610609_ พิธีบูชาพระบรมสารีริกธาตุ งานอโศกรำลึกครั้งที่ 37.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์347 KB
วันที่แก้ไข14 ตุลาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

610609_ พิธีบูชาพระบรมสารีริกธาตุ งานอโศกรำลึกครั้งที่ 37 อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://drive.google.com/open?id=12Eexz9qAwM6XzMa3MJEgEqU_4A0RhfqkZ9ZOveT29gQ ดาวโหลดเสียงที่.. ดูยูทิวป์ได้ที่… https://www.youtube.com/watch?v=-nZKiyAM5cg สื่อธรรมะพ่อครู(พิธีกรรม) ตอน ความเป็นมาของพระธาตุที่พระวิหารพันปี พ่อครูเทศนา... ก่อนพาทำ พิธีบูชาพระบรมสารีริกธาตุ … วันที่ 9 มิถุนายน ของทุกปี ชาวอโศกเราก็เรียกกันว่า เป็นวันที่เราจะทำการบูชาพระบรมมาสารีริกธาตุ เมื่อก่อนเราทำกันอยู่ที่สันติอโศก มีพระเจดีย์อยู่ที่พระวิหารพันปี ที่นั่นที่บรรจุพระบรมมาสารีริกธาตุเอาไว้เยอะ โดยเฉพาะพระบรมสารีริกธาตุ 12 องค์แรก ที่อาตมาได้มา จริงๆแล้วอาตมามีพระธาตุอยู่องค์เดียวในชีวิต ที่ปฏิบัติธรรมมา ก็ได้อยู่องค์เดียว ขนาดเท่าเมล็ดข้าวสาร ก็ประกาศไปว่า มีใครอยากจะได้ก็มาขอ ก็มีคนชื่อ ธรรมสามี ติดต่อมารับไป จากนั้นก็ไม่มี จนกระทั่งวันหนึ่ง ได้บิณฑบาตอยู่หน้าพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม วันที่เท่าไหร่ ก็จำไม่ได้ เดินบิณฑบาตข้ามสะพานเจริญศรัทธา ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเอาสตางค์มาใส่บาตร อาตมาก็รับเป็นพิธี รับเสร็จแล้ว ก็มอบคืนอย่างที่เราเคยทำ เราปฏิบัติธรรมมาแล้ว บวชแล้ว ก็ไม่ได้ใช้เงินใช้ทอง ไม่ได้รับเงินมาเพื่อเป็นของตัวของตน เพราะผิดวินัย ทำไม่ได้ ก็เลยรับกรรมที่เขาศรัทธา ใส่แล้วด้วยใจจริง และก็คืนเขาไป บอกว่าเรารับมันไม่ได้ เขาก็รับเงินคืนไป แล้วเขาก็บอกว่า...ใช่แล้ว อาตมาก็ไม่รู้ว่า เขาว่าใช่อะไรนะ แล้วเขาก็ควักสิ่งของในกระเป๋าออกมา ควักเอาตลับสีแดงออกมา ตลับสำหรับใส่ทองคำ ก็นึกในใจว่าคงเป็นทองคำเอามาให้อีก อาตมาก็บอกว่าจะรับอย่างไร เพราะเห็นว่าตลับสำหรับใส่ทองคำ เขาก็บอกว่าอันนี้ใส่พระบ

อ่านต่อ

รมสารีริกธาตุ 12 องค์ ที่เขาได้มา ซึ่งอาตมาไม่กล่าวว่า ได้รับมาจากใคร เพราะไม่ควรกล่าว ได้รับมาจากคนที่สูง เขาบอกว่า ถ้าพบผู้ที่มี ความควรจะรับพระบรมสารีริกธาตุ ก็ให้ไป เขาก็บอกว่า เจอแล้ว ใช่แล้ว ตอนนั้นเราไม่เพียงแต่ไม่รับเงิน แต่เดินบิณฑบาตสงบมาก ไปเห็นกิริยาตอนนั้น สงบเนียนดีมากเลยทุกอย่าง ทุกอย่างตอนนั้นเรานิ่งมาก เสร็จแล้วเขาก็ยืนยันว่า ท่านต้องรับไป อาตมาก็เห็นว่าปรารถนาดี ไม่ใช่ระเบิดแน่นอน อาตมาก็รับมา รับมาจนกระทั่งบิณฑบาตเสร็จ กลับมาที่สนามตรงพระปฐมเจดีย์ จึงเปิดออกมาเห็นเป็น พระบรมสารีริกธาตุ 12 องค์ พอได้พระบรมสารีริกธาตุมา กำลังนั่งล้อมวงจะฉันอาหารกัน แผ่นดินก็ไหวเลย ตรงที่พระปฐมเจดีย์นั่นแหละ ก็มีแผ่นดินไหว จากนั้นมา อาตมาจึงนำพระบรมสารีริกธาตุมาเก็บรักษาเอาไว้ จนกระทั่งมีคนนั้นคนนี้ เอาพระบรมสารีริกธาตุมาให้อีกเยอะเลย ไหลมาเทมา เยอะแยะ จนกระทั่งอาตมาจะสร้างพระวิหารพันปี ที่สันติอโศก เราก็ทำเจดีย์เป็นทองคำ ผสมเจดีย์ที่เป็นทองคำ ทำด้วยทองโกลด์มาสเตอร์ ไม่ใช่ทองคำ gilding แบบทองคำเปลว แต่เป็นทองคำโกลด์มาสเตอร์ ใช้เครื่องสำหรับผสมทองคำ มาใช้ทำเจดีย์ เสร็จแล้วก็นำมาไว้ เป็นยอดพระวิหาร ก็บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ บรรจุในเจดีย์ทองคำอันนั้น ก็มีพระบรมสารีริกธาตุนอกจาก 12 องค์นั้น ก็มีพระพุทธรูปหลายองค์ ที่บรรจุในเรือนแก้วของเจดีย์ มีหิน ที่มาจากอินเดีย เป็นถิ่นกำเนิด มีทั้งใบโพธิ์ที่มาจากอินเดีย จากสังเวชนียสถานบรรจุเข้าไป ในพระเจดีย์เสร็จแล้ว ตั้งแต่วันนั้น ก็ยกเจดีย์ขึ้นตั้ง ก่อนจะยกเจดีย์ขึ้นตั้งขึ้น มีคนปรารถนาดี ต้องเป็นช่างทองเขาก็เอา cyanide มาล้างเจดีย์ มาฉาบเพื่อจะทำให้มันวาววาม แล้วก็ล้าง หากเป็นทองคำเปลวที่แน่น ไม่มีรูเข้าไป น้ำยาก็จะเข้าไปไม่ได้ แต่ทองโกลด์มาสเตอร์นี้มันมีรูมีร่อง ไม่แน่น มันก็ทำให้น้ำยาซึมเข้าไปได้ น้ำยาก็เข้าไปทำปฏิกิริยากับ nickel ที่ฉาบโครงสร้างของเจดีย์เอาไว้ด้วยทองเหลือง แล้วก็ผสมทองคำเข้าไป ซ้ำไป ถ้าหากผสมทองคำกับทองเหลือง มันจะไม่ติดกัน จึงต้องใช้นิกเกิลหุ้มเอาไว้ เสร็จแล้วน้ำยาก็ไปทำปฏิกิริยากับนิกเกิล เป็นสนิมออกมาไหลออกมา ห่อหุ้มทองคำโกลด์มาสเตอร์ ทำให้เจดีย์มีสีดำเหลื่อม ทองคำก็ไม่ได้หายไปไหนนะ แต่เหตุประการนี้ ทุกอย่างมาแต่เหตุ เราก็ยังนึกว่าอโศกเอ๋ย ทองคำยังดำเป็นสนิมเลย เจ้าประคุณมันไม่ใช่สนิมทองคำ แต่เป็นสนิมอื่นเข้ามา จบ มันไม่สะอาดบริสุทธิ์ สดใส ชัดเจนได้ มันจะต้องคลุมเครือ อยู่อย่างนั้น ทองคำก็ยังคลุมเครือ หาว่าเป็นทองคำจริงหรือไม่ แต่แปลกนะ หากดูพระเจดีย์นี้ตอนกลางวันจะเป็นสีคล้ำดำ แต่ว่าถ้าเห็นตอนกลางคืน จะมีแสงไฟสาดสอง จะเห็นเจดีย์เหลืองเป็นทองคำ แต่ตอนกลางวันจะดำ ถ้าเป็นกลางคืนเหลืองเป็นสีทองอร่าม เป็นเรื่องที่ทุกอย่างมาแต่เหตุ ไม่ได้เป็นเรื่องลึกลับ หรือเรื่องแปลก แต่เป็นเรื่องที่น่าประหลาดอย่างมีเหตุปัจจัย นี่คืออโศก เป็นเรื่องที่ชาวอโศก ต้องเป็นเช่นนี้ อาตมาเข้าใจตัวเอง เกิดมาปางนี้ เหมือนกับพญาแร้ง อย่างเพลงที่ร้องกันเมื่อกี้นี้ คนรังเกียจ แต่พญาแร้งไม่มีอะไร ที่ทำให้คนลำบากเดือดร้อน มีแต่ทำให้เกิดความสะอาด เป็นสัตว์ที่ทำให้เกิดประโยชน์แก่โลก แข็งแรงที่สุด บินได้สูงที่สุด เป็นพญาแร้ง จะไปบอกว่าเป็นสกั๊งค์ คนก็ยังไม่เข้าใจเรา ก็เลยกำหนดอะไรซักอย่าง ที่เหมาะสมกับเรา ก็คือแร้ง เป็นสัตว์ประเภทแร้ง อาตมาเป็นหัวหน้าแร้ง เป็นพญาแร้ง ก็เป็นนิทานนิยายของชาวอโศก อาตมาก็จะขอพูดในวันสำคัญนี้ เรามาสร้างราชธานีอโศก ก็เป็นสถานที่กว้าง สันติอโศกขยายไม่ออกแล้ว ถูกบังคับด้วยกรอบ และที่ดินก็แพง ไม่ได้บรรยากาศอีก อาตมาก็เลยว่ามาสร้างที่นี่ ก็มาลงตัวที่นี่ ไม่ได้เจตนา แต่ทุกอย่างมีเหตุปัจจัย ที่จะต้องมาที่นี่ เป็นที่นี่ อาตมาไม่มีความคิดจะวางแผน จะต้องทำให้กว้าง มันเป็นไปตามธรรม ก็มาเกิดราชธานีอโศก ซึ่งเป็นถิ่นที่เกิดของอาตมา อยู่ที่อุบลราชธานี ก็เลยตั้งที่นี่ขึ้นมา ก็พอดีอาตมาเลือกที่นี่ ก็เอาเท่านี้แหล่ะ ก็เลยตั้งชื่อสถานที่นี้ว่า ราชธานีอโศก เอามาจากคำว่าอุบลราชธานี ต่อคำท้ายมาตั้งชื่อเป็นหมู่บ้าน ตอนแรกก็เป็นชุมชนราชธานีอโศก ก็ไปขอจดทะเบียนทางมหาดไทย ทางการก็ยอมรับว่า เป็นหมู่บ้านหนึ่งในตำบลบุ่งไหม หมู่ที่ 10 เรียกเต็มๆว่า หมู่บ้านชุมชนราชธานีอโศก หมู่บ้านเป็นนิตินัย แต่ชื่อของเราคือ ชุมชนราชธานีอโศก เขาไม่ยอมแก้ให้เป็นหมู่บ้านราชธานีอโศก ก็เลยตั้งชื่อว่าเป็น หมู่บ้านชุมชนราชธานีอโศก จังหวัดที่มีชื่อท้ายว่าราชธานี ก็มีแต่อุบลราชธานีนี่แหละ พวกเราเป็นราษฎรเต็มขั้นแล้ว จะเปลี่ยนเป็นราษฎรอโศก เขาจะให้ใหม่นะ หมู่บ้านราษฎรอโศก แต่มันจะมากไป ก็เลยเอาตามเหตุปัจจัย เราเป็นราษฎรเต็มขั้น ก็เลยต้องเอาแบบนี้ เราดำเนินชีวิตกันมา เป็นหมู่บ้าน ที่อาตมาใช้ทฤษฎีธรรมะพระพุทธเจ้า เป็นหลักในการสร้างมนุษย์ จนได้มรรคได้ผลกัน เป็นชุมชนที่มี ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ อย่างแท้จริง คนเขาไม่เข้าใจ เขารังเกียจก็ไม่มา แต่คนที่เขาไม่เชื่อก็มี มันก็มีสองทิฏฐิ คนที่ไม่เชื่อ ก็ไม่มา แต่เราพูดความจริง เรามีสิทธิ์พูดความจริง แต่ความจริงใจอาตมาตรวจจิตใจตัวเองว่า เราอยากอวดไหม เราอยากโชว์ไหม อาตมาว่า อาตมาไม่มีสาเฐยจิตพวกนี้ แต่ทำไมต้องพูด เพราะคนเข้าใจผิดในเรื่องอาริยะ มันเป็นเรื่องผิดฝาผิดตัว เป็นเรื่องเลอะเถอะไปหมดแล้ว เราก็ทำตามหลักพระพุทธเจ้า มีหลักฐานตรวจสอบ ตามหลักวรรณะ 9 เรื่องศีล สมาธิ ปัญญา อาตมาก็อธิบายมาหมด คำว่าบุญ คำว่ากุศลธรรม กาย คำว่าศีล สมาธิ ปัญญา เป็นนัยยะที่เป็นโลกุตระ อาตมาก็ขยายความอ้างอิงคำสอนพระพุทธเจ้ามาตลอด เอาพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐมาเป็นหลัก ก็พออยู่ได้มีหลักฐาน เขาก็ยอมรับนับถือพระไตรปิฎกฉบับเดียวกัน ก็เลยอยู่ได้ทำงานศาสนามา 47 ปี เริ่มปีที่ 48 จะพยายามสร้างสมรรถภาพ อาตมายืนยันว่า จะอยู่ทำงานอีกต่อไป พยายามรักษาร่างกายขันธ์ ให้มันยืดยาวต่อไปจนถึง 151 ปี ตามที่ตั้งไว้ มันจะได้เท่าไหร่ ก็ไม่รู้ ก็เป็นการพิสูจน์ธรรมะพุทธเจ้า ที่เป็นสัมประสิทธิ์ พลังงานสัมประสิทธิ์ ออกมาพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ C เป็นสูตรที่ต่อจากไอน์สไตน์คิดมา E=C(mc 2 +A) ตัว A ใหญ่คือ Abstract เป็นนามธรรม ที่ทำเพิ่มขึ้นไป เติมต่อไปจนเกิดสัมประสิทธิ์ได้ ตัว m คือมวล แล้วก็มีพลังงานทางจิต คือตัว c คือจิต มันเร็วกว่าแสง เพราะฉะนั้นความเร็วกว่าแสงนี่แหละ มันก็เท่ากับความเร็วที่ยกกำลัง แล้วเราก็เพิ่มยกกำลังได้อีก โดยชุด E=C(mc 2 +A) นี่คือชุดของ C ใหญ่ที่อยู่ข้างนอก อาตมาจะพิสูจน์สูตรของ CoEfficient สัมประสิทธิ์ แม้เป็นนามธรรม ก็ทำให้มีฤทธิ์ อายุของร่างกายอาตมา ก็ทำให้เกิดผลตามที่เข้าใจ

ต่อไปเราก็จะได้พาบูชาพระบรมสารีริกธาตุ ตั้งนะโมสามจบ

คำกล่าวบูชาพระบรมสารีริกธาตุ งานอโศกรำลึก

อิติปิโส ภควา อรหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจรณสัมปันโน สุคโต โลกวิทู อนุตตโร ปุริสทัมมสารถิ สัตถา เทวมนุสสานัง พุทโธ ภควาติ

ขอนอบยอบหมอบกราบคารวะ ด้วยสุดเกล้าสุดเศียรสุดกระหม่อม ของเหล่าข้าน้อยนี้

เกลือกถูรองรับอยู่ใต้ละอองผงคลีแห่งธุลีฝ่าพระบาทของสมเด็จพ่อ ผู้เป็นพระอนุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า พระผู้มี “พุทธคุณ” ดังกล่าวข้างต้น อย่างสุดเทิดสดบูชายิ่ง

เหล่าข้าน้อยทั้งหาย ขอน้อมบูชา เทิดทูนพระคุณอันหาที่สุดมิได้

ณ วาระศุภสมัยนี้ เหล่าข้าน้อยทั้งหลาย ขอตั้งปณิธานต่อพระมหาบรมสารีริกธาตุ ต่อพระพุทธาภิธรรมนิมิต

ณ บัดนี้ว่า... เลือดและวิญญาณของเหล่าข้าน้อยทั้งหมดนี้ ขอถวายอุทิศแด่พระพุทธศาสนาไปตราบดินสิ้นฟ้า จนกว่าข้าน้อยแต่ละคนจะปรินิพพาน

ขอได้โปรดรับปณิธานนี้ ด้วยสุดเกล้าสุดเศียรสุดกระหม่อม เหล่าข้าน้อยเถิดเทอญ

สาธุ-สาธุ-สาธุ

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ผลของไตรสิกขาที่สัมมาทิฏฐิ จากนั้นพ่อครูได้เทศนาต่อ…. ตอนได้พระบรมมาสารีริกธาตุนี้ ได้ตลับทองคำ ก็ไม่รู้จะเอาไว้ทำอะไร พอดีได้พระบรมมาสารีริกธาตุ โดยที่ไม่ได้สรรหา ไม่ได้ต้องการทุกอย่าง และที่นี่ก็มีพระบรมสารีริกธาตุ บรรจุไว้ที่ พระพุทธาภิธรรมนิมิต และก็ได้พระบรมมาสารีริกธาตุมาอีกเรื่อยๆ ก็บรรจุใส่พระพุทธาภิธรรมนิมิตองค์เล็ก อีกหลายแห่ง ไม่ได้ไปต้องการสรรหาอะไร แต่มันไปตามเหตุปัจจัยที่จะได้ พวกเราที่มั่นใจในเรื่องของธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตามที่เราได้พากเพียร อาตมามั่นใจว่า อาตมาได้ ถ้าทำปฏิบัติกัน ก็ให้มาพิสูจน์ จนทำให้เป็นหลักวิชาตรวจสอบ ก็มีเป็นครั้งแรก ช่วยกันทำเริ่มต้น ทำโสดาบันตรวจสอบตัวเอง อ่านรูป-นาม อ่านกาย อ่านจิตของตัวเองออก แล้วก็ทำให้สำเร็จมาได้ คนอื่นล่วงรู้ด้วยไม่ได้ เป็นนามธรรม เป็นปัจจัตตัง ก็สามารถรู้อาการ ลิงค นิมิต ที่เราจะเรียกด้วยพยัญชนะ ภาษา โดยบัญญัติ อาการอย่างนี้ เรียกว่าเวทนา อาการอย่างนี้เรียกว่าสัญญา อาการอย่างนี้เรียกสังขาร อาการอย่างนี้เรียกว่าวิญญาณ เป็นต้น หรือแม้แต่คำอื่นๆในรูป 28 และนามธรรม อีกเยอะแยะ จนกระทั่งถึงจิตเจตสิกต่างๆ เจตสิก 52 จิต 89 จิต 121 อย่างที่พระอภิธรรมเขาเรียน อาตมาก็ไม่ได้เรียนกับเขา แต่อาตมาก็ขยายมาเรื่อยๆ ส่วนใหญ่พุทธเจ้าบัญญัติไว้เป็นภาษา เป็นภาษาบาลีที่เป็นตัวใช้สื่อสภาวะให้รู้กัน เราก็ต้องดูทั้งพยัญชนะและสภาวะด้วย รู้ทั้งอรรถะและพยัญชนะ พยัญชนะตัวนี้มีแก่นสารสาระอันนี้ อันนี้มีอาการอย่างนี้ เราอ่านออกมีเครื่องหมายกำหนดรู้เรื่องมาเองว่า อย่างนี้มีสัญญาอย่างไร สัญญาสังขารก็เป็นเจตสิก เจตสิกหลักก็คือเวทนา สัญญา สังขาร นอกนั้นก็เป็นสิ่งที่เป็นนาม 5 เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ขยายจากนาม 5 เป็น เจตสิก 52 จิต 89 จิต 121 เราก็เข้าใจพยัญชนะ ให้ถูกกับสภาวะ ถูกฝาทุกตัว มันก็ตรงกัน ลงกันได้ พูดกันรู้เรื่องดี หลักฐานอ้างอิง ยืนยัน 2 คน 5 คน 100 คน 1000 คน 10,000 คน 100,000 คน 1,000,000 คน สื่อสารตรงกันหมด มันถึงจะเป็นสัจจะ ที่มีสองสัจจะ ตั้งแต่สมมุติสัจจะ และปรมัตถ์สัจจะ เป็นสัจจะสองอย่างยืนยันกันได้ ไม่ใช่รู้แค่หนึ่งเดียว กำหนดอยู่ในภพคนเดียว เป็น สัญญานิจจานิ ถือว่าเป็นสัจจะ เป็นสัจจะของตน กำหนดรู้ของตน สัญญายะนิจจานิ คือสิ่งที่เที่ยงแท้ เป็นจิตเจตสิกต่างๆ เป็นภพ เป็นชาติ ก็รู้อยู่ แต่ก็รู้อยู่กับตัวเอง แต่ก็เป็น เอหิปัสสิโก รู้อยู่แต่ตัวเอง เป็นเรื่องให้คนอื่นมาพิสูจน์ไม่ได้ ไม่เป็น สวากขาตธรรม ทำไมพระพุทธเจ้านั้น จะต้องยืนยันกัน 2 คน 3 คน 4 คน 1,000,000 คน 1000 คน จึงจะถือว่าเป็นสัจจะที่แท้ หรือจะเป็น โลกุตรธรรม 37 เป็นองค์ความรู้ ที่เอาไปปฏิบัติประพฤติ เอาไปใช้แทนสภาวะได้ ชีวิตก็มาทางนี้ ทิ้งและปล่อยวางในโลกีย์ ซึ่งคนที่มาทางนี้ ไม่ใช่คนสิ้นไร้ไม้ตอก ไม่ใช่คนล้มเหลวทางโลก ก็เลยเข้าหาทางธรรม ไม่ใช่ แต่ไปในทางโลกก็ได้ แต่เราเข้าใจด้วยปัญญา คำว่าปัญญา เป็นความเฉลียวฉลาด ที่เป็นโลกุตรธรรม เป็นของศาสนาพุทธโดยตรง ปัญญา ไม่มีในศาสนาอื่น ฉลาดอย่างอื่น เรียกว่าเฉโก เป็นความฉลาดเอาไปใช้กับความฉลาดแบบโลกียะ เป็นความฉลาดโลกีย์นั้นสูงสุดได้ เป็นศาสดาก็เป็นได้ มีความฉลาดมาก เป็นปราชญ์ก็ได้ เป็นอัจฉริยะ ก็ได้แต่ก็ฉลาดสูงสุด ได้แค่โลกีย์ ไม่ได้ข้ามเขต ซึ่งเป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน ไม่ใช่แค่ตรรกะความเข้าใจ อย่างเช่นเข้าใจว่า มาเป็นคนจน อยู่แบบคนจน ต้องชัดเจน ไปโลกุตระธรรม ก็จะค่อยๆปล่อยวาง สละออกๆ สมบัติที่เรามี ด้วย ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข จะค่อยๆลดออกไป หรือว่าเป็นรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสที่เป็นโลกีย์ ก็ล้างกิเลส กำจัดกิเลส ลดกิเลส จนฆ่ากิเลสได้ จนกระทั่ง เกิดเป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ซึ่งอาตมาว่า พวกเราเป็นชาวพุทธ ที่ปฏิบัติได้จริง ก็พยายามยืนยันกัน พยายามทำแบบวิชาการทางโลก ก็เริ่มต้นทำกันมาตรวจสอบ สำหรับผู้แสวงหาความจริง โดยไม่โกง ทำอย่างตรงจริงๆ พยายามทดสอบทางวิชาการ ตามที่เราสามารถ ใช้หลักเกณฑ์ตามหลัก วิทยาศาสตร์ทางโลกได้ เราก็พยายามทำกัน ก็ต้องขอบคุณพวกเราหลายคน ที่ช่วยกันร่วมไม้ ร่วมมือกัน ทำเครื่องมือขึ้นมานี้ อาตมามั่นใจว่า ใช้ได้ ได้ผล ถ้าเราสามารถทำได้สูงสุด เท่าที่เราจะสามารถทำได้ จะถูกปรับปรุง จัดสรร ให้เป็นเครื่องมือทดสอบที่ดีที่สุด ให้จิตใจไม่มีความผิดเพี้ยน ให้ตรง ให้ได้ ไม่โกง น่าจะมาได้ประกาศไปว่า โลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าเกิดแล้ว ตั้งหลักอยู่ที่ราชธานีอโศก อยู่ตำบลบุ่งไหม อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดอุบลฯนี้ เขาว่ามีพระอาริยะเยอะ ทางศาสนาพุทธ แม้แต่จะเป็นพระอริยะที่ไม่เข้าร่อง เข้ารอย เข้าใจผิดกัน แต่ที่มีสัมมาทิฏฐิ ก็มี อาตมาก็มาทำสัมมาทิฏฐิให้ตรงกัน อยู่ตามความเป็นจริง ไม่ได้โกหก ไม่ได้หลอกลวง ไม่ใช่ให้คนมาหลงผิด ศรัทธา เลื่อมใสเรา อาตมามาปางนี้ เป็นปางขี้เหร่ เป็นความอาภัพ เป็นคนวาสนาน้อย ซึ่งมีคนนิยมนับถือทางโลกน้อย เพราะมันเป็นลักษณะ การขัดเกลา ตำหนิติเตียน อาตมาก็ไปตำหนิสิ่งที่ผิด โดยเฉพาะติเตียน ผู้ที่มาทำลายศาสนา ทำลายพุทธศาสนา อย่างเอาจริงเอาจัง จนกระทั่งวันนี้ ก็ต้องตำหนิต่อไปอีก ต้องขออภัย มันเป็นความจำเป็น ที่ต้องตำหนิ พระพุทธเจ้าสอนให้ทำ ในสิ่งที่ควรทำนี้ ควรยกย่อง สิ่งที่ควรยกย่อง แต่สิ่งที่ควรจะยกย่อง มันมีน้อย พอจะยกย่องคน มันก็มาถูกชาวอโศกอีก มันก็เลยยากที่จะยกย่อง ยกย่องก็หาว่า ยกย่องพวกตัวเอง เพราะว่าอันนี้ ก็คืออันนี้ การจะยกย่องตัวเอง พวกตัวเอง มันก็ไม่สวย อาตมาจะทำในสิ่งที่ผิด แต่สิ่งที่ผิดมันเยอะ การทำผิดนั้น ต้องถูกตำหนิ ติเตียนอย่างเร็ว พระพุทธเจ้าบอกว่าเหมือนกับ ผ้าที่ชุบน้ำมัน พันอยู่บนหัว มันไหม้ไฟอยู่ ต้องรีบเอาผ้านี้ออกไปอย่างเร็ว ต้องรีบต้องเร็ว ให้เอาพิษภายในออก เอาผ้าร้อนนี้ออกไป ไม่ให้ไหม้หัว พระพุทธเจ้าก็บอกไว้ อีกสำนวนหนึ่งคือ เราจะกระหนาบแล้ว กระหนาบอีก ตำหนิแล้ว ตำหนิอีก เราจะไม่ทำกับเธอ อย่างช่างปั้นหม้อ ที่ทำกับเธออย่างทะนุถนอม แต่เราจะขัดแล้ว ขัดอีก ตำหนิแล้ว ตำหนิอีก คนที่ศึกษาด้วยความไม่ลำเอียง เป็นคนที่ซื่อตรงต่อธรรมะ ฟังอาตมา ก็จะเข้าใจความจริงก็ดี ก็จะได้ปัญญา สัมฤทธิผล จะฟังด้วยดี ก็จะเกิดปัญญา ปัญญาไม่ใช่เฉโก แม้แต่ปัญญาที่เป็นโลกุตระที่จะก่อเกิด เป็นปัญญาภาพ อาตมาก็เข้าใจความจริงอันนี้ แต่มันมีหลักฐาน มีตำนานหลักฐานว่า จะต้องเป็น อัญญาโกณฑัญญะ ท่านเดียว จะเกิดธาตุรู้กับพราหมณ์ อัญญาโกณฑัญญะเป็นธาตุรู้ ธาตุอื่นที่ต่างจากธาตุรู้ แบบเดิม ที่เป็นโลกเก่า ดาวดวงเก่า แต่เป็นธาตุรู้ที่เป็นโลกใหม่ ดาวดวงใหม่ พ้นไปจากโลกเก่าได้ นั่นเอง อาตมาเอามาจากบาลี คำว่าบาลี กับสันสกฤต ภาษาบาลีเกิดก่อน สังเกตได้ว่าสันสกฤตนี้ มีพยัญชนะมากกว่าบาลี เพราะว่าสันสกฤต มันเกิดจากการขยายหลักเดิม คือบาลี แล้วภาษาสันสกฤตไม่เพิ่มเติมมากกว่าบาลี อย่างนี้เป็นต้น ภาษาบาลีมีอักษร 33 ตัวภาษาไทยก็มาอุตริเพิ่มเป็น 44 ตัว แต่เอามาใช้แล้วก็ซ้ำซ้อน เช่น ข.ขวด ค.คน เป็นต้น มีพยัญชนะเพิ่มขึ้น บางอันก็ไม่ได้ใช้ เรื่องพวกนี้มันมีหลักฐาน มีที่ไปที่มาของอะไรต่ออะไรทั้งนั้น อาตมาคนหนึ่งเชื่อถือ หากคุณเชื่อถืออาตมา ธรรมะพุทธเจ้าก็เดินทางไปไกล อาตมาก็พยายาม จะช่วยสร้างให้มันเกิดความจริงความเป็น ให้เกิดคนจำนวนมากขึ้น โดยสภาวะความจริง และเวลาที่ยาวนาน และกลุ่มหมู่ มีผู้รู้ มีคนแสวงหาเข้ามา เป็นมวลรับรองเพิ่มเติมขึ้นๆ มันก็จะทำให้คนยอมรับนับถือเพิ่มขึ้น เพราะว่าสัจจะพระพุทธเจ้าเป็นของยาก เป็นแต่เพียงว่า เราไม่พยายามแสดง ทำอย่างทุจริต โกหก หลอกลวง เราไม่ทำเด็ดขาด เอาความจริง แม้ว่าความจริงนี้ ก็จะไม่และเล็ม เลียบเคียง ให้มันมีทุจริตปนอยู่ ผู้ที่หลอกลวง และเล็ม เลียบเคียง ล่อลวง ล่อหลอก ไม่ทำ อาตมาพยายามจะใช้ภาษาพวกนี้สื่อ มันก็ยิ่งละเอียดขึ้นไป บางทีมันคล้ายกันมาก เหมือนกับประชานิยม ก็สั่งให้คนนิยมชมชอบ แต่ในยุคประชานิยม หรือสร้างรสนิยม สร้างความนิยมแบบโลกีย์ เขาก็ทำกันปรุงแต่งกันไป ผสมผเสความหลอกลวง เราคบกันได้ แต่เมื่อเรารู้สภาวะธรรม ก็พยายามให้มันไม่มีที่ ไม่สุจริต ไม่สะอาด ให้มันสะอาด ให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะสะอาดได้ เท่าที่อาตมามีภูมิ อาตมานี้ ซื่อตรงต่อธรรมะพระพุทธเจ้า ไม่ให้ผิดเพี้ยน ถ้าหากผิดเพี้ยน จะเป็นบาป เป็นเวร เป็นอกุศลกรรม เบี่ยงเบนในการที่พูดโลกุตระธรรม เป็นบาปที่หนักมาก แค่การโกหก อุตริมนุสธรรม ก็เป็นปาราชิก โลกุตรธรรมเราไม่มีแล้ว ก็ไปโกหกว่ามี คนคนนี้เป็นปาราชิก ตัดสะพานเลย ข้ามฝั่งไม่ได้ คนอยู่ฝากฝั่งโลกีย์เลย ไม่มีสิทธิ์จะข้ามฟากฝั่งมา ทั้งรบกวน แต่อย่างน้อย ถ้าที่มีชีวิตในชาตินี้ เพราะฉะนั้น ถ้าใครปาราชิกนี้ ถูกตัดหัว ก็ตายสนิท มันถูกตัดหัว เหมือนกระเบื้องแตกสองเสี่ยง เอามาต่อกันไม่ได้ แม้ว่าจะมีกาวอีพ๊อกซี่ ติดแน่น และกลบร่องรอยเลย มันก็ยังเห็นรอยต่อได้แหละ แต่หากขยายออกไปมากๆ มันไม่ใช่เนื้อแท้เดียวกันแล้ว เหมือนกับใบไม้เหลือง ที่ร่วงแล้ว หล่นจากขั้วจากต้นแล้ว จะเอาไปต่อให้ติดเหมือนเดิม ไม่ได้ เหมือนกับคนเป็นปาราชิกแล้ว ตัดขาดจากศาสนาพุทธไปชาตินี้เลย ไม่สอนไม่เอื้อเฟื้อธรรมะเลย ถ้าหากเข้ามาในรัศมี ที่เรากำลังพูดกำลังเทศธรรมะ ถ้าเรารู้ ก็ให้ออกไปเลยก่อนคนนี้ จะต้องออกจากรัศมีนี้ หรือไม่เราก็หยุดเทศน์ จนกว่าเขาจะออกไป ไม่ให้ได้ยินได้ฟัง ถ้าเรารู้ แต่ถ้าเขาแอบศึกษา ค้นคว้าเอง ก็เป็นเรื่องของเขา เป็นสิทธิของเขา เราก็จำกัด เพราะเราไม่รู้ แต่ถ้าเรารู้ เราก็ไม่ให้ทุกประตู นี่คือโทษของคนทำปาราชิก แต่เดี๋ยวนี้มันผิดเพี้ยนไป เป็นสมี ก็ยังลงสังฆกรรมร่วมกันเลย อาตมาก็เลยพาพวกเราออกมาจากหมู่ใหญ่ ตั้งแต่พ.ศ. 2513 เป็นหมู่สงฆ์อโศกตั้งแต่พ.ศ. 2513 ที่แดนอโศก พ.ศ. 2513 ที่ตำบลทุ่งลูกนก เป็นแดนอโศก เป็นสถานที่แรก ที่เราบ่มเพาะกันมา เป็นสวนมะพร้าว ก็เป็นแหล่งตั้งรกรากของอโศก ตอนหลังเราก็ไปซื้อคืน ยังไม่ได้ เป็นพุทธสถาน สังฆสถาน ธรรมสถานอะไร ก็เป็นแดนอโศกอยู่ที่นั่น มีชาวอโศก เราปลูกผักปลูกพืชอยู่ที่นั่น ที่อำเภอกำแพงแสน ตำบลทุ่งลูกนก จนกระทั่งเราเกิดหมู่กลุ่มพ.ศ. 2517 แล้วก็เติบโต แต่เราอยู่กับหมู่ ก็ไปไม่รอด ถูกกลั่นแกล้งอะไรต่ออะไร เราก็เห็นว่าเขามีสมีเยอะ มีพวกปาราชิกเยอะ โดยเฉพาะปาราชิกในเรื่องเงินเยอะมาก นอกนั้นก็ปาราชิกเรื่องผู้หญิง ก็ปนเปกันอยู่อย่างนั้น ปาราชิกในปาราชิกสี่ มีเรื่องเงินทอง กับเรื่องผู้หญิง เรื่องฆ่าคนนี้ จะมีหรือไม่ ก็ไม่มีหลักฐาน แต่เรื่องผู้หญิงกับเรื่องเงินนี้ แน่นอน ตอนนี้เขากำลังชำระ ปฏิรูป ก็ดีมากเลย ที่ปฏิรูปเรื่องเงินทอง กับเรื่องผู้หญิง หลวงปู่พุทธะอิสระ เป็นนิกายเดียวกันกับหมู่ใหญ่ ท่านฟ้องร้องกันได้ แต่อาตมาไปฟ้องร้องเขาไม่ได้ อธิกรณ์เขาไม่ได้ คนก็บอกว่าทำไมเราไม่ทำงานเอง ทำไมต้องพึ่งหลวงปู่พุทธะอิสระ ก็บอกว่าเราทำไม่ได้ เพราะผิดธรรมวินัย ไปเอาเรื่องเอาราวฟ้องร้องเขาไม่ได้ อธิกรณ์เขาไม่ได้ เป็นวิธีการของพระพุทธเจ้าที่แยกกันทำเรียกว่านานาสังวาส ไม่ใช่อสังวาส แต่ก็ไม่ใช่สมานสังวาส สังวาสแปลว่าร่วมกัน ถ้าเป็นอสังวาส ก็คือไม่ร่วมกัน เช่น เป็นคนละนิกาย ซึ่งก็มีนัยยะละเอียด ก็เล่าให้ฟังเป็นความรู้กันบ้าง ศึกษาให้ดี ในวินัยมีทั้งที่เป็น พระวินัยปิฎก อ่านในพระไตรปิฎก จากนั้นก็เป็นพระสูตร และก็มีพระอภิธรรม รวมกันแล้วฉบับสยามรัฐนี้ มี 45 เล่ม การร่วมกัน เป็นสังวาสเดียวกัน การเป็นนานาสังวาสนั้น แตกต่างกันด้วยศีล ไม่เสมอสมานกัน ทางโน้นเขาไม่มีศีล แล้วเขาถือวินัย 227 ข้อ เราก็มีวินัย 227 ข้อ แต่มีจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ถือศีล 43 ข้อ ทำให้เกิด ศีล สมาธิ ปัญญา ไปตามลำดับ วินัยเป็นรั้วป้องกันของศาสนา ป้องกันสัตว์ร้ายเข้ามา ส่วนเรื่องของศีลนั้น เป็นธรรมนูญ เป็นหลักเกณฑ์ สำหรับพุทธปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติได้อย่างสัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ ก็สัมมาปฏิเวธ ในวินัยนั้น เป็นเรื่องแรง ผู้ที่ไปที่ไหน ต้องถูกลงโทษ ต้องปลงอาบัติ ต้องมาสารภาพผิด อย่างอื่นก็จะมีตามลำดับของการอาบัติ ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านตรัสไปหมดแล้ว เป็นสวากขาโต ทำถูกต้องใช้ได้กาละ ตราบใดที่ยังมีผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบอยู่ ตราบนั้นโลกไม่ว่างจากพระอรหันต์ ในยุคนี้อาตมาขอยืนยันว่า มีความถูกต้องของศาสนา ยังมีผู้ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ สมณพราหมณ์ ในสัมมาทิฏฐิข้อที่ 10 ถ้าใครไม่เห็น ไม่ยอมรับ ไม่รู้จัก สมัยนี้มีพระที่เป็นสมณะพราหมณ์ เป็นพระที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ จริงหรือไม่ อาตมาประกาศว่า อาตมาเป็น อาตมาก็รับรองพวกเรา แต่ไม่ได้ชี้ เป็นตัวตน พวกเราก็รับรองตัวเอง หากรับรองผิด ก็เป็นวิบากบาป ก็เป็นของท่านเอง ถ้าท่านเองโกหก ตัวเราชอบอยู่ แต่ก็บอกว่า เราไม่ชอบ อันนี้เป็นการปกปิด บาปกรรม กริยา ก็ยิ่งทำอนันตริยกรรม ซ้ำซ้อนอยู่อีก บาปไปจนตาย ถ้าโกหก ปาราชิก มันก็ยิ่งซวยซ้ำสอนอีก อย่างนี้เป็นต้น ก็มีนัยยะซ้ำซ้อน หลายอย่าง ก็ให้พระท่านจับผิดตัวเอง ท่านรู้จากที่ไหน รู้จากระเบียบกันพอสมควร เพราะฉะนั้นที่ละเอียดลึกซึ้ง จึงสอนลงไปว่า ถ้าความลึกซึ้งละเอียดทางนี้ ควรรู้กันเฉพาะในหมู่สงฆ์ ก็ยังมีพระวินัยห้ามอีก ถ้าหากเอาความลับหมู่สงฆ์ ไปพูดกับฆราวาส ก็อาบัติอีก เอาของส่วนรวมมาพูดข้างนอก ให้คนอื่นที่ไม่สมควรรู้ ก็อย่าไปทำ และในยุคพระพุทธเจ้ากับในยุคนี้ ก็ต่างกันอีก มันมีรายละเอียด มันมีบริบทต่างกัน สรุปแล้วนั้น นานาสังวาสก็ต่างกันด้วยศีล ศีลสามัญญตา ใน จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล เป็นต้น แต่เขาถือศีล 227 ซึ่งมีแต่วินัย ไม่มีจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล สำหรับเถระสมาคม โดยในมหาศีล ก็คือเดรัจฉานวิชา เป็นไสยศาสตร์ แม้แต่เดรัจฉานวิชา เป็นเรื่องลึกลับ เป็นเรื่องไม่จริง เป็นเรื่องไม่จริงด้วย เช่นการรดน้ำมนต์ แล้วก็จะได้อิทธิฤทธิ์ อิทธิเดชไป ได้ประสบผลสำเร็จ อย่างนี้ อะไรต่างๆนานา เป็นอิทธิปาฏิหาริย์ อาเทศนาปาฏิหาริย์ พระพุทธเจ้าก็ไม่ให้ใช้กัน ถ้าไปใช้อยู่ ก็เป็นอาบัติ อย่างนี้เป็นต้น บางอย่างอย่าเอาไปพูด อย่าเอาไฟในออก เรื่องในหมู่สงฆ์ อย่าไปพูดข้างนอก ก็มีอาบัติ ตั้งแต่อาบัติเบา ปาจิตตีย์ ไฟในอย่าเอาออกไปพูด อย่าออกไปพูดเล่น อย่าหาเรื่อง โดยเฉพาะสวดมนต์ เอาธรรมบทของพระพุทธเจ้าไปสวดมนต์สองคนพร้อมกัน สวดกันต่อหน้าอนุปสัมบัน แม้เป็นเพื่อนสหธรรมิก อย่าเอาไปสวดต่อหน้าสหธรรมิก ที่เป็นฆราวาสบ้าง อย่างนี้เป็นต้น แต่ถ้าเป็นศาสนิกไปสวดพร้อมกัน ถ้าอย่างที่ธรรมกายทำ มันเป็นเรื่องที่ผิด แต่เขาไม่เข้าใจ ไปลงโทษเขาก็ไม่ได้ เพราะเขาโง่ มีบางคนรู้ว่า หลักเกณฑ์พระพุทธเจ้าห้ามไว้ แต่กิเลสมันอยากจะทำ ก็ยิ่งบาปซ้ำซ้อน ยิ่งอวดอุตริมนุสธรรม อวดทั้งที่ว่าตัวเองไม่มีอุตริมนุสธรรม ก็ปาราชิกแล้ว ปาราชิกซ้ำอีก ไม่รู้กี่กรรม กี่วาระ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน