ทำไมพระกัสสปะต้องอยู่ป่าเป็นวัตร.docx
เนื้อหาในไฟล์
ทำไมพระกัสสปะต้องอยู่ป่าเป็นวัตร _ดิฉัน มีความสงสัยตลอดมาว่า ถ้าการอยู่ป่าไม่ดี แล้วทำไมท่านพระมหากัสสปะจึงได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้า ว่าเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุต่างๆในด้านการถือธุดงค์ และสรรเสริญคุณแห่งการธุดงค์อีกด้วย (ยกเว้นพระศาสดาองค์เดียวเท่านั้นที่ถือธุดงค์ได้ประเสริฐเทียมเท่ากับพระสาวกรูปนี้) พ่อครูว่า…ในโลกนี้โดยเฉพาะความเป็นศาสนาของพระพุทธเจ้าจะมีคนที่เป็นตัวอย่าง เรียกว่า อสีติสาวก เป็นตัวอย่างหนึ่ง เป็นตัวอย่างที่ จัดที่สุด เป็นเชื้อที่เข้มที่สุด คนที่หลงที่สุด แต่ก็หลุดได้เป็นที่สุดเหมือนกัน อย่างเช่นพระมหากัสสปะ หลุดได้ด้วยปัญญา แต่ตัวเองก็ยังอยู่ป่า เป็นสิริมหามายาเป็นภาษา 2 ไม่หลงป่าแล้วแต่ก็ต้องอยู่ป่า เป็นวาสนาของท่านเป็นสิ่งที่ท่านสั่งสมมาไม่รู้กี่ล้านชาติ หลงป่าติดป่ามา แล้วมาถึงยุคพระพุทธเจ้าก็พอดีจะต้องมาเป็นหนึ่งในอิสีติสาวกของพระพุทธเจ้า เป็นตัวอย่างหนึ่ง ในตัวอย่างที่ยกมา อสีติสาวก สุดยอดแล้วหลุดพ้นมาได้ แม้จะทุกข์ทรมานอย่างมากก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง คนที่สูงสุดหรือลงต่ำสุด แต่ก็หลุดพ้นได้ เป็นตัวอย่างนี้เป็นต้นจะมี 1 และ 1 1 1 เป็นตัวอย่างอยู่ 80 อย่าง เป็นของแต่ละบุคคลเพื่อมายืนยันว่ามนุษย์เป็นเช่นนี้ได้นะ สุดโต่งไปจนสุดโต่ งแต่ก็หลุดพ้นได้ เป็นตัวอย่างความสุดโต่งแต่หลุดได้ ที่พระพุทธเจ้าท่านเทียบคือ ท่านจะทรมานเท่ากับคนคนนั้นได้แต่ท่านก็ไม่ทำ รายละเอียดอย่างที่คนอยากจะให้ ไปสุดโต่งอย่างที่คนคนนั้นชอบ ชอบอย่างไรก็อยากจะไปทำอย่างนั้น แต่พระพุทธเจ้าบอกว่าแล้วแต่บารมีแล้วแต่วาสนาแล้วแต่คนจะเป็น ปล่อยเขาไปตามลำดับ ปัญญาธาตุรู้ของเขาจะเป็นตัวนำพาเขามาเอง จะนำพาเข้ามาหาความเป็นกลางที่สุด ความเหมาะสมที่สุด ความสมดุลที่สุด ความไม่ โต่งไปโต่งมาที่สุด นี่คือ
อ่านต่อ
ความหมาย คุณทำให้ได้ตรงตามความหมายนี้ก็แล้วกัน เพราะฉะนั้นตัวอย่างที่ยกมาสุดโต่ง อย่างเช่นพระอรหันต์พูดคำหยาบพูดอะไรก็จะมีคำว่าไอ้ถ่อย ก็เป็น อสีติสาวก องค์หนึ่ง ก็ไม่รู้จะไปห้ามอย่างไร แต่ท่านก็หลุดพ้นได้ เป็นพระอรหันต์ได้อย่างนี้เป็นต้น แล้วคุณจะอยากได้มั้ยล่ะ..สิ่งที่มันทำได้ยากอย่าง นั้น เอามันอย่างสบายไม่ต้องไปหนักข้างใดข้างหนึ่งมันไม่ดีกว่าหรือใช่ไหม _นอกจากนั้นดิฉันก็สงสัยว่า ทำไมทรงห้ามพระอุบาลีไม่ให้ไปป่าแต่พระมหากัสสปะท่านไม่ได้ห้ามไปป่า ดิฉันค้นคว้าได้คำตอบว่า..พระมหากัสสปะเป็นผู้ที่มีบารมีมากได้บำเพ็ญบารมีมาเมื่อมาบวชแค่เพียง 7 วันก็บรรลุเป็นอรหันต์และได้เป็นปัจฉาสมณะของพระพุทธเจ้า คอยติดตามพระพุทธเจ้า ท่านเป็นผู้มีความอ่อนน้อมถ่อมตนมาก พระพุทธเจ้าให้โอวาทแก่พระกัสสปะตอนบวช 3 ข้อ คือ ธรรมอันใดที่เป็นกุศลเธอจงเงี่ยโสตสดับให้มาก (พ่อครูว่าแม้ฟังมากก็ได้น้อยเพราะเป็นเจโต จำเป็นจะต้องทำการสังคายนาเพราะท่านเองเป็นคนที่ไม่ได้มากจึงต้องมาช่วยกันบันทึกไว้เป็นผลงานที่ดูเหมือนประเสริฐแต่ถ้าท่านไม่ได้ทำอันนี้ดูเหมือนท่านจะไม่ได้มีค่าอะไรเลย ท่าพระสารีบุตรอยู่ก็น่าจะเป็นประธาน แต่มันไม่ได้หรอกมันเป็นอจินไตย ศาสนาของพระสมณโคดมจะมีอายุแค่ 5000 ปี ถ้ามันเป็นอย่างอื่นอาจจะมาก็จะไม่หนักมาถึงชาตินี้) พ่อครูว่า...เมื่อกี้นี้ก็อธิบายไปแล้ว พระมหากัสสปะ หลุดพ้นได้ แต่ก็ต้องจมอยู่อย่างนั้นเป็นตัวอย่างหนึ่งเท่านั้นไม่จำเป็นต้องเอาอย่างหรอกมันสุดโต่ง พระพุทธเจ้าท่านเคยทำทุกรกิริยามาได้สุดโต่งทุกอย่าง ทรมานขนาดไหนทำได้หมด มันเป็นได้ในมนุษย์ มีวิบากขนาดนี้ก็ยังหลุดพ้นได้ แต่มันจะต้องไปเอาความสุดโต่งไปทำไมถึงจะหลุดพ้น เพราะฉะนั้นคนจำนวนหนึ่งที่จะไปเป็นลูกศิษย์พระมหากัสสปะ ก็มีจำนวนไม่มาก แต่ส่วนรวมคือจำนวนมากเทียบไม่ได้หรอก พระกัสสปะก็มีคนไปปฏิบัติด้วยเป็นเพียงคนส่วนน้อย ไม่ใช่คนส่วนใหญ่ สุดท้ายท่านก็ยังจะอยู่ป่า บรรลุแล้วท่านก็จะขอสอนคนจำนวนนั้นมันเป็นเรื่องอจินไตยอย่างหนึ่ง จะมีบริวารของท่าน ท่านก็ช่วยบริวารของท่านให้เข้าใจความหลุดพ้นว่าที่จริงมันไม่ถูกนะ เพราะฉะนั้นบริวารบางรูปของพระมหากัสสปะนั้น สุดท้ายก็จะไม่อยู่กับพระมหากัสสปะก็ไปอยู่กับที่เหมาะควรไม่อยู่ป่าแบบนั้นจะมี นี่คือสิ่งที่อาตมาพยายามอธิบายได้ คนที่ไม่รู้ก็สงสัยอย่างที่คุณคนนี้เขียนมา ทีนี้ไปถามอุบาลี ว่าทำไมพระพุทธเจ้าห้าม ไม่เหมือนกับของพระมหากัสสปะ เพราะพระกัสสปะ สุดวิสัย ต้องปล่อยท่าน แต่ถึงอย่างไรพระมหากัสสปะ มีคนเข้าใจผิดว่า พระมหากัสสปะจะไปเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง ก็ขอยืนยันความรู้ของอาตมาว่าพระมหากัสสปะจะไม่เป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งดอก เป็นแต่เพียงว่าจะเป็นพระโพธิสัตว์บำเพ็ญพุทธภูมิต่อไปหรือไม่ ยังสงสัย เพราะว่าสุดโต่งไปในทางดับ อาตมาประมาณได้ตามภูมิว่าพระมหากัสสปะปรินิพพานเป็นปริโยสานไม่ต่อภพภูมิ เพราะชอบอยู่สงบ ชอบจบ ไม่ได้ชอบต่อ พระกัสสปะ ชอบจบ ชอบหยุด ชอบนิ่ง ชอบสงัด ชอบสูญ เพราะฉะนั้นอาตมาพยากรณ์ได้ว่าไม่ต่อพุทธภูมิ ได้ของตัวเองสุดโต่ง เท่านั้นเอง คนที่มีจริตที่จะชอบเดี่ยวๆไม่ต้องทำอะไรมากคือ คนขี้เกียจ คนเห็นแก่ตัว เจาะช่องน้อยแต่พอตัว ไม่เข้าใจว่า คุณสมบัติของคนที่ไม่เห็นแก่ตัว ไม่มีตัวตนจะช่วยคนได้มาก เขาไม่มีปัญญามากขนาดนี้หรอก คนพวกนี้เขารู้จักตัวเองสั้นๆ เอาตัวเองรอดแล้วจบ พวกนี้เป็นคนสั้นคนเล็กคนน้อยคนไม่มีประโยชน์ สุดท้ายเขาทำตัวเองรอดได้ แต่ไร้สาระก็ไม่มีประโยชน์มาก พระพุทธเจ้าเคยหลงเป็นลิงลมอมข้าวพองเข้าไปปฏิบัติในป่า และไปตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์ ต้นอัสสัตถพฤกษ์ ที่จริงการบรรลุธรรมของพระพุทธเจ้านั้น ไม่เหมือนกับคนอื่นบรรลุหรอกเพราะท่านบรรลุมาแล้ว แต่ท่านไม่รู้ว่าท่านบรรลุ ท่านตรวจสอบผู้มาทำของท่านท่านตรวจสอบแล้วว่าท่านบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณมาไม่รู้กี่ชาติชาตินี้ก็จะมาประกาศตัวเองเป็นพระพุทธเจ้าทั้งนั้น ท่านไม่ได้มาเพิ่มเติมความรู้ของท่านเองเลย และขอบอกเลยว่า พระพุทธเจ้าสมณโคดมสอนอยู่แค่ 45 ปี ใบไม้กำมือเดียว ท่านก็บอก ท่า ท่านไม่ได้บอกใบไม้ทั้งป่าที่เป็นความรู้ของพุทธศาสนา แล้วก็บอกให้สาวกของท่านกระจายใบไม้เพิ่มจากกำมือเดียว อาตมาเป็นต้น หนักหนาสาหัสจากสมัยพระพุทธเจ้ามาถึงตอนนี้ ยาก แต่ท่านก็เป็นของท่าน ไม่ใช่ว่าท่านทำงานน้อย ท่านก็ได้ทำงานมามากผ่านในยุคที่ท่านมีงานใหญ่งานที่เป็นพระโพธิสัตว์ ทำงานเทียบเคียงใกล้กับพระพุทธเจ้ารับผิดชอบอะไรมาก อาตมาไม่ได้รับผิดชอบมาก เมื่อเป็นขั้นที่ 8 ขั้นที่ 9 ก็จะรับผิดชอบหนักมากขึ้นเหมือนกับพระพุทธเจ้าไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นเมื่อพระพุทธเจ้าบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า ท่านก็พร้อมแล้วท่านก็ทำมาหมดแล้ว ท่านบอกว่าจบ ให้คนอื่นมาต่อเถอะ มันเป็นธรรมดาอันเดียวกัน แล้วก็ไม่ใช่มีคนเดียวหรอกมีตั้งเยอะคนรับผิดชอบกันไป ท่านกัสสปะ เสียเวลาทางเจโตมานานมาก ลงทุนมาเยอะ แต่ก็ปรินิพพานไปสูญไป สรุปแล้ว ถ้าพระมหากัสสปะไม่ได้ทำพระไตรปิฎกเอาไว้ ที่ใช้อยู่เดี๋ยวนี้เป็นฉบับที่พระมหากัสสปะได้ทำสังคายนา ถ้าพระมหากัสสปะไม่ได้ทำพระไตรปิฎกอันนี้ไว้ ไม่มีค่าเลย พระมหากัสสปะจะไม่มีค่าอะไรเลย นอกจากไม่มีค่าแล้วยังเป็นตัวอย่างให้คนหลงป่าอีก เพราะโต่งไปทางป่า แม้แต่ทุกวันนี้พระป่าทั้งหลายก็ยังซวย อาตมาก็พยายามดึงออกจากนริยภูมิ พระป่าทั้งหลาย พูดไปแล้วก็เหมือนจะวน ไปว่าเขาอีก _ ส่วนพระอุบาลี เคยสั่งสมมาในชาติก่อนๆ แต่ชณะที่ขอไปป่า ท่านยังไม่บรรลุธรรมพระพุทธเจ้าจึงได้ห้าม ขอถามว่าผู้จะไปศึกษาในป่าต้องมีกามราคะเบาบางแล้ว อย่างน้อยก็เป็นฐานพระอนาคามีใช่หรือไม่ (พ่อครูว่าใช่ แต่ก็ควรจะเป็นฐานอรหันต์ไม่งั้นอาจจะไปจมในป่าได้) การไปอยู่ป่าคือการไปเอาแต่นั่งหลับตาทำสมาธิสั้นใช่ไหมคะ พ่อครูว่า..การไปอยู่ป่านั้นไม่ใช่กิจวัตรแต่เป็นแค่วัตรปฏิบัติ ไปเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น เป็นการไปเช็คดู ว่าเราติดป่าหรือไม่ เหมือนชาตินี้โพธิรักษ์ได้ไปลองอยู่ป่า เมืองกาญ ไม่มีใครมากเลย มีแต่คนส่งข้าวส่งน้ำเท่านั้น แล้วอาตมาขึ้นไปอยู่บนยอดเขา ไปอยู่ป่า 1. ไปเช็คผล หากมีเศษของกาม ก็จะฟุ้งเรื่องกามเพราะห่างกาม 2. เช็คว่าไปอยู่ป่าจะติดป่าหรือไม่ หากอยู่ป่าติดป่าก็ผิด หรืออยู่ป่าแล้วฟุ้งในกามก็ผิด ไปเช็คดูให้แน่ใจ แต่ถ้าคุณแน่ใจแล้วก็ไม่ต้องไป ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้านั้น ปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา ไปตามลำดับอันน่าอัศจรรย์จะสำเร็จอย่างบริบูรณ์ พระพุทธเจ้าท่านตรัสบอกพระอุบาลีไว้ว่า ถ้าคุณไม่มีจิตเป็นสมาธิไปอยู่ในป่า ป่าจะเอาหัวใจของคุณไปเสียแน่ สมาธิตัวนี้คือสมาหิโต ไม่ใช่มิจฉาสมาธิที่ไปนั่งหลับตาสะกดจิต คือลืมตาปฏิบัติอยู่ในโลกีย์เป็นสมาธิที่ได้สั่งสมจากจรณะ 15 วิชชา 8 จนอาสวะสิ้น แล้วจิตใจที่สิ้นอาสวะนั่นแหละตกผลึกตั้งมั่นลงไป เรียกว่าสมาหิโต คนที่จะเข้าใจว่าสมาธิคืออะไร เป็นวิสัย แค่ ฌานซึ่งต้องเข้าใจก่อนสมาธิ ยังเป็นอจินไตย ดังนั้น สมาธิวิสัย ยิ่งยากกว่าฌานวิสัย อาตมาก็พูด ฌานไม่ใช่ไปนั่งหลับตา ต้องปฏิบัติตามจรณะ 15 และจะเกิด ฌาน 1 2 3 4
630817_รายการโสเหล่โลกุตระ ออนไลน์ ครั้งที่ 4