สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน กลไกโพธิปักขิยธรรม 37.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน กลไกโพธิปักขิยธรรม 37 เริ่มต้นเรื่องใหญ่ๆ ที่หัวเลยศีรษะฯ แต่ตอนนี้วิญญาณกำลังรวนเรตีกันในหัวนี่ เอาให้ดีรวมตัวกันให้ดีเป็นหนึ่ง ไม่เช่นนั้นตีกันมากทำให้อวัยวะอื่นแตกได้นะ ผู้สามารถเข้าใจนี้ได้ ดับอาสวะได้ ดับอนุสัยสิ้นได้ วิธีปฏิบัติที่จะรู้แจ้งรู้จริงได้ต้องเริ่มที่ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ตั้งแต่กายในกาย วิเคราะห์วิจัยธรรมะสอง เอาตัวโจร เชื้อโรคพิษภัยแท้ให้ออกไป แยกจิตแยกกายแยกองค์ประชุมสอง ในธรรมะสองนี้ที่เราวิจัยก็มีกุศลกับอกุศล ต้องแยกตัวอกุศลตัวเดียวนี้ไปทำลาย ต้องมีธาตุรู้ส่วนเหลือที่เป็นของเรา ตัวไม่ใช่ของเราคืออาคันตุกะที่ต้องทำลาย มันปลอมมาเป็นตัวเราก็สะอาดจัดการสำเร็จ เหลือพลังงานกุศลอย่างเดียว ทำให้กายเหลือหนึ่งได้ เป็นเอกสโมสรณา ดับอิตถีภาวะได้ เพศแปลกปลอมได้เพศที่รวนวุ่นวายได้ เหลือแต่ตัวสะอาดถาวร กายคือองค์รวม ในกายก็มีเวทนา ในเวทนาก็มีสองอีก ในเวทนาสองนี้มีผีซ่อนแทรกในนั้น ที่เป็นเวทนา สุขทุกข์ก็มีผีหลอกไว้ แท้จริงเป็นผีแท้คือเหตุแห่งทุกข์ ก็ฆ่าตัวนี้เหลือเวทนาตัวสะอาด ไม่มียึดตัวผีไว้ กลายเป็นสัญญาสะอาด ตัวกำหนดรู้สะอาด สังขารก็สะอาด ปรุงแต่ง อย่างไม่มีเศษเชื้อโรคเลย เพราะล้างสิ่งผิดออกไป เมื่อเวทนา สัญญา สังขาร สะอาด วิญญาณจึงสะอาด เพราะวิญญาณคือองค์ประชุมของเจตสิก สามคือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณคือองค์รวมใหญ่เต็มๆ คือผี แยกอกุศลจิต หรือเจตสิก ฆ่าแต่อาการจิตไม่ดี เหลือแต่อาการจิตสะอาดที่เป็นอาการดี อาการจิตบริบูรณ์เรียกว่าเล็กสุดคือมโน ทรงอยู่เรียกว่าธรรมะ จะทำงานก็มีแต่มโนกับธรรมะต่อกันเป็นมนายตนะ กับธรรมายตนะ เป็นคู่สุดท้ายเลย เมื่อแยกกายแยกจิตได้ แยกธรรมะที่ทรงไว้สมบูรณ์จึงเป็นผู้บริบูรณ์ สามารถทำโพธิปักขิยธรรม
อ่านต่อ
กาย เวทนา จิต ธรรมได้หรือสัมมัปปธาน ๔ ได้ ตาหูจมูกลิ้นกาย แยกแยะได้ตลอดเวลา เมื่อมีสิ่งกระทบเกิดอกุศลจิตก็ฆ่าได้เป็น สัมมัปปธาน สังวรปธาน ระวังจนจับกิเลสได้แล้วทำปหานปธาน เกิดผลเป็นภาวนาปธาน ทำได้ก็รักษาผลภาวนาที่ได้แล้วไป ทุกวันนี้เพี้ยนคำว่าภาวนาเป็นมรรคท่องมนต์ ภาวนาคือทำสำเร็จแล้ว รักษาแล้วทำซ้ำอีก ทำอย่างที่ทำได้ ทำให้มากทำให้บ่อย อนุรักขนาปธาน ทำพหุลีกัมมัง ได้ผลถูกต้องแล้ว จนชำนาญแคล่วคล่องเป็นเอง ตถตา เข้าฝัก ลงตัวไม่ต้องทำก็เป็นของมันเองโดยอัตโนมัติ วิธีการของพระพุทธเจ้าสูงสุดสุดยอดในทุกศาสตร์แล้ว สัมมัปปธานนี้ทำด้วยอิทธิบาท ๔ ได้เพชรพลอยแล้วก็ต้องอยากหาอีกต่อไป ยิ่งเพียรบุกใหญ่เอาใจใส่มีจิตตะทุ่มโถมใส่เลย ไม่ไปเอาอย่างอื่นแล้ว แต่ระวังต้องมีพักมีเพียรบ้าง แล้วก็ได้วิมังสาคือได้เนื้อแท้วิเศษเลย สิ่งไม่ใช่เนื้อก็เอาออก เหลือแต่เนื้อทีโบน เมื่อได้เต็มอิทธิบาท ๔ และเต็มโพธิปักขิยธรรม สั่งสมเป็นปีติ เหมือนได้ยอดเพชร เพชรของเราคือกิเลสสงบ คือปัสสัทธิ ทำให้กิเลสสงบได้ ไม่ใช่ว่ากิเลสยิ่งบำเรอใหญ่อ้วนไม่ใช่ แต่กิเลสยิ่งตายลงๆ สมาธิ ธรรมะสองนี้ทำให้เป็นหนึ่งได้นี่สุดยอดวิเศษแล้ว เมื่อทำได้เป็นโพชฌงค์ ๗ เป็นสติ ธัมวิจัย วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา สมบูรณ์แบบได้ธรรมะนี้เต็มสภาพ สั่งสมเป็นอินทรีย์พละเป็นพลังงานโลกุตระ เป็นกำลังแรง เป็น Power หรือ Authority เป็นพลังงานยิ่งใหญ่มีชีวะเราควบคุม จัดการเองได้ให้เป็นตามต้องการได้ เจริญขึ้นไปตามลำดับ การเจริญของอุเบกขาคือปฏิบัติซ้ำเข้าไปอย่างถูกต้องจึงเกิดผลเจริญอย่าง องค์ ๕ อุเบกขา เจริญซ้อนยิ่งบริสุทธิ์ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ทำงานได้อย่างมีความวิเศษยิ่งยอดของจิต มุทุธาตุทำงานอย่างประมาณได้ดีเหมาะควร ทำได้อย่างกัมมัญญตา เป็นองค์ประชุมรูปนาม ที่ผู้จัดสรรรูปนามจะทำได้อย่างดีเยี่ยมเพราะเรามีกายปาคุญญตา มีองค์ประชุมที่แคล่งคล่องของ เวทนา สัญญา สังขาร ทำงานส่งให้วิญญาณ เป็นการทำงานที่วิเศษแคล่วคล่อง ผ่านการทำงานยิ่งผุดผ่อง ยิ่งใสสว่าง ยิ่งว่าง ไม่มีขุ่นมัว สูงขึ้นปภัสสรา เกิดอินทรีย์พละ เกิดกำลังหรือพลังงาน จนจบสูงสุดเป็นอินทรีย์ ๕ พละ ๕ คุณสมบัติของศรัทธารู้ดี ยิ่งแม่นมั่นขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งมีวิริยะ ยิ่งเป็นคนตื่นมีสติ ธาตุรู้ข้างนอกยิ่งละเอียดยิ่งดูดีขึ้นเรื่อยๆ มีสติ สั่งสมตกผลึกเป็นค่ายใหญ่มวลใหญ่แน่นเข้าเป็นสมาธิ ทุกอย่างไม่รอดสายตาปัญญา ปัญญาเป็นยาดำรู้ทุกอย่างแทรกทุกอย่าง ปัญญารู้กับเขาไปทั่วเลย ในตัวของศรัทธาก็มีปัญญา วิริยะก็มีปัญญา สติก็มีปัญญา สมาธิก็ยอดปัญญา จนเป็นตัวปัญญายอดใหญ่ ครบหมด ถ้วนรอบ เป็นพลังของปัญญา พลังงานปัญญามีประสิทธิภาพ มันมีกำลังพากเพียร เอาพลังยอดเยี่ยมที่ทั้งมีแรง รู้แสนรู้ และมีแรงอย่างมาก พร้อมกัปตันและต้นหนที่เห็นรอบร่วมกันเลย เอาไปทำงานอนวัชชะ ทั้งรู้ทั้งแรงทำงานตามควรเกื้อกูลผู้อื่นจึงเกิดพลังงาน ๔ นี้สมบูรณ์แบบ เป็นผู้กัมมัญญา ทำงานที่เหมาะดีที่สุดแก่โลกเพราะมีพลัง ๔ เต็มศรัทธาพละ เต็มสูงสุด ทั้งศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญาก็เต็มสุดยอด อินทรีย์ห้าพละห้า โพชฌงค์ ๗ คือขาก้าวไปเรื่อย อะไรที่เป็นสิ่งผิดอกุศลก็จัดการ ยุคนี้ไม่ใช่ยุคไว้หน้าอย่าไว้หน้า ถ้าขืนไว้หน้าอยู่ไม่ได้หรอก หน้าด้านๆนี้ไม่เอา โพชฌงค์ ๗ คืออาการก้าวหน้า อย่าหวั่นไหวไปทางนี้อย่าเอาแรงไปเสียแวะเด็ดดอกไม้ข้างทาง มุ่งสู่ข้างหน้าเลยเต็มรูป รับรองว่า Roadmap สำเร็จภายใน ๖๐ แน่นอน แต่ต้องกำจัดขยะให้เกลี้ยงอย่าให้เหลือไว้นะ พอถึงที่สุดท้ายจะไม่มีอะไรตลบหลังเลย เวทนากับวิญญาณเกิดไม่ได้หากไม่มีสังขารต้องเกิดในวิญญาณที่มี DNA สุดยอดนี้ได้ ต้องทำลายพลังงานกิเลสให้หมดไป จึงเหลือธาตุที่สะอาดไปประกอบพลังงานอย่างจริงวิเศษได้ พลังงานวิเศษนี้จะต้านพลังงานชั่วได้โดยสัจจะ ไม่มีอะไรที่จะล้างสัจจะนี้ได้ สัจจะชนะทุกอย่าง ความบริสุทธิ์เท่านั้น ที่จะชนะทุกสิ่งทั้งโลก...ในที่สุด เอาไปปฏิบัติด้วย อย่าจำอย่างเดียว โพชฌงค์ 7 กับมรรค 8 นี้เป็นของพระพุทธเจ้าองค์เดียวในตลอดกาลและนานไม่มีใครมาแย่งมาแบ่งได้ อาตมานำโพชฌงค์ 7 กับมรรค 8 นี่มาขยายได้ก็มีความเป็นลูกพันธุ์แท้ไม่ใช่ลูกพันธุ์ทาง อยากเห็นผู้พี่ที่มีความสามารถมากกว่าอาตมา ไม่เจอพี่ เจอน้องก็ยังดี องค์ประชุม ธรรมะ 2 ต้องมีตัวรู้และตัวถูกรู้เสมอ รู้ตักกะ ทำให้เกิดวิตักกะสำเร็จ เป็นสังกัปปะ สั่งสมเป็น อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เป็นฐานหลักตัวแน่นตัวเข็ม ส่วนตัวคล่องตัวแววไวคือตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ เป็นธรรมะสองเจโตกับปัญญา ร่วมกันทำงาน เป็นขั้วลบขั้วบวก อาการนี้อุเบกขา มีความเอกเป็นหนึ่ง คุณก็รู้ได้ในใจเป็นอธิวจนสัมผัสโสถูกรู้บัญญัตินี้ในใจ เริ่มต้นหากไม่มีผัสสะแล้วเกิดนามกาย แล้วรู้อธิวจนสัมผัสที่จะใช้เรียกสภาวะ นามหรือรูปก็แล้วแต่ จนเกิดรู้เป็นรูปกาย เพราะเกิดนามกายก่อนจึงเกิดรูปกาย เกิดชื่อ อธิวจนะ วจีสังขารต้องระดับอาริยะจึงทำได้ ไม่เป็นอาริยะจะทำไม่ได้ ต้องไตร่ตรองคัดเฟ้นแล้วจะปล่อยวจีสังขารเป็นวจีกรรมได้อย่างแรงเบาพูดครึ่งหรือเต็มก็ได้ 590210_เทศก่อนฉันศีรษะอโศก เรื่อง กายคือธรรมะสอง