สื่อธรรมะพ่อครู(ความเสื่อมชาวพุทธ) ตอน วิชชาและจรณะอันเสื่อม 4.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์15 KB
วันที่แก้ไข5 กันยายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ความเสื่อมชาวพุทธ) ตอน วิชชาและจรณะอันเสื่อม 4 มาทวนพระไตรปิฎก ล.๙ ข้อ ๑ ๒ ๓ สูตรที่ ๑ ท่านตรัสถึงความเห็นความเข้าใจ ทิฏฐิ หลักปฏิบัติที่ท่านรวบรวมไว้แล้วว่ามี ๖๒ อย่างที่เป็นทิฏฐินอกพุทธ ถ้าจะชมตถาคต ต้องชมว่าเว้นขาดจากทิฏฐิ ๖๒ ประเด็นนี้ แล้วไปไล่เรียงดู ๖๒ ข้อนี้ผิดหมด ที่ปฏิบัติทุกวันนี้เขาเป็นมิจฉาทิฏฐิ ที่เขาสอนกันเป็นกถา ทั้งรู้ เลยทิฏฐิไปแล้ว ทิฏฐินั้นรู้ในระดับต้น วิชชาก็เป็นเดรัจฉานวิชชา ของพุทธไม่ใช่เดรัจฉานวิชชา เดรัจฉานกถา เดรัจฉานคือขวางทางนิพพาน คำพูดที่ไม่พาละหน่ายคลายคือเดรัจฉาน คุณไปเรียนวิชาอะไรก็แล้วแต่ ถ้าวิชานั้นพาหน่ายคลายด้วยนั่นเป็นวิชาที่ไม่เดรัจฉาน จะรู้นิติศาสตร์เศรษฐศาสตร์แต่ทำให้ละหน่ายคลายนั่นคือวิชาที่พาเจริญ ไม่ใช่เดรัจฉาน คนที่ไม่เดินทางสู่นิพพานคือคนเสื่อมคนไม่เจริญทุกคน ขอพูดอย่างนี้เลยตามภูมิ เหมาหมดเลย ถ้าความรู้ใดหรือคำพูดใดไม่พาไปละหน่ายคลายกิเลส ไม่ขวางทางนิพพาน ถ้าไม่ส่งเสริมสนับสนุนก็ขวางทางนิพพานเป็นเดรัจฉานกถาทั้งนั้น สรุปคือทิฏฐิ ๖๒ นี้ไม่ส่งเสริมนิพพาน เป็นเดรัจฉานกถา สูตร ๒ สามัญผลสูตร คือวิชาความรู้ที่ควรเรียนแล้วจะบรรลุสมณะที่ ๑ ๒ ๓ ๔ คือสูตรที่ ๒ สูตรที่ ๓ บอกรายละเอียดลึกถึงเกี่ยวกับคน สังคม ในอาจารย์ยุคนั้น อย่างของลูกศิษย์เอกของโปรขสาติ คืออัมพัฏฐมานพมาเขาก็พูดด้วยความรู้ เขาคือผู้รู้นะ เป็นผู้จบวิชา ถ้ายุคนี้คือ ดร.ศาสตราจารย์ของสำนักโปขรสาติ แล้วมาแสดงภูมิต่อพระพุทธเจ้า ท่านก็เลยต้อนเข้าให้ โดยตนเองถูกต้อนจนแพ้ กลับไปบอกอาจารย์ เลยถูกเท้าเขี่ยเบาๆ ล้มลงเลย แล้วด่าซ้ำด้วย พระพุทธเจ้าว่า ความรู้มนต์ของพราหมณ์คือวิชชาสมบัติ และจรณสมบัติ ศาสนาพราหมณ์ก็มีคำนี้ พระพุทธเจ้าก็ยืนยันว่าวิชชาจรณะสมบ

อ่านต่อ

ัตินั้น ทั้งอาจารย์และเธอออกนอกลู่นอกทางจรณะวิชชาสมบัติ แม้แต่ที่ผิดๆ มรรคองค์ ๘ เป็นโลกุตระ ปฏิบัติแล้วกิเลสต้องลด แต่เขาเอามรรคองค์ ๘ ไปอธิบายในโลกียธรรม ว่าเหตุที่คุณทุกข์เพราะจน คุณต้องหาเหตุให้รวย แล้วมันก็เป็นโลกียะ ออกนอกลู่นอกทางเช่นนี้ ถ้าคุณสอนให้ไปหาทางรวยอย่างสามัญ คุณก็ออกนอกลู่นอกทาง คุณไปให้รวยไม่พอก็ไปสร้างทฤษฎีพารวยซ้อนไปอีก คือออกนอกทางผิดเอามรรคองค์ ๘ ไปสอนผิดๆ ยังสร้างหลอกวิมาน เช่น เอาคำว่าบุญที่เป็นโลกุตระไปเป็นสิ่งน่าได้น่ามีน่าเป็น แต่บุญไม่ใช่สิ่งเหล่านั้น มันคืออาวุธ แต่เราจำนนที่ต้องใช้เพื่อชำระกิเลสตนให้ได้ ชำระเสร็จก็ต้องรีบทิ้ง หรือโดยสัจจะ บุญเมื่อกำจัดกิเลสได้หมดแล้วบุญก็หายไปเลย บุญไม่ใช่สิ่งน่ามีน่าได้น่าเป็นเลย บุญคือเครื่องชำระกิเลส ถ้าเรามีกิเลสก็เลยต้องจำนนเอาบุญมาใช้ ถ้าคุณมีลูกไม่รู้เดียงสาก็ไม่เอามีดให้ลูกใช้เลย ไม่จำเป็นเลย เพราะว่าจะเป็นภัยแก่ตนใครเอาบุญมาใช้ไม่เป็นก็เป็นภัยแก่ตน เอาไปสร้างโลภให้แก่จิต แล้วบอกว่าได้บุญ ผิดหมด บุญไม่ได้พาได้ บุญมีแต่พาละออก ทุกวันนี้อธิบายบุญเป็นเดรัจฉานกถา ต้องเข้าใจว่าบุญคือต้องชำระกิเลส แต่ไปบอกว่าบุญต้องให้ได้อะไรมาให้แก่ตนก็คือพูดเดรัจฉานกถา สามัญผลสูตรท่านก็บอกว่าวิชชาสมบัติกับจรณสมบัตินั้นเป็นสิ่งที่ควรมี ทางเสื่อมวิชชาและจรณะ ๔ ดูกรอัมพัฏฐะ วิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้แล มีทางเสื่อมอยู่ ๔ ประการ ๔ ประการเป็นไฉน? ๑. ดูกรอัมพัฏฐะ สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติ และ จรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้ หาบบริขารดาบสเข้าไปสู่ราวป่าด้วยตั้งใจว่า จักบริโภคผลไม้ที่หล่น สมณพราหมณ์นั้นต้องเป็นคนบำเรอท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้ นี้เป็น ทางเสื่อมข้อที่หนึ่ง. พ่อครูว่า...แม้จะไม่ไปขุดดิน ยังอยู่ในพระวินัย แต่คุณพรากจากวิชชาจรณะสมบัติแล้ว เพราะวิชชาหรือจรณะนั้นขึ้นต้นด้วยศีล คุณไปอยู่ในโน้นคุณไม่ได้มีเหตุปัจจัยให้ได้ปฏิบัติเลย ไม่มีผู้คนให้ผัสสะ ก็ปฏิบัติแต่นั่งสะกดจิตกันพวกออกป่า จึงออกนอกวิชชาสมบัติจรณสมบัติ ตั้งแต่ศีลข้อ ๑ ก็ไม่ได้ปฏิบัติ ศีลข้อ ๒ ๓ ๔ ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องไม่ได้สังวร ในจรณะ ๑๕ แล้วจะได้วิชชา ๘ เลย ก็เลยเสื่อมจากวิชชาจรณสมบัติ แม้แต่คุณจะไปเจออาจารย์ในป่า บอกเลย อรหันต์พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ได้ให้ไปป่า ถ้าจะไปป่าก็เป็นจริตส่วนตัว แต่อรหันต์ท่านก็ออกจากป่าสู่บ้าน แม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็ไม่ได้สอนในป่า เพราะศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาคนในป่า แต่ถึงคราวไปป่าถ้าสมควรก็จะไป ป่าไม่ได้ไปง่ายๆ คนจะไปป่า พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอุบาลีว่า พระอุบาลีปรารถนาจะไปอยู่ป่า และราวป่าอันสงัด พระพุทธองค์ตรัสว่า... ป่าและราวป่าอันสงัดอยู่ลำบาก ทำความวิเวกได้ยาก ยากที่จะอภิรมย์ในการอยู่ผู้เดียว ป่าทั้งหลายเห็นจะนำใจของภิกษุผู้ไม่ได้สมาธิไปเสีย ผู้นั้นจำต้องหวังข้อนี้ คือ จักจมลงหรือจักฟุ้งซ่าน เปรียบเหมือนกระต่ายหรือเสือปลาลงสู่ห้วงน้ำใหญ่ หวังจะเอาอย่างช้างใหญ่สูง ๗ ศอก หรือ ๗ ศอกกึ่ง กระต่ายหรือเสือปลานั้น จำต้องหวังข้อนี้ คือ จักจมลง หรือจักลอยขึ้น!! (พตปฎ. เล่ม ๒๔ ข้อ ๙๙) คนอีเดียดว่าไปป่าเป็นวิเวกแต่อัจฉริยะว่า ไปป่านี้หาวิเวกได้ยาก เพราะเหตุปัจจัยที่จะปฏิบัติให้ได้วิชชาจรณสมบัติไม่มี วิเวกไม่ได้ ไม่เป็นกายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวก แล้วไม่เข้าใจว่ากายวิเวกคืออะไร กายวิเวกคือสงบจากธรรมะสองเป็นธรรมะหนึ่งเป็นอุเบกขาเวทนา เอกสโมสรณา เป็นปุงลิงค์ ยิ่งทำเป็นนปุงสกลิงค์เป็น ๐ ได้เข้าใจกุศล อกุศล ไม่ยึดติดทั้งกุศลอกุศล คือนปุงสกลิงค์ คุณจะไม่มีเหตุปัจจัยนี้ให้ปฏิบัติก็ทำวิเวกได้ยาก เริ่มแต่กายเลย ไม่มีทางทำกายวิเวกได้ กายวิเวกเขาก็นั่งนิ่งแข็งไม่กระดิก นั่นไม่มีกายวิญญัติ ไม่เคลื่อนไหว ไม่ใช่กายวิเวก ไม่มีกายวิญญัติ หุบปากไม่พูดก็ไม่มีวจีวิญญัติ ส่วนวจีวิเวกของพระพุทธเจ้าไม่มี ทุกสิ่งมีจิตเป็นประธาน แล้วแสดงออกเป็นกายวจีออกมา ถ้าไม่มีกิเลสก็เป็นกายวิเวก จิตวิเวก เช่น กรรมกิริยาของอรหันต์ท่านจะพูดดังหรือหยาบก็แล้วแต่ อรหันต์บางองค์แสดงกิริยาหยาบหรือพูดหยาบ แต่วิเวกหมด อาจดูกายวจีชอบกลแต่ก็วิเวกเพราะสงบจากกิเลส อรหันต์ไม่ได้แสดงด้วยกิเลส อสังขาริกัง ไร้กิเลสมาปรุงแต่ง เป็นเรื่องถ้าไม่ศึกษาให้สัมมาทิฏฐิจะไม่เข้าใจ เพราะอุปธิวิเวกเกิด กิเลสหมดจากจิต อรหันต์แสดงกรรมทุกกรรมมีแต่สงบหมด วิเวกหมด คือความหมายของวิเวก เหตุปัจจัยประกอบที่จะพาปฏิบัติไม่มี ไม่มีอปัณณกปฏิปทา ไม่มีสังวรศีล ไม่มีสำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา คนปฏิบัติกับชาวอโศกจะไม่หลับง่ายๆ จะตื่นตัวตลอดเวลา มีคนแคะกิเลสให้คุณจะมีปฏิภาณมีสิ่งประเสริฐ จะรู้เท่าทันว่ากิเลสเกิดในจิตแล้ว มีผัสสะแล้ว จะมีปฏิกิริยาทำให้รู้กิเลส นี่คือการตื่น เมื่อกระทบสัมผัส ทวาร ๕ เมื่อใดแล้วจะรู้ว่ามีกิเลสเกิดร่วมปรุงแต่งนะ เมื่อมีกิเลสอยู่ส่วนมาก คุณขนาดเป็นโสดาบัน มันยังมีกิเลสเป็นทุกกิริยา แต่คุณได้ลดกิเลสไปหลายอย่างแล้ว ยิ่งอยู่ข้างนอกเป็นเมืองนรก จัดจ้านกระทบเราตลอด ขนาดอยู่ที่นี่ไม่มีการยั่วกามพยาบาทเท่าไหร่ หรือโลกธรรม กามคุณก็ไม่จัดจ้าน แต่ก็ยังรู้สึกมีกิเลสได้เลย เราอยู่ไปทำไมกิเลสเราเยอะขึ้น มันไม่ใช่ เราไม่ได้เสริมกิเลสแต่เรามีดวงตาดีขึ้น เห็นกิเลสได้มากขึ้น ที่นี่ไม่มีเหตุปัจจัยยุกิเลสขึ้นมากเท่าข้างนอก เหมือนคนมาใหม่จะรู้จักกิเลส เราจะเป็นผู้ตื่นไม่ใช่ผู้หลับใหล ในโลก โลกียะ ในสังคมโลกีย์ เป็นโลกหลับใหล เป็นโลกหลงใหล ถึงขั้นคลั่งไคล้โลกีย์ ในลาภ ยศ สรรเสริญ รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสในขั้นอบายภูมิ แล้วคุณก็ชื่นชมหลงใหลระเริงไปกับสิ่งเหล่านั้น ไม่ได้สำเหนียกรู้สึก จะมีสักกี่คนในโลกปุถุชนโลกีย์รู้ว่านี่คือกิเลสนะ นี่คืออาการชาคริยา ตื่นรู้มีสติปัญญาไหวพริบ รู้ว่าอันไหนคือกิเลส จะเจอกิเลสมากเลย ทำไม่ไหวหรอกต้องตัดขนาดปริตตัง ทำศีล ๕ก่อนแล้วค่อยเพิ่มศีล ๘ เป็นศีล ๑๐ อัตราก้าวหน้าศีล ๘ เป็นศีล ๑๐ เลยมันสุดยอดนะ การไม่ใช้เงินนี่นะ วันนี้ดูในสื่อสารเขาว่ามาบวชเป็นพระแล้วมีเงินไม่ได้ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ นึกว่าเงินเราๆนี่ปาจิตตีย์ทุกตัวระลึก แล้วปลงไม่ตก เป็นคนไม่บริสุทธิ์ตลอดทุกขณะที่นึกว่าเงินเป็นของตน ระลึกว่ามันพร่องมันลดไปหวงแหนก็นิสสัคคียปาจิตตีย์อยู่ทุกเวลา นี่คือจิตเจตสิกที่ต้องศึกษาให้ดี สรุปคือพระมีเงินไม่ได้ พระพุทธเจ้าไม่ให้มี แค่เป็นเณรถือศีล ๑๐ อยู่ในจุลศีล ๒๖ ข้อไม่มีเงิน แต่เดี๋ยวนี้พระเจ้าไม่มีศีลแล้วบอกว่าไม่มีได้อย่างไร แล้วจะต้องมีไวยาวัจกร ว่าเงินกองพระ เงินกองวัด พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนว่ามีเงินของพระ มันเงินของสงฆ์ของวัดทั้งนั้นแล้วให้ไวยาวัจกร จัดการเงินของวัด ถ้ามีเงินของพระก็ต้องมีเลขาจัดการเงินของพระเพิ่มอีกมันผิดทั้งนั้นเลย นี่คือพุทธศาสนาตามภูมิของโพธิรักษ์ ผิดถูกขอรับผิดชอบคนเดียว แล้วจะมาสะสมเงินทองรถเบนซ์ขี้หมา มันพูดนอกรีตของพุทธ ในจุลศีลก็มีห้ามไว้หมด ห้าม เว้นขาดไว้ทั้งนั้น เป็นบริขารก็ให้มีได้ เป็นของจำเป็นต้องใช้สอยเรียกว่าบริขาร แต่สะสมอื่นแล้วยินดีว่าเป็นของเรานั้นอาบัติทั้งนั้น ในคำว่าสอนพระพุทธเจ้าที่ลึกซึ้งดั่งที่ได้ย้ำไป ผู้ที่ไม่รู้ทางปฏิบัติวิชชาจรณะก็มีแต่วิบัติ ไม่มีสมบัติเลย คนจะออกป่าได้นั้นยกให้พระกัสสปะ ท่านบำเพ็ญมาจนเป็นวาสนาบารมี มีแค่หนึ่งในคนในบรรดาสาวกของพระพุทธเจ้า แล้วจะเอาอย่างได้อย่างไร ไปติดป่าจนกลายเป็นธุตังคะ ป่าไม่ใช่ที่คนอยู่ คนอยู่ได้คือผีตองเหลืองไม่ศิวิไลซ์ไม่เจริญแล้วจะไปอยู่ทำไมกับผีตองเหลือง พูดง่ายๆแต่ลึกซึ้ง ยุคนี้ยุคศิวิไลซ์แล้วไม่ใช่ยุคผีตองเหลือง ไม่เอาตามหลักพระพุทธเจ้าก็วิบัติ แล้วก็เกินวิบัติอีกเพราะยินดีในป่า พระกัสสปะท่านก็เหมือนกับกับพระสารีบุตร คือพระพุทธเจ้าไม่ได้ส่งเสริมในการอยู่ป่า ท่านก็ guilty ของท่านอยู่ แต่ท่านมีวาสนาเช่นนั้น เหมือนพระสารีบุตรท่านก็ไม่ได้อยากหลุกหลิกเหมือนลิง แต่ท่านก็มีวาสนาเช่นนั้น ต่อให้คุณไปหาพระกัสสปะในป่าก็ได้แต่บำเรอพระกัสสปะ ไม่ได้วิชชาจรณสมบัติ อย่างน้อยลาภที่คุณต้องสัมผัสที่จะต้องปฏิบัติก็ไม่ได้สัมผัส จะลาบเป็ดไก่ก็ไม่ได้เจอ คุณจะติดมันไหม ต้องละจากมันไหม

[๑๖๔] ๒. ดูกรอัมพัฏฐะ อีกข้อหนึ่ง สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติ และจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้ ไม่สามารถจะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ (อันนี้อาตมาว่าไม่น่าแปลเช่นนี้ เพราะผลไม้หล่นต้องมีแน่ แต่เขาตั้งใจจะไปขุดดินหาของกินเลย) ถือเสียมและตะกร้าเข้าไปสู่ราวป่าด้วยตั้งใจว่า จักบริโภคเหง้าไม้รากไม้และผลไม้ สมณพราหมณ์นั้นต้องเป็นคนบำเรอท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้ นี้เป็นทางเสื่อมข้อที่สอง. พ่อครูว่า...เขาเอาเสียมตะกร้าไปเลย กินไม่เลือกเลย

[๑๖๕] ๓. ดูกรอัมพัฏฐะ อีกข้อหนึ่ง สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยม ไม่สามารถที่จะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ และไม่สามารถจะหาเหง้าไม้รากไม้และผลไม้บริโภคได้ จึงสร้างเรือนไฟไว้ใกล้บ้าน หรือนิคมแล้วบำเรอไฟอยู่ สมณพราหมณ์นั้น ต้องเป็นคนบำเรอท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้ นี้เป็นทางเสื่อมข้อที่สาม. พ่อครูว่า...คือสร้างโรงเรือนที่จะให้คนทำพิธีที่นอกพุทธ ให้มานั่งสมาธิ มาท่องมนต์แทนที่จะให้ไปสำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ สัมผัสกับโลกธรรมกับกามาวจร แต่นี่ให้มารวมกันในวัดแล้วเอาเงินขนเงินมานะ กลับไปก็ไปหาเงินให้ขนมาวัดนะ ต้อนเขามาโรงเรือนของเรา ซึ่งไม่ใช่ ต้องให้คนเขาไปทำสัมมาอาชีพ แล้วสังวรกรรมกิริยาสัมมาอาชีพ อยู่ในกรอบศีลไปตามลำดับเบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลาย แล้วจะได้ผลไปเป็นลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ ไม่ใช่จะต้อนคนเข้าวัดอย่างเดียว แต่ให้เรียนรู้คำสอนไปตามลำดับ แล้วจะเป็นฆราวาสนี่แหละที่จะบรรลุเป็นจำนวนมากกว่าสมณะ ในฆราวาสจะมีสมณะที่ ๑ ๒ ๓ ๔ ได้มากกว่าสมณะในยุคพระพุทธเจ้าก็ตาม แม้ในยุคนี้ก็ตาม คนที่ตามฟังธรรมะอาตมาจะเข้าใจธรรมะแล้วได้บรรลุเป็นสมณะที่ ๑ ๒ ๓ ๔ อาจไม่ถึง ๓ ถึง ๔ แต่ก็ฟังอาตมาบรรยายแล้วได้ธรรมรส คนนั้นจะเป็นพระโสดาบันไม่ยากเลย ทิฏฐิของคนเมื่อเข้าใจแล้วฟังแล้วก็จะรู้ว่าใช่เลย เหมือนทางโลกเขาว่าใช่เลยคนนี้ต้องแต่งงานด้วย เหมือนกันกับเราว่าธรรมะนี้ใช่เลยๆ ถ้าไม่ใช่ปัญญาอย่างหลงอย่างหลอกนะ แต่ทุกวันนี้หลอกกันเก่งว่าฉันนี่แหละคือคู่ของเธอใช่ คุณต้องมีปัญญารู้ว่านี่ใช่ คนนั้นจิตเข้ากระแส แล้วมาเรียนรู้คำสอนที่จะรู้ สักกายะ รู้องค์ประชุมที่เป็นกิเลส พออ่านกิเลสถูกต้องแล้วทำการลดกิเลสให้ได้แม้ยังไม่ได้ก็เข้ามรรคแล้ว ลดได้เมื่อใดเป็นผลเมื่อนั้น จนหมดไป ๑ ตัวก็เป็นโสดาบัน ๑ ตัวแล้ว ให้มีสัจจะนี้แม้เป็นนามธรรมแต่มีจริงได้ สรุปคือ การสร้างเรือนไฟใหญ่เพื่อรับให้คนมาเพื่อจะอะไรก็แล้วแต่เพื่อให้เป็นบริวาร มันซ้อนลึก เป็นบริวาร ทุกวันนี้มีสื่อสาร ไม่มาก็รับสารที่บ้าน ตั้งใจเรียนรู้ปฏิบัติลดละได้ อันนั้นมันกระจายอยู่ทั่วประเทศ อาตมาบรรยายมา ๔๕ ปีแล้ว อาตมาเป็นจอมยียวน ถ้าเป็นหญิงก็น่าเตะแต่มันสวยน่ารัก ชวนให้คนมารักแต่คนมารักแล้วถูกลูกเตะของอาตมาอยู่เรื่อย ใครทนลูกเตะอาตมาได้รักอาตมาตลอดไป แต่คนทนไม่ได้ก็ไม่รัก เหมือนพระพุทธเจ้าว่าให้ฟังผู้รู้ที่ตำหนินี่แหละ จะได้ดีแต่ถ่ายเดียว อาตมาเจตนาทำด้วย ก็รู้สึกชอบจะทำเช่นนั้น ทุกวันนี้หลอกกันมาก ทำนายกันมาก อาตมายังกลัวสู่แดนธรรมนี้ไปถูกหลอกเลย เพราะมันมีเคล็ดอะไรมากมาย คำว่าบำเรอไฟ บำเรออาจารย์ จะจริงหรือไม่ก็หลงอยู่นั่น ไม่ได้อะไรจากการบำเรอ มันไม่ใช่โปสะหรือการบำรุง แล้วจะจมในเรือนไฟเหล่านี้อย่างงมงาย คนออกป่าก็ยังบำเรอคนคืออาจารย์ แต่ไปบำเรอไฟนี่มันวัตถุแล้ว จะสร้างเรือนไฟใหญ่ คุณดูเรือนไฟใหญ่สุดคือ แดนธรรมกายทั้งแดนเลย เขาสร้างขึ้นเพื่อบำเรอ อย่างอโศกกำลังสร้างก่อไม่ได้สร้างเพื่อบำเรอ แต่สร้างเพื่อศึกษา อะไรจะเป็นภูเขา แม่น้ำ ต้นไม้ โรงเรือน ศาลา โรงเรียน สถานอะไรขึ้นมาต่างๆนานา เป็นองค์ประกอบมนุษยชาติบ้าน วัด โรงเรียน ใช้ความรู้ศิลปะ อาตมายืนยันว่าอาตมาเป็นศิลปิน จะจัดองค์ประกอบให้คนได้รับความเป็นอยู่และการศึกษาที่จะขัดเกลากิเลส ดูใหญ่ แต่ ใหญ่ในเล็ก แต่ของธรรมกายละเลียดในใหญ่ สร้างทุกอย่างละเอียดพริ้งเพราเป๊ะทุกอย่างใหญ่ แต่นี่ดูเขรอะเลอะเทอะ แต่แน่น แต่ฝั่งโน้นดูมากมาย แต่ฟ่าม ถ้าอาตมามีทองคำอย่างเขา อาตมาไม่เอาไปทำฟรุ้งฟริ้งแบบเขาหรอก อาตมาจะเอามาทำถนน ให้ได้ประโยชน์มนุษย์มาเหยียบได้ ไม่ใช่เอาไปทำของบูชาแตะไม่ได้ แต่ของดีวิเศษต้องเอามาใช้ได้

[๑๖๖] ๔. ดูกรอัมพัฏฐะ อีกข้อหนึ่ง สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยม ไม่สามารถจะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ ไม่สามารถจะหาเหง้าไม้รากไม้และผลไม้บริโภคได้ และไม่สามารถจะบำเรอไฟได้ จึงสร้างเรือนมีประตูสี่ด้านไว้ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง แล้วสำนักอยู่ด้วยตั้งใจว่าผู้ใดที่มาจากทิศทั้ง ๔ นี้ จะเป็น พ่อครูว่า...อย่างที่ธรรมกายทำนี้แหละ เขางมงายได้ที่จริงๆ หลงไปในทางที่เขาต้องเอาสิ่งเหล่านี้ล่อคน อาตมานี่ที่สร้างสถานที่นั้นก็รังเกียจคนมาเที่ยว แต่ให้คนมาศึกษานี้ดี แต่ว่าที่โน่นเขาต้องการให้คนมาเที่ยวนะ สมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เราจักบูชาท่านผู้นั้นตามสติกำลัง สมณพราหมณ์นั้นต้องเป็นคนบำเรอท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้ นี้เป็นทางเสื่อมข้อที่สี่. ดูกรอัมพัฏฐะ ทางเสื่อมแห่งวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้มีอยู่ ๔ ประการดังนี้. สรุปสี่ข้อนี้คือ ทำให้คนหลงงมงายนั่นเอง ให้มาทำทานเป็นเหยื่อ แม้บางวัดต้องการให้เข้ามาปฏิบัติธรรม แต่ถ้ามิจฉาทิฏฐิก็เอาคนไปครอบงำให้อยู่ในมิจฉาทิฏฐิอยู่นั่นเอง

590216_พุทธศาสนาตามภูมิ ทางเสื่อมของชาวพุทธ ๔ ประการ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน