ทำไมกามคุณกลายเป็นกามโทษ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.89 KB
วันที่แก้ไข21 มีนาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

ทำไมกามคุณกลายเป็นกามโทษ _ตุ๊ก อัศวิน : กามคุณ กลายเป็น กามโทษ ได้ เพราะล้วนตกอยู่ในกฏไตรลักษณ์ (เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป)ไม่เที่ยง ดังนี้ใช่ไหม..เจ้าคะ พ่อครูว่า…อาตมาพยายามจับความเข้าใจความหมายที่คุณตุ๊ก อัศวินหมายนี้ว่า กามคุณ กลายเป็นกามโทษ ได้ เพราะล้วนตกอยู่ในกฎไตรลักษณ์ คุณพยายามทำความเข้าใจ กฎไตรลักษณ์มันเป็นธรรมดาธรรมชาติ ที่มันไม่เกี่ยวข้องกับอะไร เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นกฎตายของธรรมชาติสามัญ แต่เราเป็นคน เราจะปล่อยตัวไปตามธรรมชาติ ตามยถากรรม ว่าแล้วแต่มันจะเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป คนนั้นก็ปล่อยตัว โดยที่ตัวเองยังไม่ได้ปฏิบัติอะไร ก็มีอวิชชาเป็นเจ้าเรือน มีกิเลสเป็นเจ้าเรือน กิเลสกับอวิชชามันจะพาไปตามยถากรรม พาไปตามไตรลักษณ์ ซวยๆๆ and the ซวย เท่านั้นเอง คนนั้น ปล่อยไปตามยถากรรมคือ คนโง่ที่ยิ่งกว่าเดรัจฉาน เดรัจฉานมันยังพยายามพัฒนาตามฐานะของมัน แต่คนที่ไปคิดอย่างนี้แล้วก็ปล่อยตัวอย่างนี้ มันยิ่งกว่าเดรัจฉาน มันยิ่งตกต่ำ เพราะคนอยู่กับคนที่พาไปทำชั่วทำเลว พาให้ปรุงแต่งอย่างมากอย่างนี้เป็นต้น มันแย่นะ ไม่ใช่เจริญขึ้นนะ เพราะฉะนั้นทุกวันนี้ไม่รู้เลยว่ามันมากเกิน มันได้จัดจ้านไปด้วยกิเลส หยำฉ่าขนาดไหน นี่พวกนัก Creative นัก Design แล้วบอกว่าพวกนี้คือนักศิลปิน Create Design ออกมาให้มันแปลกใหม่ให้มันต่างไม่เหมือนใคร มันก็ยิ่งหลากหลายเทอะทับถมกับอันที่อยู่เก่า คนนิยมของข้า นี่แหละนี่คือข้าเป็นยอดศิลปิน ซึ่งอาตมาเห็นแล้วรู้ว่า ทำไมเราต้องมาเรียนศิลปะ ก็ต้องเรียนรู้ศิลปะเพื่อจัดการเขกหัวศิลปะนี่เอง วิชาอื่นไม่เรียนมาเรียนแค่ศิลปะ เพราะตัวศิลปินหรือศิลปะทำให้โลกวุ่นชิบหายทุกวันนี้ Abstract บ้าๆบอๆแล้วโมเมเป็นศิลปะ อาตมาเห็นแล้วน่าสงสาร ในระดับประเทศในระดับโล

อ่านต่อ

กเลยนะ เอาก้อนขี้หมามาตั้งกลางลานให้คนดูได้คนนี้เป็นคนมีชื่อเสียง นี่แหละศิลปะ คือการถูกครอบงำทางความคิดจนโง่ได้ระดับ ขออภัยที่อาตมาวิจารณ์แรง ถ้าหากพอเสียบ้าง พวกเราตกแต่งนี้ไม่ได้เรียนศิลปะ ก็สวยแล้ว เลอะแล้ว อันเดียวกัน สวยแล้วกับเลอะแล้ว อันเดียวกัน เรียบๆนี้สวยกว่าเลอะๆ ฟังให้เข้าใจ เห็นไหม เอ้า พอ.. วิจารณ์ไปอีกก็เมื่อย คุณตุ๊ก กล่าวถึง “กามคุณ” กลายเป็น “กามโทษ” คำนี้สำคัญ กามคุณ คือหลงกามว่าเป็นคุณ กามโทษ เข้าใจกามเป็นโทษ ผู้ใดเห็นกามเป็นโทษ ผู้นั้นมีปัญญา ผู้ใดที่เห็นว่ากามเป็นคุณ ผู้นั้นโง่มีอวิชชา ในอนุปุพพิกถา พระพุทธเจ้าถึงสอนไว้ 1. ทาน การสละ การให้ 2. ศีล การชำระขัดเกลา ด้วยเจตนางดเว้น 3. สัคคะ (สวรรค์) 4. กามานัง อาทีนวัง โอการัง สังกิเลสัง โทษของกาม ความต่ำทรามของกาม ความเศร้าหมองของกามทั้งหลาย 5. เนกขัมมะ อานิสัง อานิสงส์การออกจากกาม พ่อครูว่า…ผู้ใดหมดกามผู้นั้นเป็นผู้เจริญ ผู้ใดไม่มีอาการกามอยู่ในจิตอีกแล้ว อย่างน้อยเป็นอนาคามีบุคคลเป็นต้นไป ตัดเกรดตัด Curve คำว่ากามของอนาคามีก็ค่อยๆเรียนกัน เพราะฉะนั้นท่านจึงสอน ทาน ศีล สัคคะ คือสวรรค์ สวรรค์นี่แหละคือกาม ความใคร่อยากในรสเสพสม ก็เรียกว่าสมใจก็ได้สวรรค์ เสพความสนุกรื่นเริงเพลิดเพลินขึ้นสวรรค์ด้วยความพอใจอะไรก็ตามใจ เพราะฉะนั้นคนที่ไม่เข้าใจในเรื่องอาการของสวรรค์จิตที่เป็นอาการของสวรรค์ คนผู้นั้นก็จะตกอยู่ในความต้องเสพภพชาติของสวรรค์อยู่ตลอดกาลนาน ศาสนาเทวนิยมไม่มีทางรู้จักสวรรค์และจบสวรรค์ จึงไม่มีนิพพาน แล้วก็กลายเป็นว่าพระเจ้าเป็นเจ้าของสวรรค์เป็นเจ้าของสุข ใครอยากได้สุขก็ต้องไปขอจากพระเจ้า ถ้ามันไม่ได้สุขก็บอกว่าเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า ถ้ามันได้สุขก็คือบอกว่าพระเจ้าประทานที่แท้คือความโง่ของตัวเองทั้งสิ้น ไปหลงว่าสุขมันมี ทุกข์มันมี ไปหลงอารมณ์ที่ไปยึดถือ ปั้นรูปเป็นสภาพแล้วยึดว่าอย่างนี้ คนหยาบๆจัดจ้านก็ต้องเอาอย่างจัดจ้านจึงจะสุขต้องสมใจ ต้องเอาให้ถึงใจ แล้วก็ไม่รู้ตัวกันอยู่ทั้งโลกเทวนิยม จะเล่นเกมกีฬา จะเล่นความสวยความงาม จะเล่นความเก่งความเลิศ จะอะไรก็ตาม จะต้องให้สุดยอด ถ้าไม่ได้ก็ไม่ถึงใจ โดยไม่เข้าใจเรื่องอารมณ์หรือความรู้สึก จุดสำคัญที่สุดของมนุษย์ก็คือเวทนาหรืออารมณ์ หรือความรู้สึกนี้ ต้องมาเรียนรู้คุณเรียนรู้โทษ เรียนตั้งแต่กาม หยาบภายนอก หมดแล้วกามภายนอก มีวิมุตติญาณทัสสนะ มีปัญญาญาณทัศนะวิเศษอยู่เหนือมันแล้ว เด็ดขาด เหลือข้างในก็เป็นอนาคามีล้างอีก ลด ความหลงโง่หลงยึดติด จนหมด เห็นเป็นสิ่งที่เป็นสังขารธรรมดาในโลก มันสังขารตามเป็นจริงของมัน ตามภาวะปรุงแต่งกันด้วย 2 สภาพขึ้นไปก็เป็นธรรมดา จะเป็นรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็งก็เป็นเรื่องธรรมชาติธรรมดา ไม่ได้หวั่นไหวไปกับรสแรง รสเบารสกลาง จะเป็นรสทางตา เป็นรสทางเสียง จะเป็นรสทางกลิ่น จะเป็นรสทางลิ้น จะเป็นรสทาง สัมผัสเสียดสีเย็นร้อนอ่อนแข็ง มันก็เป็นไปตามเหตุปัจจัยที่มันสัมผัสกันเกี่ยวข้องกัน แรงจะบอกก็เป็นธรรมดาธรรมชาติ ต้องการให้แรงก็แรง อาตมาต้องการให้แรงก็แรง จะได้กระเทือนจะให้รู้สภาพจริง ถ้าหากพูดเบาๆมันไม่กระเตื้องกับคนที่หนาด้วยกิเลสมันหนามากก็ต้องพูดแรงๆ คนกิเลสเบาบางเอาเถอะ ไม่ต้องให้อาตมาไปพูดมากเขาก็เข้าใจพูดแรงเขาก็เข้าใจเพราะว่าผู้ที่กิเลสเบาบาง เจริญไปทางอาริยบุคคลจริงๆ ยิ่งเป็นอรหันต์แล้วจะเข้าใจอาตมา ยุคนี้พูดเบาๆได้อย่างไรเพราะว่ากิเลสมันหนามากมันคนละเรื่อง ผู้ที่มีภูมิปัญญาจะรู้ว่าอาตมาทำไมต้องพูดแรงๆ แต่ผู้ที่ไม่กล้าพูดแรงเพราะยังไม่ชัดไม่จริง ยังไม่รู้ว่าในยุคนี้ Status Quo ในยุคนี้ขณะนี้เป็นอย่างไรคุณไม่รู้เรื่อง อาตมาทำให้เหมาะสมกับมหาประเทส 4 สรุปแล้วพระพุทธเจ้าท่านสรุปในพระไตรปิฎก มีคุณและโทษ รู้จักคุณและโทษ แล้วก็เข้าใจแล้วมีคุณกับโทษอยู่ในโลก แล้วเราก็ไม่ไปประพฤติสิ่งที่เป็นโทษ มันจะมีอย่างไรแล้วเราก็ไม่ไปติดยึดในคุณ แต่เราก็ทำงานในสิ่งที่เป็นคุณ มีกรรมกิริยาเป็นสิ่งที่เป็นคุณ

640321_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ Neo protest ที่มีปัญญาและไม่มีตัวตน

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน