สื่อธรรมะพ่อครู(อัตตา) ตอน ดับอัตตา 3 อย่างเป็นลำดับ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.27 KB
วันที่แก้ไข3 สิงหาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(อัตตา) ตอน ดับอัตตา 3 อย่างเป็นลำดับ พ่อครูว่า...ถามมาทีไร ก็เป็นคำตอบ ที่จะต้องศึกษา เรื่องอัตตาอย่างเดียว ที่ถาม ก็เป็นอัตตาตัวตน ก็มีลีลา มีมุมเหลี่ยมของมัน ไปเยอะแยะมากมาย เราก็จะมาศึกษา บรรยายคำว่า อัตตา หรือคำว่า ตัวตน ที่คนไม่รู้ไม่เข้าใจ ก็ระแวงอะไรไปทุกอย่าง พระพุทธเจ้าท่านตรัสถึง อัตตา ไว้ 3 อย่าง โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา และอรูปอัตตา อัตตา 3 อย่างนี้ อาตมาก็ยังไม่ค่อยเห็น บรรดาอาจารย์ต่างๆ หรือว่าผู้เป็นเจ้าสำนัก ทั้งหลายทั้งแหล่ จะพูดขึ้น หรือจะเอามาสอนอธิบาย ทั้งที่พูดอัตตาเยอะ แต่ขยายความ สอนให้เรียนรู้ ความเป็น อัตตา ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า อัตตามี 3 ในพระไตรปิฎกเล่ม 9

การได้อัตตา 3 ประการ [302] ดูกรโปฏฐปาทะ ความได้อัตตา 3 เหล่านี้ คือ ได้อัตตาที่หยาบ 1 ได้อัตตาที่สำเร็จด้วยใจ 1 ได้อัตตาที่หารูปมิได้ 1 _ความได้อัตตาที่หยาบเป็นไฉน คือ อัตตาที่มีรูป ประกอบด้วยมหาภูต 4 บริโภคกวลิงการาหาร นี้ความได้อัตตาที่หยาบ _ความได้อัตตาที่สำเร็จด้วยใจเป็นไฉน คือ อัตตาที่มีรูปสำเร็จด้วยใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง นี้ความได้อัตตาที่สำเร็จด้วยใจ _ความได้อัตตาที่หารูปมิได้เป็นไฉน คือ อัตตาอันหารูปมิได้ สำเร็จด้วยสัญญา นี้ความได้อัตตาที่หารูปมิได้.

1. การยึดครองหรือได้ตัวตนวัตถุภายนอก (โอฬาริกอัตตา ฯ) 2. การยึดครองหรือได้อัตตาที่สำเร็จด้วยใจ ปั้นรูปสัญญา ไม่อาศัยวัตถุภายนอกหยาบๆ แล้ว (มโนมยอัตตา ฯ) 33. การยึดครองหรือได้อัตตาที่หารูปมิได้ หรือรูปละเอียด ที่ปั้นสำเร็จขึ้นด้วยสัญญา (อรูปอัตตา ปฏิลาโภ) . (โปฏฐปาทสูตร พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 302) อัตตาก็เป็นกิเลส ที่ทำให้เราเป็นทาสบำเรออัตตา คือกิเลส คือใจเราเองนั่นแหละ

อ่านต่อ

คืออัตตา อัตตาคือใจ ใจที่มีกิเลสเป็นอกุศลจิต แล้วมันก็ต้องการ อย่างนั้นอย่างนี้ ต้องการเอามาเป็นของตน ต้องการทำร้ายผู้อื่น หรือยังสับสนในโมหะ ยังไม่ชัดเจนวุ่นวาย ก็โมหะทั้งนั้น ถ้าเป็นชิ้นเป็นอัน แยกแยะได้ก็ไป อย่างโลภะกับโทสะ หรือกามกับพยาบาท เมื่อได้สมใจตน อัตตาก็เจริญ อย่างหยาบ ข้างนอกทั้งนั้นเลย ตั้งแต่ ลาภ ยศ สมบัติ วัตถุ แม้กระทั่ง กรรมกิริยา สัมผัสเสียดสีรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ที่หยาบที่แรงครบ ทั้งข้างนอกข้างในด้วย เป็นโอฬาริกอัตตา คนเราอวิชชามาตั้งแต่ต้น ก็อยากได้สมใจ ที่บำเรออารมณ์สุข ไม่ได้สมใจก็จะไม่ชอบใจ ถ้ารุนแรงก็ถึงขั้น ทำร้ายทำลาย ฆ่าแกงกัน ถ้าไม่รุนแรง ก็จะแค้นพยาบาทชิงชัง หรือไม่ชอบใจเล็กๆน้อยๆ ก็เป็นไปตามจริง แล้วแต่จริต ส่วนมโนมยอัตตา ก็คือจาก โอฬาริกอัตตามันหยาบใหญ่ข้างนอกบ้าง ไปถืออยู่ข้างในบ้าง แล้วมาถืออยู่ข้างใน บางทีก็ยึดถือ ต้องการเอามา หรือทำร้ายอย่างไรก็ได้ แม้ที่สุดสร้างเป็นรูปเป็นภาพ โอฬาริกอัตตามันเป็นรูปเป็นร่างเป็นภาพเหมือนของจริงเลย มีรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสอะไรมันก็เป็นสภาพจริงทั้งนั้น อรูปอัตตา ก็ปั้นเป็นรูปเป็นภาพได้เหมือนกัน โดยที่เรียกว่าไม่ต้องสัมผัสของจริงก็ปั้นได้ ลืมตามันก็ปั้นเป็นรูปภาพเสียงรสกลิ่นหรือลืมตาก็ปั้นที่เป็นอรูปไม่เป็นรูป ถ้าเป็นรูปก็คือสัมผัสเป็นตัวเป็นตนเป็นสิ่งที่เป็นสิ่งที่มี อย่างชัดเจนของเราเองเต็มรูปอย่างแรง ถ้าเป็นอรูปก็เป็นมโนมยอัตตาข้างใน ที่อาตมาอธิบายนี้เป็นอภิธรรม หากยังไม่สามารถกำหนดรู้สภาวะตามได้ ไม่สามารถกำหนดสภาพจริง อาการจิตที่เป็นโอฬาริกอัตตา อย่างหยาบ ละเอียดเป็นรูปหรืออรูปได้อย่างไร กำหนดไม่ถูกเรียกว่าทำสัญญาไม่เป็น กำหนดไม่ถูก ฟังรู้ตามภาษาว่าแรง ว่ามันแรง เบา กลางอย่างไร ก็กำหนดไม่ถูก อย่างนี้มีเยอะ ไม่รู้จักปรมัตถ์ ไม่รู้จักอาการของจิต คำว่าอาการ คำเดียวนี้แหละ อาการของการเคลื่อนไหว ของพลังงานจิต มันหยาบแรง ก็มีอาการแรงภายนอก เป็นรูปเป็นร่าง เป็นสีเป็นสัน เป็นแท่งเป็นก้อน หรือเป็นภายใน ก็เป็นรูปร่างสีสัน แต่มันอยู่ภายใน มโนมยอัตตา อันนี้แหละ ถ้าเผื่อว่า ไม่เข้าใจสภาพจริง ไม่เข้าใจความหมาย อาตมาพูดไปเท่าไหร่ ก็ฟังไม่รู้เรื่องและปฏิบัติไม่ได้กัน แต่ถ้าผู้ฟังแล้วเข้าใจรู้เรื่อง อาตมาบอกเล็กน้อย บอกอย่างหยาบ กลางละเอียด ก็เข้าใจได้ดี ผู้นี้ฝึกจริงๆแล้ว มีหวังเป็นพระอรหันต์ได้ มีหวังเป็นพระอาริยบุคคล แต่ผู้ที่ไม่ค่อยเข้าใจ แล้วกำหนดไม่ค่อยถูก เท่าที่อาตมาพูดนี้ มีเยอะอย่างนี้ ก็นึกว่ามันพอเป็นไปได้ แต่มันไม่ถูก มันเป็นของตัวเอง ไม่มีใครรู้ด้วย มันไม่ตรงกับสภาวะจริง มีเยอะ ยิ่งไปกำหนดความเล็กละเอียด ถึงขั้นความว่าง ยิ่งเพ้อพกไปใหญ่เลย

600206_พุทธศาสนาตามภูมิ ปฐมอโศก นิพพานคือไม่ยึดดียึดชั่ว https://youtu.be/9q0dTpzt_Mg

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน