สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน รู้แจ้งวิชชา 8.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน รู้แจ้งวิชชา 8 เมื่อตาเรากระทบก็เกิดพลังงานทำงาน โคจระ ตากระทบรูป ถ้าพลังงานประสาทไม่ทำงาน ไม่ดำเนินไม่โคจร มันนิ่งเลย มีเหตุกับปัจจัยร่วมกันเป็นสมุทัย แล้วเวียนมาเป็นปัจจัยใหม่ ของพระพุทธเจ้าต้องกำจัดเฉพาะอัตตา แยกธรรมะสอง ในวิทย์ก็แยกนิวเคลียส รวมกันเป็นหนึ่งแต่ในนั้นระเบิดเป็นสอง นิวเคลียร์ฟิวชั่นกับฟิชชั่น นิวเคลียสก็คืออัตตา ที่อาตมาเรียบเรียงยาก ถึงขั้นป่วยเลยก็เพราะใช้พลังงานมากไป พระพุทธเจ้าให้เลือกกำจัดเฉพาะอกุศลของธาตุรู้นี้ ดับเฉพาะอันนี้อย่าไปทำลายทิ้งหมด ดับได้ดับตัวอกุศลเจตสิกให้สิ้นไปอย่างถาวร เพราะจับถูกตัวสภาพ ถูกตัวเชื้อแห่งการเรียนรู้ เชื้อที่ต้องกำจัดให้หมด ไม่ผิดพลาด เริ่มตั้งแต่พีชนิยาม ระดับพืชก็อันเดียวกันก็มาเป็นชีวะ จากพีชนิยามมาเป็นจิตนิยามก็นัยสองธาตุรู้นี้เช่นกัน ที่มีกรอบขอบเขตรวมตัว จากรูปนี้เป็นกลละก่อนจากกลละเป็นอัพพุทะ จากอัพพุทะเกิดเป็นเปสิ จากเปสิเกิดเป็นฆนะ จากฆนะเกิดเป็น ๕ ปุ่ม (ปัญจสาขา) พยายามแยกให้เห็น เกิดวิปัสสนาญาณ เห็นจริงไม่ใช่นึกคิดเอา แต่มีเหตุปัจจัยทั้งในและนอกกระทบตั้งแต่มหาภูตรูปสี่ มีกายครบ ปรุงแต่งเป็นเรื่องราวรูปร่างตัวตน แม้เป็นธาตุระดับจิตวิญญาณก็สามารถแยกแยะได้ พระพุทธเจ้าสามารถแยกธาตุในจิตวิญญาณนี้ออกได้ ขณะมันเกิดอาการก็แยกได้ อาการละเอียดปรุงแต่งอย่างไรก็แยกได้ ท่านแยกได้ถึงสังกัปปะ ๗ แล้วก็เข้าใจจนถึงอภิญญา ๕ รู้เห็นอันนี้ก็วิเคราะห์วิจัยแยกอกุศลเจตสิกได้ เป็นกามหรือพยาบาทสังกัปปะ เป็นเหตุก็ดับมันได้ เริ่มมีจิตคิดปรุงเรียกว่าตักกะ ก็แยกแยะวิเคราะห์จับเฉพาะเหตุได้ ฆ่าได้ก็เป็นวิตักกะ วิแปลว่าไม่ คือวิเศษ นิวเคลียร์ฟิวชั่นคือ สังขิตตังจิตตัง แต่ฟิชชั่นคือ วิกขิตตังจิตตั
อ่านต่อ
ง ของพระพุทธเจ้านี้เก็บรวบรวมพลังงานได้ยิ่งกว่าทางฟิสิกส์ รู้ว่าอะไรควรทำลายก็ทำลายความร้าย ทำลายความเลว พฤติที่ชั่วเลวออกไป หรือเปลี่ยนพลังงานตัวเลวให้กลายเป็นพลังงานดี ไม่ใช่ทำให้หายไป ไม่ได้สูญเสียเลยมีแต่ทับทวีดีขึ้นๆ พฤติกรรมที่เคยร้ายกลายเป็นพลังงานดี มันเลิกรับใช้สิ่งชั่ว เลิกทำปฏิกิริยาแบบชั่วแล้ว เช่น แต่ก่อนเป็นพลังงานร้อนก็ทำให้เป็นพลังงานเย็น แต่มันไม่ไหม้กลายเป็นเย็นจับตัว ถ้าไหม้นี้สลายละลาย ผู้ปฏิบัติสัมมาสังกัปปะ ๗ ได้ผลจะมีวิชชา ๕ เป็น ผู้รู้จักรู้แจ้งรู้จริงสังขาร ๓ ได้จริงอย่างสัมมาทิฏฐิแท้ ตั้งแต่ วิปัสสนาญาณ เป็นญาณหลัก แล้วจึงจะสามารถทำ มโนมยิทธิญาณ - อิทธิวิธญาณ - ทิพพโสตญาณ - เจโตปริยญาณ เจริญขึ้นไปตามลำดับ อย่างที่อธิบายไปเมื่อวันก่อน เช่น กองกิเลสเท่าภูเขาหนาแข็งเหมือนกำแพงก็เหมือนเดินไปในที่ว่างทะลุผ่านได้หมด มโนมยิทธิ มีฤทธิ์ เช่น สามารถเดินบนน้ำไม่ตกลงไป ดำดินได้เหมือนว่ายในน้ำได้ ประหลาด นานาลีลา นานาแบบหลากหลายทำได้เรียกว่าอิทธิวิธญาณที่เก่ง ทำให้ชนะสิ่งชั่วเลวทั้งหลายที่คนอื่นเขาทิ้งไม่ได้ แต่เราทำได้ ทิพยโสตญาณ คือลึกละเอียดบางเบาขึ้นเรื่อยๆ ไกลเท่าไหร่ก็ตามไปได้ถึงที่ จับเอามาทำให้ดีขึ้นได้ทุกสภาพ ไม่ว่าจะเล็กละเอียดไกลรู้ได้ยากอย่างไรก็ตามได้ ไม่เหลือไม่หลุดไม่ค้าง ทำได้หมดเกลี้ยง นี่คือทิพยโสตญาณ มาถึงเจโตปริยญาณ เมื่อทำได้ก็เกิดมาตรวัด สิ่งที่เราทำได้สี่นัยแรกนี้ คือ การกำหนดรู้ใจสัตว์อื่น (รู้สัตว์ชั้นต่ำสูงในจิตตน-ปรสัตตานัง) รู้บุคคลชั้นต่ำ-สูงอื่นๆ ในจิตอาริยของตน (ปรปุคคลานัง) เป็นปรมัตถ์ ๑. สราคจิต (จิตมีราคะ) ๒. วีตราคจิต (จิตไม่มีราคะ) ๓. สโทสจิต (จิตมีโทสะ) ๔. วีตโทสจิต (จิตไม่มีโทสะ) ๕. สโมหจิต (จิตมีโมหะ) ๖. วีตโมหจิต (จิตไม่มีโมหะ) ๗. สังขิตฺตํจิตตํ (จิตเกร็ง-จับตัวแน่น หด คุมเคร่งอยู่) ๘. วิกขิตฺตํจิตตํ (จิตกระจาย-ดิ้นไป ฟุ้ง จับไม่ติด) ต้องเห็นความแตกต่าง ของอาการว่ามันลดลงไม่เท่าเดิม ต้องเข้าใจคุณภาพและปริมาณของมัน ทั้งคุณภาพความเลวร้ายลดลงหรือปริมาณก็น้อยลง สามารถรู้อาการเหล่านี้ได้ ๙. มหัคคตจิต (จิตเจริญยิ่งใหญ่ขึ้น) อัคคะคือยอดเยี่ยมสามารถ มหะคือมาก ๑๐. อมหัคคตจิต (จิตไม่เจริญขึ้น) ๑๑. สอุตตรจิต (จิตมีดีแต่ยังมีดียิ่งกว่านี้-ยังไม่จบ) เจริญก้าวหน้า ขึ้นเรื่อยๆ มันสูญๆๆ เท่านี้เอกสโมสรณา หนึ่งไม่เป็นสองอย่างนี้ แม้ถูกยั่ว กระแทกกระทบอย่างไร ปฏิฆสัมผัสโสแรงอย่างไรก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง อสังหิรังตลอดกาลนาน จึงมั่นใจว่าเป็นยอดแล้วหนึ่งเดียว ทั้งแข็งแรงทั้งไม่มีโรค โรคเข้ามาไม่ได้ พลังเลวแทรกไม่ได้ แข็งแรงตั้งมั่นยิ่งกว่าเสาระเนียด ภูเขาเพชร เลย ๑๒. อนุตตรจิต (จิตไม่มีจิตอื่นสูงยิ่งกว่า) ผู้นั้นก็ปฏิญาณตนได้ ไม่มี อะไรเหนือกว่านี้อีกแล้ว อุตระคือเหนือ อนุตระคือไม่มีอะไรเหนือกว่านี้อีก อนุตตระจิต พลังงานจิตที่เหนือ ตนจะเป็นผู้รู้เอง คนประมาทไม่ถ้วนรอบดี ตนเองตัดสินก็พลาดเอง เจอของแข็งกว่าก็ยุ่ยไปเอง ต้องเผื่อพอไว้ไม่ประมาท ความที่จะไปเป็นพระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่าไม่มีใครไล่ท่านทันหรอก ท่านตรัสไว้ว่าไม่เป็นฐานะที่จะมีพระพุทธเจ้าเกิดพร้อมกันสององค์ ไม่มีทางใกล้เคียงเลย เพราะลักษณะไม่ประมาท พยายามเผื่อพอไว้ๆ แล้วมีความสามารถมากกว่าเขาแล้ว ก้าวๆหนึ่งของผู้ที่มีความสามารถจะก้าวได้ยาวกว่า จึงสามารถชนะผู้อื่นได้อย่างปฏิภาคทวี ๑๓. สมาหิตจิต (จิตตั้งมั่นเป็นประโยชน์ดีแล้ว) ๑๔. อสมาหิตจิต (จิตยังไม่ตั้งมั่นไม่เป็นประโยชน์) ๑๕. วิมุตตจิต (จิตหลุดพ้น) ๑๖. อวิมุตตจิต (จิตยังไม่หลุดพ้นสิ้นเกลี้ยง) (พตปฎ. เล่ม ๙ ข้อ ๑๓๕) วิชชาอีก ๓ ข้อนี้คือ เตวิชโช ตรวจสอบว่าทำได้ขนาดไหนอย่างไร สะอาดขึ้นถึงอุบัติเทพหรือวิสุทธิเทพอย่างไร จิตที่ตั้งมันแข็งแรงขนาดไหน หรือจิตเคลื่อนไหวได้เร็วแรงเป็นมุทุภูตธาตุ ทั้งเจโตและปัญญา อุภโตภาค ทั้งสองอย่าง เป็นอุภโตภาควิมุติ สายปัญญาสัมมาทิฏฐินั้นไม่ต้องไปย้ำอีกว่าต้องสัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย เพราะว่าเขาได้ปฏิบัติมาตั้งแต่ต้นแล้ว ส่วนสายศรัทธา คือสัทธานุสารี นั้นพระพุทธเจ้าว่าต้องให้สัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย ต้องมีกายสักขีครบนะ เพราะ อาสวะบางอย่างนั้นดับได้แต่ไม่สิ้นหมด แต่สายปัญญานั้นอาสวะสิ้นเลยนะ เป็นอรหันต์ถึงปุงลิงค์ก็ทำให้ถึงอนุสัยเป็นนปุงสกลิงค์เลย สูญเลย ทำถึงอนุสัยอีกที ดับอนุสัยนี่ถึงนปุงสกลิงค์เลย
590210_เทศก่อนฉันศีรษะอโศก เรื่อง กายคือธรรมะสอง