610609_พ่อครู เทศน์ ทวช.อโศกรำลึก ครั้งที่ 37 นาม 5 รูป 28 ให้ถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ.docx
เนื้อหาในไฟล์
610609_พ่อครู เทศน์ ทวช.อโศกรำลึก ครั้งที่ 37 นาม 5 รูป 28 ให้ถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://drive.google.com/open?id=1OPjxMdU1WIRXF7Mh2U94Zau42lVWFXSsaMEo0fImCDo
ดูยูทิวป์ได้ที่… https://www.youtube.com/watch?v=lw-5mgR1cjA&t=66s พ่อครูว่า... ก็มีการเสนอมาว่า ปัจจุบันนี้มีความนิยมหนังสือเป็นเล่ม น้อยลง คนนิยมอ่านหนังสือทางโซเชียลมีเดีย อินเตอร์เน็ต ซึ่งมีทั้งภาพเคลื่อนไหว ภาพนิ่ง และข้อมูลอัพเดท หลายคนเห็นว่าเราน่าจะยุติ การพิมพ์หนังสือเราคิดอะไรได้แล้ว เพราะจะช่วยลดงานโรงพิมพ์ และกระบวนการทำหนังสือลง ท่านที่ทำงานนี้มานาน บางท่านก็เจ็บป่วย จะได้พักบ้าง โดยต่อไป เราก็สามารถจะพิมพ์ในคอม และส่งขึ้นทางอินเตอร์เน็ตได้เลย ซึ่งตอนนี้เราก็มีเว็บไซต์ เปิดโลกบุญนิยม พวกเราก็สามารถเข้าไปชมได้ ซึ่งจะมีเรื่องราวต่างๆมากมาย ทั้งหนังสือ และข้อมูลความเคลื่อนไหวมากมาย
เราก็มีการตรวจสอบพระโสดาบันในตนอยู่….คนที่ได้โสดาบันก็มี ได้สกิทาคามีก็มี ได้อนาคามีก็มี ได้อรหันต์ก็มี ถามจริงๆ ใครคิดว่าตัวเองผ่านได้โสดาบ้างแล้วหรือไม่ ยกมือขึ้นซิ ….มีคนยกไม่น้อย ...อาสโภ กล้าหาญดีมีไม่น้อย แต่คนที่ไม่กล้ายกก็ยังไม่แน่ใจก็ยังมี ...ใครไม่กล้ายก เชื่อว่าตัวเองได้แต่ไม่กล้ายก ยกมือ ...หลายคน ไม่ถึง 10 คน (เรื่องงานพิมพ์หนังสือเราคิดอะไร) จริงๆแล้วกองอำนวยการอยากจะหยุดแล้ว แต่ว่าคนอ่านไม่อยากหยุด มีคนเห็นใจคนทำน้อยเดียว คนอ่านไม่ยอมหยุด
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน อานิสงส์ของคนที่ให้คู่ครองไปบวช _ญาติธรรมท่านหนึ่งอยากให้พ่อครูเทศน์เรื่อง อานิสงส์ของคนที่ให้คู่ครองไปบวช พ่อครูว่า... อานิสงส์ของ คนที่ยอมให้คู่ครองไปบวช จะใจเต็ม หรือใจไม่เต็มก็ตาม แ
อ่านต่อ
ต่ยอมให้ไปบวช ถ้ายิ่งใจเต็มให้ไปบวช มันก็ยิ่งดี ใช่ไหม ถ้าแม้ว่าใจไม่เต็ม แต่เอาเถอะ ไปบวชก็ยอม อย่างนี้นะ พูดถึงเรื่องนี้ ต้องพูดถึงตัวเองบ้าง อาตมา ก่อนจะมาบวช ก่อนจะมาทำให้เต็มตัว ขออนุญาตแฟนเลย ก็บอกว่า พี่จะมาทางนี้แล้วนะ เขาก็ไม่ขัดข้องเลย อาตมาก็ประพฤติปฏิบัติ ก็เลยตกลงกัน ดังนั้นก็เอาไดอารี่มาเขียน เดือนนี้พบกันอาทิตย์ละกี่วัน ต่อมาก็พบกันนานขึ้นอีก ห่างกันไป ปักษ์หนึ่ง เดือนหนึ่งพบกันกี่วัน เสร็จแล้วก็ประพฤติ เสร็จแล้วก็ไม่ถึงเดือนละกี่วันหรอก อาทิตย์หนึ่งไม่กี่วัน ตามที่ตกลง แล้วก็ค่อยพบกันน้อยลง เขาก็บอก ตามสบายเลย หากเขาอยากพบเมื่อไหร่ ก็จะมาหา จากวันนั้น ก็ไม่ได้กำหนดเลย ก็ค่อยห่างไปๆ เป็นเวลา 6 ปี อาตมาก็ออกมาทางนี้ มาบวช เขาก็รออยู่ถึง 6 ปี ไม่ไปมีแฟน เดี๋ยวนี้เขาไปอยู่อังกฤษ มีลูกคนนึง ลูกก็แต่งงานกับฝรั่งไป ผู้ที่มีอานิสงส์ หรืออานิสงส์ที่ได้จากการยอมให้คู่ครองมาบวช อาตมาว่าเป็นเรื่องของโลกุตระ เป็นอานิสงส์สูงมาก การมาบวช ก็แสดงว่า เป็นผู้ชายจะให้มาบวช เราก็มีบวชสิกขมาตุเป็นผู้หญิง แต่ที่อื่นเขาไม่มี โดยทั่วไป ก็มีแต่ผู้ชาย ก็แสดงถึงการยอมปล่อยวาง โลกีย์ก็มีคู่ ปล่อยวางคู่ ให้ไปประพฤติพรหมจรรย์ ก็แสดงถึงว่า จิตจะต้องมีจิตใจดี จิตใจดี เป็นกุศลแน่นอน ถึงขั้นเป็นโลกุตระ ก็ที่สุด ยิ่งเข้าใจเห็นว่า โลกุตระหมายถึงอะไร โลกุตระหมายถึง ลดความเป็นตัวตน ความเป็นของตัวของตน ลดจริงๆ จิตใจยึดถือเป็นของตัวของตน เป็นของฉัน ไม่ให้ใครเลย ไม่ยอม นั่นคือตัวตน การลดตัวตน เป็นโลกุตระ ถ้าการจำยอม ข่มใจ ก็เป็นแบบสมถะ ถ้าแบบมีปัญญา รู้ว่าไปเถอะ ด้วยความรู้ ความเข้าใจ ความกดข่มจะน้อยลง หรือมีปัญญารู้ว่า ไปแล้วก็ดีแล้ว ไม่มีการหวงแหน ไม่มีการหน่วงเหนี่ยวเลย อานิสงส์ก็จะสูง จริง ตามที่จิตของเรา มีคุณภาพ คุณธรรม ตามที่อธิบายตามระดับให้ฟังนี้ บอกไม่ได้ว่า อานิสงส์กี่เปอร์เซ็นต์ แต่มีมาก มีน้อย ตามลำดับนี้ นี่เป็นความรู้ของอาตมา ที่เข้าใจกุศล อกุศล แม้แต่ในระดับโลกุตระ ก็มีกุศลโลกุตระ มีคำว่าบุญนั่นแหละ ที่เป็นโลกุตระ ถ่ายเดียว หากยังไม่ฆ่ากิเลส ไม่เรียกว่าบุญ ทำให้กิเลสลดลง น้อยลง ไม่ขาดลงไป ก็เรียกว่าส่วนแห่งบุญ ทีละส่วน คำว่าได้ส่วนบุญ ไม่ได้หมายความว่า ได้ไป คำว่าได้ส่วนบุญ หมายความว่าเสียไป เสียไปจริงๆ ได้บุญครบ ก็คือหมด ไม่ได้อะไรเหลือเลย ไม่มีอะไรค้างเลย ไม่มีสมบัติ ไม่มีอะไรตามมา จากการใช้พลังงานบุญ หรือ ประกอบพลังงานบุญ ให้เป็นไฟฌาน สลายไฟราคะ โทสะ โมหะ เช่น สลายไฟราคะตัวนี้ หมดเกลี้ยง ไม่เหลืออนุสัยเลย คุณก็หมดบุญ หมดบาป หมดอนุสัยเป็น ปุญญปาปปริกขีโณ เพียงแต่ความเข้าใจในเรื่องบุญ ไม่ถูกต้อง สมบูรณ์ ในนิยามของมัน เข้าใจว่าบุญเป็นสมบัติ เข้าใจว่าทำบุญได้ผลแล้ว เราก็จะมีสมบัติ ที่เป็นกุศลขึ้นมา รองรับตัวเราอีก ไม่มี มีแต่ความสบาย มีแต่ความว่าง มีแต่ความสูญ จิตไม่มีกิเลสกวนเลย คืออาการนิพพาน อาการว่างจากกิเลส ตลอดกาล คือนิพพาน พระอรหันต์มีนิพพานตลอดเวลา จิตท่านบางจากกิเลส ตลอดเวลา ไม่มีกิเลสเลย คือพระอรหันต์ เวลาใดก็ไม่มีกิเลสเข้าเลย นั่นคือสภาพของความเป็นนิพพาน เป็นจิตว่าง จิตว่างจากกิเลส แจ่มใส จิตใจยิ่งมีปัญญาเต็ม ยิ่งเป็นคนมีสติเต็ม สัมปชัญญะเต็ม สัมปชานะเต็ม นั่นคือจิตว่าง ไม่ใช่จิตไม่มีอะไร แล้วเข้าใจผิดว่า จิตว่างคือ ไม่ได้พูดอะไรเลย ถ้าดับไปเลย เรียกว่านิโรธ เป็นภาษาไวพจน์ของนิพพาน แปลว่าดับนิโรธแปลว่าดับ อะไรดับ ก็กิเลสดับ เฉพาะกิเลสดับ แต่จิตใจยิ่งดียิ่งแจ่มใสนะ นิโรธไม่ใช่ดับปี๋ ไม่รู้ ธาตุรู้หายไปหมด ดับเวทนา ดับสัญญา เป็น สัญญาเวทยิตนิโรธ ไม่รับรู้อะไรเลย อันนั้นมันเป็น อสัญญีสัตว์ คือ ไม่มีแม้แต่สัญญาจะไปรับรู้ด้วยอะไรเลย เวทนาก็ไม่รู้ เพราะตัวกำหนดรู้ อยู่กับสัญญา สัญญี แปลว่าผู้มีสัญญา คนนี้ดับสัญญา ไม่มีการกำหนดรู้เลย เวทนาก็ไม่รู้ สังขารก็ไม่รู้ วิญญาณก็ไม่รู้ ธาตุรู้ไม่มีอะไรเลย เหมือนคนถูกวางยาสลบ ไม่รู้ตัวเลยในภายนอก แต่จิตใจฟุ้งซ่าน ภายในก็อีกเรื่องหนึ่ง ไม่รับรู้แล้ว ร่างกาย ทิ้งความรับรู้ภายนอกหมด อสัญญี เป็นอย่างนั้น นอกจากผู้ที่จะฝึกสมถะ อสัญญีทั้งภายนอก และภายใน ดับ ความไม่รับรู้ ทั้งทวารทั้ง 5 ภายนอก เป็น พรหมลูกฟัก นิ่งหมด ภายในก็ไม่ปรุงแต่ง ฝึกที่เป็นอสัญญีสัตว์ ที่สมบูรณ์แบบ เรียกว่าพรหมลูกฟัก ตัวจะแข็ง เพราะว่าร่างกายไม่รับรู้ จิตที่พอมีพลังงานเบา จะไปขับเคลื่อนกล้ามเนื้อ ก็ไม่มีเลย ตกอยู่ในสภาพนั้น หากพลิกตัว ล้มลงไปขา ก็แข็งอยู่อย่างนั้น แต่อาตมาไม่เคยฝึก ไปได้ถึงขนาดตัวแข็งอย่างงั้น ดับความรู้สึก ไม่รับรู้ได้ขนาดนั้น แต่ขนาดแข็ง เป็นพรหมลูกฟัก อาตมาก็ไม่เคยทำได้ขนาดนั้น แต่ทำอยู่เยอะ อยู่มาก อยู่นาน ทำไม่รู้กี่ปี แต่ก่อนนี้ ตอนเข้าใจใหม่ๆ เรียนรู้ธรรมะ ก็นึกว่าเป็นอย่างที่เขาพาเป็น สงบก็จะต้องหนีไม่ยุ่งเกี่ยว จะต้องเป็นนั่งให้จิตดับ จิตสงบ เข้าใจสามัญง่ายๆ อย่างนี้ เรียกว่าความเป็นสมาธิ หรือความเป็นสมถะ เจโตสมาธิ เขาหมายถึงอย่างนี้ ความรู้ทั่วไปของสมาธิ ศาสนาพุทธเป็นแบบนี้ ซึ่งไม่มีสมาธิของพุทธนั้น ดับเฉพาะกิเลส ยิ่งมีนิโรธ ยิ่งมีกิเลสดับ เป็นนิพพานจิตประภัสสร ยิ่งสว่างไสว ยิ่งตื่น ยิ่งรับรู้ได้เร็ว เป็น มุทุภูตธาตุ เร็วไว แววไว จิตใจปรับเปลี่ยนให้เป็นอย่างนี้ อย่างนั้น ได้ง่าย เป็นอมตะบุคคล เป็นบุคคลที่จะให้จิตใจ เป็นอย่างไร ตามบารมี จะให้เกิด หรือให้ดับ เป็นต้น จิตใจสามารถทำอย่างนั้น สั่งการอย่างนั้นได้ นี่เป็นความรู้ของศาสนาพุทธ ของพระพุทธเจ้า ซึ่งรู้จิต เจตสิกต่างๆ อย่างแท้จริง จิตที่ทำได้อย่างคล่องแคล่ว อย่างมีสติ ตื่นเต็มๆ อย่างนี้แหละเรียกว่าเป็นสมาธิ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตา ไม่รู้เรื่อง สมาธิของพระพุทธเจ้า จึงไม่เข้า ไม่ออก ไม่มีการเข้าสมาธิออกสมาธิ มีแต่การปฏิบัติจิตให้ลดละไป ฐานนิพพานคือ อุเบกขา อุเบกขา มีคุณสมบัติ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา นี่เป็นจิตตื่นทั้งนั้นเลย เป็นอุเบกขา เป็นฌานที่ 4 เป็นอุเบกขาเจตสิก เป็นฐานของฌานที่ 4 ลืมตาสมาธิของพระพุทธเจ้านี้ ยิ่งบริสุทธิ์ ปริสุทธา ปริโยทาตา จะสัมผัสอะไรอยู่ ก็บริบูรณ์ บริสุทธิ์อย่างนั้น อยู่ตลอด ปริโยาทาตา มี จิตมุทุภูตธาตุ คล่องแคล่ว ว่องไว รวดเร็ว มีทั้งเจโต และปัญญา มีความรู้สูง ทำได้ดี เปลี่ยนแปลงได้ดี ปรับ เปลี่ยนแปลง อนุโลม ปฏิโลม กับอะไรต่ออะไร ที่เราทำงานกับสังคม ก็เป็นความสามารถของ มุทุภูตธาตุ เพราะฉะนั้น จึงร่วมกับมนุษย์ สังคมโลก ที่มีผู้อยู่รวมกัน ร่วมกัน มี สัปปุริสธรรม 7 อนุโลมปฏิโลมกับเขาได้ อยู่อย่างสบาย กัมมัญญตา ทำกรรม การงานที่เหมาะสม เหมาะควร ทุกอย่าง รวมแล้ว จิตก็จะประภัสสรอยู่ตลอดเวลา ผ่องใส ผ่องแผ้ว ตลอดเวลา นั่นคือสมาธิ หรือฌาน หรือเป็นนิโรธ นิโรธก็ไม่ได้แปลว่าดับอย่างเดียว นิโรธเป็นการผ่องใส สว่างรับรู้เต็ม ทุกวันนี้ ศาสนาพุทธเข้าใจคำว่าสมาธิของพระพุทธเจ้าไม่ได้ แม้แต่คำว่านิโรธก็เข้าใจผิด แต่เข้าใจว่า เป็นการดับอย่างไม่มีสัญญา เป็นอสัญญีสัตว์ ที่จริงคำว่าอสัญญีสัตว์ ไม่ได้แปลว่าไม่มีสัญญา เหมือนกับคำว่า คล้ายคำว่า ถ้าปุญญาภิสังขาร มันเป็นอภิสังขาร เป็นการปรุงแต่งชั้นโลกุตระ อภิสังขาร 3 เป็นโลกุตระ ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร อภิสังขาร คือการปรุงแต่งอย่างโลกุตระ ปุญญาภิสังขาร คือการฆ่ากิเลสได้ ทำใจในใจให้มีมนสิการ โยนิโสมนสิการ ทำใจในใจกำจัดกิเลสได้ เรียกว่าเป็นปุญญาภิสังขาร ที่อยู่ในภาค เสขบุคคล ได้ส่วนบุญไปเรื่อยๆ หมดอนุสัย คือหมดบุญหมดบาป เป็น อปุญญาภิสังขาร ไม่มีบุญแล้ว บาปก็ไม่มี จึงไม่ได้หมายความว่า อุปญญาภิสังขาร คือคนไม่เป็นบุญเลย ก็เป็นบาป ตีความวน โลกีย์วน แต่โลกุตระไม่วนกลับ ได้แล้วได้เลย กิเลสขาดเป็นสมุจเฉท ก็ได้ไปเรื่อยๆ สั่งสมความสงบรำงับไปเรื่อยๆ เป็นปฏินิสสัคคะไปเรื่อย เจริญรุดหน้าไปเรื่อย หากเข้าใจโลกียะ โลกุตระ ที่หยุดวน ไม่ได้ก็กลับไปกลับมา เป็นโลกียะ เป็นการปรุงแต่งอย่างเป็นบาป ผู้ที่ยังเข้าใจความเป็นจริงสภาวะ ละเอียดลึกซึ้ง พวกนี้ไม่ออก ก็จะเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ความถูกต้องแล้ว ปุญญาภิสังขาร ยังเป็น เสขบุคคล ชำระกิเลสไปตามลำดับถึงขั้น อปุญญาภิสังขารก็เป็น อเสขบุคคล ไม่มีบุญ ไม่มีบาป บุญหมดเกลี้ยง พระอรหันต์ เป็นคนไม่มีบุญ เป็นคนหมดบุญ เป็นคนไม่มีบุญ บาปก็ไม่มี จึงสัพพปาปัสสะ อกรณัง หากยังเหลือกรรมกิริยาอยู่ ก็มีแต่กุศล กุสลัสสูปสัมปทา เพราะว่ามีสจิตตปริโยทปนัง เพราะท่านไม่ต้องชำระกิเลสอีก ท่านได้สันตานัง ปุนาติ วิโสเทติ คือชำระกิเลสในสันดานจนหมดเกลี้ยง หมดแล้วสนิท อานิสงส์ในการครองคู่ แล้วปล่อยให้คู่ครอง ไปประพฤติพรหมจรรย์ ผู้ที่เป็นคู่ครองไปประพฤติพรหมจรรย์แล้ว ยิ่งเป็นอรหันต์ ก็อนุโมทนาสาธุด้วย ก็ยิ่งดี เป็นอานิสงส์สูงสุด นี่คือ เรื่องของอานิสงส์ ของการให้คู่ครองไปบวช ไม่ต้องพูดถึงคู่ครองไปเป็นโพธิสัตว์ เป็นพระพุทธเจ้า ก็ยิ่งสูงสุด อย่างเช่นอาตมา คู่ครองให้ไปบวช อานิสงส์ก็ต้องสูง ยกตัวอย่างตัวตนเลย
สื่อธรรมะพ่อครู(รูป 28) ตอน นาม 5 รูป 28 ให้ถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ พ่อครูว่า... มีผู้ที่ค้นตำราจากพระไตรปิฎก ว่าด้วยสัญญาเวทยิตนิโรธ พระไตรปิฎกเล่ม 17 ข้อ [508] สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้น เป็นเวลาเช้า ท่านพระสารีบุตรนุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวร เข้าไปสู่พระนครสาวัตถีเพื่อบิณฑบาต ครั้นเที่ยวบิณฑบาตในพระนครสาวัตถีแล้ว กลับจากบิณฑบาตภายหลังภัต เข้าไปยังป่าอันธวัน เพื่อพักกลางวัน ถึงป่าอันธวันแล้ว นั่งพักกลางวัน ณ โคนไม้แห่งหนึ่ง. ครั้งนั้นเป็นเวลาเย็น ท่านพระสารีบุตรออกจากที่พักผ่อนแล้วเข้าไปยังพระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี. ท่านพระอานนท์ได้เห็นท่านพระสารีบุตรว่า อาวุโสสารีบุตร อินทรีย์ของท่านผ่องใสนัก สีหน้าของท่านหมดจด ผ่องใส วันนี้ท่านพระสารีบุตรอยู่ด้วยวิหารธรรมอะไร? ท่านพระสารีบุตรตอบว่า อาวุโส ดังเราจะบอก เราสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมเข้าปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่. อาวุโส เรานั้นไม่ได้คิดอย่างนี้ว่า เราเข้าปฐมฌานอยู่ หรือว่าเข้าปฐมฌานแล้ว หรือว่าออกจากปฐมฌานแล้ว. แท้จริง ท่านพระสารีบุตรถอน ทิฏฐิคือ อหังการ ตัณหาคือ มมังการ และอนุสัยคือ มานะ ออกได้นานแล้ว ฉะนั้น ท่านพระสารีบุตรจึงไม่คิดอย่างนี้ว่า เราเข้าปฐมฌานอยู่ หรือว่าเข้าปฐมฌานแล้ว หรือว่าออกจากปฐมฌานแล้ว. พระอานนท์เป็นสายเจโต ใช้ภาษาก็เป็นภาษาแบบฤาษี เทวนิยมอยู่ วันนี้ เป็นวันที่ 9 มิถุนายนแรม 11 ค่ำเดือน 7 วันเสาร์ วันนี้เป็น วันบูชาพระบรมสารีริกธาตุ ตอนเย็น 6 โมงเย็น ทำวัตรเช้านี้ ก็เลยอธิบายสัญญาเวทยิตนิโรธ ก็แล้วกัน ผู้ที่ไม่ค่อยจะมีพื้นฐานนัก ก็หากระไดมา ปีนกระไดฟังหน่อย ขออภัย
สัญญา แปลว่าการกำหนด เป็นเจตสิกของเรา ทุกคนก็ฝึก ศาสนาพุทธฝึก จิตของเราส่วนของจิตของเรานี้ ทำงานอย่างนี้ ต้องฝึก ถ้าไม่ฝึก สัญญาไม่เก่ง สัญญาต้องทำงาน มันจะกำหนดรู้ อันนี้แตงโม อันนี้กล้วย อันนี้เป็นมะระ สัญญาทำงานทั้งนั้น เจออะไรสัญญากำหนดรู้ทันที เพราะฉะนั้นสัญญากำหนดรู้นี้ มันเป็นตัวทำงาน ที่จะให้เราได้เรียนรู้ ในฐานนามธรรม นามธรรม เป็นการฝึกปรือ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ดูเหมือนจะข้อ 7 ท่านตรัสถึง รูปธรรม นามธรรม รูปธรรม คือ มหาภูตรูป 4 แล้วก็มี นามธรรม อีก 5 มีมหาภูตรุป 4 อุปาทายรูปอีก 24 ปฏิบัติธรรมนั้นลืมตาปฏิบัติ แต่ที่เข้าใจกันผิดไปทั่วคือ ไปหลับตาปฏิบัติ หากถึงขั้นสัญญาเวทยิตนิโรธ ก็ต้องไปนั่งหลับตาสะกดจิต เข้าภวังค์ ซึ่งผิดไปคนละฟากฝั่งเลย คนละฟากฟ้าหนึ่ง ไม่ใช่ที่เป็นอย่างที่คิด อย่างที่เข้าใจ ต่อมา การใช้สัญญานั้น พระสารีบุตรบอกว่า ท่านพระสารีบุตรตอบว่า อาวุโส ดังเราจะบอก เราสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมเข้าปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่. อาวุโส เรานั้นไม่ได้คิดอย่างนี้ว่า เราเข้าปฐมฌานอยู่ หรือว่าเข้าปฐมฌานแล้ว หรือว่าออกจากปฐมฌานแล้ว. แท้จริง ท่านพระสารีบุตรถอนทิฏฐิคือ อหังการ ตัณหาคือ มมังการ และอนุสัยคือมานะออกได้นานแล้ว ฉะนั้น ท่านพระสารีบุตรจึงไม่คิดอย่างนี้ว่า เราเข้าปฐมฌานอยู่ หรือว่าเข้าปฐมฌานแล้ว หรือว่าออกจากปฐมฌานแล้ว. ของศาสนาพุทธไม่มีเข้า ไม่มีออกฌาน ทำนิโรธทำดับได้ โดยไม่ต้องเข้าต้องออก สามารถฝึก ชำระกิเลสดับกิเลสได้โดยที่กิเลสมันดับได้ แวบหนึ่ง สองแวบ ดับได้นานขึ้น มีทั้ง ขุททกะ ขณิกะ สภาพทำได้เป็นตัวๆ ทำได้เป็นกำหนดเวลา ได้เร็วขึ้น และนานขึ้นด้วย ทำได้แข็งแรง ทำได้ละเอียดทำได้ครบทำได้มาก ทำอะไร ทำลายตัวกิเลสไง ก็เป็น คุณสมบัติของการประพฤติปฏิบัติธรรม ที่เราสามารถปฏิบัติได้ดีขึ้น เจริญขึ้น ท่านไปขยายความไปเป็นฌาน ฌานก็ไม่ได้หลับตา ฌานต้องปฏิบัติลืมตา คือศาสนาพุทธ อย่างพวกชาวอโศก อาตมาพาให้ปฏิบัติฌาน สมาธิ จนเกิดนิโรธ ก็ลืมตาทั้งนั้น ฌาน คือ เป็นพลังอุณหธาตุ สร้างพลังงานหนึ่งขึ้นมาในจิต และมันก็เผา ฌาปน แปลว่าเผา ฌาปนกิจ คือกิจการงานเผา เผาศพ ฌาปนะ ฌานะ แปลว่าไฟ แปลว่าเพลิง อุณหธาตุที่ไปทำลาย พลังงานไฟราคะ โทสะ โมหะ เมื่อทำฌานก็เอาสัญญา กำหนดรู้ความรู้สึกของเรา ในขณะกระทบสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อกระทบเสร็จ เวทนาเกิด องค์ประชุมของรูปนาม คือการเรียนรู้ เราเป็นเจ้าของจิต จิตของเราก็มี ปสาทรูป โคจรรูป ปสาทรูป ก็คือประสาท มีประสาทตา หู จมูก ลิ้น กาย มันทำงาน โคจระ คือมันทำงานแล้ว ไม่อยู่เฉยๆแล้ว บางทีเรากระทบ แต่ไม่โคจระ ไม่รู้เรื่อง เฉยๆ จิตมันไปคิดอะไรโน่น แสงกระทบ retina แต่ประสาทมันมีไม่ได้เสีย แต่โคจระไม่ทำงาน อาการจิตที่จะทำงานร่วมรับรู้ รับคิด ตากระทบแสง แสงเข้าประสาทตาแล้ว แต่ความคิดไปอยู่กับอะไร ก็แล้วแต่ คนเดินผ่านไปมา ก็ไม่เห็น ของอยู่ข้างหน้า ก็ไม่เห็น นี่คือสัมผัส ยิ่งไม่สัมผัส แม้มีปสาทรูป โคจรรูป ก็ไม่รู้เลย ก็มีแค่คิด อยู่ในสัญญา ซึ่งไม่เป็นทิฏฐะ ไม่เป็นปัจจุบัน ไม่เป็นปัญญา ทิฏฐิ ปัญญา ต้องมีปัจจุบัน มีภายใน ภายนอก ร่วมรับรู้ สัญญากับปัญญาต่างกัน ปัญญา จะต้องรู้ภายนอกภายในครบ จึงจะเรียกว่าปัญญา เพราะฉะนั้นคนที่เข้าใจความหมายละเอียดพวกนี้ ไม่ได้ปฏิบัติ ธรรมะไม่ได้ เช่น ไปนั่งหลับตา สะกดจิต แล้วทำฌาน ทำสมาธิหลับตา แล้วทำจิตให้ว่าง อุเบกขา อยู่ในภพ โดยไม่ลืมตา ไม่รับรู้ทวารภายนอกเลย รู้แต่ในจิตข้างใน เสร็จแล้วจิตก็ดับ เป็นอุเบกขาแบบสมถะ ดับเป็นอุเบกขาสมถะ เคหสิตอุเบกขาเวทนา ได้แล้ว เสร็จแล้วนิ่งเขา ก็บอกว่านิ่งแล้ว เสร็จแล้ว เดี๋ยวปัญญาจะเกิดตาม นี่คือการไม่รู้ธรรมะ อธิบายผิด ตัวที่จะเกิดตามหลังจากการนั่งหลับตาสนิท ได้ มีแต่ สัญญา เท่านั้น ไม่มี ปัญญา เกิดเลย เพราะปัญญาต้องมีภายนอก แต่อานาปานสติหลับตาแล้วก็ไม่รับรู้ภายนอก เหลือแต่ลมหายใจเข้าออก ท่านเรียกว่ากาย ถ้าคุณไม่รับรู้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก คุณอยู่ในภพภายใน หมดเลย คุณก็ไม่มีกาย เมื่อปฏิบัติธรรม ไม่มีส่วนกาย ไม่มีธรรมะ 2 ไม่ใช่ของศาสนาพุทธเลย ออกนอกรีตนอกทางไป ฉะนั้นปัญญาไม่มี มันวนอยู่ในสัญญา ก็จะมีแต่ ทิฏฐิ 62 ทําในพรหมชาลสูตร นั่งหลับตาสมาธิ ไม่มีอะไรเจริญเท่ากับอยู่ในกะลาครอบ ไม่ออกไปจากกะลาเลย ไม่มีอาโลกะ ไม่มีแสงสว่างเลย ไม่มี อาโลกสัญญาเลย ฝันอยู่คนเดียว อยู่ในสิ่งที่คุณมี คือคลังสัญญา คือความคิดความฉลาด ภูมิธรรมเท่าที่มี คนก็เอาภูมิธรรมเท่าที่มี รับรู้ได้ไม่ครบง่ายๆหรอก อย่างเช่นพระพุทธเจ้า ท่านดึงสัญญาเก่าได้ครบ ท่านก็เคยทำมา เดิมตั้งแต่เก่า สำเร็จครบ สัมมาสัมโพธิญาณ แล้ว เมื่อมาประสูติอุบัติ เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ถึงวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ท่านก็นั่งระลึกถึงภูมิ ที่เป็นสัมมาสัมโพธิญาณของท่านขึ้นมา เหมือนกับคุณเองคุณมีสมบัติอยู่ในเซฟ คุณก็เปิดเซฟ ออกมาเอาสมบัติออกมา แต่ถ้าในเซฟของคุณ ไม่มีสมบัติของคุณในนั้น เปิดเซฟออกมา มันก็ไม่มีอะไรข้างใน บ่จี๊ ทรัพย์สินเงินทองคุณก็ไม่มี นิโรธของโลกุตระนั้น หาก ไม่มีภูมิธรรมที่เป็นโลกุตรธรรม คุณก็วนอยู่ในโลกียธรรม เพราะฉะนั้นการนั่งปฏิบัติธรรมหลับตา นิโรธจะเก่งให้ตายอย่างไร นั่งมา ตายมาเยอะแล้ว แล้วก็บอกว่า นั่งหลับตา บรรลุเป็นอรหันต์กัน เป็นอรหันต์เก๊ทั้งนั้น สายหลับตา นั่งแล้วบอกว่าบรรลุธรรมด้วยการหลับตา อรหันต์เก๊ทั้งนั้น เพราะปฏิบัติธรรมไม่ได้เข้าทางพระพุทธเจ้าเลย ไปนั่งหลับตาเข้าฌานได้แล้ว จึงค่อยยกจิตเข้าสู่วิปัสสนา มันเป็นคนละสิ่ง คนละอย่าง คนละเรื่อง เป็นการเข้าใจผิด ในพระไตรปิฎกเล่ม ที่บอกว่า รูป 28 นาม 5 ตามปฏิจจสมุปบาท พอถึงข้อ 14 ก็จำแนก รูป 28 นาม 5 การปฏิบัติธรรมต้องปฏิบัติที่ที่ รูป 28 นาม 5 นาม 5 มี เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ การปฏิบัติธรรมต้องทำใจในใจให้โยนิโส ให้ถ่องแท้ ให้ละเอียดลออ ให้แยบคาย ให้ลงไปถึงที่เกิด โยนิโส แปลว่าอย่างนั้น ให้ลงไปถึงที่เกิด ที่ฐานจิตที่เกิด ที่ตั้งของจิต กิเลสก็จะตั้งอยู่ตรงนี้แหละ คุณจับอาการของจิตได้ว่า จิตของเราคืออันนี้ คุณก็รู้ หทยรูป มัน เป็นนามธรรม แปลตามพระอภิธรรม เขาเรียนกันว่า หทยรูป อยู่ที่หัวใจ ห้องที่ 4 มีน้ำหล่อเลี้ยงสีน้ำเงินอยู่ อธิบายกันอย่างเป็นรูปธรรม เป็นรูปวิมานเลย ทั้งๆที่มันไม่มีรูป เป็นนามธรรม แต่เขาก็ว่ากันไป เพราะฉะนั้น ผู้ที่สามารถอ่านจิตตัวเองได้ รู้จิตตัวเองเป็น นี่แหละคือ นามธรรม อยู่ในกายยาววา หนาคืบ กว้างศอก คือคูหาสยัง ของใครของมัน เสร็จแล้ว คุณเข้าใจแล้ว ก็ทำ การทำใจต้องมี สติสัมโพชฌงค์ ตื่นเต็ม มีสติตื่นเต็มๆ ทั้งตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สัมผัสนอก สัมผัสใน รู้พร้อมหมด มีสติสัมโพชฌงค์ แล้วก็วิจัย กาย รูปนามเลย จากกาย ก็เป็นเวทนา วิจัยเวทนา ในเวทนาจะมีตัวจิต เข้ามาเป็นตัวการเรียกอกุศลจิต เข้ามาเป็นเหตุปรุงแต่งจิต อันเกิดกิเลส เป็นเวทนาสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ตัวเหตุ ทำให้สุขทุกข์ คือตัวตัณหา หรืออุปาทาน พยัญชนะก็บอกว่า ตัณหา คือตัวเคลื่อนไหว อุปาทาน คือแกนของจิต เป็นกิเลสตัวเดียวกัน กามุปาทาน คือตัณหาถ้ามันเคลื่อนไหวเป็น Dynamic ก็เป็นตัณหา ถ้ามันนิ่งอยู่ก็เป็น กามุปาทาน หากเคลื่อนไหว ก็เป็นตัณหา ก็อ่านตัวกามนี้ให้ได้ มันมีตัวกามอยู่ ก็ฆ่ามัน ถ้ามันเคลื่อนไหวแล้ว ก็รู้ได้ดี ถ้าหากมันนิ่งอยู่ ก็ตีไม่แตก รู้ได้ยาก จึงปฏิบัติชนิดที่ไม่มีผัสสะ ไม่มีอาการเคลื่อนไหว มันจะทำลายกิเลสได้ยาก ทำลายกิเลสไม่ออก ทำอย่างไรไม่ถูกตัวมันด้วย ดีไม่ดี มันทำตัวหายตัวไปเลย ไม่มีตัวตนเลย ทำเป็นตัวไม่มีตัว ท่านเรียกว่าแปลงกาย นิรมาณกาย เสร็จแล้วก็ อาทิสมานกาย เป็นกายที่มองไม่เห็น นิรมาณกาย คือกายที่ทำเอง ทำให้มันไม่เห็นจิต เป็นองค์ประกอบ นิรมาณกาย แล้วก็เป็นอทิสมานกาย เป็นกายที่มองไม่เห็น ไม่รู้จะทำอย่างไรกับนามธรรม จิตของตัวเองที่มองไม่เห็น ที่ทำให้มองไม่เห็นเอง ก็เลยโง่ เสร็จแล้วโง่ด้วยกัน ก็เลยเป็น สัมโภคกาย เลยไปนั่งทำจิตแบบนั้น เสพติดแบบนั้นบนโลก ร่วมกัน ไปทำแบบนั้นกัน พวกนี้พวกกายนอกรีตทั้งนั้นเลย นิรมาณกาย อทิสมานกาย สัมโภคกาย มันไม่ใช่นามกาย นั่นแหละคือพวกธรรมกาย สำนักธรรมกายนี่แหละ ทำการวิปริต 3 นี้ ทั้งนั้น ทั้ง นิรมาณกายเป็นเทวดาเฟส 2 เฟส 3 เฟส 4 มีวิมานอยู่นั่นอยู่นี้ ฤาษีลิงดำ 9 วิมานชั้น 5 วิมานชั้น 6 วิมานชั้น 7 ฤาษีลิงดํา สายนั่งแล้ว ปั้นวิมานธรรมเจโต มันเป็นการยึดติดคนละทางกัน แต่มันออกนอกทางน่าสงสาร ขออภัยยกตัวอย่างธรรมกาย หรือฤาษีลิงดำก็ดี สายฤาษีลิงดำ สายอาจารย์มั่น มีพวกนี้ผสมกัน ฤาษีลิงดำนั้นเด่นไปทางวิมาน ทางธรรมกายก็วิมาน มหาวิมาน เป็นพวกนิรมาณกาย แต่กลับอีกที อาทิสมานกายนั้นไม่เห็น แต่ดันไปเห็นอีก ฤาษีลิงดำก็เช่นกันแต่เห็นแบบสุภกิณหา แต่ทางด้านธรรมกายเห็นอย่างอาภัสรา เปลี่ยนรูปพรหม 2 สาย วิมานพรหม เป็นพรหมนอกรีต พระพรหม คือลักษณะสะอาดจากกิเลส มันไม่มีรูปร่าง ตัวตน ไม่มีสีสัน เส้นแสง อะไร รู้ด้วยอาการของกิเลส แล้วทำให้กิเลสออกไปหมด ให้จิตใจสะอาดเกลี้ยงได้เลย พรหมที่เป็นแสงสีรูปร่าง ตัวตน เส้นแสง สีสาย เลยเกิดเป็นลม แสงสว่าง มีรัศมี พรหมปาริสัชชาพรหม มหาพรหม 1 รูปพรหม 1.1 ชั้นที่ 1 พรหมปาริสัชชาภูมิ เป็นลูกน้องของมหาพรหม 1.2 ชั้นที่ 2 พรหมปุโรหิตาภูมิ 1.3 ชั้นที่ 3 มหาพรหมาภูมิ สามเส้านี้ ของพรหม เขาอธิบายกันเป็นรูปร่างตัวตน เป็นชั้นอะไรไป พวกนี้นอกรีตทั้งนั้น เขาเรียก ปฐมฌาน ฌาน นั้นที่มีรูปร่าง ตัวตนผิด แต่หากอธิบายลักษณะนามธรรม ก็ดีไป แต่เข้าใจไม่ได้ ก็เป็นรูปธรรม เป็นรัศมีแสงสว่าง ความมืด มาอธิบายความเป็นพรหม เอาแสงมาอธิบาย 1.4 ชั้นที่ 4 ปริตรตาภาภูมิ เป็นแสงสภาพจิตที่นั่งเห็นแสง คุณหลับตาปั๊บ มันไม่มีแสงอะไรหรอก มันก็จะเห็นแต่ความมืด แต่คนที่ปิดตาลงแล้ว มีแสงสี แวบ สีม่วง สีแดง อะไรอุปาทานทั้งนั้น คนไม่มีอุปาทานอะไร ปิดตาแล้ว ก็มีแต่มืดกับมืด หากมีแวบ ก็เป็นเศษอุปาทานหากยิ่งเข้าใจผิดว่า นั่งหลับตาแล้วจะเกิดเห็นแสงสีใส แดงเขียวอะไร มันยังไม่ใส ก็เพ่งให้มันใส ยิ่งใส ยิ่งอาภัสรา หรือสายมืด ทำให้ดับดำมืดได้ เป็นสุภะ ก็เป็นสายสุภกิณหา ก็มีแค่สองสาย ความเป็นพุทธ ไม่ได้มีแสงไม่มีสี ไม่มีมืด ไม่มีสว่าง มีแต่กิเลสกับกิเลสลดลงไป จางคลายลงไป มีแต่ประภัสสร มีแต่เจริญ มีแต่สะอาด มีแต่รู้อย่างเต็ม กิเลสหมดไปได้เรื่อยๆ การอธิบายเทวดา 6 ชั้น พรหม 16 ชั้น อรูปพรหมอีก 4 ชั้น เขาก็ไปอธิบาย หากอธิบายเข้าหาสาระธรรมก็ได้ แต่ไปอธิบายเป็นความแสงสว่าง ความเป็นความมืด ความเป็นภพ เป็นการปฏิบัติไม่ตรงกับธรรมะพระพุทธเจ้า เป็นมิจฉาทิฎฐิ เป็นสิ่งที่ปั้นสร้างขึ้นในจิต เป็นตัวเป็นตน แล้วก็รวมเป็นภพ จากชาติ ก็เป็นภพต่อ ไม่เข้าใจความละเอียด ความเป็นชาติ ไม่เข้าใจความละเอียดของความเป็นภพ จึงสัญญา จึงสัญญากำหนดหมายอะไรผิดหมด ปฏิบัติธรรมนั้น สัญญาเป็นการกำหนดรู้ในสภาพของ เวทนา สัญญา สัญญาก็ออกมาเป็นตัวทำงาน กำหนดรู้เวทนา กำหนดรู้เจตนา แทนที่จะเป็นเวทนา สัญญา สังขาร ก็เป็น เวทนา สัญญา เจตนา มโนสัญเจตนา มีอยู่ 3 ชนิด 1. กามตัณหา 2. ภวตัณหา 3.วิภวตัณหา เราใช้ วิภวตัณหา คือ ตัณหาที่จะทำให้ไม่เกิดภพ ตัณหาคือความต้องการ เป็นความประสงค์ เป็นความปรารถนา ที่จะให้จิตเราไม่มีภพ เป็นวิภวตัณหา เสร็จแล้วก็เรียนจาก กามตัณหา เป็นฐานภายนอก ฐานเบื้องต้น กามตัณหา 5 คือกามคุณ 5 ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย กระทบสัมผัสแล้ว ก็เกิดเวทนา คุณก็วิจัยเข้าไปในเวทนา แล้วก็จัดการ วิจัยเวทนา เป็นกรรมฐาน ศาสนาพุทธมีกรรมฐานเดียว คือ เวทนาเป็นก
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive