หมู่บ้านสาราณียธรรมสูงส่งเป็นจริงกว่ายูโทเปีย.docx
เนื้อหาในไฟล์
หมู่บ้านสาราณียธรรมสูงส่งเป็นจริงกว่ายูโทเปีย _ใบแพร... พ่อ เคยพูดหลายครั้งว่าปางนี้ของพ่อคือปางราม คำว่ารามนี้นึกถึงหนังอินเดียที่เกี่ยวกับพระเจ้า เวลาที่เขามีทุกข์เดือดร้อนจะเรียกร้อง รามๆๆ มหาตมคานธีขณะที่ใกล้จะสิ้นลม ท่านก็เปล่งออกมาว่า “ราม” หรือการแสดงโขนพระราชทานเรื่องรามเกียรติ์ตอนพิเภกสวามิภักดิ์ พิเภกจะเรียกหาพระรามเพื่อจะมา ถวายความจงรักภักดีว่า “รามาวตาร” ตามตำนานของรามเกียรติ์ พระรามคือพระนารายณ์อวตารลงมาปราบยุคหิน พระรามมีทหารเอกชื่อว่าหนุมานเป็นลิง หนุมานนี้จะมีลักษณะพิเศษแข็งแรงมีความสามารถมาก มีกายสีขาวมีขนเป็นเพชร หาวออกมาเป็นดาวเป็นเดือน มีอาวุธประจำกายคือตรี และมีความซื่อสัตย์จงรักภักดี อยู่บ้านราชฯถ้าเดินไปทางโรงหล่อจะเห็นรูปปั้นหนุมานตัวใหญ่มาก มือขวาถือตรี มีด้ามเป็นเคียวเกี่ยวข้าว มือซ้ายกำรวงข้าว จินตนาการประมาณว่า หนุมานทำท่าเกี่ยวข้าว ในรามเกียรติ์ไม่มีตอนนี้นี่นา กราบเรียนถาม ที่พ่อมีดำริให้ปั้นรูปหนุมานท่านี้ เพื่อจะสื่อเป็นธรรมาธิษฐานหรือบุคลาธิษฐานอย่างไรคะ พ่อครูว่า... ที่จริงอาตมาไม่ได้ไปบอกแสงศิลป์ให้ปั้นรูปหล่อเป็นโลหะนะ ใหญ่เบ้อเร่อเท่อเป็นโลหะ ตัวหนึ่งหลายล้าน เป็นโลหะเป็นทองเหลือง ไม่ได้บอกแสงศิลป์ว่าให้มีการกำเคียวกับรวงข้าว ไม่ได้บอกเขาหรอก เป็นไอเดียเขาเอง เขาเห็นว่าเราก็เน้นเรื่องอาหาร เขาก็ค่อยๆเข้าใจ แสงศิลป์เป็นผู้ปั้น ผู้คิด ผู้ทำเอง เขาก็เข้าใจและทำออกมามันก็เลยกลายเป็นหนุมานที่มือถือเคียวกับรวงข้าว อีกข้างหนึ่งถือตรีที่เป็นเครื่องหมายประจำตัวเขา ที่นี้คำว่า ปางราม มันเป็นเรื่องของสัจจะที่เขาใช้ภาษาเรียกแทน เช่นเรียกพระเจ้า แล้วก็เข้าใจกันว่าพระรามนี่ก็คือพระเจ้า รูปหนึ่ง ในตรีมูรติ พระราม พระศิวะ พระพรหม 3 องค์ เ
อ่านต่อ
ป็นความหมายของคำว่า ตรีคือไตร คือ 3 พระจิตวิญญาณบริสุทธิ์ พระกรุณา เป็นพระผู้สร้าง พระผู้ทำลาย พระผู้เป็นกลาง มันมีสามเส้า ถ้าเรียกโดยสัจจะแล้วเป็นธรรมาธิษฐาน พรหมก็คือธรรมาธิปไตย พระศิวะก็คือเป็นตัวอัตตา ตัวทำลาย ส่วนพระราม ก็เป็นพระผู้สร้างโลก เพราะฉะนั้นในโลกนี้ก็มีผู้สร้าง ผู้ทำลาย มีบวกมีลบ แล้วก็มีตัวที่รู้เป็นธรรมะหรือเป็นพระพรหมหรือเป็นผู้เป็นกลางที่จัดสรรให้มันได้สัดส่วน ด้วยความไม่เที่ยง ไม่มีอะไรเที่ยงในมหาจักรวาล กาละ เทศะ ฐานะ อาตมาสรุปเอาไว้แค่สามคำ ไม่เคยมีใครจะมาหยุดกาละได้ กาละก็จะเคลื่อนไปตลอดเวลาที่มีมหาจักรวาล มีโลกมีทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีอะไรนิ่ง ไม่มีอะไรอยู่กับที่ มันเคลื่อนทั้งนั้น แม้แต่ก้อนหินก้อนหนึ่ง มันก็เคลื่อน แม้แต่ในตัวมันเองมันก็เคลื่อน มันมีความเสื่อมไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นการเคลื่อน ไปกับโลกนี้มันก็เคลื่อนไปเรื่อยๆ แม้มันอยู่ตรงนี้มันก็เคลื่อนไปแล้วไปกับโลก โลกก็หมุนพาเคลื่อนไป มันเป็นความซับซ้อนอย่างไม่รู้กี่ชั้น เคลื่อนตลอด แตกต่างไปตลอด เทศะ ทุกอย่างไม่มีอะไรเป็นหนึ่งเดียวอยู่กับที่ แตกต่างกันไปตลอด เคลื่อนไปเรื่อยๆ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นแม้แต่มีศักดิ์ฐานะ มีความรู้ มีตัวตน ฐานะ เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงเป็นคำสรุปของพระพุทธเจ้าว่า เสื่อมไปเป็นธรรมดา คนพยายามที่จะทำให้มันเจริญหรือมันก็มีความเจริญในตัวของมัน ตามธรรมชาติ มันเจริญขึ้นก่อน เสร็จแล้วได้ที่มันก็เสื่อมต่อ เสื่อมจนกระทั่งมันหยุดไปเลย สูญหายไปเลย มันก็เปลี่ยนแปลง เกิดมาเป็นจิตนิยาม เป็นชีวะระดับจิตนิยามแล้ว ทีนี้ล่ะมันความทำความเสื่อมหรือว่าทำความแตกตัวอัตตาของตัวเองให้สลายเป็นดิน น้ำ ไฟ ลมไม่ได้ เพราะอวิชชา เพราะไม่มีความรู้ เพราะฉะนั้นจึงกลายเป็นสัตว์มนุษย์ เป็นแท่งแห่งอวิชชา เต็มโลกขึ้นมาเรื่อยๆ จึงเกิดความเดือดร้อน เพราะฉะนั้นโลกเมื่อมีมนุษย์มากขึ้นมากขึ้น มันจึงเข้าหากลียุค สุดท้ายฆ่ากันตายหมด พูดถึงการฆ่ากัน อาตมานี่ก็แหมไม่รู้จะพูดอย่างไร พูดแล้วมันก็ยาก เพราะเขาจะฟังไม่รู้เรื่อง ประเทศใดสามารถทำให้เป็นประเทศที่เป็นกลาง ไม่ทำสงคราม ไม่ฆ่า ไม่ทำสงคราม ไม่ฆ่ากับคนประเทศใด แม้แต่ในประเทศตนก็เป็นคนมีศีล เป็นศีลถึงขั้นอย่าว่าแต่ไม่ฆ่าสัตว์เลย เอาล่ะบางทีจะจำเป็นฆ่าสัตว์บ้าง แต่จะไม่ฆ่าคน คนยังมีจิตฆ่าคนนั้นนั่นคือคนมิลักขะ คือ คนเถื่อน ฉะนั้นเห็นคนที่ฆ่าคนตายไปไม่ว่าประเทศไหนชาติไหน ฆ่ากันทำสงคราม ฆ่ากันอยู่นี้ เป็นสังคมเถื่อนทั้งนั้น เป็นประเทศเถื่อน ประเทศที่ไม่ทำสงครามนั้นไม่ไปฆ่ากัน แม้แต่ในประเทศตนเองเขาก็เป็นคนที่ไม่ฆ่ากัน จนเป็นวัฒนธรรม เป็นคุณธรรม ถึงขั้นว่าคน อย่างชาวอโศกนี่ มันไม่ฆ่ากันหรอก ตีกันก็หนักหนาสาหัสแล้ว ก็ไม่เห็นจะมีตีกัน 40-50 ปีมานี้มีทะเลาะกันชกกันบ้าง 40-50 ปีมานี้มีทะเลาะกันชกกันบ้าง ผู้หญิงตีกันบ้างก็มีน้อย เขาเรียกว่าเป็น Error เป็นเรื่องเศษ เป็นข้อปลีกย่อยของมัน มันมีบ้าง มันเหลือวิสัย มันเกินวิสัย เพราะฉะนั้นโดยองค์รวมโดยค่าเฉลี่ยถือว่าเป็นแกนแท้แล้ว มันไม่มี อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ และคุณธรรมอีกอย่างหนึ่งคือ คลาสสิก ขั้นชั้น วรรณะ 9 สุดยอดแห่งรัฐศาสตร์ สุดยอดแห่งเศรษฐศาสตร์ สุดยอดแห่งสังคมศาสตร์ ถ้ามีคุณธรรมอย่างคลาสสิก 9 ขั้นนี้ 9 ขั้นนี้ เป็นคนที่แม้ว่าคุณจะเป็นคนขี้เกียจ คุณจะเป็นคนไม่ขยันเท่าไหร่ในข้อที่ 9 สุดยอดคือขยัน ปรารภความเพียร ยอดขยัน เพราะฉะนั้นคนที่เป็นคนขี้เกียจที่สุด ก็ไม่ใช่ขี้เกียจจนน่าเกลียด ก็อยู่อย่างน้อยก็ช่วยนั่นช่วยนี่ เกื้อกูลกัน เลี้ยงกันได้ ดูแลกัน เลี้ยงง่าย แล้วก็อบรมสั่งสอนกันอยู่กับหมู่ไป ก็จะนำพาจูงดึงกันสูงขึ้น ความขี้เกียจก็ลดลง หรือข้อ 8 อปจยะ ไม่สะสม คนที่ยังสะสมอยู่ อาตมาอธิบายธรรมะซ้อนธรรมะ เอายอดขยัน แล้วก็เอาไม่สะสมมาอธิบาย แล้วก็เลี้ยงง่ายบำรุงง่าย เพราะฉะนั้นสอนให้เป็นคนที่เคยสะสมก็มาเลิกความสะสม มีความขี้เกียจก็มาเลิกความขี้เกียจเถอะ..มา ก็เข้าใจสอนง่าย สุโปสะ พัฒนาให้เป็นคนสะสมก็เลิกสะสมค่อยๆเลิกสะสม ขี้เกียจก็เลิกขี้เกียจ มาขยันขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นคนมีอาการที่น่าเลื่อมใส กายกรรมก็เจริญขึ้น วจีกรรมก็เจริญขึ้น มโนกรรมก็เจริญขึ้น กรรม 3 ก็พัฒนาขึ้น พัฒนาเป็น cyclic แต่ก่อนเคยขี้เกียจก็ไม่ขี้เกียจ แต่ก่อนไม่สุภาพก็มาสุภาพขึ้น โดยมีหลักประพฤติ ธูตะหรือธุดงค์ โดยมีข้อปฏิบัติเป็นศีลก็ดีเป็นวินัยก็ดี เป็นข้อปฏิบัติที่ทำให้เจริญขึ้นเรื่อย ธูตะ แล้วก็ขัดเกลาตัวเอง สัลเลขะ โดยมีจิตรู้จักพอ สันตุฏฐิหรือสันโดษ คือใจพอ ใจพอนี่สุดยอดเลย สูงสุดคือเรามี 0 บาท เรามี 0 บาทก็พอ สังคมใดมีคนที่มีความรู้สึกแล้วก็ประพฤติได้ถึง ไม่ใช่แค่รู้สึกและเข้าใจว่ามี 0 ก็พอ แล้วตัวเองก็ประพฤติจริงเป็นจริงได้ มีสังคมใดทำได้เป็นจริงได้ไหม…ได้ ไม่กังวลเลยมีเงิน 0 บาท จะมีคนเอาเงินมาให้ มาใช้ก็มีบ้าง แล้วธรรมดาก็มี 0 ไป เดือนนี้ก็ไม่มีเงินผ่านมือสักบาท 2 เดือนก็ไม่ผ่านมือสักบาท ผ่านก็ผ่านตามเรื่องของการงานก็ผ่านแล้ว เราก็ไม่ได้มาเก็บสะสม ไม่ได้มายึดว่าเป็นเงินเรา ไม่เห็นความสำคัญ เห็นเงินเป็นกระดาษชำระ จริงเขาชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย เราก็เห็นเป็นกระดาษชำระหนี้ ไม่เห็นความสำคัญอะไร ปัจจัย 4 เรามีพร้อมหรือแม้บริขารที่เรามีอาศัยใช้สอยพอเพียง เพราะฉะนั้นเรื่องของเงินไม่จำเป็น นอกจากจำเป็นก็เบิกกองกลางเอาใช้ พวกเราจึงสบายมาเบิกกองกลางแล้วพอได้ ก็ใช้ไป ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เราก็อยู่ได้เท่าที่มี ได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น มันมีความใจพอ มันพอ มันน่าจะได้กว่านี้ มันไม่ได้ มันได้แค่นี้ก็พอ สันโดษจึงเป็นจุดสำคัญมากเลยในคนที่เป็นคนใจพอแล้ว เขาไปแปลว่าพอเพียง พอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ มันเป็นปลายเปิดอยู่ ให้ไปถามคุณธนินท์สิ ว่าคุณธนินท์มีเป็นแสนล้านแล้วพึงพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ไหม เขาก็พึงพอใจสิ แล้วจะเอามาอธิบายแบบที่เรามี 0 แล้วก็พอใจได้อย่างไร มันจะอธิบาย มันเทียบกันเหมือนกันไหม มันคนละโลก มันฟ้ากับเหวเลย มันไม่เหมือนกันเลย ไอ้นั่นยังเต็มไปด้วยความหอบหวง ตะกละตะกลาม มีตัวมีตน แต่อันนี้มันไม่มีแล้ว แล้วคนจะมามีคุณธรรมอย่างที่ว่านี้โดยเฉพาะวรรณะ 9 มันสุดคลาสสิคจริงๆเลย เป็นเดอะคลาสเสสที่ยิ่งใหญ่มากเลย เป็นขั้นชั้นที่ยิ่งใหญ่ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้สิ่งที่วิเศษพวกนี้ออกมา อาตมาก็ภาคภูมิใจมากที่พวกเรามาปฏิบัติและมีคุณธรรมลักษณะเหล่านี้ได้และไม่ใช่ว่าปากเปล่า พูดก็โก้ๆเท่ๆ เหมือนของ Thomas More ที่เขียนเรื่องยูโทเปีย ไม่มีใครปฏิบัติตาม เอาไปทำได้เลย แต่ของพระพุทธเจ้าเราเอามาปฏิบัติ อาตมาว่ามันยิ่งกว่ายูโทเปีย เพราะมันมีชีวิตจริง ไม่ใช่ตำรา ไม่ใช่นิทาน ไม่ใช่เรื่องฝันเฟื่องไว้เฉยๆ แต่นี่มันเรื่องจริง มันจึงสุดยอดแห่ง อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนความเสียสละ _ป๋องว่า..มีธตรสบัณฑิต เป็นผู้เฝ้ารองเท้าพระรามในพระไตรปิฎก ครับ พ่อครูว่า... ความรู้ โลกจินตา ไม่มีที่จบ เราก็ต้องมาสรุปหาที่จบ อาตมาก็สงสารมาหาประยุทธ์หรือสมเด็จพุทธโฆษาจารย์ ท่านศึกษาและยินดีในการศึกษา ท่านเก่งท่านศึกษาจริงๆ ชาตินี้ท่านเป็นนักปราชญ์ เป็นผู้รู้ยอดรู้ศึกษาจริงๆ แต่ท่านไม่มาเรียนรู้ตัวเองให้ได้ความจบ อันนี้อาตมาก็ไม่รู้จะพูดยังไง ก็พูดซะแม้ตัวเองใหญ่ แต่ก็สงสารท่าน พูดเหมือนโอ้โห ใหญ่เหมือนกันนะว่าสงสารท่าน ท่านควรจะสงสารอาตมา แต่อาตมาก็ไม่ต้องสงสารอาตมาหรอก อาตมาสบายแล้ว สงบ อบอุ่น อิ่มเอมแล้ว อาตมาไม่มีปัญหาทุกอย่าง แต่ว่าจริงๆแล้วอาตมาก็ไม่ได้มีโรคในตัวเท่าไหร่ โรคตัวอาตมามันไม่มากแต่ท่านประยุทธ์ ท่านมีโรคหลายอย่าง ท่านไม่ค่อยแข็งแรงมาตั้งแต่ไหนแต่ไร อายุน้อยกว่าอาตมา 4-5 ปี ท่านก็ 85ปีแล้ว อาตมาก็ได้แต่เห็นว่าแต่ละคน แม้แต่พูดถึงมหาบัว พูดถึงมหาประยุทธ์ พูดถึงท่านสมเด็จพุทธโฆษาจารย์นี่ก็เถอะ ก็พูดกันอย่างมีจิตญาติทางใจ คำว่าสงสารนี้ พูดแล้วมันก็เหมือนกับผู้ใหญ่พูดกับผู้ที่ด้อยกว่าอะไรพวกนี้ก็ขออภัย พูดสัจธรรมความจริง อาตมาเห็นอย่างนั้นจริงๆเป็นเรื่องจริง อาตมาก็เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง เพราะท่านยังไม่กล้าที่จะพูดว่าตัวเองบรรลุอรหันต์เหมือนอย่างอาตมาหรอก อาตมาไม่ได้พูดอวดอุตริมนุษธรรมที่เป็นปาราชิก..ไม่ใช่ แต่มันเป็นเรื่องจริง แต่คนก็ยังไม่เชื่อง่ายมันยังไม่เข้าใจ อาตมานำสัจธรรมมา ไว้วันหลังจะได้นำเรื่องที่อาตมากำลังเขียนอยู่ตอนนี้ คือเรื่องเกิดมาชาตินี้ เข้ามาอ่านอธิบายกัน เกิดมาชาตินี้มันต้องจำนน จำใจ จำเป็น จำยอม จำต้อง ต้องทำอย่างที่ไม่ควรจะทำไม่น่าทำอะไรต่างๆ แต่ก็ต้องจำเป็น จำยอม จำต้องทำออกมา 660830 เป๊งพรึ่บ ถนนปันสุข ปลุกจิตโพธิสัตว์ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก