พ่อครูกับส.ศิวรักษ์ กับประชาธิปไตย 3 ประโยค.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข21 มีนาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

พ่อครูกับส.ศิวรักษ์ กับประชาธิปไตย 3 ประโยค _ชีวิต อยู่ที่การตั้งค่า : พ่อครูว่านายกประยุทธดีที่สุดทั้งหมดของนายกที่มีมา..แต่ ส.ศิวรักษ์ว่านายกประยุทธชั่วที่สุดของนายกที่มีมาของประเทศไทย ทั้งๆที่ชาวอโศกเคยยกย่อง อาจารย์ส. พ่อครูว่า…ก็ไม่มีปัญหาคนเราต่างความเห็นความคิดและความคิดมันก็ไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลงได้ การไม่เที่ยงนี้ไม่เที่ยงทั้งที่มันไม่เที่ยง หมายความว่าคนนั้น คือคนนั้นไม่มีความชัดเจนว่าอะไรถูกแน่ ด้วยการเกิดปัญญา เป็นวิมุตติญาณทัสสนะอย่างแท้จริงแล้ว ความคิดของผู้นี้ยังจะเปลี่ยนแปลงได้เสมอ สัมมาทิฏฐิก็เปลี่ยนแปลงได้เลยว่า ความคิดนี้เรายังไม่เที่ยง ยังไม่เต็ม ยังไม่เป็นวิมุตติญาณทัสสนะก็จะพัฒนามาเรื่อยๆ แต่ความคิดของคนที่ไม่มีทิศทางสัมมาทิฏฐิก็จะผิดบ้างถูกบ้าง สลับไปสลับมาๆ นาน เพราะฉะนั้นการทำสัมมาทิฏฐิให้ได้ก่อนอื่น แล้วก็เร่งปฏิบัติ ปฏิบัติคืออะไร ปฏิบัติคือ หลักปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า อปันกปฏิปทา 3 นี่แหละคือปฏิบัติ 1. ชีวิตเราอยู่กับของกินของใช้ทั้งหมด ในโลกมีแต่ของกินของใช้ทั้งนั้นแหละ เราสัมพันธ์กับอะไรไม่ใช้ก็กิน เท่าน้ันแหละ เพราะฉะนั้นเมื่อคุณสัมผัสสัมพันธ์กับของกินของใช้ทุกเมื่อ คุณจะต้องสำรวมอินทรีย์เสมอ เรียกว่า สำรวมอินทรีย์-โภชเนมัตตัญญุตา-ชาคริยานุโยคะ 3 อัน สำรวมอินทรีย์ไม่ใช่ตื้นๆ เช่น แค่นั่ง ยืน เดิน ก้าวหนอ ยกหนอ มันเป็นขั้นอนุบาลต้องผูกสติไว้กับความเคลื่อนไหว การเดิน การยืน การกิน การอยู่ การแต่งตัวเสื้อผ้าไปเดินบิณฑบาต ปัสสาวะอุจจาระอะไรก็แล้วแต่ ทุกอิริยาบถ คุณก็จะต้องให้มีสติสมบูรณ์ คือ ชาคริยา สำรวมอินทรีย์ มีสติสมบูรณ์ แล้วก็อยู่กับเครื่องกินเครื่องใช้ทั้งหมด เกี่ยวข้องกับเครื่องกินเครื่องใช้ทั้งหมดทุกขณะ ทุกเวลา ทุกลมหายใจเข้าออก

อ่านต่อ

แม้แต่คุณนอน ก่อนที่สติจะตกไปอยู่ภายในก่อนจะหลับ คุณต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมหายใจเข้าหายใจออก แล้วก็พยายาม ปิดฉากภายนอก เพื่อจะ หรี่ หลับ ดับ พัก คุณก็ทำอย่างนี้เป็นต้น ก็ล้วนแล้วแต่เรารู้จักการสำรวมอินทรีย์ภายนอก สำรวมอินทรีย์ภายใน ก็มีสติรู้ เพราะเราเกี่ยวข้องกับสิ่งที่กินใช้ ขณะนี้คุณกำลังใช้อะไร ใช้การพัก ใช้การนอนพักอยู่ คุณก็สามารถมีปฏิภาณปัญญารู้ว่าควรจะพักอย่างไร การจะพัก จะนอน จะหยุด ไม่เคลื่อนไหวกาย ไม่พูด มันทำง่าย แต่ไม่เคลื่อนไหวจิต มันยากกว่า ไม่เคลื่อนไหวจิต คนที่ไม่ฝึกเลยทำไม่ได้หรอก ต้องคนฝึกมา ก็นอนพักก็หยุดจิต จิตไม่ต้องเคลื่อนไหวไม่ต้องคิดอะไร จิตทำให้เป็นอุเบกขา อุเบกขาแบบสมถะ ไม่ใช่อุเบกขาแบบวิปัสสนาหรือแบบปัญญา อุเบกขาแบบสมถะกับอุเบกขาแบบวิปัสสนาต่างกันอย่างไร อุเบกขาแบบสมถะเรียกว่าเคหสิตอุเบกขาเวทนา เป็นความรู้สึกที่มัน กลางๆ เฉยๆ ไม่ผลักไม่ดูด ด้วยวิธีข่มจิต จิตก็จะนิ่งหยุด จิตจะนิ่งจะแข็งทื่อ ไม่คิดอะไร นั่นคือสมถะ แบบสมถะ ใช้เหมือนกัน ผู้ที่รู้แล้วก็ใช้ให้ถูกต้อง ว่าเราเจตนาจะใช้อย่างนี้ ส่วน จิต ที่มันอุเบกขาแบบวิปัสสนานั้นคือ จิตนี้ อุเบกขาคือเป็นกลาง เป็นกลางแล้วก็ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ไม่มีผลักไม่มีดูด กับสิ่งที่มาเกี่ยวข้องสัมผัส จิตอุเบกขา เนกขัมมสิตอุเบกขาแล้ว เป็นจิตไว คล่องแคล่ว เป็นจิตปาคุญญตา เป็นกายปาคุญญตา คล่องแคล่ว ทั้งภายนอกและภายใน นี่คือจิตเฉยของวิปัสสนา ที่เป็นจริงอย่างนั้นเพราะอะไร เพราะว่ากิเลสมันไม่มี คำว่าเฉยหรือว่าง คือว่างจากกิเลส อุเบกขาอันนี้ เนกขัมสิตอุเบกขา จิตมันว่างจากกิเลสแล้ว จิตมันไม่แข็ง ไม่ทื่อ ไม่ทึ่ม เหมือนเคหสิตะ มันต่างกันคนละมุมเลย เพราะฉะนั้นคนที่เป็นอรหันต์ จิตว่างจากกิเลสสนิทจะมีความคล่องเหมือนลิง เพราะจิตมันเร็วเหมือนลิง เพราะฉะนั้นคนที่เป็นอรหันต์แล้วไม่ใช่เป็นคนเซื่องๆ ไม่ปราดเปรียว ไม่ใช่ แต่เป็นคนปราดเปรียวแคล่วคล่องตามวาระที่สมควร วาระที่สมควรจะคล่องแคล่วก็ไว วาระนี้จะเอาขนาดนี้ เราจะพูดกับเด็กเราจะพูดไวปรื๊ด ก็ไม่เหมาะ ต้องพูดพอสมควร ถ้าจะพูดกับคนโง่ต้องพูดช้าๆหน่อย แต่พูดกับคนฉลาดอย่างพวกคุณ พูดเร็วไปเลยปรื๊ดสบาย ฟังชัดๆรู้ไหมว่าจิตที่เป็นอุเบกขาแบบเคหสิตะ เป็นแบบหนึ่ง จิตที่เป็นอุเบกขาแบบเนกขัมมะก็อีกแบบหนึ่ง หรือจิตอุเบกขาแบบโลกุตระก็แบบหนึ่ง จิตที่เป็นอุเบกขาแบบโลกียะก็แบบหนึ่ง ความแตกต่างกัน ทีนี้ ผู้ที่มีปัญญาทำได้ทั้งสองอย่าง ทำได้ทั้งแบบเคหสิตะ หรือแบบโลกุตระก็ทำได้ แต่แบบเคหสิตะทำแบบโลกุตระ แบบเนกขัมมะไม่ได้ ก็ได้เป็นแบบโลกีย์อย่างเดียว พ่อครูว่า…อาจารย์ส.ศิวรักษ์ในเรื่องการเมืองเขาก็มีความรู้อย่างนั้น ส่วนอาตมาก็มีความรู้การเมืองอย่างของอาตมาอย่างนี้ อาจจะต่างกัน ในความหมายองค์รวมเช่นคำว่าประชาธิปไตยเป็นอย่างไร อาตมาว่าอาตมาเข้าใจความเป็นประชาธิปไตยอย่างของอาตมาอยู่กับร่องกับรอย แต่อาตมาว่าอาจารย์ส.ศิวรักษ์ยังไม่ได้เข้าใจประชาธิปไตยอยู่กับร่องกับรอยหรอกจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆเพราะยังไม่ลงตัว ไม่ใช่ง่ายนะ อาตมาว่าพระพุทธเจ้าจะเป็นประชาธิปไตยในยุคของท่านซึ่งคนอื่นจะเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ส่วนผู้ที่เป็นอาริยะก็เป็นประชาธิปไตยทุกคน ไม่ว่าจะเป็นพระโสดาบันหรือเป็นพระอรหันต์ก็มีภูมิปัญญาเท่าที่เขามีภูมิปัญญา แต่เขาเข้าใจแล้วว่าประชาธิปไตยคืออะไร ประชาธิปไตยคือความไม่มีตัวตน ประชาธิปไตยคือความมีปัญญา ประชาธิปไตยคือผู้ที่เสียสละเพื่อมวลประชาชนผู้อื่น แค่ 3 ประเด็นนี้คือประชาธิปไตยเจ๋งๆ เลย ทวนอีก ประชาธิปไตยคือความไม่มีตัวตน ประชาธิปไตยคือความมีปัญญา ประชาธิปไตยคือการทำงานรับใช้ผู้อื่น ประเด็นนี้เจ๋งไหมคุณจะมีปัญญาความเฉลียวฉลาดแค่ไหนก็ตาม แต่ถ้าพฤติกรรมสามารถของคุณมี 3 อย่างนี้ก็คือคุณเป็นนักประชาธิปไตย ไอ้ที่ขี้โม้อยู่ว่าเป็นนักประชาธิปไตย แต่เต็มไปด้วยตัวตนไม่มีปัญญาเลย มีแต่ เฉโก แต่อะไรก็ไม่รู้ ความรู้ความฉลาด เฉโก โลกีย์ แล้วไม่ได้เสียสละเพื่อประชาชนอย่างบริสุทธิ์ใจจริงๆเลย ให้โดยไม่ต้องการอะไรตอบแทน เสียสละโดยไม่ต้องการมีชนะ มีแพ้ สละเพื่อมวลประชาชนเท่าที่เราจะมีความรู้ว่า เสียสละเท่าไหร่จะได้เป็นกลุ่มน้อยกลุ่มใหญ่ก็แล้วแต่ ฟังดีๆนะนักประชาธิปไตยอย่างโพธิรักษ์ จะเหมือนพวกคุณทั้งหลายที่เป็นนักประชาธิปไตยที่ว่าแน่ๆ จะเหมือนกันไหม ฟังดู แล้วอาตมาไม่ได้พูดเล่นๆ แต่อาตมาพูดจริง พาพวกเราไปทำจริง พาพวกเราเริ่มต้นไปออกแสดง ที่จริงตั้งแต่เป็นนักปฏิบัติธรรมก็เป็นนักประชาธิปไตยมาตลอดเวลา ตั้งแต่เป็นผู้ที่รู้ธรรมะแล้วก็เป็นนักการเมือง ผู้ที่รู้ธรรมะมีธรรมะแล้วเป็นนักการเมืองทุกคน เพราะการเมืองก็คือ การทำงานกับประชาชน ให้มีสภาพดีขึ้นเจริญขึ้น ให้มีประโยชน์ ให้มีความสุข รับใช้ประชาชน นี่คือนิยามของประชาธิปไตย พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) นี่คือนิยามของประชาธิปไตย เพื่อประโยชน์ของมวลประชาชน พหุชนหิตายะ คือ เพื่อมวลประชาชนเป็นอันมาก พหุชนสุขายะ เพื่อความเป็นสุขของประชาชน ช่วยเหลือเกื้อกูลรับใช้ประชาชนรับใช้โลกเลย โลกานุกัมปายะ นี่คือนิยามยิ่งใหญ่ของประชาธิปไตยพุทธ คำว่าประชาธิปไตยในยุคของพระพุทธเจ้ายังไม่มี แต่ 3 ประโยค นี้ที่อาตมาเอามาพูดนี้มี ใช่ไหม นี่แหละเนื้อหาเนื้อแท้ ติดอยู่ในบัญญัติความรู้กะลาครอบ เข้าใจฟังสัจจะให้ดี ส.ศิวรักษ์ จะเข้าใจอย่างไร อาตมาจะเข้าใจยังไง มันก็เป็นจริงตามสัจจะที่แสดงออกตลอด ส.ศิวรักษ์ ก็ออกไปแสดงออกกับโลก อายุมากกว่าอาตมาประมาณ 2 ปี ก็ปรารถนาดีต่อสังคมเหมือนกันอาตมาก็ตาม ส.ศิวรักษ์ก็ตาม ส คือ ส.ศิวลักษณ์ แต่อาตมา รัก รามรักษ์ ของอาจารย์ ส.ศิวลักษณ์ นั้นลักษณะ ส่วนของอาตมานั้น รักษ์ ( สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ) ศิวรักษ์นั้นเป็นเจโต ส่วนอาตมาเป็นปัญญา ของอาตมารักษ์ ราม คานธีก่อนตายก็อุทาน โอ้! ราม ใครฟังแล้วจะเห็นว่าเป็นขี้เท่อก็ไม่เป็นไร ใครเห็นว่าอาตมาพูดเป็นปัญญาขยายปัญญาให้ฟังก็ดี จะเข้าใจว่าเป็นขี้เท่อมากขายขี้เท่อก็แล้วแต่

640321_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ Neo protest ที่มีปัญญาและไม่มีตัวตน

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน