610605_พ่อครูเทศน์เปิดงานอโศกรำลึก ครั้งที่ 37 ปี 2561.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์345 KB
วันที่แก้ไข18 สิงหาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

610605_พ่อครูเทศน์ เปิดงานอโศกรำลึก ครั้งที่ 37 ปี 2561 อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://drive.google.com/open?id=1jQVnWHqr7dm-gHzxo7d32ViEW-DPCnBj_5MPewDRVS8

ดูยูทิวป์ได้ที่… https://www.youtube.com/watch?v=CTWbxVR63ng

สื่อธรรมพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน ความเจริญ 3 ความหมาย วันนี้ เป็นวันอังคารที่ 5 มิถุนายน 2561 ที่อาคาร บวร ณ บวร ราชธานีอโศก พ่อครูว่า... วันนี้ วันที่ 5 ตรงกับวันอังคาร อาตมาเกิดแรม 8 ค่ำ เดือน 7 ก็คลาดไปแรมหนึ่ง วัฏฏสงสาร หรือกาละ ก็วนเวียนไปวนเวียนมา อาตมาวนเวียน เกิดมา 84 ปีแล้ว ได้ 7 นักษัตร อาตมาเกิดมาชาตินี้ อาตมาปางเลข 7 ก็มาถึงวาระครบรอบ 7 นักษัตร จากวันนี้ไป ก็จะเพิ่มจาก 7 รอบนี้ไป ก็คิดว่า จะเลย 7 รอบนักษัตรมาแต่ละรอบ มันก็จะต้องมีอะไรต่ออะไร พากเพียรมากอยู่ ให้มีแรงที่จะเหมือนออกนอกโลก จากอยู่ในวงโคจรของโลก ก่อนจะออกจากโลก เกิดการเปิดศักราชใหม่ มันจะต้องมีแรง ที่จะต้องพิเศษ ที่จะสามารถออกไป ไม่เช่นนั้นก็วนอยู่อย่างนั้น เหมือนปุถุชน วนอยู่ในโลกปุถุชน ถ้าไม่มีความรู้อย่างสำคัญ และก็พยายามพากเพียร มันก็ออกไม่ได้ ออกจากโลกโลกียะ มีจิต มีพลังงาน เป็นพลังงานใหม่ เกิดโลกุตระคือ จิตสามารถรู้กิเลสตัวเอง และก็สามารถทำให้กิเลสตัวเองนี้ ลดลง ดับลง ได้จริง ก็เข้าสู่โลกุตระ ที่พูดไปนี้ เป็นเรื่องของนามธรรม จิต เจตสิก รูป นิพพาน ซึ่งเป็นความตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ และปฏิบัติได้จริง อาตมาเป็นโพธิสัตว์ ได้ศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้ามา จนกระทั่งมาถึงปางนี้ ชาตินี้ ปาง 7 พูดไปบางคนเขาก็หาว่า พูดอวดดิบอวดดี แต่ที่อาตมาต้องเปิดเผย ต้องพูด ต้องบอก ว่าเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ เพราะทุกวันนี้ คนไม่มีความรู้ ภาษาที่บอกว่า รูปคืออะไร น

อ่านต่อ

ามคืออะไร กายคืออะไร จิตคืออะไร บุญคืออะไร บาปคืออะไร มันได้ผิดเพี้ยนไปหมดแล้ว เขาไม่รู้ความจริง และรู้ไม่ถูกต้อง อาตมาต้องมาจัดระบบเอาเข้าที่ ให้ลงตัว ให้ถูกสัจธรรม ก็เมื่อย แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ต้องพากเพียร อุตสาหะ ปางนี้อาตมาก็มีหน้าที่ ที่จะมาบอก ทำความเข้าใจ ให้มีสติ รู้ตัว ตื่น เพราะเราไปยึดผิดมานานมามากแล้ว มาเอาสิ่งที่ถูกต้องเสีย เปลี่ยนแปลงจากที่เคยผิดมาเสีย ผู้ใดตั้งสติ ฟังได้เข้าใจ ก็เปลี่ยนแปลง อย่างเช่นชาวอโศกเรา ได้รับมรรคผล ได้ประโยชน์ จากศาสนาพระพุทธเจ้า พวกเราได้ประโยชน์ จากศาสนาพระพุทธเจ้า ผู้ที่ยังไม่เข้ามา ไม่แสดงตัว ก็มี ไม่แสดงตัว เพราะจำเป็น ตกอยู่ในฐานะจำนนว่า เราไปอยู่ในหมู่ใหญ่ ที่เขาผิดเพี้ยนไปแล้ว แต่พวกที่ส่วนตัวสามารถรับเข้าใจได้ และก็ปฏิบัติตัวเอง ให้มีมรรคผลในตัวเอง จึงเชื่อว่า ที่อาตมาพูดนั้น ถูกต้อง แต่ก็จำนนแล้ว เพราะถูกชนัก ตำแหน่งยศศักดิ์ หน้าที่ ผูกไว้ มาไม่ได้ ก็จะต้องทำหน้าที่ ปางนี้ ชาตินี้ ของแต่ละท่านให้หมดไป ก็น่าเห็นใจ แต่สื่อสาร ก็สามารถทำให้ฟังเทศน์ ฟังธรรม จากอาตมาได้ ฟังอยู่ที่ไหนก็ได้ ได้รับรู้ ถ้าสนใจ ใส่ใจ ไม่มีปัญหาเลย เป็นโอกาสที่ดีมากแล้ว อาตมาบอกพูด เปิดเผยความจริง อาตมาเกิดมาในชาตินี้ ไม่มีหน้าที่อื่น มีหน้าที่มาแก้ไขธรรมะ ก็พยายามที่จะอธิบายความผิดความถูกให้ฟัง คนที่ตั้งใจฟัง แสวงหา มีปัญญา มีปฏิภาณดี ก็ชัดเจน ก็แก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้น คนที่ดูถูกเลย ไม่เชื่อถือเลย ก็ไม่ได้อะไร คนที่อยู่กลางกลาง เชื่อบ้าง ไม่เชื่อบ้าง ก็ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง บางคนก็ได้ระดับสิบตรี บั้งนึง บางคนก็ได้สองบั้ง สิบโท บางคนได้สามบั้ง สิบเอก ถึงขั้นนายร้อย ก็เป็นธรรมดา ผู้ที่ฟังแล้ว ได้เห็นความสำคัญ ในความสำคัญ สำคัญถึงขนาด เอาชีวิตมาดำเนินไป ในทิศทางนี้ เพราะว่าอาตมาทำงาน มีกลุ่มหมู่ มีเสนาสนะ มีบุคคล มีอาหาร มีธรรมะ มี สัปปายะ 4 มีสิ่งที่เป็นคุณค่า แสวงหาประโยชน์ ได้ครบพร้อม ทั้งสถานที่เป็นบุคคล เป็นชุมชน มีความเป็นอยู่ มาเป็นสมาชิกชุมชนนี้ มีเครื่องอาศัย คืออาหาร เป็นสิ่งกิน สิ่งใช้ ต่างๆนานา ช่วยกันสร้าง ช่วยกันกิน ช่วยกันทำในระบบสาธารณโภคี มีธรรมะเป็นแกนหลัก มีชีวิตอยู่ เราอยู่กันอย่างเป็นธรรมะ สังคมเรา เป็นสังคมที่ถือศีล แม้แต่เด็ก หรือผู้ใหญ่ ก็ประพฤติศีล 5 เป็นชุมชน เป็นหมู่บ้านที่มีศีล ไม่ใช่พยายามบังคับให้มี แต่คนที่มา จะต้องยินดี เข้าใจ จะมาประพฤติ ปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ แล้วเราก็อธิบาย การปฏิบัติศีล ให้เกิด อธิจิต เกิดจิตได้อย่างไร เกิดได้ไหม จนกระทั่งจิตมีวิมุติจริง ได้ไหม เราก็สามารถพากเพียร ปฏิบัติ จนมีความจริง บรรลุมรรคผล เพราะฉะนั้น ชุมชนชาวอโศก จึงมารวมกัน อยู่อย่างศึกษาไตรสิกขาของพระพุทธเจ้า มีศีล ปฏิบัติธรรม เจริญอธิจิต อธิปัญญา อธิวิมุติขึ้นไป ชุมชนหมู่บ้านชาวอโศก จึงเป็น เมืองพระศรีอารย์ ดินแดนพระศรีอารย์ พระศรีอาริยะ ศรีอาริยะ คือความเจริญ เจริญแบบพระพุทธเจ้า เจริญที่มีความต่างกับความเจริญแบบโลกๆ อาตมาได้ประพันธ์กวีไว้ ความเจริญ 3 ความหมาย ความเจริญ 3 ความหมาย (1) ปรารถนาคนยิ่งล้น ความเจริญ กิเลสจัดการเกิน กว่ารู้ แย่งลาภยศสรรเสริญ สุขใส่ ตนเฮย ทำทุกข์ทับตนสู้ สุดด้วยอวิชชา (2) พาโง่ตามฝรั่งเฟ้อ “อารยะ” “อริยะ”ฝ่อเฟอะฟะ ผิดเพี้ยน เพราะห่าง“อุตตระ” พุทธสัจ ไปแฮ สาระ“อาริยะ”เหี้ยน หดสิ้นสูญหาย (3) “อารยะ”หมายมุ่งได้ รูปธรรม ทุนนิยมครอบงำ หนักหน้า เทิด“วัตถุ”สูงสำ- คัญเลิศ สุดแล แย่งฆ่าแกงกาจกล้า เบ่งบ้า อาธรรม์ (4) “อริยะ”นั้นมุ่งเข้า หา“จิต” แต่ต่างทิฏฐิผิด สุดแก้ ทิ้งแก่นสู่ทิพพฤทธิ์ เทวโลก กันเลย มีแต่ศาสน์พิธีแม้ สวดร้อง แข่งกัน (5) เลิกฝันหาแก่นแท้ “อาริยะ” สิ้นซากโลกุตระ เมิดจ้อย เต็มแต่“พระไพศาละ” ลาภยศ ย้อยหยด เหลือแค่ผ้าเหลืองน้อย ติ่งห้อย ติดหู (6) เลิศหรูโลกียะถ้วน ติตถิยา เดรัจฉานล้นศาสนา พุทธแล้ว เอาแต่สวดมนตรา เป็นหลัก เลี้ยงอาตม์ นอกรีตนอกธรรมแคล้ว คลาดสิ้น พุทธธรรม (7) สำเร็จสร้าง“โลก”พร้อม “อัตตา” เจริญ“อธิปไตย”พา ศาสน์เพี้ยน ธรรม“โลกุตระ”หา ไป่พบ แล้วพ่อ สามเสียบแทงสุดเสี้ยน- ศึกล้าง ความหมาย “สไมย์ จำปาแพง” 8 พ.ค. 2561 [นัยปก “เราคิดอะไร” ฉบับ 335 ประจำเดือนมิถุนายน 2561]

ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาที่ดับสวรรค์ กับนรก สวรรค์ คือความสุข ความสุขเป็นความโกง ความเท็จ เป็นสุขขัลลิกะ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาเดียว ที่สอนอาการของจิต อาการของจิตที่เป็นสวรรค์ เป็นนรก ศาสนาพุทธไม่เป็นทั้งสองอย่าง แต่เท่าที่เขาสอนกันมา บอกกันมานั้น คือให้ไปติดสวรรค์ มีแต่อาตมานี่แหละ มากลับเลย บอกว่าไม่ไปสวรรค์ ไม่ไปนรก ไม่มีสวรรค์ ไม่มีนรก อาตมาขอยืนยัน มีแต่เขาสอนให้ไปสวรรค์ และบอกว่าเป็นขั้นๆ ขั้นต่ำสุด ดับอบายได้ แล้วคุณก็ไม่ติดสวรรค์ ที่พ้นจากอบาย แต่ถ้าดับอบาย แต่ไปติดสวรรค์ ที่พ้นอบายก็หมุนวนอีก จากอบาย ก็เป็นสวรรค์ แล้วคุณก็ไปติดสวรรค์ ก็ดิ่งหัวลงนรก คุณรู้สึกว่ามันสบายดี มันเป็นความโง่ ที่หมุนรอบเชิงซ้อน นี่แหละไม่ง่าย มันยากอย่างนี้ จึงเรียกว่ากิเลส มันจัดการได้เกินกว่าคุณรู้ มันแค่รู้นรก สวรรค์ แต่ไปจัดการให้เกิดสวรรค์ มันก็รู้ไม่ชัดเจน ทำทุกข์ทับตน สู้สุดด้วยอวิชชา เอาไปเอามา ก็มาทำทุกข์ทับถมตนเอง อัตตาของพวกเทวนิยม เป็นอนัตตัง ใหญ่มหาศาล เพราะเขาไม่รู้จักกาม เขาก็ไม่รู้จัก ไม่มีหยุด ไม่มีพอ สุขด้วยกาม ทางตาหูจมูกลิ้นกาย เขาก็ไม่รู้จัก ทั่วโลกเขาปรุงแต่งหลอกกัน เอาตัวอย่างที่นี่ มีผู้สานเส้นพลาสติก เป็นกระเป๋า อาตมาว่าส่งอันนี้ให้ versace เขาก็เอาไปขายทั่วโลก รับรองว่าราคาแพง เป็นหมื่น เป็นแสน คือมันโง่ จนไม่รู้จะโง่อย่างไร คุณจะรวยแข่งแจ็คหม่าเลย ยกตัวอย่าง ใครพอมีปฏิภาณ ก็พอเข้าใจ มีคำว่า อาริยะ กับคำว่า อริยะ คำว่าอริยะ นี้ฝ่อแล้ว ผิดเพี้ยนไปหมดแล้ว เดิมนั้น พระพุทธเจ้าใช้คำว่าอริยะ เป็นบาลี แต่เดี๋ยวนี้ได้ผิดเพี้ยนความหมายไปแล้วไปหลง ทั้งๆที่มันวนอยู่ในโลกียะหรือสว่างจนพร่ามัว ดำดิ่งจนลึก ไปสองทิศ เลยกลายเป็น อาภัสราพรหม สุภกิณหาพรหม อริยะทุกวันนี้กลายเป็นลึกดำดิ่งเป็นสุภกิณหา แปลว่าหลงความดับดำเป็นสิ่งดี กับ อาภัสรา แปลว่า หลงความสว่างจ้าเป็นสิ่งดี อาตมาดึงคำว่า อาริยะ มาแทนคำว่า อารยะ กับอริยะ ที่สองคำนี้ความหมายได้ผิดเพี้ยนไปแล้ว มีสามคำ อาริยะ อริยะ อารยะ คนก็หาว่าอาตมาบัญญัติคำใหม่ แต่ว่า ไม่ใช่ มีคำของพระพุทธเจ้าเดิม คือ พระศรีอาริยะ เขาก็จำนนว่า คำนี้ก็มี เพราะเขาไม่นึกถึง เพราะอะไร เพราะอันเก่า อารยะก็ผิด อริยะก็ผิด จึงมีผู้ใหม่ ผู้รู้จริง เอาพยัญชนะใหม่ มาใช้เรียกว่า อาริยะ อาตมานี่แหละ เป็นส่วนหนึ่ง ที่เอามาใช้ เป็นของเก่า ไม่ใช่อาตมาบัญญัติเอง พูดถึงความหมายโลกุตระ อาตมาใช้คำว่าอาริยะ ถ้าความหมายบริบทหมายถึงโลกุตระ ใน อาณิสูตร พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ศาสนาพุทธเหมือน กลองอานกะ ที่ได้เสื่อมได้ผิดเพี้ยนไปแล้ว เพราะใช้ไป มันก็เสื่อม คนก็เอาเนื้อใหม่มาซ่อม เนื้อกลองก็ดี หนังกลองก็ดี เอามาเปลี่ยน มาแทน จนทุกวันนี้ก็เรียกว่ากลองอานกะ เรียกว่าศาสนาพุทธ แต่เนื้อแท้ของกลองเดิมไม่เหลือแล้ว เหมือนทิฏฐิในศาสนาพุทธ ได้ผิดเพี้ยนไปหมดแล้ว สาระของอาริยะหดไปหมด สิ้นสูญหาย ไม่มีแล้ว อย่างการสวดมนต์ของธรรมกายนี้ เขาสวดกันเป็นหลัก ศาสนาพุทธเหลือเพียงการสวด กับพิธีกรรม รูปแบบ จารีตประเพณี เต็มไปหมด ทุกวันนี้ศาสนาพุทธให้คนหลงใหล ติดยึดแค่ศาสนพิธี กับการสวดมนต์ สรุปว่าศาสนาพุทธทุกวันนี้ เหลือแต่ศาสนพิธี กับการสวดมนต์ที่นอกรีต ไม่ได้มรรคผลอะไร เหลือแค่นั้นจริงๆ นี่ไม่ได้ใส่ความ หาเรื่องนะ อาตมาก็พยายามดึงกลับมาสู่สาระ ตั้งชาวอโศกมา ไม่เคยไปสวดมนต์ สวดธรรมบท ของพระพุทธเจ้า ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ในสาธารณชน อาตมาพาสวดเป็นหมู่ไปด้วยกัน มีแต่ปณามคาถา สรรเสริญพระพุทธเจ้า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สวดต่อหน้าสาธารณชนได้ เป็น ปณามคาถา ไม่ได้ประกอบเสียงร้องเป็นทำนองด้วย สวดเป็นภาษาธรรมดา อาตมาพาทำมาตั้งแต่ต้น จนบัดนี้ แม้แต่ฆราวาสชาวอโศก ก็สวดมนต์แบบนี้ ไม่สวดแบบข้างนอก มีคนที่เขาอาจจะศึกษารู้ว่าเขาได้ทำผิดไป แต่เขาแก้ไขไม่ได้ เปลี่ยนแปลงไม่ได้ มันจม และติดยึด จนกระทั่งสุดจะแก้ไข มันสุดทางแล้วน่าสงสาร คือจะต้องทิ้ง เพราะมันไม่ใช่ ผู้ที่รู้จริง ก็ไม่ทำ ไม่เอาด้วย ผู้ที่รู้ และแก้ไขได้ ทุกวันนี้ มีแต่ความไพศาล พระที่มีแต่ความไพศาล ด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ตอนนี้ก็ตามชำระกันอยู่ ก็ชื่นใจนะขอสนับสนุนท่านพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ จงทำหน้าที่ของท่านให้เต็มที่เลย มาปราบเสี้ยนหนามศาสนาให้หมดไป ในยุคนี้ เป็นยุคที่เจริญขึ้นทั้งด้านศาสนา รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐกิจ ในประเทศไทยดีขึ้น เศรษฐกิจดี ประเทศชาติสังคม เขาจะบอกว่าต้องรวย อันนี้เป็นเรื่องที่ผิด เศรษฐกิจดี ไม่ใช่รวย แต่พอดี เป็นเศรษฐกิจพอเพียง พอกินพอใช้ และเหลือ ไม่เป็นหนี้ สามารถเกื้อกูลคนอื่น แจกจ่ายคนอื่นได้ ไม่สะสมไว้มาก จึงไม่รวย อยู่ในฐานะที่เทียบกับทางโลก เขาหลงความรวย แต่เราไม่หลงความรวย เราอยู่ในแกนความจน ก็อยู่รอด เราก็อยู่ได้ ของเรานี้จน ชาวไทยประเทศไทย ทุกวันนี้ ไปสอนแม้แต่พูด ที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ จะต้องพยายามพัฒนาให้คนรวยกัน อย่าให้มีคนจน อาตมาฟังแล้ว เศร้าใจ มันจะไปทำอย่างไร จะแก้คนให้รวยทั้งหมด ไม่ได้ มาแก้คนให้จนทั้งหมดนี้ แก้ง่ายจะตายชัก และมันเป็นความจริง ที่ไม่ผิดสัจธรรมด้วย ให้เข้าใจว่า ความจนคืออะไร คนจนนี้ สุขสำราญเบิกบานใจ เป็นคนจนมหัศจรรย์ เป็นคนจนที่ประเสริฐ คนจนที่ประเสริฐคืออะไร คือคนที่ไม่มีทรัพย์สินมาก อัปปิจฉะ เป็นคนมีน้อย มักน้อย สันตุฏฐิ แค่นี้พอจริงๆ มีมากกว่านี้ ก็สะพัดออก ไม่หลงสวรรค์ อสังสัคคะ เป็นคนพากเพียรอยู่ตลอดเวลา สร้างสรรอยู่ตลอดเวลา มีมาก มีเกินตลอดเวลา จึงไม่มีวันจน แต่อยู่ในฐานของคนจน ไม่ไปแย่งชิงใคร แต่ไม่จน ไม่รวยกว่านี้ แต่ไม่จนกว่านี้ สุดยอด เข้าใจยาก แต่เป็นจริง อย่างน้อยชาวอโศกเป็นได้ ชาวอโศกทำสำเร็จแล้ว ชุมชนชาวอโศกทุกชุมชน ในประเทศไทย อาตมาทำมา 47 ย่างเข้า 48 ปี ได้ผล มีจริง ยืนหยัดว่า ต้องแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจแบบนี้ แล้วจะไม่ไปเบียดเบียนใคร ไม่เป็นศัตรูกับใคร ไม่เป็นคู่แข่งกับใครในโลก มีแต่คนจะขอบคุณ เพราะเราพอกินพอใช้ เหลือกินเหลือใช้ พึ่งตัวเองรอด ไม่เบียดเบียนใคร ไม่แย่งใคร และเหลือก็สะพัด มีส่วนเกินจึงสะพัดส่วนเกินนั้นออกไป อย่างเช่นการขายถูก หรือไม่ก็แจกฟรีได้ แล้วเราก็ไม่กักตุน ไม่หวงแหน เพราะเรามั่นใจในวิริยารัมภะ ความพากเพียรของเรา สร้างสรรอยู่ทุกวัน จึงมีเหลือกินเหลือใช้อยู่ตลอด และไม่ใช่คนงอมืองอเท้า ต่างคนต่างขยันหมั่นเพียร ทําอย่างเหลือทั้งนั้น มันจึงมีส่วนเกิน เอาไปสะพัด เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น จึงเป็นประโยชน์คุณค่า เป็นคนอนุเคราะห์โลก เป็นคนช่วยผู้อื่น คนจนนี่แหละ ช่วยใคร ช่วยคนรวย เพราะคนรวยคือ คนจนไม่เสร็จ คนรวยนี่โง่ที่สุด จนไม่เสร็จ รวยตั้งหลายชั้น แล้วไปทำเพิ่มอีก ไม่เคยหยุด โง่ไม่เสร็จ เขาจะพอแล้ว เขามีมากแล้ว เขาจะหยุดเขา จะมีความคิดนี้หรือ เขาจะมีความคิด มีแค่นี้ก็พอแล้ว มีแสนล้าน เอาเหลือแค่ร้อยล้าน ก็พอแล้ว เขาคิดไม่ได้หรอก แล้วเขาจะปฏิบัติจนตาย ตายแล้วตายอีก เขาก็คิดไม่ได้ ในหัวของเขาในสมองของเขา ในความรู้ในจิต ในธาตุรู้ของเขา ในธาตุวิญญาณของเขา จะมาเป็นอย่างนี้ คนมีเงินร้อยล้านนี่ มีไม่ใช่น้อย ใช้กินทั้งชาติ และเป็นคนที่ไม่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย ร้อยล้านก็พอแล้ว เอ้า ลองถามดู นั่งอยู่นี่มีใครมีเงิน 100 ล้านยกมือ โลกเมื่อไหร่ ก็เป็นเช่นนี้ คนที่อยู่ยอดปิรามิด ต้องเสียสละ อย่างเช่นพระเจ้าแผ่นดิน ที่มีทศพิธราชธรรม ท่านก็มาเสียสละ อยู่อย่างคนจน ท่านโง่หรือ มันมีสิ่งที่เป็นตัวอย่าง ยืนยัน เป็นจริง เป็นอยู่ ให้เราศึกษา ให้เราทำตามพระพุทธเจ้า ศาสนาพุทธนี้ อยู่ได้ไหม 1. หยุดการสวด 2. เลิกพิธีกรรม ที่เป็นอาบัติ แต่ที่ทำอยู่นั้น เป็นอาบัติทั้งนั้น ส่วนการสวดเป็นร้อยคน พันคน ก็อย่าเอาธรรมบทไปสวด เอาประณามคาถามาสวด อย่างที่สวด มหากาฯ ภวตุสัพฯ เป็นประณามคาถา อย่างนี้สวดได้ แต่ถ้าเอาธัมมจักกัปปวัตตนสูตร มาสวดพร้อมกัน ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป พร้อมต่อหน้าสาธารณะ เป็นอาบัติปาจิตตีย์ สวดอยู่เมื่อไหร่ ก็เป็นอาบัติ แล้วเขาถือว่าอันนี้ คืองานของพระ ต้องเอาธรรมบทมาสวด อย่างเช่น วัดธรรมกาย สวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เป็นล้านเที่ยว เขาถือว่าตัวเองสำเร็จ ได้ประโยชน์ เป็นบุญใหญ่ บาปใหญ่ไม่รู้ตัว ไม่ได้ใส่ความ เป็นบาปจริงๆ เขาได้บาปเป็นกอง น่าสงสารจริงๆ พูดไปแล้วอาตมาไม่ได้มีจิตรังเกียจอะไรหรอก แต่มันน่าเศร้าใจ มันน่าสงสาร ด้วยความหลงผิด ไม่รู้จะแก้อย่างไร พูดไปเขาก็ไม่สะเทือน เขาก็หาว่าอาตมาไปว่า ด่าเขา มันผิดแล้ว อาตมาจะปล่อยปะละเลย ไม่ให้เขารู้ ไม่ให้เข้าใจ มันก็ไม่ได้ ต้องกลายเป็นคนใจดำ อาตมาก็ทำไม่ได้ มันดูอยู่ชัดๆ ว่ามันผิด ศาสนาพุทธทุกวันนี้ จึงกลายเป็นศาสนาเทวนิยมเต็มไปหมด ธรรมะที่เป็นโลกุตระ ไม่มีแล้ว มีเหลือก็ในชาวอโศกนี้เท่านั้น อโศกมีเหลืออยู่เท่านี้ ก็มาทำความเป็นอาริยะ ให้ถูกต้อง สำเร็จ อาตมาทำงานก็เป็นเรื่องที่ยาก เขาเรียกว่า ทำอย่าง สรณะ แปลว่า การประกอบการรบ มันเป็นงานประกอบการรบ การทำให้คนมีสัมมาทิฏฐิ มาลดละกิเลส ล้วนแล้วแต่เป็นการรบทั้งนั้น รบให้มันชนะ รบให้มันได้ผล แล้วคุณก็ได้อาศัย รบให้ชนะ หากไม่ชนะ คุณก็ล้มเหลว ไม่เป็นสรณะ เป็น นรณะ เป็นนรก หากทำได้ก็เป็นผล อรณะ อรณะแปลว่าไม่รบแล้ว พระอรหันต์คือผู้ที่ไม่รบแล้ว อรณะ บรรลุการรบเสร็จแล้ว นี่คือ ความเจริญ 3 ความหมาย ที่อาตมาได้พยายามทำงานให้มนุษยชาติ และสังคมมนุษยชาติเจริญขึ้น ทำงาน 47 ปีแล้ว ไม่สูญเปล่า อาตมาทำงานมาจนถึงทุกวันนี้ มาบวช 47 ปี กำลังจะเข้า 48 ปี อายุตัวเอง 84 พรรษา เลขกลับกัน 48 84 เป็นปีที่พวกเราก็คงเห็น เป็นการครบรอบสำคัญ ก็เลยพยายามทำการฉลอง เป็นวิธีการชี้ชวนให้เห็นว่าที่นี่เขามีอะไรกัน ก็เข้ามารวม ที่จริงเขากำลังทำงานศาสนา นำพามนุษย์ให้มีสาระสร้างสรรโลกุตระ ใครเข้ามา ก็จะได้ประโยชน์ คนที่ไม่เข้าใจ ไม่ยินดี ไม่เห็นสิ่งนี้ น่าเข้าใจ ก็เรื่องของเขา อาตมาทำงานมา มีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง ชื่อว่า อังคาร กัลยาณพงศ์ ก็รู้จักกันมานาน ตั้งแต่การสร้างปฐมอโศก ท่านอังคารก็เคยไปยืนแช่น้ำลำธาร อ่านกลอน ห้ามไม่หยุดด้วยนะ จำแม่นด้วย ไม่ต้องมีบันทึก จำแม่น พูด ห้ามก็ไม่หยุด ดุด้วย ใครจะห้าม ก็ดุด้วย ท่านอังคารก็รู้จักอาตมาพอสมควร ท่านเขียนกวี ให้อาตมา วันอังคารที่ 8 มิถุนายน ปี 2553 แรม 11 ค่ำ เดือน 7 ปีขาล

เกียรติยศ มงคลชัย แด่ สมณโพธิรักษ์

ร่มโพธิ์แก้ว มุ่งแล้ว เพื่อโลก ร่มเย็น เห็นกิเลส ตัณหาโรค โศกร้าย นำมนุษย์เพ่งวิมุติวิโมกข์ โลกุตะ ตรแล เลิศสติปัญญาไซร้ สว่างฟ้า โพธิญาณ ฯ

สมณโพธิรักษ์ รักซึ้ง รัตนตรัย ภพไตร ชีพเพื่ออุดมคติชัย ใหม่แพร้ว โพธิสัตว์ปรัชญาสมัย ใจทิพย์ เพ่งธรรม นำค่าพุทธธรรมแก้ว ช่วยหล้า อกาลิโก ฯ

ชีพมั่นขวัญคู่หล้า อยู่คง มงคล พุทธสติ ปัญญายง หยุดม้วย พุทธเจ้า สถิตย์ ธรรมตรง จิตรวิจิตร สนิทนาน ญาณสว่าง สร่างกิเลสด้วย แวนแก้ว พุทธธรรม ฯ

อังคาร กัลยาณพงศ์

พูดถึงท่านอังคาร เป็นคนพิเศษ ที่เกิดมาในยุคนี้ มีความลึก และความเก่ง จะเป็นโพธิสัตว์ก็เรียกว่า เป็นโพธิสัตว์ เกิดมาในปางนี้ สำหรับคนในโลกก็ใช้กวีการ เดี๋ยวนี้กวีการเขา เป็นเรื่องเลอะ กวีของท่านอังคารมีความพิเศษ ยิ้มกับมด กับ ดินน้ำไฟลม สิงสาราสัตว์ โอภาปราศรัย ยิ้มแย้มหัวเราะกันได้หมด ไม่มีใครที่จะมีความคิดอ่าน มีสติปัญญา จะนำสิ่งเหล่านี้มาสื่อ ประกอบ เป็นภาษา เป็นสำนวนโวหาร ประกอบคำความมาสื่อสารแล้ว มันมีแก่นให้รู้ มีความไพเราะ มีความเป็นศิลปะ ศิลปะมี สารศิลป์ กับสุนทรียศิลป์ สิ่งที่เป็นสาระอย่างเดียว ไม่มีสุนทรียะเลยเรียกว่าสารคดี มีแต่เรื่องของสาระ เป็นสาระที่ดี ถ้าเป็นศิลปะ จะต้องมีสุนทรีย์ด้วย เป็นสิ่งชี้ชวน เช่น มาสร้างยา มันกินยาก ขื่นขม ก็ต้องเอาน้ำตาลผสมห่อด้วยนิดหน่อย มีสีให้ชวนตากิน เพราะฉะนั้นศิลปะก็คือ จะต้องมี สุนทรียะ หากมีแต่เนื้อหาสาระอย่างเดียว ไม่ใช่ศิลปะ มันเป็นสารคดี หากมีแต่ความเพลงพลายหวานสวยงามเฟ้อ มีแต่สุนทรียะ หาแก่นสารสาระมิได้ ก็ไม่ใช่ศิลปะ เพราะฉะนั้นศิลปะจะต้องมีความรู้ และแก่นสารต้องเป็นหลัก สุนทรียะเป็นรอง สุนทรียะต้องมีนิดหน่อย ศิลปินที่เก่ง ศิลปินชั้นสูงใช้สุนทรียะน้อย ถ้าเป็นศิลปินที่เก๊ มีแต่สิ่งที่อาบพอกด้วย รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ชวนฟุ้งเฟ้อ ฟุ้งซ่าน นั่นไม่ใช่ศิลปิน แต่เป็นคนทำลายศิลปะด้วย ทุกวันนี้อาตมาสงสาร พวกที่หลงศิลปะ เป็นความบ้า บ้าภพชาติ บ้าสิ่งที่ตัวเองหลง แล้วปรุงแต่งจินตนาการให้ผู้อื่นติดยึด ผู้ที่สร้างจินตนาการอย่างลึกลับ แล้วมาทำว่าเป็นเรื่องลึกซึ้ง ยิ่งใหญ่ ให้คนคิดอ่านตาม เหมือนธัมมชโย สร้างสิ่งฟุ้งเฟ้อ กลบเกลื่อน ทำให้คนหลงใหล อาตมาหาศิลปะในยุคนี้ไม่เจอ เจอแต่ขยะ อะไรก็เป็นศิลปะ เอามากองๆมาแต่ง ก็บอกว่าเป็นศิลปะ เลอะเทอะจริงๆ หลอกกันไป น่าสงสารโลกทุกวันนี้ เรื่องศิลปะ เป็นการทำลายศิลปะ ทำไมอาตมาถึงต้องไปเรียนศิลปะ เราก็ต้องไปรู้ว่า มนุษย์มันใช้ทฤษฎีแบบนี้ หลักเกณฑ์แบบนี้ มาอ้างอิงเป็นวิชาการ เป็นหลักเกณฑ์ให้เข้าท่า เท่านั้นเอง ที่แท้ก็ไม่รู้จักศิลปะกัน ศิลปะเป็นมงคลอันอุดม เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ศิลปะเป็นมงคล หมายความว่าศิลปะเป็นสิ่งที่นำพาให้ไปสู่ที่สูง สูงทางไหน สูงทางโลกุตระ คืออุดม หรืออุตมะ หรืออุตระ คือโลกโลกุตระ ศิลปะคือสิ่งที่สัมผัสแล้ว นำพาไปสู่โลกโลกุตระ นี่คือศิลปะ เพราะฉะนั้นคนที่เข้าใจความเป็นโลกุตระไม่ได้ แล้วก็เอางานมาให้คนสัมผัส งานนั้นไม่เข้าข่ายศิลปะเลย งานเหล่านั้นไม่ใช่ศิลปะ แล้วคิดดูสิคนในโลกนี้ จะรู้จักโลกุตระไหม ขออภัยต่อ คุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เคยพูดว่าศิลปะมีโลกุตระด้วยหรือ อาตมาก็สงสาร ศิลปินแห่งชาติ ขออภัยจริงๆคุณเนาวรัตน์ ที่พูดนี้พูดหลายทีแล้ว เป็นศิลปินที่คนรู้จักทั่วประเทศ แต่ไม่เข้าใจว่าศิลปะเป็นมงคล ไม่เข้าใจว่าศิลปะเป็นโลกุตระ แม้แต่ประเทศ ต่างประเทศ ก็รับรองคุณเนาวรัตน์นะ ...จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน