การระลึกชาติแบบไหนที่ทำให้ได้บรรลุธรรม.docx
เนื้อหาในไฟล์
การระลึกชาติแบบไหนที่ทำให้ได้บรรลุธรรม _เดชา อัมพร : เราเคยบอกว่าในพุทธก็มีเรื่อง"บุพเพนิวาสานุสติญาณ".. ก็คือการระลึกอดีต(ซึ่งน่าจะรวมไปถึง"อดีตชาติ"ด้วย)..เพราะถ้าเป็นเรื่องที่ผิด.. พระพุทธเจ้าก็ต้องเป็นผู้ผิดเป็นองค์แรก.. และไหนอย่างท่านโพธิรักษ์ก็ยังเคยนำมาพูดถึงให้พอรู้เช่นเดียวกันว่า..อดีตชาติของท่านเป็นผู้ใดมาบ้าง?(จริงหรือไม่จริงเอาไว้ค่อยพูดวิเคราะห์วิจัยกันอีกทีหนึ่ง)..ซึ่งเราเห็นว่า.. การระลึกอดีตชาติได้จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้มีศีลธรรมเป็นพื้นฐานอยู่แล้วอยู่ไม่ใช่น้อย.. เพื่อจะได้ไต่เต้าในการตัดกิเลสในชั้นต่อๆไป..เช่น ในเรื่อง"กามคุณหญิงชาย" ก็จะได้รู้ว่า..เราเคยประสบอะไรมาบ้างในอดีตชาติในเรืองราวแบบเดียวกันนี้ หรือเคยเจ็บปวด,ชอกช้ำ,ผิดหวัง,เห็นทาสแท้ของคู่ครองหรือต่างเพศมามากเท่าไหร่? ซึ่งอาจนำมาระลึกแล้วทำให้ผ่อนคลายความติดยึดและเพิ่มบุญบารมีต่อไป เพราะรู้สึกเข็ดหลาบ..ก็เป็นได้.. เราจึงเห็นว่า..ไม่น่าจะมีการปิดกั้นภูมิรู้เรื่องวิธีจะระลึกชาติให้ได้..เหล่านี้เลย.. เพราะเมื่อปิดกั้นแล้ว..วิชาก็จะสูญหายหรือเสื่อมสูญไปเรื่อย ๆ (หรือถ้าการระลึกอดีตชาตินั้น มันไม่มีจริง แค่เป็นคารมเพื่อสร้างเครดิตให้คนศรัทธาเท่านั้น ก็ควรจะได้บอกกันตรง ๆ ไปเลย จะได้ไม่ต้องเสียเวลาติดตามเพื่ออยากรู้เรื่องเหล่านี้อีกต่อไป).. ก็เหมือนวิชาการทางโลกนั้นแหละ.. เช่น "วิขาแพทยศาสตร์" ท่านโพธิรักษ์เองก็ยังเคยพูดประมาณว่า.."วิชาแพทยศาสตร์เป็นเดรัจฉานวิชา"ด้วยเลย ไม่ใช่หรือ? และท่านก็คงไม่ได้ปฏิเสธถ้ามีลูกหลานชาวอโศกต้องการจะไปศึกษาในวิชาการเหล่านี้ด้วย ใช่หรือไม่?..ซึ่งเราก็พยายามค้นหา,ค้นคว้าอยากรู้วิธีการที่เป็นไปได้อย่างแท้จริง.. แต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีอาจารย์พุทธใดๆ ที่จะบอกสอนว่า..วิธีที
อ่านต่อ
่จะทำให้เราระลึกชาติได้โดยไม่ยากนั้น..จะต้องทำอย่างไร?.. พ่อครูว่า...การระลึกชาติได้นั้นก็เป็นประโยชน์สำหรับผู้มีพื้นฐานธรรมมะที่ดี แต่ถ้าผู้ที่ไม่มีพื้นฐานธรรมะที่ดีนั้น อย่างเช่น พระยันตระ ไม่มีศีลธรรมก็ไปทำเละเทะ แต่ถ้าผู้มีศีลธรรมก็จะเป็นประโยชน์มาก อย่างเช่นอาตมาระลึกถึงอดีตชาติได้ ก็มาใช้ประโยชน์ที่แท้จริง อาตมาก็ไม่ได้ไปเอาอดีตชาติมาเพื่อที่จะเอามาเป็นประโยชน์ที่จะทำให้เหมือนพระนิกร ซึ่งหนักเข้าลามกจกเปรตเสียหาย พ่อครูว่า...ที่ว่าการแพทย์เป็นเดรัจฉานวิชานั้น อาตมาก็ขยายความ ให้รู้ว่าเดรัจฉานวิชาหมายความว่าอย่างไร ไม่ได้หมายถึงวิชาของสัตว์เดรัจฉาน เดรัจฉานวิชาหมายถึงวิชาที่ไม่พาพ้นทุกข์ ไม่พาไปสู่นิพพาน เป็นวิชา เดรัจฉานแปลว่าขวางทางนิพพาน อาตมาก็ขยายความอธิบายคนที่ไม่เข้าใจ ไปว่าไปด่าว่าเดรัจฉาน ก็คนละเจตนากับอาตมาคนละขั้นคนละอย่าง เขาก็เข้าใจผิดไป แต่วันที่อาตมาไปอธิบายที่คณะแพทย์ศาสตร์ อาตมาตั้งชื่อเรื่องว่าวิชาแพทย์ศาสตร์เป็นเดรัจฉานวิชา มันเป็นแทคติกของอาตมาที่ตั้งชื่อเรื่อง โอ้โห วันนั้น ห้องแทบแตก ที่อาตมาไปอธิบายนั้นคนไปฟังแทบแตกเลย อย่าว่าแต่แพทย์เลย วิศวกรรม เทคนิคการแพทย์ก็มาเต็มห้องหมดเลย หาว่าจะมาด่าวิชาแพทย์เป็นเดรัจฉานวิชาได้อย่างไร อาตมาก็ได้คนมาฟังเต็ม สมที่เจตนา แล้วก็ได้อธิบายให้ฟัง ก็ถ้าอาตมาอธิบายไม่ได้อาตมาออกมาไม่ได้นะ เขาเอาตายเลย ถ้าหากอาตมาแก้ไม่หลุดพูดความจริงนี่ไม่ได้ แต่คนเหล่านั้นเป็นชนชั้นปัญญาชนมีปัญญา ก็ชัดเจน (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะเดินดิน... ดูเหมือน ในพวกเราสมัยหมอฟ้ารัก ก็เคยฟังกัน พ่อครูว่า... แม้แต่ ดร.มานะด้วย คุณเดชาฟังอาตมาบรรยายบ้างหรือเปล่า ถ้าอาตมาบรรยายวิธีที่จะระลึกชาติได้โดยไม่ยากนั้นจะทำอย่างไร ก็พูดอธิบายอย่างที่จำได้ว่า คุณก็ระลึกถึงเมื่อวานนี้ ก็ย้อนทวนว่าเมื่อวานนี้คุณกินอะไร อาหารเช้าเมื่อวานนี้ อาหารกลางวันอาหารเย็นกินอะไร ชีวิตคนทำอะไร นี่คือการระลึกอดีตชาติ คุณไล่ไปๆ ก็จะค่อยๆเก่งขึ้นแล้วนึกถึงอะไรได้ดีขึ้น ส่วนจะระลึกข้ามชาติได้นั้นอย่าเพิ่งไปกล่าวเลย ถ้าคุณสามารถมีภูมิธรรมระลึกได้จริงๆเลย ลึกเข้าไปถึงจิตเจตสิกของคุณแล้วก็สามารถข้ามชาติ ซึ่งมันจะมีสัญญาเป็นความจำ สัญญาเป็นธาตุเจตสิกของจิต วิญญาณ ของอัตภาพ มีเจตนา สัญญา สังขารวิญญาณ มันจะบันทึก อย่างสัตว์ทั้งหลายและมีสัญชาติญาณ นั่นแหละคือความจำเก่ามันออกมาแสดงตัว โดยที่คุณไม่ต้องระลึกแต่มันออกมามีจริง ตั้งแต่อดีตชาติเก่าๆ ชาตินี้คุณก็ทำได้โดยอัตโนมัติเลย เป็นไปโดยยังไม่ต้องไปสอน ตั้งแต่สัตว์เดรัจฉานจนกระทั่งถึงคน อะไรอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งศึกษาดีๆ แล้วจะรู้ว่าสิ่งเหล่านี้มันมีจริง สู่แดนธรรม... พ่อท่านเคยสอนวิธีระลึกชาติจะเป็นประโยชน์ทางธรรมะ พ่อท่านสอนอันนี้มากกว่า พ่อครูว่า... ใช่ สอนระลึกชาติที่เป็นธรรมะก็หมายความว่า ธรรมะที่มีอยู่ในพระพุทธเจ้าตรัสเอาพระไตรปิฎกเป็นหลัก คุณหยิบมาแล้ว คุณเข้าใจ คุณรู้ ติดตัวมาแต่ชาติก่อน ที่อาตมาก็ยืนยันว่าตัวเองมีแต่ชาติก่อน เข้าใจแล้วก็เอามายืนยันอธิบาย อธิบายแล้วคนเข้าใจได้ เมื่อคนเข้าใจได้แล้วเอาไปปฏิบัติ ปฏิบัติแล้วก็เกิดผลจริงบรรลุจริง เช่น อย่างชาวอโศก ปฏิบัติศีลปฏิบัติ อปัณณกปฏิปทา 3 ปฏิบัติแล้วก็เกิดผลเป็น ฌาน ลดกิเลสเผากิเลสลงไป จนกระทั่งกลายมาเป็นคนที่ลดละหน่ายคลาย อย่างที่ชาวอโศกเข้ามาอยู่ในนี้ ลดละหน่ายคลายมาทั้งนั้น ไม่ไปกระเหี้ยนกระหือรือแย่งลาภยศสรรเสริญสุข อย่างที่เขาเป็นกันแม้ในเถรสมาคม ซึ่งชาวอโศกจะไม่เหมือนเถรสมาคมเลย ยิ่งทั่วๆไปแล้วก็ไม่ต้องไปพูดถึงเลย ขนาดเถรสมาคม ก็คงไม่ปฏิเสธที่อาตมาพูด ยังแบกลาภ หามยศ พวกพระสายหลับตาที่จริงมีลาภนะ แต่ก็ทำเป็นกลบเกลื่อน ทำเป็นไม่มีเพื่อเชิดชูตัวเองเลอเลิศ ให้ได้รับการนิยมชมชอบ อย่างเช่นมหาบัว นี่คือความฉลาด เฉโกของพวกที่ใช้วิธีพวกนี้ ลาภก็ดี ยศก็ดี อย่างพวกพระที่ออกมาหลับตาออกป่าไม่ค่อยไปแย่งลาภยศ แต่ทางพระเถรสมาคมยังแบกยศ เทิ่งๆๆ สรรเสริญนั้นซ้อนลึก มีทั้งพระป่าและพระบ้านเต็มไปหมดแล้วก็ไม่รู้จักสุขก็ยังเสพสุขกันอยู่เลย ไม่เข้าใจเรื่องสุข เลิกสุข ไม่มีสุขไม่มีทุกข์จริงๆ ก็พยายามศึกษาพยัญชนะ แต่ไม่เข้าใจลึกซึ้ง พยัญชนะว่า ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ก็พูด แต่จริงๆแล้ว สุขเป็นสุข เช่น ไปแปล นิพพานังปรมังสุขัง ไปแปลเป็นไทยว่า สุขอย่างยิ่ง นี่คือการไม่รู้จักสุข สุขอย่างยิ่ง จริงๆอาตมาแปลแล้วว่า มันยิ่งกว่าสุข นิพพานัง ปรมังสุขัง นั้นมันยิ่งกว่าสุข มันไม่ใช่สุข มันยิ่งกว่าสุข อะไรอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมันก็ตรงตามที่เขามีภูมิรู้ เขาก็แปลตามตรงอย่างนั้นอย่างนั้น พูดไปแล้วก็เหมือนกับยกตัวเองข่มผู้อื่นต่อไป 650114_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อภิธรรมของศีลข้อ 1 ที่ชาวอโศกปฏิบัติได้