาน และมีผลผลิต จึงจะให้ได้ ไม่ใช่นั่งเฉยๆ ทำจิตว่าง ไม่นึกไม่คิดอะไร หลับตาอมตุ่ย อย่างนั้นไม่เรียกว่าสมาธิ ไปหยุดจิต ไม่คิด อย่างนั้นเป็นศาสนาอื่น ไม่ใช่ศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธต้องทำงานอาชีพ แล้วอ่านจิต ถ้ามันมีกิเลสหรือมีภพ อ
อ่านต่อ
าตมาว่าอธิบายชัดนะ ว่าอย่าให้มีภพชาติ ทำอาชีพก็ไม่ต้องมีภพชาติ ไม่ต้องมีสวรรค์วิมานไม่ต้องมีนรก ไม่ต้องคิดนรก แม้คิดสุจริตทำสุจริต ก็ไม่ต้องมีสวรรค์ คืออาชีพไม่มีภพชาติ การงานก็ไม่มีภพชาติ นึกคิดก็ไม่มีภพชาติ คุณทำงานอย่างนี้ คือจิตว่าง จิตว่าง คือ ไม่สร้างภพชาติในจิต แต่มีความพยายามทำงานให้ดี ให้เจริญ ตามสิ่งที่ควรจะมีจะเป็น มีสติสัมปชัญญะปัญญา ว่าคืออะไร ไม่เช่นนั้น ก็งมงายกับว่าง อยู่เฉยๆ แล้วจะเพียรพยายามอย่างนั้น เพื่ออะไร จะทำอะไรรับประทาน ไม่ทำมาหารับประทาน อธิบายอย่างนี้แล้วเหมือนด่า คนที่พานั่งหลับตาสะกดจิต ไม่ทำอะไร ไม่คิดอะไร จะต้องไม่มีอะไรคิด พวกคอลัมน์นิสต์เขียนกัน ว่าจะสร้างสมาธิ ต้องไม่คิดอะไร ถ้าคิดอะไรอยู่ ยังไม่ใช่สมาธิ สมาธิที่ต้องมีจิตว่าง และไม่คิดอะไรเลย... แต่แท้จริง ต้องว่างจาก ความโลภ ความโกรธ ความหลง ภพชาติ แต่ถ้าไม่คิดไม่ทำอะไร ก็ไม่ต่างจากก้อนหิน พวกเขาระดับครูอาจารย์ คงไม่ฟังอาตมาหรอก
ควรมีความพยายามทุกกรรมกิริยา แต่ไม่ซีเรียส กระทำให้มีพยายามมีสติรู้ตัว อย่าให้เกิดมิจฉาอาชีวะ มิจฉากัมมันตะ มิจฉาวาจา สุดก็คือ มิจฉาสังกัปปะ อย่าให้เกิด อกุศล มีเจตนาแต่อย่าอยาก มีแต่มโนสัญเจตนา ว่าอะไรควรทำ เหตุอย่างนี้จะเป็นอย่างนี้ สร้างเหตุแล้วจะมีผลอย่างนี้ คุณรู้เหตุให้ครบ แล้วทำเหตุให้ครบ เราทำเหตุอันนี้ให้ครบ เหตุอันนี้เท่านี้ๆนะ คุณประมวลเหตุแล้ว ถ้ามีเหตุครบแล้ว ทำอย่างไรจะได้อย่างนี้ มีวัตถุตัวต้นทางแล้วมีวิธีการทำ 2 อย่างนี้ ถ้าทำได้ไอ้หวังตายแน่ ไม่ต้องมีความหวัง แต่ทำเหตุให้สมบูรณ์ ผลเจริญ ถ้าคุณฝึกตนได้อย่างนี้นะ พระอรหันต์ เราแท้ๆเลย ผู้ที่ทำเหตุ ศึกษาเหตุ แล้ว ทำตัวเองให้สมบูรณ์ ถ้าเรามี 1 เราหาอีก 1 มาบวกได้ก็จะถึง 2 รู้เหตุทำเหตุให้ครบ ลงมือทำ ก็คือมีเจตนาแต่อย่าอยาก แล้วจะไม่เปลืองแคลอรี่มากเลย หากอยากหวังไว้ก่อน สร้างวิมานไว้ก่อน ก็จะเสียพลังงาน จ่ายแคลอรี่ เพราะว่ามีแต่กาม มีแต่ความอยากได้ ยังไม่ได้ลงมือเลย คนนี้ขาดทุนยับเยิน สัมมาสติ สัมมาวายามะ ต้องทำงานร่วมกับ สัมมาทิฏฐิเสมอ ทานต้องทำจิตให้หมดภพชาติ จะปฏิบัติอะไรก็แล้วแต่ อัฏฐิ ยิตถัง จะทำอะไรก็แล้วแต่ อย่าให้มีกาม พยาบาท มาผสม พยาบาท สายโกรธเคืองไม่มีเลย แล้วก็อย่าติดยึด ในกาม ไม่ต้องมุ่งพุ่งแรง ทำไปตามลำดับตามควร ทุกอย่างเจริญก้าวหน้า มีสติ พยายามให้ถูก
สัมมาทิฏฐิในมรรคมีองค์ 8 [279] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง 7 นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ เมื่อมีสัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจาจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาวาจสัมมากัมมันตะ จึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาวายามะ สัมมาสติ จึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาสติ สัมมาสมาธิจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาสมาธิ สัมมาญาณะจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาญาณะ สัมมาวิมุตติจึงพอเหมาะได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการนี้แล พระเสขะผู้ ประกอบด้วยองค์ 8 จึงเป็นพระอรหันต์ประกอบด้วยองค์ 12 ฯ
เริ่มต้นคิด คิดก็จะตั้งต้น มีเจตนาแต่อย่าอยากได้ เมื่อมีสัมมาสังกัปปะพอเหมาะ สัมมาวาจาพอเหมาะ ตั้งต้นสังกัปปะ เมื่อมีสัมมาทิฏฐิที่เป็นประธาน สติ วายามะช่วย มีสังกัปปะ อย่าให้จิตดำริมีกามผสม เริ่มต้นทำอะไร สัมมาสังกัปปะ ไม่มีกามพยาบาท วาจาก็พอเหมาะได้ ปโหติ ไม่มีส่วนแห่งบาปที่เป็นอกุศล เจือปนเข้าไป สัมมัตตะ 10 แต่ถ้าทำผิดเป็นมิจฉัตตะ 10 มันจะพอเหมาะลงตัว ปโหติ เริ่มต้นจากสังกัปปะ เมื่อไม่มีกาม พยาบาทในสังกัปปะ ยิ่งไม่มีวิหิงสาเลย คือกามพยาบาทเท่าไหร่คือวิหิงสา สังกัปปะก็ไม่มีกิเลส เมื่อต้นทางไม่มิจฉา วาจาก็ปโหติ กายกรรมวจีกรรมมโนกรรม ก็ปโหติ แล้วอาชีวะก็ปโหติ อาชีวะเหมาะควร ไม่ควรทำอย่างใดก็ไม่ทำ จากนั้นสติ วายามะก็พอเหมาะได้ เมื่อมรรค 8 ทำโหติได้ ญาณปัญญาก็พอเหมาะ วิมุติก็ปโหติ ลงตัวได้หมด การปฏิบัติเริ่มที่สังกัปปะ แต่ยากเริ่มต้นที่ศีล 5 8 10 อาตมาพาชาวอโศก พ้นจนถึงศีล 10 เป็นสาธารณโภคี ทำงานฟรี อาตมาพาชาวอโศก มาทำงาน พ้นมิจฉาชีพ 5 ได้ อาจารย์คนไหนหนอ ที่สอนศาสนา มาทั้งชีวิตกัน ผู้ที่ยังไม่ตาย มีอาจารย์คนไหน สอนให้ประชาชนพ้นมิจฉาได้ขนาดนี้ พ้นถึงลาเภน ลาภัง นิชิคิงสนตา เลยนะ แล้วทำได้เป็นหมู่กลุ่มเลยนะ ถ้าใครมาอยู่ในหมู่กลุ่มชาวอโศก ก็จะทำได้อย่างง่าย เจริญดีด้วย มาแล้วเป็นศีล 10 โดยปริยาย ทำงานไม่เอาค่าแรงเลย นี่สมมุติเป็นรัฐๆหนึ่ง แต่อาตมาไม่ได้สร้างรัฐซ้อนรัฐนะ แต่ถ้าประเทศไหนคนทำงานฟรีอย่างนี้ เอาค่าแรงผลผลิต เข้ากองกลางหมด แล้วก็แบ่งกันกินกันใช้ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง แย่งชิงกัน แต่นี่บอกให้แย่งกันเก็บหน่อย แตงโม แตงไทย มันอุดมสมบูรณ์ มันมีอยู่มีกินมีใช้ อุดมสมบูรณ์ อาตมาว่า ทำอย่างไรสำนักต่างๆ ศาสนาพุทธในเมืองไทย ถ้าพาทำได้อย่างนี้ ในเมืองไทย เมืองไทยมีสาธารณโภคี เต็มบ้านเต็มเมืองหนอ วัดโน้นวัดนี้ก็พยายามทำสาธารณโภคี รับรองว่า เมืองไทยยิ่งใหญ่
[282] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง 7 นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ผู้มีสัมมาทิฐิ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาทิฐิได้ ทั้งอกุศลธรรมลามกเป็น อเนกบรรดามี เพราะมิจฉาทิฐิเป็นปัจจัยนั้น ก็เป็นอันผู้มีสัมมาทิฐิสลัดได้แล้วและกุศลธรรมเป็นอเนกย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เพราะสัมมาทิฐิเป็นปัจจัย ฯ ผู้มีสัมมาสังกัปปะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาสังกัปปะได้... ผู้มีสัมมาวาจา ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาวาจาได้... ผู้มีสัมมากัมมันตะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉากัมมันตะได้... ผู้มีสัมมาอาชีวะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาอาชีวะได้... ผู้มีสัมมาวายามะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาวายามะได้... ผู้มีสัมมาสติ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาสติได้... ผู้มีสัมมาสมาธิ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาสมาธิได้... ผู้มีสัมมาญาณะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาญาณะได้... ผู้มีสัมมาวิมุตติ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาวิมุตติได้ ทั้งอกุศลธรรมลามกเป็นอเนกบรรดามี เพราะมิจฉาวิมุตติเป็นปัจจัยนั้น ก็เป็นอันผู้มีสัมมาวิมุตติสลัดได้แล้ว และกุศลธรรมเป็นอเนกย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เพราะสัมมาวิมุตติเป็นปัจจัย
พ่อครูว่า...ตอนนี้ล่ะหนัก คนไปนั่งหลับตาสมาธิ เป็นมิจฉา ได้มิจฉาวิมุติ เตือนวงการศาสนาพุทธ ไปหลงงมงาย เหมือนสมัย พระพุทธเจ้าท่านอุบัติ ก็พบว่า คนไปนั่งหลับตาสมาธิ กันเต็มไปหมด ท่านกลับไม่มาสอน มรรคมีองค์ 8 แต่เดี๋ยวนี้ กลับไปเหมือนเดิมอีก แล้วจะดึงกลับมา มรรคมีองค์ 8 ได้ไหมนี่ ไม่ได้ก็มิจฉากันไปอย่างนี้ พูดไปมันน่าหนัก ว่าการยึดถือหลงผิด ได้เกิดอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ทำอย่างไร ถึงจะกลับคืนสู่สัมมา มาสู่สิ่งที่ถูกต้องได้ อันนี้เป็นหลัก ทำให้เกิดอธิจิต อธิปัญญา ที่มีความเฉลียวฉลาดตามจิต จะสลับไปสลับมา เป็นเหตุปัจจัย ตั้งแต่อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา เกิดสัมมาญาณ สัมมาวิมุติ ไปตามลำดับ ที่หนักไม่ได้หนักใจ แต่มันหนักงาน ที่ต้องพูดบรรยายต่างๆ บรรดาผู้อยู่ในหน้าที่ มีภาระที่ต้องทำ ธรรมะพระพุทธเจ้า ให้ถูกต้องสัมมา แต่ท่านไม่ทำให้ถูก แต่ท่านทำตามน้ำไป เป็นเดรัจฉานวิชา เป็นเรื่องนอกรีตได้หมดเลย มันใหญ่มาก ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เกิดมาชาตินี้ ก็เลยทำงานหนักและเหนื่อย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการนี้แล จึงเป็นธรรมฝ่ายกุศล 20 ฝ่ายอกุศล 20 ชื่อ ธรรมบรรยายมหาจัตตารีสกะ อันเราให้เป็นไปแล้ว สมณะ หรือ พราหมณ์ หรือเทวดา หรือมารหรือพรหม หรือใครๆ ในโลก จะให้เป็นไปไม่ได้ ฯ [281] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์ ผู้ใดผู้หนึ่งพึงสำคัญที่จะติเตียนคัดค้านธรรมบรรยายมหาจัตตารีสกะนี้ การกล่าวก่อนและการกล่าว ตามกัน 12 ประการ อันชอบด้วยเหตุของสมณะหรือพราหมณ์ผู้นั้น ย่อมถึงฐานะน่าตำหนิในปัจจุบันเทียว ถ้าใครติเตียนสัมมาทิฐิ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีทิฐิผิด ถ้าใครติเตียนสัมมาสังกัปปะ เขาก็ต้องบูชาสรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีสังกัปปะผิด ถ้าใครติเตียนสัมมาวาจา เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีวาจาผิด ถ้าใครติเตียนสัมมากัมมันตะเขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีการงานผิด ถ้าใครติเตียนสัมมาอาชีวะเขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีอาชีวะผิด ถ้าใครติเตียนสัมมาวายามะ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีความพยายามผิด ถ้าใครติเตียนสัมมาสติ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีสติผิด ถ้าใครติเตียนสัมมาสมาธิ เขาก็ต้องบูชาสรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีสมาธิผิด ถ้าใครติเตียนสัมมาญาณะ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีญาณผิด ถ้าใครติเตียนสัมมาวิมุตติ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีวิมุตติผิด ฯ
ทุกวันนี้เขาไม่ได้อธิบายในมรรคมีองค์ 8 อาตมาบอกว่า ให้มาลืมตาปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 แล้วจิตของคนจะเป็นผล อัตถิ หุตัง เป็นอานิสงส์ที่สัมมา ไม่อย่างนั้นจะเป็น ทุกกรรม หากผิดตั้งแต่ทานศีล หุตัง หรือผลก็ได้ผลผิดด้วย สุกตทุกฏานัง มันได้ ทุ ไม่เรียบร้อยอยู่นั่นแหละ
สุกต กับ ทุกฏัง ทำไมไม่ใช่ ต.เต่า หรือ ฏ ปฏัก เหมือนกัน …. นี่เป็นความรู้พิเศษ ของโพธิรักษ์ ที่มีมาแต่ปางบรรพ์ ตัว ต. นี่คือสำเร็จแล้ว ตัวฏ ปฏัก คือไม่สำเร็จ จึงต้องใช้ที่หางย้วย ต.เต่ากับ ฏ ปฏัก ก็ต่างกัน วรรคที่ 3 ฏ ฐ ฑ ฒ ณ คือพวกยุกยิกยืดเยื้อไม่จบ มันมีเจตนารมย์ ในการออกแบบ ตัวหนังสือ
อาตมา ไปติเตียนผู้มีวิมุติผิด อาตมาว่าอาตมาเป็น ผู้มีสัมมาวิมุติ ถ้าใครติเตียน ผู้สัมมาวิมุติ เขาก็คือมิจฉาวิมุติ นั่นเอง พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ความรู้แห่งสัจจะ ใครจะมีปฏิภาณรู้ได้ว่า อันนี้สัมมาหรือมิจฉาอยู่ที่ใคร อาตมาขอยืนยันว่า ไม่ได้หลงตัวหลงเพ้อละเมอ อาตมาจริงชัดใจ ว่าได้ทำสัมมามรรค สัมมาวิมุติ สัมมาญาณ ถ้าอาตมา ยกย่องตัวเองว่าถูก อาตมาก็ต้องไปติเตียน สิ่งที่ไม่เหมือน ว่าเป็นสิ่งผิด เลี่ยงไม่ได้ ติมา 40 เกือบ 50 ปีแล้ว ยังไม่กระเตื้อง ยิ่งกว่าเข็นเขาขึ้นครก หนักจริงๆ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่ง พึงสำคัญที่จะติเตียน คัดค้านธรรมบรรยายมหาจัตตารีสกะนี้ การกล่าวก่อนและการกล่าวตามกัน 12 ประการ อันชอบด้วยเหตุของสมณะ หรือพราหมณ์พวกนั้น ย่อมถึงฐานะน่าตำหนิในปัจจุบันเทียว ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้พวกอัสสะและพวกภัญญะชาวอุกกลชนบท ซึ่งเป็นอเหตุกวาทะ อกิริยวาทะ นัตถิกวาทะก็ยังสำคัญที่จะไม่ติเตียน ไม่คัดค้าน ธรรมบรรยายมหาจัตตารีสกะ นั่นเพราะเหตุไร เพราะกลัวถูกนินทา ถูกว่าร้าย และถูกก่อความ ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นต่างชื่นชมยินดี พระภาษิตของ พระผู้มีพระภาคแล ฯ จบ มหาจัตตารีสกสูตร ที่ 7
600407_ทำวัตรเช้าปลุกเสก #41 บ้านราช ศีล สมาธิ ปัญญา (แบบพุทธ)ตอน2