610608_พ่อครู เทศน์ ทวช. อโศกรำลีกครั้งที่ 37 สัปปายะ 4 ชี้ทางบรรลุธรรม.docx
เนื้อหาในไฟล์
610608_พ่อครู เทศน์ ทำวัตรเช้า อโศกรำลีก ครั้งที่ 37 สัปปายะ 4 ชี้ทางบรรลุธรรม อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://drive.google.com/open?id=1wddU9jgMFgUyHpKv7R8X4Peff1SuuG61nRU-rowlUwM
ดูยูทิวป์ได้ที่… https://www.youtube.com/watch?v=7KLJqmRiFd8 พ่อครูว่า... วันนี้ เป็นวันศุกร์ที่ 8 มิถุนายน 2561 ที่บวรราชธานีอโศก สุขภาพ 8 อ ของพ่อครู ยอดความรู้ ของลูกหลาน ปฏิบัติตาม ทำได้ ใจเบิกบาน ภูมิต้านทานแข็งแรง ไร้โรคา ขอเริ่มที่ อารมณ์ ไม่ข่มเครียด อาชีพ เบียดเบียนตน ไม่ค้นหา มองอาหาร นั้นหรือ ถือเป็นยา เอนกาย ตามเวลา พักผ่อนใจ เอาพิษออก จากตัว ที่ชั่วคั่ง ออกกำลัง ตามกำหนด จะสดใส อากาศหวาน ซ่านสม ลมหายใจ อิทธิบาท ยิ่งใหญ่ ให้พลัง สุขภาพ 8 อ ของพ่อครู สำเร็จสู่ 84 ปี มีความขลัง ถึงเป้าหมาย 151 ปี ที่จีรัง ไม่หยุดยั้ง ด้วยเรา เฝ้าพากเพียร ….ประพันธ์โดย….ศ.ดร.อภิชาติ จำรัสฤทธิรงค์ อวยพรมา ก็ขอบคุณ (...พ่อครูดูที่มะระลูกใหญ่ที่บนโต๊ะ ...) นึกไปถึงอดีต ที่เคยกินตอนสมัยเป็นฆราวาส แกงจืดมะระน้ำใส ใส่เครื่องในไก่ กินอยู่ประจำ ไม่ต้องสั่ง ร้านเขาก็รู้ ...อายุมากเขา ก็บอกว่า พูดถึงความหลัง
_สุริยา รักการศิลป์....ประเทศไทยเราเคยมีหลายลัทธิ จนสมัย ร.5 ท่านรวมให้เข้ากันเป็นลัทธิเดียว 2 นิกาย คือ มหานิกาย กับธรรมยุตินิกาย แต่ในที่สุด เราก็กลับไปสู่ลัทธิใคร ลัทธิมัน คล้ายๆ เดิม ใครจะนับถืออย่างไร เราก็ไม่ค่อยจะอินังขังขอบสักเท่าไร ยกเว้นแต่มีประเด็นใหญ่ๆ เกิดขึ้น จะเห็นได้ว่า พวกเทพจากสวรรค์ มาเกือบครบทุกชั้น จะสร้างรามเกียรติ์ ไม่ต้องใช้ดาราจากอินเดีย ก็น่าจะได้ แต่ก็ยังไม่มีใครดำเนินการอะไร นอกจากจะก่อให้เกิดเรื่องใหญ่ๆ ออกนอกกรอบไปไกลๆ อะไรเทือกนั้น
อ่านต่อ
โดยส่วนตัวผม ก็ปฏิบัติตามลัทธินี้อยู่หลายปี เดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นมังสวิรัติกลายพันธุ์อยู่ ถ้าไม่ยึดสำนัก ผมก็ชอบสำนักนี้แหละครับ แต่กลัวว่าเราเองแหละ จะปฏิบัติไม่ได้หมด พ่อครูว่า... ก็ให้ฟังทั้งสองฝั่ง อะไรเป็นธรรมวาที ก็ให้เลือก อะไรไม่ใช่ธรรมวาที ก็ไม่เลือก
_ถาวร ทิพย์โชติ.... มุมมองของพ่อท่าน ผมได้ประโยชน์อย่างยิ่งว่า เงิน เป็นต้นเหตุสำคัญของการทำลายพุทธ คนอื่น ๆ ผู้นำสงฆ์ และผู้นำรัฐบาล จะคิดอย่างไร ท่านให้ปรับที่ตนเอง คือไม่ส่งเสริมสงฆ์ใช้เงินครับ
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน โครงสร้างโพธิปักขิยธรรม 37 _จากคุณมิ้ง...ทูนไทพุทธ... ถ้าพระพุทธเจ้าทุกพระองค์มีมหาปุริสลักษณะ 32 (และอนุพยัญชนะ 80) เหมือนกันหมด ก็แสดงว่าไม่ว่าในยุคกาลใดก็ตาม สรีรพันธุ์ที่สมบูรณ์ของสิ่งมีชีวิต ที่เจริญสูงสุด ก็คือปัญจสาขา ที่มีขันธ์ห้า อายตนะหกครบพร้อม อันเป็นสรีรพันธุ์ เหมือนของมนุษย์ในยุคนี้เหรอครับ แปลเป็นไทยง่ายๆก็คือ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ แม้ในกาลอนาคต ก็จะมีรูปร่างเหมือนมนุษย์ในยุคเราๆนี่เหรอครับ (แม้ขนาดอาจจะไม่เท่า เช่น บางยุคที่อาจใหญ่โตกว่า) คือ ผมสงสัยว่ากลไกมูลฐานในกระแสธรรมชาตินั้น มีกลไกใดบ้าง ที่จะไม่แปรเปลี่ยนไปตามยุคกาลน่ะครับ เช่น ตำรากล่าวว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ตรัสรู้อริยสัจจ์ เหมือนกันหมด นี่แสดงว่ากลไกแห่งอริยสัจจ์นั้น เป็นมูลฐาน มิแปรเปลี่ยน ไม่ว่าในยุคกาลใด แล้วพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ แม้จะเห็นกลไกหนึ่ง อันชื่อว่าโพธิปักขิยธรรมเหมือนกัน แต่ทุกพระองค์จะบัญญัติจัดกลุ่มสิ่งสิ่งนั้น ด้วยกลุ่ม 4445578 เหมือนกันทุกพระองค์ไหมครับ นี้อาจจะแปรเปลี่ยน ให้เหมาะสมตามปัจจัยแวดล้อม ในยุคนั้นๆ โดยในยุคนั้นท่านอาจ "ไม่" ป่าวประกาศธรรมะด้วยโครงสร้าง 4445578 แต่จัดหมวดหมู่ เป็นโครงสร้างหลักแบบอื่นแทน เป็นไปได้ไหมครับ พ่อครูว่า… 4445578 คือ โพธิปักขิยธรรม 37 คือ อิทธิบาท 4 สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 อาตมาย่อเหลือ 4578 โพธิปักขิยธรรม 37 คือโลกุตรธรรม สติปัฏฐาน 4 ก็เป็นโลกุตรธรรมข้อแรก แล้วก็ 7 ข้อ ทั้งหมด คือโลกุตรธรรม 7 ข้อปฏิบัติธรรมให้เกิดมรรคผล ก็จะเป็นอรหันต์สมบูรณ์แบบ ไปตามลำดับ มี โลกุตระ 9 คือ โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกิทาคามีมรรค สกิทาคามีผล อนาคามีมรรค อนาคามีผล อรหัตตมรรค อรหันตผล นิพพาน คือโลกุตระ 9 คือโครงสร้างที่ปฏิบัติให้บรรลุอริยสัจ 4 ถ้าเข้าใจ เราจะไม่สับสน แล้วก็เข้าใจสภาวะ ในภาษาต่างๆ สติคืออะไร การพิจารณากายคืออะไร เวทนาคืออะไร จิตคืออะไร ธรรมคืออะไร ไม่มีอะไรมากกว่านี้ ที่จะให้ศึกษา เจาะที่เวทนาเป็นกรรมฐาน เวทนา 108 แยกตรงหัวใจของศาสนาคือ มโนปวิจาร 18 คือ เคหสิตะ 18 เราก็ทำให้เป็น เนกขัมมสิตเวทนา 18 จนบรรลุ ฐานนิพพาน คืออุเบกขา เนกขัมสิตอุเบกขา ปฏิบัติให้ได้เนกขัมสิตอุเบกขาเรื่อยๆ ด้วยการปฏิบัติฌาน ให้เกิดการเผาการชำระกิเลส กิเลสคือไฟราคะ โทสะ โมหะ ถูกไฟฌาน เผา ทำลายไปเรื่อยๆ ก็สะอาด กิเลสหมดไป จิตใจก็ตกตะกอน ตกผลึกที่สะอาดขึ้น เป็นสมาธิ สมาธิ คือจิตที่ตั้งมั่น จิตที่ทำให้สะอาด แล้วก็สั่งสมตกผลึก จนแข็งแรง ตั้งมั่นจนเป็นกอบเป็นกอง รวมกันเข้าเป็นสมาธิ สมาธิเกิดได้จากการปฏิบัติ ฌาน เกิดได้จากการปฏิบัติ โพธิปักขิยธรรม 37 หรือ มรรค 7องค์ มีชีวิตในขณะปกติธรรมดา ทำอาชีพอยู่ ทำกรรมกิริยาอยู่ พูดอยู่ คิดอยู่ ก็มี สัมมัปปธาน 4 สังวรปธาน สัมผัสทวารทั้ง 6 ปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 ให้เกิดการชำระกิเลส ปหานปธาน จนเกิดผลเรียกภาวนาปธาน แล้วรักษาผลเรียกอนุรักขนาปธาน ด้วยอิทธิบาท 4 ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา โดยภาคปฏิบัติคือ ประหารกิเลสไป โดยโพชฌงค์ 7 สติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ มีวิริยะสัมโพชฌงค์ จิตที่จะมีปัญญารู้ทันทุกสัมผัสอิริยาบท แยกแยะ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ เกิดปีติ สั่งสมเป็น อินทรีย์ 5 พละ 5 เกิดผลเป็น ปัสสัทธิ ที่ไม่ใช่หยุดนิ่ง แข็ง สะกดจิตให้นิ่ง ดับลง ไม่ใช่ กิเลสมันหยุดบทบาท แต่จิตใจยิ่งคล่องแคล่ว ว่องไว ปราดเปรียว เป็น มุทุภูตธาตุ จิตรู้เร็ว มีปฏิภาณ รู้เร็วๆ เปลี่ยนแปลงได้ เร็วไวยิ่งขึ้น แก้ไขให้หมดกิเลสไปได้เร็วยิ่งขึ้น ทั้งเจโต และปัญญา จิตก็สะอาด ปริสุทธา ปริโยทาตา เกิดมุทุภูตธาตุ องค์ธรรมของอุเบกขา 5 จิตก็ผ่องใส ปภัสสรา นี่คือสภาวธรรม ที่อาตมาเข้าใจ มีภูมิปัญญาของตน เมื่อสัมผัสสูตรของพระพุทธเจ้า บัญญัติของพระพุทธเจ้า ก็มาอธิบายให้ฟังอย่างนี้ได้ แต่ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว ก็มั่นใจว่าพูดถูก อธิบายถูก มานานจนป่านนี้แล้ว 47- 48 ปี มาแล้ว นี่คืออาตมาต้องทำหน้าที่สืบทอดธรรมะ พระพุทธเจ้า ทำด้วยความอุตสาหะ วิริยะ ยากจริงๆ เพราะคนไม่ค่อยศรัทธาเลื่อมใส ไม่เข้าใจ และที่นี่ไม่บำเรอกิเลสด้วย มาขัดเกลากิเลส ก็เลยคนมาน้อย ก็ไม่เป็นไร งานอโศกรำลึกปีนี้ ไม่น้อยเหมือนกัน
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ทำไมไม่ออกกฏบังคับภิกษุให้ฉันมังสวิรัติ _สิ่งที่พระเทวทัตขอพระพุทธเจ้าคือ ให้ภิกษุฉันแต่ผักอย่างเดียวไม่ฉันเนื้อ หรือปลา แสดงว่าก่อนหน้านั้น ภิกษุมีการฉันเนื้อสัตว์และปลาอยู่ก่อนแล้ว ใช่หรือไม่ พ่อครูว่า... ก็มีบ้าง แต่ อินเดียเป็นรากของศาสนา ตั้งแต่ฮินดู ถึงพุทธ รู้โดยปริยายกันว่า นักบวชที่เคร่งครัด ที่น่านับถือบูชา นักบวชประพฤติพรตต่างๆ ที่ถูกต้อง จะต้องไม่ฉันเนื้อสัตว์ ไม่มีส่วนไปฉันเนื้อสัตว์เลย เขารู้ว่าดีโดยปริยาย เพราะฉะนั้น โดยทั่วไปก็จะไม่ฉันเนื้อสัตว์ จะมีคนที่กินเนื้อสัตว์ ฉันเนื้อสัตว์อยู่บ้าง ที่เป็นนักบวช เป็นบางคน บางผู้ พระพุทธเจ้าก็เลยไม่ออกกฎ ไม่ออกเป็นวินัยเลยว่า ห้ามฉันเนื้อสัตว์ ห้ามฉันปลา ไม่ออก _ถ้าใช่ คือภิกษุทุกหมู่เหล่า ฉันผักเป็นปกติแล้ว ทำไมพระเทวทัตจึงไปทูลขอให้พระพุทธเจ้าออกกฎให้ฉันแต่มังสวิรัติ พ่อครูว่า... วินัยไม่ใช่ศีล แต่ศีลต่างๆรอบรัดไว้แล้ว ศีลข้อที่ 1 ข้อเดียว ก็ไม่มีให้ฉันเนื้อสัตว์แล้ว มีใจกรุณา เอ็นดู หวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวง จะไปฆ่าสัตว์ได้อย่างไร มันจะเป็นประโยชน์ต่อสัตว์อย่างไร มันก็เป็นโทษแก่สัตว์ สัตว์มันก็ตาย ข้อเดียวนี้ ก็ชัดแล้ว หลักเกณฑ์ของพระพุทธเจ้า 1.ไม่ให้ฆ่าสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นพระ หรือฆราวาส ใครก็ตาม ท่านก็ไม่ให้ฆ่าสัตว์ ท่านไม่ได้ห้าม แต่พระนะว่า อย่าฆ่าสัตว์ ท่านให้ปฏิบัติศีลโดย อย่าฆ่าสัตว์ 2. อย่าค้าขายเนื้อสัตว์ อย่าค้าขายสัตว์เป็น หรือสัตว์ตาย หรือเนื้อสัตว์ โดยหลักธรรมของศาสนา มีศีลข้อที่ 1. อย่าฆ่าสัตว์ 2. มิจฉาวณิชชา 5 พวกฆราวาสอย่าไปค้าขายเนื้อสัตว์ ก็ห้ามฆราวาสนั่นแหละ เพราะพระนั้นไปขายไม่ได้ ฆราวาสก็ยังห้ามฆ่าสัตว์ และห้ามขายเนื้อสัตว์ ก็แค่สองข้อนี้ เป็นหลักเกณฑ์ แม้แต่เป็นฆราวาสพุทธศาสนิกชน ก็ไม่ให้ทำ แล้วจะมีเนื้อสัตว์ที่ไหนมาให้กินกัน ให้ขายกัน เหลือแต่ 1. เดนสัตว์กิน 2. สัตว์มันตายเอง เป็นปวัตตมังสะ ถ้าอุทิสมังสะ คือ คนไปเจาะจงฆ่ามัน ไม่ใช่เจาะจงมุ่งหมายฆ่าสัตว์นี้ เพื่อให้นาย ก. กิน ดังนั้น นาย ก. กินไม่ได้ ฆ่าสัตว์นี้เพื่อให้นาย ข. กิน นายข.ก็กินไม่ได้ ส่วนนายคนอื่น กินได้หมด คือเจาะช่อง เพื่อให้ตนเองได้กินเนื้อสัตว์ เป็นเรื่องที่น่าเกลียด
_พระพุทธเจ้าไม่ได้เอาตามพระเทวทัตแต่ให้กินเนื้อสัตว์ได้ โดยบริสุทธิ์ในส่วน 3 พ่อครูว่า... บริสุทธิ์ด้วยส่วน 3 คือ 1. ไม่เห็นว่าเขาฆ่า 2. ไม่ได้ยินว่าเขาฆ่า ไม่ได้ข่าวคราวว่าเขาฆ่า 3. ไม่สงสัยไม่รังเกียจว่า เขาฆ่าหรือเปล่า แล้วใจเรารังเกียจ หรือไม่รังเกียจ เขาก็ตีความว่า เห็นอยู่กับตาว่า เขาเจาะจง มีคนเจาะจงฆ่า สัตว์ที่ตายเพราะคนเจาะจงฆ่าสัตว์นี้ เพื่อคนนี้เท่านั้น ให้แคบๆลงไป แท้จริง ไม่ใช่บริสุทธิ์โดยส่วนสามคือ สัตว์นี้ตายด้วยคนเจาะจงฆ่า ตายด้วยฝีมือคนด้วยหลัก 5 ประการ 1. สัตว์มีชีวิต 2. สัตว์มีชีวิตก็รู้อยู่ 3. ปรารถนาฆ่า 4. พยายามฆ่า 5. ฆ่าให้มันตายลง สำเร็จ นี่คือ องค์ 5 ของปาณาติบาต พอครบองค์ห้านี้ก็บาปครบ 1. สัตว์มันมีชีวิต ก็มีชีวิตของมันเป็นธรรมดา ต่างคนต่างมีชีวิต วิบากใครวิบากมัน อย่าไปฆ่ากัน สัตว์ใดก็ไม่ต้องฆ่า ไปเกี่ยวข้องทำไม ไปฆ่า ก็สร้างวิบากใส่ตน 2. เขาก็รู้ว่าสัตว์มันมีชีวิต ก็ไม่ต้องไปสร้างวิบากใส่กันและกัน 3. ไปอยากฆ่ามัน 4. ไปพยายามฆ่ามัน 5. สัตว์นั้นก็ตายลงสำเร็จ อยู่ที่คนมีความรู้ จิตที่ประสงค์จะฆ่ามันหรือไม่ ถ้าไม่ฆ่ามัน จะไปกินมันทำไม แต่อยากจะกิน ก็เลยเจาะช่อง ปวัตตมังสะ ท่านเจาะไว้ที่ เดนสัตว์กิน คือเนื้อสัตว์กินเหลือ สัตว์มันทิ้งแล้ว สัตว์มันฆ่ากัน ก็เป็นวิบากของมัน เราไม่ได้เป็นคู่ร่วมวิบาก แต่มันทิ้งแล้ว ส่วนสัตว์มันตายเอง สัตว์เจ้าของชีวิตมันตายเอง ก็ทิ้งแล้ว จึงเรียกว่า ปวัตตมังสะ เป็นสัตว์ที่ไม่มีใครไปเจตนาฆ่า นัยที่เขาอธิบาย เป็นการเจาะจง ให้คนๆนั้น คนเดียว กินไม่ได้ มันน่าเกลียด อธิบายเลี่ยงบาลี อธิบายเพื่อเอาเนื้อใส่ปากตัวเอง เพราะฉะนั้นการบริสุทธิ์โดยส่วน 3 ก็ตีความต่างกัน
_ภิกษุใดต้องการกินผักก็ฉันผักได้ ตามอัธยาศัย ทำไมครับ พ่อครูว่า... เพราะพระพุทธเจ้าให้อิสระ โดยส่วนใหญ่มันก็ดีอยู่แล้ว ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งอิสระเสรีภาพ โดยไม่ต้องออกกฎเกณฑ์บังคับ เพราะว่าส่วนใหญ่ดีแล้ว แข็งแรงแล้ว ไม่มีความเป็นบาป ไม่เสื่อมเสีย ก็ปล่อยไป จะมี error ส่วนเล็กส่วนน้อย ก็ให้เป็นไปตามปัญญา ตามปฏิภาณ ใครรู้เองว่า หมู่ใหญ่ เขาไม่กินเนื้อสัตว์ แล้วเราจะมากินอยู่ทำไม เราจะมาพากเพียร เป็นคนดี ผู้มีญาณปัญญา รู้จักชีวะ รู้จักความเป็นพลังงานใน อุตุ พีชะ จิต กรรม ธรรมะ รู้การสัมพันธ์ ผูกพัน เกี่ยวข้อง พลังงานในจิตนิยามคือ สัตว์มันมีเวทนา มันมีวิญญาณ มันมีความจองเวรจองกรรม มันมีการรักการชัง ส่วนพืช พีชนิยาม มันไม่มีพลังงานเหล่านี้ ผู้รู้แล้วจะไปสร้างวิบาก ผูกพัน เป็นบาปเป็นเวร ไปกินเนื้อสัตว์ทำไม สัตว์มันมีเวทนา มีวิญญาณ มีตัวกูของกู ไปทำร้ายมัน ก็พยาบาท ไปสร้างทำไม คนที่สามารถเข้าใจธรรมะอย่างนี้ เพราะมันเป็นสัจจะความจริง ธาตุรู้ระดับวิญญาณ เวทนา ระดับที่มันรัก มันชัง มีอัตตา จองเวรจองกรรมกันได้ คุณมีวิบากที่มีสัตว์อื่น จองเวรจองกรรมกันน้อยหรือไง คุณกินแต่พืชก็อยู่ได้ดีด้วย ทุกวันนี้วิทยาศาสตร์เข้าใจแล้วว่า กินแต่พืชดี แม้แต่หมอ ถ้าเป็นโรคพอสมควร เขาก็บอกว่าหยุดกินเนื้อสัตว์ กินแต่พืชนะ ขนาดหมอก็ยังกินเนื้อสัตว์อยู่นะ ก็ยังรู้เลยว่า กินแต่พืชนี้ดีแล้วล่ะ กินมังสวิรัตินี้ดีกว่ากินเนื้อสัตว์ ขนาดนั้นยังรู้เลย เพราะฉะนั้นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ก็ตาม ทางธรรมะยิ่งชัดเจน ผู้มีภูมิธรรม ทางธรรมะ ก็ไม่มีปัญหา ผู้ที่มีกิเลสมาก อยากกินเท่านั้นแหละ ที่ปัญญาไม่พอ จึงกินเนื้อสัตว์อยู่ _แสดงว่าการฉันเนื้อสัตว์และปลา ไม่ขัดต่อมรรคผลนิพพาน ใช่หรือไม่ พ่อครูว่า... ขัดต่อมรรคผลนิพพาน ศีลข้อที่ 1 ยังไม่บริสุทธิ์ แล้วคุณจะได้นิพพาน ได้มรรคผลได้อย่างไร มรรคผลนิพพานคือการสะอาดจากกิเลส แล้วกิเลสหยาบ กลาง ละเอียด แล้ว กินเนื้อสัตว์ ก็เป็นกิเลสต้น ง่ายๆด้วย _พระพุทธเจ้าต้องการให้สัตว์ทั้งหลาย เข้าถึงนิพพานให้มากที่สุด พ่อครูว่า... พระพุทธเจ้าให้มีปัญญารู้เอง มันเจริญกว่าการบังคับ เพราะฉะนั้น เมื่อส่วนใหญ่เขาทำได้แล้ว ก็จะเป็นพลังงานรวม เป็นแกน เป็นสนามแม่เหล็ก ที่จะจัดการพวกนี้ ส่วนที่เล็กๆ น้อยๆ ท่านก็ไม่ออกกฎเกณฑ์ ให้เป็นไปตามสัจธรรม อิสระเสรีภาพ เอาตัวอิสระเสรีภาพเป็นตัวตัดสิน แต่ทุกวันนี้ มันผิดเพี้ยนไปหมดแล้ว ที่ไปกินเนื้อสัตว์กันเป็นส่วนใหญ่ แทนที่จะไม่กินเนื้อสัตว์เป็นส่วนใหญ่ มันก็เลยต้องออกวินัยบังคับ หรือมีกฎเกณฑ์บังคับ อาตมาก็เลยพยายามที่จะให้ ปฏิบัติ ปฏิบัติศีลข้อ 1 เขาถึงไม่ได้มรรคผลอะไร พวกเราปฏิบัติแล้ว มันเกิดจิตเมตตากรุณา เกิดความเอ็นดูต่อสัตว์ทั้งปวง จริงหรือไม่ มันจริงนะ แต่ก่อนคนเห็นสัตว์เล็ก สัตว์น้อย ก็ฆ่ามัน บี้เลย หวงแหนมาก ใช่ไหม ไม่เหลือหรอก มดมาไต่ตอมน้ำตาล บี้หมด สัตว์เล็กสัตว์น้อย ที่คนฆ่าได้ง่าย ก็ทำ ถ้าเป็นช้าง เป็นเสือ ก็ต้องไปหาเจ้าหน้าที่มาช่วยหน่อย ช้างมากินพืชฉัน หากเป็นมด เป็นแมลง ก็ฆ่าให้เรียบ
_จากยูทูปของท่านพ่อบอกว่า ใครยังกินเนื้อสัตว์อยู่ กินปลาอยู่ ก็ปฏิบัติได้แค่มรรค ถ้าเป็นอย่างนี้ ทำไมไม่ทรงอนุญาตตามพระเทวทัตทูลขอล่ะครับ สมัยที่พระพุทธองค์ยังมีชีวิตอยู่ ก่อนการทูลขอของพระเทวทัต ด้านหลังการทูลขอของพระเทวทัต ยังมีคนบรรลุมรรคผลนิพพานอยู่หรือไม่ครับ พ่อครูว่า... อาตมาก็ยังบรรลุได้เลย แล้วจะมาสงสัยอะไร
_คุณหายโง่เขียนมาว่า...ขอโอกาสอธิบายการเลือกตั้งของฟินแลนด์ ความซับซ้อนของประชาธิปไตยในฟินแลนด์ยุคปัจจุบัน ผู้สมัครรับเลือกตั้งหาเสียงกับประชาชนว่า จะให้หรือสร้างสิ่งนั้นสิ่งนี้แก่ประชาชน เมื่อได้รับเลือกตั้ง เขาก็สร้างให้จริงๆตามสัญญา แต่ประชาชน ต้องเสียภาษีแพงมากเพราะรัฐบาลต้องเอาไปใช้จ่ายในสิ่งที่นักเลือกตั้งได้สัญญาไว้ สรุปคือสิ่งที่ประชาชนได้จากคำสัญญาของนักเลือกตั้งนั้น ประชาชนจ่ายเงินเองในรูปนั้น พ่อครูว่า... เขาก็ทำจริงตามสัญญา แต่เขาขึ้นภาษี เอาเงินคุณนั้นไปทำ นี่ก็เป็นนัยยะซับซ้อน ที่เขาเห็นว่า ไม่มีปัญหา เขาก็ทำกันไป เขาก็ได้คะแนนเสียง ประชาชนก็ได้ ประชาชนถูกขูดรีดขึ้น แทนที่จะเก่งในทางเศรษฐกิจ แบบที่ไม่ต้องไปรีดจากประชาชน แต่คุณทำให้เงินสะพัดในประเทศ มันเกิดหมุนเวียนมา มีคนเสียภาษี หรือให้แก่สังคมส่วนรวมมากขึ้น ชาวอโศกทำงานแล้ว ไม่เอาเป็นของตน เอาเข้ากองกลางหมด กองกลาง ก็ไม่ได้สะสมเป็นของตัว แต่สะพัดให้ประชาชนได้รับประโยชน์ จากพวกเราเอาไปให้แก่ประชาชน รับประโยชน์มากขึ้น สร้างสังคมสิ่งแวดล้อม เพื่อประชาชน ปลูกพืชผัก เพื่อให้ประชาชนได้กินใช้ดีๆ ขายให้ถูกๆ หรือแจกอย่างที่เราทำ ทุกวันนี้เราทำเป็นผลมีผลตรงนี้แล้ว เห็นของจริงขึ้นมา ไม่ใช่พูดลอยลมพูดว่างเปล่า แต่เราทำแล้วเกิดผลจริง นี่เป็นการสร้างเศรษฐกิจที่ซับซ้อน
_คุณถี่ถ้วน สรณชาวนา...ขอความเมตตาพ่อครู อธิบายเชื่อมร้อย อาหาร 4 อุปาทาน 4 กรรม 3 ทุกข์ 12 พ่อครูว่า... อาหาร 4 อุปาทาน 4 กรรม 3 เข้าใจ อธิบายมา แต่ทุกข์ 12 นี่มีอะไรบ้าง เคยอธิบายแต่ทุกข์ 10 คือทุกข์ที่เลี่ยงได้กับไม่ได้ ก็ขอพักไว้ก่อน จะอธิบายเรื่องเศรษฐกิจ
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน เศรษฐกิจ 5 ชนิด อาตมาพยายามอธิบาย เศรษฐกิจ 5 ชนิด เศรษฐกิจ 5 ชนิด (1) เศรษฐกิจชนิดหนึ่งนั้น เรียกขาน ยึดสิทธิรวบ“เผด็จการ” กาจกล้า “ผู้เดียว”เดี่ยวบริหาร สุดเก่ง หรือ“กลุ่มอำนาจ”ล้นฟ้า ก็แท้“เผด็จการ” (2) สองขานเศรษฐกิจโก้ “ประชา- ธิปไตย” แต่ถูก“ทุนนิยม”พา เฟื่องฟุ้ง ครอบงำทั่วโลกทา- รุณแนบ เนียนเลย หลงว่าเจริญรุ่งรุ้ง สู่รู้ อวิชชา (3) ต่อมา“คอมมูนิสต์”แท้ ชนิดสาม อิสระถูกคุกคาม หมดสิ้น หากใครไม่ทำตาม คณะเผด็จ การแฮ ไม่คุกก็ทัณฑ์ดิ้น ไป่ได้ตายเป็น (4) เห็นระบอบต่างแบบไซร้ สามชนิด ตามสัจจ์แห่งเศรษฐกิจ บ่งชี้ แต่ยังซ่อนภัยพิษ แทรกอยู่ ลึกเลย เพราะฉลาดโลกีย์นี้ ไม่พร้อมปัญญา (5) ต้องศึกษาพุทธซึ้ง “โลกุตระ” สร้างฉลาดธาตุอัญญะ อื่นให้ ธาตุรู้เกิดใหม่จะ ปัจจัต- ตังเฮย เปลี่ยนโลกเศรษฐกิจได้ แน่แท้จริงจัง (6) ดังมีชนิดสี่แล้ว ยืนยัน ไทยประเทศสุดสำคัญ พุทธแท้ “ประชาธิปไตย”อัน มีกษัตริย์ ทรงทศพิธฯวิศิษฐ์แล้ เลิศแม้อภิบาล (7) “ศรีอาริย์”ชนิดห้า “สาธาระ- ณะโภคี” มี“ประชา”พร้อม”ก- ษัตริย์”ไซร้ กินใช้ร่วมกันสละ ลดอัต- ตาเฮย เศรษฐกิจห้าชนิดให้ โลกแจ้งเป็นจริง “สไมย์ จำปาแพง” 2 มิ.ย. 2561 [นัยปก “เราคิดอะไร” ฉบับ 336 ประจำเดือนกรกฎาคม 2561]
ประชาธิปไตยขาเดียวนั้น มีแต่ใครก็ไม่รู้ สามารถขึ้นมาได้เป็นกษัตริย์ ไม่มีระบบระเบียบระบอบอะไร ที่สืบทอดต่อเชื่อมทางจิตวิญญาณ แต่ประชาธิปไตยแบบมีกษัตริย์นี้ มีกรอบที่ พระมหากษัตริย์ จะต้องรักประชาชนเหมือนลูก ส่วนประชาธิปไตยขาเดียวนั้น ไม่มีจารีตประเพณีวัฒนธรรม ที่จะเป็นประชาชนเป็นลูก มีแต่เห็นแบบโลกๆ ตามความหมายง่ายๆ แต่ความหมายของการอธิบาย หรือการประพฤติ การเข้าใจนัยลึกซึ้งว่า ประชาชนเหมือนลูก กับที่ไม่ได้มีความหมายแค่นี้ มันต่างกันแล้ว ยิ่งในการสืบทอดสายกษัตริย์ กษัตริย์จะต้องเห็นประชาชนเหมือนลูกจริงๆ ประชาชนก็มีน้ำใจ มีการบริหาร จึงมีจิตวิญญาณที่ลึกซึ้ง ในความเห็นแก่ประชาชน ต่างกัน ประชาธิปไตยขาเดียวนั้น มันเอียงไปทางวัตถุนิยม หรือคอมมิวนิสต์ก็เอียงไปทางวัตถุนิยม ประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข จึงเป็นประชาธิปไตยที่เข้าใจความเป็นมนุษย์ ว่ามนุษย์มีจิตวิญญาณ เป็นประธานสิ่งทั้งปวง จึงต้องเอาจิตวิญญาณเป็นสำคัญ ไม่ได้เอาแต่วัตถุเป็นสำคัญ หากเอนเอียงไปทางวัตถุสำคัญ หรือเอนเอียงไปทางเอาจิตเป็นสำคัญ ก็ต่างกันแล้ว ส่วนศาสนาพุทธนั้นสูงสุด ถึงขั้นพระศรีอารย์ ถึงขั้นสาธารณโภคี ถึงขั้นหมดตัวหมดตน หมดตัวเราของเรา หมดความหวงแหน ตระหนี่ หมดความเป็นของตัวของตน ศาสนาพุทธลึกซึ้งมาก จิตวิญญาณหมดอัตตา หมดอัตตนียา ทุกคนมีส่วนรวมเป็นหนึ่ง One For All All for one มีเอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหติ, พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ มีหลากหลายมากมายมาเป็นหนึ่ง หรือเป็นหนึ่งไปสู่ความเป็นหลักหลายก็ได้ อย่างพวกเรามารวมกันเป็นหนึ่ง สมบัติมารวมกันเป็นของกลาง ร่วมกันบริหารร่วมกันกินร่วมกันใช้ โดยทุกคนลดละตัวเอง ไม่ไปหลงรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส สุรุ่ยสุร่าย ก็ต้องสร้างนิสัยส่วนตนให้ดีขึ้น สังคมก็เกิดความประพฤติที่ดีนิสัยที่ดีขึ้น มีปัญญารู้การสูญเสีย และความเจริญ ก็ทำให้เจริญได้ด้วย ความสูญเสียน้อยลง จนไม่สูญเสีย มีแต่ความเจริญขึ้น การจะเกิดเป็นวิธีการ ตั้งเป็นระบบ หลักสูตร ทฤษฎี อธิบายกันไป ของพระพุทธเจ้ามีอยู่แล้ว ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ มีประชากรเป็นพุทธศาสนิกชน 95% ก็เอาสูตรของพระพุทธเจ้า ทฤษฎีพระพุทธเจ้า มาศึกษาให้ดี ผู้บริหารถ้ามีความรู้โลกุตรธรรม มีความรู้เศรษฐกิจแบบพระพุทธเจ้า อย่างที่อาตมามี ความรู้เศรษฐกิจแบบพระพุทธเจ้ามา เอามาให้พวกเราได้ศึกษา และปฏิบัติอย่างนี้ จนเกิดสังคมกลุ่มชาวอโศก ที่มีเศรษฐกิจแบบสาธารณโภคีสำเร็จผล อาตมาทำงานมาทุกวันนี้ พูดเต็มปากเลยว่า อาตมาพาทำตามสูตรพระพุทธเจ้า ทฤษฎีพระพุทธเจ้าบรรลุผล พวกเรามีความเข้าใจมากพอ นำพาไปได้ โดยอาตมาตายลงวันนี้ พวกคุณก็ทำต่อไปได้ เป็นเศรษฐกิจแบบนี้ไปได้สบายเลย มี สัปปายะ 4 มีสถานที่หมู่บ้าน ชุมชน บุคคล อาหาร เครื่องอาศัย เครื่องกิน เครื่องใช้ มีธรรมะสัปปายะ 4 ที่มีคุณภาพ มีคุณธรรม มีฤทธิ์ มีอำนาจ มีพลังดำเนินไปได้ เป็นสุคโต ไปดีแล้ว ใช้ได้แล้ว อาตมาก็เห็นว่า เราพาทำ อาตมาพาทำอยู่นี้ ก็เหมือนกัน กับที่สังคมประเทศชาติต้องการ ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ เขาก็ไม่เข้าใจ ไม่ใช้ทฤษฎีแบบนี้ ในหลวงเราเข้าใจ และท่านพาทำ แต่ในหลวง ท่านเหมือนพระพุทธเจ้า ไม่พยายามใช้บังคับ กดข่ม ให้ใช้ปฏิภาณ ปัญญา รู้เอง แล้วท่านก็อนุโลม เพราะประเทศไทยเป็นเมืองอิสระเสรีภาพ ศาสนาไม่มีแต่ศาสนาพุทธเท่านั้น แม้แต่มีส่วนน้อย ท่านก็ให้เกียรติส่วนน้อย ท่านอนุโลมตาม เพราะท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ประชาชนคนไทยที่นับถือศาสนาอื่น ที่ยังกินเนื้อสัตว์อยู่ก็มี ท่านก็ไม่ได้ไปบังคับอะไร ท่านก็ไม่ตรัสเรื่องนี้ เหมือนกับพระพุทธเจ้าที่ได้อธิบายไปตอนต้นแล้ว
มีคนให้ข้อมูลว่า...ในวิสุทธิมรรค มีทุกข์ 12 ประการ ไปเอามาจากท้ายของ ปฏิจจสมุปบาท ชาติ ชรา มรณะ โศกะ ปริเทว ทุกข โทมนัส ความพรากจากสิ่งที่รัก ความไม่ได้สมปรารถนาที่ต้องการ อาตมาไม่ได้สนใจวิสุทธิมรรค เพราะว่าเป็นเทวนิยมอยู่เยอะ แต่ก็มีของพุทธอยู่บ้าง อาตมาไม่ได้สนใจ ไม่ได้อ่าน ได้รู้ตามที่กระแสมีในสังคม ในความรู้วิสุทธิมรรค เขาก็มีก็เอามาใช้อธิบายกัน ขยายความกันอยู่ อาตมาก็ขอบคุณท่านพุทธโฆษาจารย์ ที่เอา ธรรมนิยาม 5 ตราเอาไว้ แต่ธรรมนิยาม 5 นี้ ไม่มีใครสามารถแยกได้ นอกจากพระพุทธเจ้า เป็นความลึกซึ้งของธรรมนิยาม 5 นี้ มันสุดวิสัย มันต้องเป็นพุทธวิสัยเท่านั้น ที่จะแยก เพราะมันเกินไป แม้แต่วิทยาศาสตร์ก็ยังรู้ไม่ถึงเลย วิทยาศาสตร์โลกในยุคปัจจุบันนี้ ก็เก่งนะ พวกนาซ่าก็เก่ง แต่ไม่เข้าใจในนิยาม 5 นี้ อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม เขาไม่รู้ได้ เป็นสภาพที่ตัดรอบตรงไหน มาเป็นพีชะ เริ่มเป็นชีวะ พีชะเป็นชีวะ แต่ไม่มีบาป ไม่มีบุญ ไม่มีกุศลอกุศล เพราะฉะนั้น จึงเป็นอาหารที่กินได้ ปราศจากโทษภัย นอกจากคุณจะทำอาหารที่มีสารพิษเอง ก็เรื่องของคุณ แต่เราปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหาร ที่ไม่มีพิษ ก็ดีแล้ว เราก็กินแต่พืชผัก ไม่ต้องกินเนื้อสัตว์ แม้แต่ปูปลา สัตว์เล็ก สัตว์น้อย เราก็ไม่กิน แต่ทางอีสานนี้กินแหลก ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เล็ก สัตว์น้อย ก็กินหมด กินแม้แต่ มดแมลง แมงกุ๊ดจี่ นี้ต้องตัวโตๆ ตัวเล็กกว่านั้นเขาก็กิน ทางอีสานนี่กินหมด มีก้อยมดแดง เอามดแดงตัวเป็นๆ ขยี้ลงไปในเนื้อ ให้เกิดรสเปรี้ยว แล้วเนื้อจะสุก ตามรสเปรี้ยวของมดแดง เขาเรียกก้อย ทำมานัก แต่ก่อนไม่รู้ก็ทำ ไม่ใช่กินแต่ไข่นะ ตัวมันก็กิน เสร็จแล้วตัวมด ก็ผสมอยู่กับเนื้อ กินเข้าไปด้วยกัน แทนที่จะกินแต่เนื้อ เดี๋ยวนี้ก็ขออภัยปลงอาบัติ อย่าจองเวรกันและกันเลย เรารู้ และเราก็หยุด แต่เธอสิยังไม่หยุด เราหยุดแล้ว แต่เธอยังไม่หยุด
มาเข้าสู่ เศรษฐกิจ 5 ทุกวันนี้เขาก็ยังปรับเศรษฐกิจ ข้อสรุปผลให้ฟัง จากปลายไปหาต้น เศรษฐกิจที่ยอดสุดนั่นคือเศรษฐกิจสาธารณโภคี คือ เศรษฐกิจของแต่ละประเทศ เขาก็ต้องการเงินส่วนกลาง รายได้ส่วนกลาง ให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นลัทธิประชาธิปไตย ลัทธิคอมมิวนิสต์ ลัทธิเผด็จการ เผด็จการอย่างพระเจ้าแผ่นดิน ก็ริบได้หมด ไม่ว่าจะเป็นสมบัติตรงไหนในแผ่นดิน เอามาเข้ากองกลางให้ได้มากที่สุด ประชาธิปไตยก็พยายามให้ได้กองกลางมากที่สุด คอมมิวนิสต์ก็เหมือนกัน ให้ได้เข้ากองกลางมากที่สุด เอามาแล้ว เขาก็บอกว่า เขาเป็นผู้บริหารเก่ง บริหารด้วยสุจริต บริหารเพื่อจัดแจกจ่ายเผื่อแผ่ มีสาธารณูปโภค ช่วยกันให้ประชาชนมีการอยู่การกินกัน อย่าให้เกิดช่องว่าง ระหว่างคนรวยคนจนมากนัก ก็สร้างขึ้น เป็นความรู้ของคน อย่างนี้ทั้งนั้น ไม่ได้ยากอะไรหรอก เป็นความรู้ที่สากล มีต่างกันที่นัยยะละเอียดว่า ถ้ามีสมบัติเข้ากองกลางมากๆแล้ว แล้วเศรษฐกิจก็ดี ก็จบตรงนี้ แต่ศาสนาพุทธนั่นแหละ ไม่จบตรงที่กองกลางมีมาก จบตรงที่คน ต้องเน้นที่คน ให้เป็นคน ว รรณะ 9 เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive