สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน เดรัจฉานวิชชาไม่มีในศาสนาพุทธ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน เดรัจฉานวิชชาไม่มีในศาสนาพุทธ โลกุตระของพระพุทธเจ้า ขณะปัจจุบันนี้มันเสื่อม พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อาณิสูตร ล.16 ข้อ[672] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ตะโพนชื่ออานกะ ของพวกกษัตริย์ ผู้มีพระนามว่าทสารหะได้มีแล้ว เมื่อตะโพนแตก พวกทสารหะได้ตอกลิ่มอื่นลงไป สมัยต่อมาโครงเก่าของตะโพน ชื่ออานกะก็หายไป ยังเหลือแต่โครงลิ่ม แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุในอนาคตกาล เมื่อเขากล่าวพระสูตร ที่ตถาคตกล่าวแล้ว อันลึก มีอรรถอันลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรม อยู่ จักไม่ปรารถนาฟังจักไม่เข้าไปตั้งจิตเพื่อรู้ และจักไม่สำคัญธรรมเหล่านั้น ว่าควรเล่าเรียน ควรศึกษาแต่ว่าเมื่อเขากล่าวพระสูตร อันนักปราชญ์รจนาไว้ อันนักปราชญ์ร้อยกรองไว้ มีอักษรอันวิจิตร มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นของภายนอก เป็นสาวกภาษิต อยู่ จักปรารถนาฟังด้วยดี จักเงี่ยโสตลงสดับ จักเข้าไปตั้งไว้ซึ่งจิตเพื่อรู้ และจักสำคัญธรรมเหล่านั้น ว่าควรเรียน ควรศึกษา ฯ [673] ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระสูตรเหล่านั้น ที่ตถาคตกล่าวแล้วอันลึก มีอรรถอันลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรม จักอันตรธานฉันนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุดังนี้นั้น เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เมื่อเขากล่าวพระสูตร ที่ตถาคตกล่าวแล้ว อันลึก มีอรรถอันลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรม อยู่ พวกเราจักฟังด้วยดี จักเงี่ยโสตลงสดับ จักเข้าไปตั้งไว้ซึ่งจิตเพื่อรู้ และจักสำคัญธรรมเหล่านั้นว่า ควรเรียน ควรศึกษา ดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แหละ ฯ ตอนนี้เขาไม่ฟังเรื่องดีเรื่องถูก ที่เป็นของพระพุทธเจ้า แต่เขาไปสอน
อ่านต่อ
กันเรียนกัน ในสำนักสงฆ์ วิทยาลัยสงฆ์ แต่สำนักอโศกนี้กระจอก ก็พูดอย่างไม่ได้น้อยใจนะ แต่พูดขยายความตามสัจธรรม ที่พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ อาตมาเป็นตัวแทนพระพุทธเจ้า อาตมาประกาศตนว่าเป็นโพธิสัตว์ โดยไม่ได้เหนียม หรืออยากอวด อาตมาเป็นคนซื่อ พูดตรงๆ เขาก็หาว่าอวดตัวตน ทำไมอาตมาต้องบอกว่า เป็นโพธิสัตว์ ทุกวันนี้ ไม่ใช่แค่ประกาศว่า เป็นโพธิสัตว์ แต่ประกาศว่า ตนเองบรรลุอรหันต์ บรรลุโพธิสัตว์ด้วย แต่ไม่ใช่รีบประกาศ ต้องรอถึง 30 หรือ 40 ปีค่อยประกาศ แต่เรื่องโพธิสัตว์ ที่ประกาศมาตั้งแต่ต้น เพราะว่า ในเถรวาท ไม่เข้าใจเรื่องโพธิสัตว์ เขาเลยปล่อยอาตมามา มาถึงตอนหลัง ค่อยประกาศอรหันต์ เขาก็เงียบไป ถ้าเขามาถกกับอาตมา รับรองเหงื่อจั๊กแร้เขาออกแน่นอน เถียงไม่ได้ เพราะอาตมาเอาพระไตรปิฎก มาอ้างอิง แล้วมันชัดเจน ว่าเขาไม่ใช่ ยกตัวอย่างง่ายๆ ศาสนาพุทธทุกวันนี้ ไม่มีศีลแล้ว ภิกษุต้องมีศีล แต่อาตมายืนยันว่า ภิกษุทุกวันนี้ ไม่มีศีลพระพุทธเจ้าแล้ว ตอนนี้เขายอมรับแล้ว แต่ว่าแต่ก่อนนี้เขาไม่ยอมรับ เขาว่าเขามีศีล 227 ข้อ แต่ 227 ข้อนี้เป็นวินัยไม่ใช่ศีล เพราะศีลของภิกษุคือ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล นอกจากไม่มีศีลแล้ว ยังละเมิดมหาศีลกันอีก
มหาศีล ติรัจฉานวิชา [19] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง เมื่อปุถุชนกล่าวชมตถาคต พึงกล่าวเช่นนี้ว่า 1. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิด ด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิด ด้วยติรัจฉานวิชา เห็นปานนี้ คือ ทายอวัยวะ ทายนิมิต ทายอุปบาต ทำนายฝัน ทำนายลักษณะทำนายหนูกัดผ้า ทำพิธีบูชาไฟ ทำพิธีเบิกแว่นเวียนเทียน ทำพิธีซัดแกลบบูชาไฟ ทำพิธีซัดรำ (พ่อครูว่า ศาสนาพุทธไม่มีพิธีบูชาไฟ แต่ทุกวันนี้ ทำกันทั่วไปเลย คือการจุดธูปเทียนบูชาไฟ จุดธูปบูชาด้วยควัน จุดเทียนบูชาด้วยไฟเป็นต้น สำนักใดที่เป็นวัดวา เป็นสำนักของศาสนาพุทธ ก็แล้วแต่ ถ้ามีพิธีบูชาด้วยไฟ ใช้ธูปเทียนนี่แหละ อย่างนั้นไม่ใช่ศาสนาพุทธ เพราะบูชาด้วยไฟคือ เดรัจฉานวิชา พระพุทธเจ้าให้เวรมณี คือการเว้นขาด การสร้างเรือนไฟอยู่ในวัด จุดธูปเทียนบูชาคือการเสื่อม จุดธูปเทียนเวียนกัน ไฟไหม้หลังกันบ้าง พิธีเวียนเทียนไม่ใช่ศาสนาพุทธ) บูชาไฟ ทำพิธีซัดข้าวสารบูชาไฟ ทำพิธีเติมเนยบูชาไฟ (คือใช้เปลวไฟ สรุปคือธูปเทียน) ทำพิธีเติมน้ำมันบูชาไฟ ทำพิธีเสกเป่าบูชาไฟ ทำพลีกรรมด้วยโลหิต เป็นหมอดูอวัยวะ ดูลักษณะที่บ้าน ดูลักษณะที่นา (พวกฮวงจุ๊ย) เป็นหมอปลุกเสก เป็นหมอผี เป็นหมอลงเลขยันต์ คุ้มกันบ้านเรือน เป็นหมองู เป็นหมอยาพิษ เป็นหมอแมลงป่อง เป็นหมอรักษาแผลหนูกัด เป็นหมอทายเสียงนก เป็นหมอทางเสียงกา เป็นหมอทายอายุ เป็นหมอเสกกันลูกศร เป็นหมอทายเสียงสัตว์. พ่อครูว่า ศาสนาพุทธทุกวันนี้ ทำนอกมหาศีลหมด อันนี้แค่ข้อเดียวของมหาศีล ก็เลิกวัดเลย ไม่ใช่วัดของศาสนาพุทธเลย พอชาวอโศกมาเป็นแบบนี้ มันข้ามหน้า มาปฏิบัติถูก จิตลึกๆเขาเลยหมั่นไส้ มันกลายเป็นข่ม พุทธสถานเราก็เรียกวัดไม่ได้ ไม่ได้อยู่ในทำเนียบ ของมหาเถรสมาคมนะ ก็เลยเหมือนข่มเขา เขาเลยหมั่นไส้ อาตมาก็เป็นคนเช่นนี้ พูดจากความจริงไม่ไว้หน้า เขาก็เลยไม่ชอบใจใหญ่เลย เขาว่าไม่มีมารยาทสังคม ขออภัยอาตมาบวชมา จะย่างเข้า 46 ปีแล้ว แต่ก่อนไม่ได้ออกสำเนียงภาษา ผ่าๆเช่นนี้ แต่ทุกวันนี้อาตมาถือว่า อาตมาเป็นพระผู้เฒ่าแล้ว จริงๆ พูดอย่างนิ่มๆนวลๆ เกรงใจมาแล้ว ตอนนี้ก็เลยพูดเต็มที่
ทำไมต้องประกาศโพธิสัตว์ อาตมาประกาศโพธิสัตว์ ก่อนประกาศอรหันต์ เพราะทั้ง เถรวาทและมหายาน ไม่เข้าใจโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ของมหายานนี้ เละเทะไปหมด เป็นโพธิสัตว์มีเมียก็ได้ มีลูกก็ได้ มีทรัพย์ศฤงคาร เป็นเจ้าอาวาสวัด แต่มีทรัพย์ศฤงคารส่วนตัว มีลูกรับมรดกถ่ายทอดได้ มหายานบานปลายขนาดนั้น เขาบอกว่าเป็นโพธิสัตว์ ถ้าไม่ใช่โพธิสัตว์ไม่ร่ำรวยขนาดนั้น วัดของญี่ปุ่นมีแบบนั้น ถ้าวันนี้ ถอนเงินออกจากธนาคารหมด ธนาคารนั้นล้ม พระมหายานของญี่ปุ่น มีอำนาจขนาดนั้น ที่อาตมาประกาศพระโพธิสัตว์ในเมืองไทย เพราะว่าในเมืองไทย เป็นเถรวาท ไม่ค่อยเข้าใจโพธิสัตว์ ในเถรวาทเข้าใจว่า พระโพธิสัตว์นี้ เป็นอาริยบุคคลไม่ได้ แม้แต่โสดาบัน เพราะเถรวาท เข้าใจผิดเพี้ยนไปจาก ธรรมะพระพุทธเจ้าไปหมดแล้ว ไปเข้าใจว่า ถ้าเป็นโสดาบัน แม้ชั้นต่ำสุดก็จะเกิดได้อีกแค่ 7 ชาติ แล้วการเกิดที่เขาเข้าใจ คือเกิดจากท้องแม่เจ็ดชาติ ต้องเป็นอรหันต์ นั่นคือการเกิดของเขา ต้องเกิดจากท้องแม่เจ็ดชาติ นี่คือ สัตตักขัตตุปรมโสดาบัน แบบเถรวาท เข้าใจเป็นตัวตน บุคคลเราเขา แต่แท้จริง สัตตักขัตตุปรมโสดาบัน คือ โสดาบันที่บรรลุในสังโยชน์ 3 แล้ว เหลืออีก 7 สังโยชน์ แต่เถรวาทก็ไม่เข้าใจ ก็เลยไม่เอา ถ้าผู้ที่จะเป็นโพธิสัตว์ คือผู้ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า บำเพ็ญแค่ 7 ชาติ จะได้เป็นพระพุทธเจ้าได้อย่างไร จะต้องบำเพ็ญเป็นล้านชาติ หากเป็นพระโสดาบันอีกแค่ 7 ชาติก็เป็นอรหันต์ เป็นอรหันต์ แล้วต้องตายสูญอีก ก็จะเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้สิ เพราะเถรวาท เชื่อว่าอรหันต์ตายแล้วต้องสูญ เลยจบเลย เป็นแม้แต่โสดาบันก็ไม่ได้ เป็นอรหันต์ก็ไม่ได้ โพธิสัตว์จะเป็นอาริยบุคคลไม่ได้อีก ในความเข้าใจเถรวาท เป็นอุจเฉทิฏฐิว่า อรหันต์ต้องตายสูญ มาเกิดอีกไม่ได้ อันนี้คือ มิจฉาทิฏฐิของพวกเถรวาท อาตมาประกาศโพธิสัตว์ อาตมารู้ว่า ในพวกเถรวาท มีมิจฉาทิฐิเรื่องนี้ เขาจะไม่ถือสาอาตมา ว่าจะเทศน์เรื่องอาริยธรรมอะไร เขาก็ไม่สนใจ เขาเห็นว่าเป็นสัตว์ใต้ต้นโพธิ์ อาตมาก็สบายสิ ประกาศไป ก็มีคนอย่างพวกคุณ มาฟังเอาเนื้อหาสาระก็ได้ พวกที่มิจฉาทิฐิแบบนั้น ก็เลยฟาว เขาก็ไม่ได้สัจธรรมอันนี้ไป ก็น่าสงสาร เพราะเขาหลงผิด ยึดติดในคำสอนผิดผิดเอง นอกจากเขาไม่ได้แล้วก็ยังเป็นผู้มีอำนาจ เรียนมาตามหลักสูตร ได้รับฐานะเป็นผู้รู้ เป็นปราชญ์ทางศาสนา เขาก็รวมตัวกัน ทั้งมหานิยาย และธรรมยุติกนิกาย รวมตัวกัน อัปเปหิ ขับไล่โพธิรักษ์ ออกจากความเป็นศาสนาพุทธอีก ไปโน่น จริงๆแล้ว อาตมาบวชมา ก็เห็นว่าศาสนาพุทธไปไม่รอด มันเละเทะ อาตมาอยู่ด้วยไม่ได้หรอก วันที่ 6 สิงหาคม 2518 อาตมาก็เลยประกาศ ขอแยกออกจากหมู่ใหญ่ ทำเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษร มหาเถรสมาคมก็ยอมรับ รับรองแล้ว เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอก็รับแล้ว พ่อท่านประกาศ ลาออกจากการปกครองคณะสงฆ์ เถรสมาคม เมื่อวันพุธ ที่ 6 สิงหาคม 2518 (แรม 14 ค่ำ เดือน 8 วันโกน) ขณะกำลังประชุมพระนวกะ ณ ศาลาวัดหนองกระทุ่ม ต.ทุ่งลูกนก อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ซึ่งมีเจ้าคุณพระปฐมนคราภิรักษ์ (ชุณห์ กิตฺติวณฺโณ) วัดวังตะกู เจ้าคณะจังหวัดนครปฐม เป็นประธาน ..พระครูปราการลักษาภิบาล วัดใหม่ปีนเกลียว เจ้าคณะ อำเภอกำแพงแสน และพระครูปทุมธาดา วัดปทุมทองสุทธาราม เจ้าคณะตำบลทุ่งลูกนก เป็นพระเถระผู้ใหญ่ในที่ประชุม พร้อมด้วยพระสงฆ์รวม 180 รูป พระรัก โพธิรักขิโต พร้อมด้วยสงฆ์จำนวน 21 รูป ประกาศลาออกจากการปกครองในตอนบ่าย (ข้อมูลโดย พระครูสิริวรรณวิวัฒน์)
แต่วันร้ายคืนร้าย พศ.2532 ท่านก็ดึงเอาอาตมาเข้าไปว่า อยู่ในการปกครองของท่าน ท่านบอกว่า อยู่ในประเทศไทย ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย ทั้งที่อาตมาประกาศแยกตัว เป็นนานาสังวาสแล้วนะ เขาก็เอาไปว่าความอธิกรณ์ ตั้งข้อหาว่าไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ผิดพระธรรมวินัยเป็นอาจิณต์ คือเป็นข้อหาที่ไม่มีความจริง อาตมามีที่อยู่ประจำที่ พระพุทธเจ้าสอนให้ผู้ออกบวช มาเป็นผู้ทิ้งบ้านช่องเรือนชาน ทรัพย์สินศฤงคาร ให้อยู่อย่างอิสระ นอนโคนไม้ เป็นนกน้อยปีกแข็ง มีบาตรบริหารท้อง มีจีวรบริหารกาย ไปไหนก็ได้ เป็นข้อหาที่มโนสาเร่เหลือเกิน แล้วก็หาว่า อาตมานอกรีต ไม่ได้เอาอาตมาไปว่าความต่อหน้า แต่เป็นการว่าความ ลับหลังจำเลย ในสังฆกรรมนั้น แล้วคณะที่ว่าความอาตมา ตัดสินความอาตมา ว่าผิด เขาเอาทั้งธรรมยุติกนิกาย และ มหานิกาย มาทำสังฆกรรมรวมกัน ก็เป็นการผิดพระวินัย เพราะนิกายต่างกัน เอามาทำสังฆกรรม ร่วมกันไม่ได้ ทำไมมหาเถรสมาคม ศึกษาวินัย เปรียญเก้าเป็นวินัยธร ก็รู้แต่ทำผิด อาตมาตอนหลังมาเขียน ประนีประนอมกันด้วยนานาสังวาส
อาตมานี่ จะบอกว่า ดื้อด้านดึงดันก็ได้ แต่ตั้งใจจะอยู่ให้นาน ได้ 151 ปี ไม่ถึงก็ช่าง ตั้งตัวเองไว้โก้ๆ ถ้าอาตมาอยู่ได้ถึง 151 ปีนะ จะมีน้ำหนักกว่านี้มาก คนเราถ้าเกิดมาไม่ได้ธรรมะ พระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นโมฆะบุรุษ ได้ร่างของคน มีอาการ 32 ครบ องคาพยพครบ ไม่พิการ มันควรจะต้องมาได้ยิน ได้ฟังธรรมะ โดยเฉพาะเมืองไทย เป็นเมืองพุทธ โดยเฉพาะอีก มีผู้ประกาศโลกุตรธรรม มีผู้อธิบายโลกุตรธรรม ซึ่งเป็นเนื้อแท้ของศาสนาพุทธ แต่ไม่ใส่ใจนี้จะเรียกว่า อภิมหา โมฆบุรุษหรือเปล่า น่าเสียดาย สมณะเดินดินว่า… พ่อครูได้พูด สิ่งที่ตนเองประสบพบเจอ และเป็นความจริงของพ่อครู ไม่ได้ลาภยศสรรเสริญอะไร ไม่ได้โลกียสุข แม้แต่ความร่ำรวยอะไร เคยมีเจ้าคุณ โสภณคุณาภรณ์ บอกว่า โพธิรักษ์มีอะไร? เป็นอะไร? ท่านเป็นเจ้าคุณปริญญาโท จบเปรียญ แล้วจะเทียบท่านได้อย่างไร? แต่ก็เป็นชีวิตหนึ่ง ที่ได้ประกาศ ให้แก่โลกสังคมดู ชีวิตพ่อครูที่มองเห็นอนาคต ชีวิตเกิดมา เพื่อพระพุทธศาสนา ไม่ได้อะไรหรอก มีแต่คำตำหนิกลับมา ถูกด่า แต่สิ่งหนึ่งที่ท่านมี ก็คือว่า ท่านยืนยันว่า ท่านมีความสุข มีนิพพาน เท่านั้นเอง ตัวนี้ตัวเดียว ก็พอแล้วชีวิตนี้ อาตมาฟังแล้ว ก็อยากเป็นตาม มีจิตที่หลุดพ้นจาก ลาภยศสรรเสริญ โลกียสุข ก็ขอเดิน ตามรอยพ่อครูต่อไป….จบ
600111_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ การศึกษาความพอเพียง