ต้องสันโดษอย่างไรจึงช่วยชาติได้.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข1 ตุลาคม 2563

เนื้อหาในไฟล์

ต้องสันโดษอย่างไรจึงช่วยชาติได้ พ่อครูว่า...ต่ออัมพัฏฐสูตร….. ดูกรอัมพัฏฐะ อย่างไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้สันโดษ? ดูกรอัมพัฏฐะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้สันโดษด้วยจีวรเป็นเครื่องบริหารกาย ด้วยบิณฑบาตเป็นเครื่องบริหารท้อง เธอจะไปทางทิศาภาคใดๆ ก็ถือไปได้เอง ดูกรอัมพัฏฐะ นกมีปีกจะบินไปทางทิศาภาคใดๆ ก็มีแต่ปีกของตัวเป็นภาระบินไป ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เป็นผู้สันโดษด้วยจีวรเป็นเครื่องบริหารกาย ด้วยบิณฑบาตเป็นเครื่องบริหารท้อง เธอจะไปทางทิศาภาคใดๆ ก็ถือไปได้เอง ดูกรอัมพัฏฐะด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้สันโดษ พ่อครูว่า...เป็นผู้สันโดษคือ 1.เป็นผู้ที่ไม่มีของมาก ไม่ใช่ว่าเป็นผู้ที่อยู่โดดเดี่ยวเดียวดายอ้างว้าง ไม่ใช่! สันโดษคือผู้ที่มี ใจพอ สันตุฏฐิ คือใจมันพอ เพราะฉะนั้นเราเองเรามีน้อยมีสมบัติน้อย มันก็สะดวกจะไปไหนก็คล่องแคล่ว ไม่ต้องห่วง เพราะฉะนั้นคนที่ไม่ติดอะไรมาก ไม่ต้องมีอะไรมาก มีแต่สิ่งที่เป็นบริขารสำคัญ บริขารคือเครื่องอาศัย เครื่องอาศัยในชีวิต ยิ่งมาเป็นภิกษุแล้ว มีบริขาร 8 แต่ทุกวันนี้ไปไหนต้องสะพายคอมพิวเตอร์ไปด้วย หรือต้องมีแว่นตาไปด้วย อาตมาไม่ใช้แว่นตาก็ไม่ได้แล้ว หรือสิ่งสำคัญที่เราต้องใช้ให้เกิดประโยชน์คุณค่า ไม่ใช่เอาไปใช้เป็นเครื่องมือหากิน หรือหาเงิน เพราะฉะนั้น ความมีน้อยไม่เป็นภาระกว่าความมีมาก 2. รายได้ สิ่งได้ หรือของควรได้ ในหลวงท่านตรัสว่า คือ Gain ภาษาบาลีคือ ปฏิลาโภ คือสิ่งที่ได้ โดยสิ่งที่ได้เราก็ไม่เอาไว้กับตัว สิ่งที่ได้เป็น ลาภธัมมิกา เป็นลาภโดยธรนม เป็นสิ่งที่ได้มาโดยสุจริตและเป็นค่าแรงงานหรือค่าความรู้ความคิด ค่าวัตถุก็ตาม เราก็ไม่เอาค่าเหล่านั้น ไม่เอามา ทำงาน ให้ฟรีเลย แล้วยิ่งเรามีระบบสาธารณโภคี ที่อาตมาเอาของพระพุทธเจ้ามา ท

อ่านต่อ

ำขณะนี้ ในเมืองไทย ให้พวกเราปฏิบัติ ชาวอโศกมีสาธารณโภคี ไม่ใช่ว่าของ บ้านราชฯก็เป็นของบ้านราชฯ ที่อื่นเอาไปใช้ไม่ได้ หวงแหนของใครของมันก็ไม่ใช่ ไม่ได้หวงแหน แต่ดูแลรักษา ถ้าเผื่อว่ามันสมควรจำเป็น ให้คนนั้นคนนี้ ก็ไปแจกหรือให้เฉลี่ยกันไปใช้ได้ ไม่ได้หวงแหน มันหมดก็หมดด้วยกัน มันมีก็มีด้วยกัน คนไหนเดือดร้อนก็จะเลยไปหาคนเดือดร้อน ให้ทั่วถึง นี่คือหลักเศรษฐศาสตร์ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) อาตมาว่าอาตมาขยายความไม่เก่งแม้จะมีหลักฐานก็ยังขยายความไม่เก่ง สักวันคนที่เก่งกว่าก็จะอธิบายสาธยายให้ได้ดีกว่านี้อีก อาตมาก็ทำตัวจริงไปได้เรื่อยๆ ต้องอาศัยเวลา ทำดียังไม่ได้ดี เพราะทำดียังไม่มากพอ ต้องทำดีให้มากกว่านี้ เรื่องสันโดษนอกจากจะเป็นเรื่องที่พอ พอด้วยวัตถุ ใจมันพอ เอาแค่นี้พอ มีแค่นี้พอ อย่างพวกคุณพอ เราไม่ต้องการรายได้เลยก็พอ ทำงานก็เอาเข้ากองกลาง จะใช้ก็เบิกกองกลางเขาให้ใช้เท่าไหร่ก็เท่านั้น ต้องการมากกว่านี้แต่เขาไม่ให้ก็แค่นี้ก็พอ เราก็อาศัยกินใช้ มันลึกซึ้ง ใจคุณพอ คุณกินอาหารพอไหม คุณมีเสื้อผ้าพอไหม แค่นี้ก็พอแล้ว คุณมีที่พักที่อาศัยพอไหม คุณมียารักษาโรคที่คนเจ็บป่วยไปแล้ว ก็อาศัยส่วนกลางนี่แหละก็พอแล้วล่ะ ใช้ได้ ไม่ได้หวงแหนหรือลำเอียงก็ช่วยกันได้หรือจะมีบริขาร เพิ่มเติมมากกว่าปัจจัย 4 มันก็พอ เราก็ไม่ได้ต้องการมากกว่านี้ คนสันโดษเป็นอาริยะ คือ เป็นคนที่มีน้อยเท่าไหร่ก็พอ ของภิกษุ มีแต่บาตรกับจีวรสถานที่ก็ไม่เอา ทิ้งบ้านเรือน อาคารที่พักอาศัยก็ไม่เอา มีแต่บาตรเป็นเครื่องบริขารเลี้ยงชีพ และมีผ้านุ่งห่มกันอุจาดไม่ให้มันน่าเกลียด แบบพวกเชน เดินโทงๆ พระพุทธเจ้าก็ไม่เอา มันเกินไป เราก็มีเครื่องนุ่งห่มพอเพียง บางคนมีแค่ 3-4 ชุด 5 ชุดก็เกินไปไม่เอา อย่างสมณะนี่ เดี๋ยวคนนั้นคนนี้ก็เอามาถวาย ระบายออกแทบไม่ทันเลย อย่างอาตมาก็ไม่ต้องดูเลย ปัจฉาคอยดูแล บางที่ปะชุนก็ใช้ได้ เอาไว้กันแมลงสัตว์กัดต่อย กันอุจาด สรุปแล้ว สิ่งที่จำเป็น สิ่งที่สำคัญเหล่านี้ ผู้ใดที่มีน้อยเท่าไหร่ นั่นแหละ ยิ่งเป็นสันโดษที่ ควบคู่ไปกับ อัปปิจฉะ มีน้อยมักน้อย เอาน้อยๆไว้ดี มันเบา ว่าง ไม่ต้องดูแลรักษา ไม่ต้องแบกหาม ไม่ต้องเป็นภาระอะไรมากมาย เหมือนอย่างที่ท่านเทียบกับ ภิกษุมีบาตรบริหารท้อง ไปไหนก็พึ่งลำแข้ง เหมือนนกน้อยบินไปด้วยปีกตัวเอง พวกเราก็ไปด้วยขาตัวเอง อย่างนี้เป็นต้น ง่ายๆ สรุปแล้วน้อยเท่าไหร่ก็ดี แต่น้อยตามฐานะเพียงพอ มันน้อยเท่าไหร่ก็เอา พระพุทธเจ้าท่านก็บอกท่านฉันอาหารท่านยังฉันมากอยู่ ผู้ที่ฉันน้อยกว่าท่านก็มี ท่านยกตัวอย่าง (สู่แดนธรรม เรื่องเวลานอนด้วย) คนอื่นนอนน้อยกว่าท่านก็มี อาตมาก็เหมือนกัน เรารู้ว่าจิตเราไม่ได้ติดยึดเสพรสสิ่งเหล่านั้น เราใช้แต่พอดี ใจพอ ในหลวงร.9 ใช้คำว่า พอเพียง เศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐศาสตร์แบบพอเพียงก็คือ แต่ละคนมีใจพอ คำว่าเศรษฐกิจพอเพียงนี่แหละ อาตมาจะต้อง 1. พิสูจน์ร่วมกับชาวอโศก 2. จะต้องอธิบาย นัยที่ลึกซึ้ง มันไม่ได้จำเพาะอยู่ที่ชาวอโศกทำงานฟรี เพราะฉะนั้นให้คนทั้งประเทศมาทำงานฟรีหมดมันไม่ใช่ ต้องให้เขาอยู่ในฐานะเขา เขาจะต้องใช้สอยอยู่เขามีความจำเป็นต้องเลี้ยงดู ต้องรับผิดชอบ เขาก็ต้องมี ก็เรื่องของเขา มันก็เป็นฐานะไป ไม่เท่ากัน ผู้ที่จะอยู่ในฐานะที่อยู่ด้วยกันได้ มาเป็นเศรษฐกิจเสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ได้ คุณก็มาอยู่สิที่นี่ แต่ถ้าคุณเองไม่ได้หรอก นี่พวกเราบางคนมาอยู่ที่นี่อยู่ได้ตลอด บางคนอยู่ไม่ได้ตลอด ต้องไปตะลอนมีพิเศษอยู่ข้างนอก ก็ตามฐานะ ก็ต้องมี ลดหลั่นไป คนจะต้องใช้อาศัยมากก็เรื่องของเขา แต่ก็เข้าใจแล้วว่า มันจะต้องน้อยให้ได้ จิตใจของเขารู้ว่าทิศทางมันจะต้องน้อยให้ได้ แต่เขายังทำไม่ได้ จะเป็นความจำเป็นของเขาหรือกิเลสของเขา บางคนใจของเขาทำได้แล้วแต่เป็นภาระวิบากของเขาที่ต้องมี มันมีอีกเยอะที่เป็นเหตุปัจจัย ก็ค่อยๆศึกษาให้ดีแล้วจะรู้ว่าเศรษฐศาสตร์หรือเศรษฐกิจแบบของพระพุทธเจ้านี้ มันยิ่งใหญ่จริงๆ ซึ่ง จะทำให้เป็นอยู่ จะพัฒนาเศรษฐกิจสังคมประเทศ จะไปเอาเรื่อง แชร์วัตถุ แชร์เงินทอง ไม่สำเร็จหรอก ต้องมาให้คนมักน้อยสันโดษ ต้องมาให้คนมีใจพอให้มักน้อย ให้มาจน จิตใจลดกิเลส และก็ มีปัญญา มีความรู้จน รู้ว่าพอแล้วไม่มากไม่น้อย แต่ ทำงานมาก มีสมรรถนะมาก มีความรู้ความสามารถ แต่ตัวเองใช้น้อย อย่างเช่นอาตมา งานค่าตัว ก็จะว่าแพงก็แพงนะ ค่าตัวอาตมาวันหนึ่งต้องเป็นแสนๆนะ ค่าตัว เมื่อเทียบกับทุนนิยมของเขา อาตมาต้องแพงกว่าแสนด้วยซ้ำไป เมื่อเทียบกับพวกทุนนิยมที่เขามีรายได้ประจำ แต่อาตมาใช้อาศัยของตัวเอง เดือนหนึ่งวันหนึ่ง ปีหนึ่ง ของตัวเองไม่เท่าไหร่เลย เพราะฉะนั้นอาตมาจึงมีเยอะ แล้วสะพัดออกไปเกื้อกูลคนอื่น เรา จึง เป็นคนมีกำไร ไม่ใช่ขาดทุน เพราะเรามีการเสียสละ มีการให้คนอื่นได้ตลอด จึงมีเยอะ ทุกคนเข้าใจอย่างนี้ทุกคนก็มาเป็นคนอย่างนี้ รวมกันหลายๆคนมันก็เป็นนักสร้าง และเป็นนักเหลือ แล้วสะพัดให้แก่คนอื่น ให้แก่คนอื่นที่เศรษฐกิจ ก็สะพัดไป เขาเดือดร้อนไม่มีฐานะรายได้เพียงพอ กอบกู้เศรษฐกิจหรือจะพัฒนาเศรษฐกิจ ต้องทำทฤษฎีนี้ ไม่ใช่ทฤษฎีที่จะไปเพ่งที่วัตถุเงินทองที่เป็นสมบัติผลัดกันชมแล้วก็แย่งกันตลอดกาล และก็แย่งตีกันด้วย แต่อันนี้จบอย่างพวกเราชาวอโศก

630819_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ต้องมีสันโดษอย่างไรจึงช่วยชาติได้(อัมพัฏฐสูตร 13)

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน