การปฏิบัติสู่ความเป็นอาริยะ 4 ประการ.docx
เนื้อหาในไฟล์
การปฏิบัติสู่ความเป็นอาริยะ 4 ประการ พ่อครูว่า...ก่อนเข้าสู่ความเสื่อม 4 ประการของอัมพัฏฐสูตร ท้าวความ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน พรหมชาลสูตรเป็นข้อผิด สามัญผลเป็นข้อถูก ส่วนอัมพัฏฐสูตรมีทั้งข้อถูกและผิด 4 อย่าง คือ สังวรศีลอันเป็นอริยะ สำรวมอินทรีย์อันเป็นอริยะ มีสติสัมปชัญญะอันเป็นอริยะและมีสันโดษอันเป็นอริยะ สังวรศีล คือ ถือศีลแล้วจิตเห็นกิเลส ในกิมัตถิยสูตร ได้อานิสงส์ของศีลคือ 1. อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) . 2. ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) 3. ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) . 4. ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) 5. สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) 6. สมาธิ (จิตมั่นคง) 7. ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) . . 8. นิพพิทา (เบื่อหน่าย) . 9. วิราคะ (คลายกิเลส) 10.วิมุติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน) (กิมัตถิยสูตร พตฎ. เล่ม 24 ข้อ 1 , 208) ศีลข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์เมื่อสัมผัสสัมพันธ์เกี่ยวกับสัตว์แล้วอ่านกิเลสที่เกิดขึ้น ด้วยรักหรือด้วยโกรธก็ตาม กิเลสรัก โกรธ หรือโลภโกรธหลงก็ตาม อ่านกิเลสออกแล้วก็ลดกิเลสได้แม้ลดไม่หมด แต่เห็นความจางคลายวิราคานุปัสสี ยิ่งกิเลสมันลดลงมาก มันเบา ความเดือดร้อน อวิปฏิสาร แต่ก่อนมันร้อนใจ คุณก็ลดได้ ลดได้ก็มี อวิปฏิสาร คุณก็จะรู้ ปัญญาหรือปฏิภาณ จะรู้ว่าอ๋อ กิเลสมันลดได้ เราได้ลาภยศสรรเสริญ มันขี้ไก่ไม่ได้เรื่อง แต่เราได้อาริยธรรม บรรลุธรรมนี้มันราคาแพงมากกว่า จิตควรจะมีความปราโมทย์ ยินดี ทำได้แล้ว ลิงโลดเลย บางคนตื่นเต้น แรง เหมือนพวกเตะฟุตบอลเข้าโกลเลย บางคนมีปีติแรง ซึ่งมันก็จะเสียพลังงาน กระโดดโลดเต้นเลยกำลังคน ใครเตะฟุตบอลเข้าโกลก็ได้ราคาแพง หรือศีลข้อ 2 สัมผัสกับของ แต่ก่อนนี้สัมผัสกับของก็เกิดทุจริต อยากได้
อ่านต่อ
อยากมีอยากเป็นกับเขา ทุจริต ข่มขี่ข่มเหง ฆ่าผัวมันเสียเอาเมียมันมา เราก็จะลดลงไป ในศีลแต่ละข้อ ข้ออื่นก็ตามเช่นกัน ต่อมา มีการสำรวมอินทรีย์อันเป็นอริยะ ก็สามารถควบคุมดูแลเมื่อสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายในอินทรีย์ทั้ง 6 สำรวมทั้งภายนอกภายใน ภายในคือจิต ภายนอกคือตา หู จมูก ลิ้น กายสัมผัส เมื่อสัมผัสกันแล้วมันสังขารปรุงแต่งกันเกิดเรียนรู้เวทนา เป็นกรรมฐาน แล้วเราก็ปฏิบัติได้ ทำให้เวทนามันเป็นอุเบกขาเวทนา แล้วเริ่มต้นได้ก็จะเปรียบเทียบ มันไม่มีอาการดีใจที่เป็นรักหรือโทสะ มันลด คุณก็จะรู้แล้ว ขนาดหนึ่งไม่ใช่แค่ กดข่มเท่านั้น แต่เป็นฤทธิ์ของ ฌาน ปัญญา สลายกิเลสจนกระทั่งเป็นบุญ กิเลสหมด อาการที่กิเลสหมด ปัจจัตตัง แต่ละคนจะรู้ แล้วได้อย่างสมถะกดข่ม ก็จะเปรียบเทียบกับวิปัสสนามีปัญญา ก็จะรู้ กิเลสสลายไปไม่มีอย่างมีปัญญากับการไม่มีกิเลสอย่างกดข่ม ใครก็รู้แทนกันไม่ได้คุณก็จะรู้ คุณสำรวมอินทรีย์ก็จะรู้มรรคผล ว่าอันนี้เป็นสมถะหรือวิปัสสนา การสมถะก็สำรวมอย่างยิ่ง แต่มีนัยสำคัญที่ต่างกัน สมถะ พระพุทธเจ้าก็ให้อาศัย แต่ไม่ใช่ตัวจริงที่สมบูรณ์ สมบูรณ์ จริงๆ ต้องมีวิปัสสนาญาณ เป็นวิชชาข้อที่ 1 เมื่อสำรวมอินทรีย์เป็นข้อที่ 2 แล้วเป็นอริยะ ก็จะมีผลทางโลกุตระ 3. มีสติสัมปชัญญะอันเป็นอริยะ คือมีสติ ความรู้ตื่น ตื่นรู้ เป็นอาริยะ ก็ต้องมีทั้งภายนอกและมีทั้งกายกรรม ก็อธิบายไม่รู้กี่ทีแล้ว มันตื่นเต็มทั้งกายกรรม ไม่ใช่คุณไม่มีกายกรรมภายนอกเลย ไปนั่งหลับตาปฏิบัตินั้น ผิดแล้ว ไม่ใช่สติที่เป็นอริยะ เป็นสติที่บกพร่อง คุณจะตื่นเต็มอยู่ในใจขนาดไหนก็ตาม แต่คุณไม่ได้ออกมาข้างนอก ไม่ได้ฝึกฝนเรียนรู้อยู่กับปัจจุบันธรรม ตามศีลข้อที่ 1 2 3 4 5 จนกระทั่งจบจุลศีล 26 ข้อเลย คุณไม่ได้ศึกษาแบบนี้เลย เพราะฉะนั้นมันไม่มีความจริง เพราะไม่มีปัจจุบัน ต้องตรวจสอบทั้งภายนอกและภายในครบ กาย คนที่ไปนั่งหลับตาปฏิบัติ สักกายทิฏฐิ สังโยชน์ข้อที่ 1 คุณก็ไม่ผ่าน เพราะกายของคุณเป็นมิจฉาทิฏฐิมีแต่ภายใน กายไม่มีภายนอกไม่ได้และไม่มีภายในก็ไม่ได้ กายต้องมีสอง ภายนอกและภายในเสมอ เพราะฉะนั้น สติกายกรรมของคุณก็ไม่เต็มสักที แม้ สติวจีกรรมของคุณก็ไม่เต็ม ยิ่งคุณหุบปาก กายกรรมก็ไม่มีพฤติกรรม มีแต่ภายใน
630819_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ต้องมีสันโดษอย่างไรจึงช่วยชาติได้(อัมพัฏฐสูตร 13)