จะถึงสาธารณโภคีต้องเรียนรู้ให้ถึง จิต เจตสิก รูป นิพพาน.docx
เนื้อหาในไฟล์
จะถึงสาธารณโภคีต้องเรียนรู้ให้ถึง จิต เจตสิก รูป นิพพาน สาราณียธรรม 6 มันมีสาธารณโภคีอยู่ในข้อที่ 4 ในสาราณียธรรม 6 ใครจำได้ทั้ง 6 ข้อบ้างยกมือ..ได้ไม่มากเท่าไหร่ ไม่น่าจะจำไม่ได้ มันง่ายจะตาย 3 ข้อแรกคือ เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม มโนกรรม..ตีกินไปแล้ว 3 ข้อ ข้อ 4 คือลาภที่ได้โดยธรรม แล้วเอามารวมกันกินกันใช้เป็นสาธารณโภคี นี่แหละก็คือข้อสาธารณโภคี แล้วค่อยๆขยายความว่าคืออะไร (สาราณียธรรม ๖ : พตปฎ. เล่ม ๒๒ “สาราณิยสูตร” ข้อ ๒๘๒) แล้วข้อ 5 ข้อ 6 ก็คือปฏิบัติธรรม ต่างก็มาปฏิบัติธรรม มีศีลสามัญญตา มีทิฏฐิสามัญญตา ต่างคนต่างมีศีล ต่างคนต่างมีทิฏฐิอย่างไร ก็ต่างคนต่างปฏิบัติของตนของตน สมานกันอยู่เรียกว่า ทิฏฐิสามัญญาตาหรือศีลสามัญญาตา ศีลสามัญญาตา คนมีศีล 5 คนมีศีล 8 คนมีศีล 10 คนมีศีล 43 ก็อยู่กันอย่างเสมอสมานกัน รู้กัน เคารพกัน สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อยู่ด้วยกันช่วยเหลือกัน รักกัน เคารพกัน รู้ว่าคนนั้นสูง คนนั้นต่ำอะไรก็คารวะกันไป เกื้อกูลกันไป สังคหะ ไม่วิวาทกัน สามัคคียะ เอกีภาวะ พร้อมเพรียงกัน อยู่กันอย่างเป็นปึกแผ่น มันมีคุณสมบัติทั้ง 6 อย่างนี้ครบ (พุทธพจน์ ๗ : พตปฎ. เล่ม ๒๒ “สาราณิยสูตร” ข้อ ๒๘๓) เฉพาะข้อที่ 4 อย่างที่คุณถามมา สาธารณโภคี สาราณียธรรม 6 คำว่า สาราณียะ แปลว่า ระลึกถึงกัน ก็คือสัมพันธ์กันอยู่ทั้งนอกทั้งใน แล้วก็มาสัมพันธ์กันทั้งนอก ระลึกถึงก็ไม่ใช่ระลึกถึงเฉยๆ ระลึกแล้วปฏิบัติประพฤติด้วย มาพบกัน ช่วยเหลือกัน อยู่ด้วยกันด้วย ไม่ใช่แค่ระลึกเท่านั้น อย่างพวกเราอยู่ด้วยกันเป็นหมู่กลุ่ม สาราณียธรรม 6 เป็นสังคมสาราณียธรรม 6 อยู่กันด้วย สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา-อยู่ด้วยกันอย่างสาธารณโภคี ศีลสามัญตา-ศีลก็ต่างคนต่า
อ่านต่อ
งปฏิบัติ และทิฏฐิสามัญตา -ทิฏฐิของแต่ละคนๆ เหมือนกันบ้าง ต่างกันบ้างก็เสมอสมานกันไป เข้าใจกัน อยู่ร่วมกัน สำคัญอยู่ที่สาธารณโภคี ในคำที่ท่านว่ามาเป็นบาลีคือ ลาภธัมมิกา ลาภที่ได้โดยธรรม อยู่ต่างคนต่างก็ปฏิบัติตน มีพฤติกรรม กาย วาจา ใจ ทำการทำงาน ก็ได้ลาภมาโดยธรรม ไม่ไปได้ลาภอย่างทุจริต อย่างไม่เข้าท่า ลาภได้มาอย่างสุจริตโดยธรรม ก็เอามารวมเป็นกองกลาง ใช้กินร่วมกัน ไม่ยึดว่าเป็นของตัวของตน ซึ่งมันเป็นพฤติกรรมมนุษย์ เป็นพฤติกรรมสังคมที่ยิ่งใหญ่ เท่ากับคนอยู่ในหมู่กลุ่มนี้ สังคมนี้ หรือถ้าว่าจริงๆแล้วประเทศนี้เลย หมู่กลุ่มอยู่กันเป็นกลุ่มชุมชนหมู่ ถ้าเต็มประเทศเลยก็เป็นประเทศ สาธารณโภคี ซึ่งเป็นไปไม่ได้หรือเป็นไปได้ยากมาก ยากจนอาตมามองเห็นว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอก ระดับประเทศ ก็ได้สังคมอย่างที่เราเป็นกันนี้ สังคมชาวอโศก ชุมชนหมู่กลุ่มอยู่กันอย่างเป็นสังคมเป็นหมู่บ้าน เป็นสังคมเรา ไม่ได้ไปขอตั้งเป็นทางการทั้งหมด เราตั้งอยู่ได้ 2 ชุมชนเท่านั้นคือ ชุมชนราชธานีอโศกกับชุมชนศีรษะอโศก ไปขอตั้งเป็นหมู่บ้านทางการ ก็เลยได้เป็นหมู่บ้านขึ้นตามมหาดไทย กระทรวงมหาดไทย เป็นหมู่บ้านทาง ราชการ ต้องมีผู้ใหญ่บ้าน ต้องมีเจ้าหน้าที่ ต้องมีอะไรต่ออะไรตามระบบของมหาดไทยเขา เป็นอยู่ในสายราชการโดยตรง เราก็อยู่กันอย่างนี้ ของเราเป็นสาธารณโภคี กลุ่มอื่นที่ไม่ได้ไปขอก็มีอยู่ 20-30 ชุมชน เล็กๆน้อยๆไป ชุมชนที่มีมากหน่อยมีหลายร้อยหรือน้อยกว่าร้อยคน เล็กๆน้อยๆ ก็เป็นชุมชนเล็กๆน้อยๆ บางชุมชนมี 5 คน 10 คน 20 คนอะไรอย่างนี้ ก็มีอยู่หลาย 10 ชุมชน ทุกชุมชนเป็นสาธารณโภคีของชาวอโศกทั้งหมด มีรายละเอียดลงไปที่สาธารณโภคี สาธารณโภคีนี้เป็นเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ยิ่งกว่ายูโทเปีย เป็นส่วนกลาง ทุกคนเสมอสมานกัน ทุกคนอยู่ด้วยกันอย่าง มันเหมือนกับถอดแบบของจีนที่เขาเรียกว่ากงสี เป็นพี่เป็นน้องกันหมดเลย ทรัพย์ศฤงคาร ทรัพย์สมบัติหามาเอาเข้ากลุ่มเอาเข้าส่วนกลาง ของกงสีของสังคมอย่างของจีน เขาเรียกว่ากงสีนี้ พอจะแยกไป เขายังแบ่งทรัพย์ศฤงคารไปนะ ของเขานี่จะแบ่งให้กัน ใครแยกออกจากกงสีไปก็แบ่งไป ให้พอสมควร เป็นกงสีของเขาอย่างนั้น แต่ของเราสาธารณโภคีนี้ไม่มีแยก ไม่มีใครแบ่งไปได้ ทุกคนเข้ามาอยู่ในชุมชนอยู่ในสังคมนี้ได้เลย ถ้าคุณมีพื้นฐานที่สุด ไม่มีอบายมุข ไม่กินเนื้อสัตว์ ถือศีล 5 มีคุณธรรมแค่นี้ เป็นเงื่อนไขว่ามาอยู่ในหมู่นี้ได้ คุณมีคุณธรรมก็อยู่ได้ไปจนตาย อยู่ได้จนตาย อยู่ร่วมกันได้ มีเงื่อนไขเท่านั้น แต่มาอยู่ในนี้แล้วสาธารณโภคีหมายความว่า ก็ทำงานร่วมกัน เสร็จแล้วรายได้ สิ่งที่เป็นผลผลิต เป็นเงินเป็นทอง เป็นอะไร ก็มากินใช้ร่วมกันหมด มันมีมากจนกระทั่งพวกเรา มีอยู่มีกิน พออยู่พอกิน มีความเข้าใจว่าชีวิตที่มีปัจจัยแห่งชีวิต เรียกว่า ปัจจัย 4 ข้าว ผ้า ยาบ้าน พอกินพอใช้อุดมสมบูรณ์ เหลือแจกด้วย แจกเลย อย่าว่าแต่ขาย ขายก็ขายถูกๆ จนแจกได้ ก็แจกกันอยู่จริงๆ เป็นการพิสูจน์ความจริง พิสูจน์ผลสำเร็จได้จริงๆเลย แล้ว พวกเรามาปฏิบัติธรรมก็ได้ธรรมะ ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ได้ ลดตัวตน ลดกิเลสได้ นี่เป็นสัจจะความจริง ถ้าใครที่มาอยู่ในนี้อยู่ไม่ได้ก็แสดงว่าจิตมันยังมีกิเลสมากเกิน เกินกว่า ทั้งๆที่อยู่นี่แสนจะสบายแล้ว คุณอยู่อย่างนี้ก็มันจะมีน้อย มันจะมีวรรณะ 9 อยู่กันอย่างง่ายๆ เลี้ยงง่าย กินง่าย อยู่ง่าย ไปง่าย มาง่าย ถ้าใครไปยาก มายาก กินยาก อยู่ยาก นั่งยาก นอนยากอะไรอยู่ คุณก็อยู่ไม่ได้ เพราะคุณเป็นคนเรื่องมาก ติดมาก ยึดมาก คุณก็อยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าคุณเองเป็นคนไม่เรื่องมาก กินง่าย อยู่ง่าย ไปง่าย มาง่าย ยังชีพไปได้ง่ายก็เรียกว่า สุภระ เป็นการพิสูจน์ยืนยันว่าชาวอโศกมาอยู่ที่นี่เป็นคนเลี้ยงง่ายทั้งนั้น ถ้าเลี้ยงยากๆ เขาอยู่ยากของเขาเอง ไม่ต้องไปเลี้ยงอะไรมาก ก็อยู่เลี้ยงกันนี่แหละ กินอยู่ร่วมกันเลี้ยงดูกันไป เลี้ยงง่าย พัฒนาให้เจริญ สุโปสะ หมายความว่า เจริญ บำรุงง่าย พัฒนาให้เจริญ มันเจริญได้ยากมากเลยสำหรับคนที่จะเจริญโลกุตรธรรม ใช่ไหม วัดวาต่างๆเขาทำได้ไหม…ไม่ได้ พัฒนาให้เจริญโลกุตรธรรมได้ไหม….? ไม่ได้ ไม่มีวัดไหนหรือไม่มีสังคมพุทธกลุ่มไหน สำนักนั้นสำนักนี้ อาจารย์ที่ได้รับนับถือพาบรรลุโลกุตรธรรมได้หรอก โดยอาจารย์นั้น อาตมาว่าไม่มี เพราะว่าโลกุตรธรรมไม่ได้หมายความว่าธรรมะที่พูดเล่นๆเข้าใจเล่นๆ มันไม่ใช่ มันต้องครบจิต เจตสิก รูป นิพพาน มันต้องหยั่งเข้าถึงกายในกาย จิตในจิต เพราะฉะนั้นถ้ามีกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ทรงไว้ซึ่งธรรม มันจะมีสภาพ 2 ภายนอกภายในซึ่งก็คือ กาย เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่ากายคำเดียวนี้เข้าใจไม่ได้ ก็คือไม่พ้นสังโยชน์ข้อที่ 1 เช่นไปเข้าใจว่า กายคือภายนอกอย่างเดียว เป็นรูปธรรม วัตถุไม่มีจิตวิญญาณ ไม่มีเจตสิกเข้าไปร่วมเลย คนนี้มิจฉาทิฏฐิตลอดกาล ปฏิบัติธรรมให้ตายยังไงก็ไม่มีทางบรรลุโลกุตรธรรม ไม่มีนิพพานเด็ดขาด ไม่รู้กาย ต้องให้หลุดพ้นทางกายภายนอก หลุดพ้นชนิดที่อยู่เหนือมัน ไม่ใช่หลุดพ้นแบบต้องหนี ไม่สัมผัส ไม่แตะต้อง ไม่เกี่ยว ไม่ข้อง ไม่ใช่ แต่เกี่ยวข้องไม่ข้องติด เกี่ยวอยู่ สัมพันธ์อยู่ทำงานร่วมกันอยู่อย่างสนิทเนียนด้วย แต่ไม่มีกิเลสเกิด เป็นอรหัตตผลหรือเป็นอรหันต์ คนจะร้ายก็ร้ายของเขา คนจะไม่ไหวก็เป็นความแย่ของเขา ของเราก็สงสาร แต่รู้เขารู้เราอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นคุณธรรมที่สุดพิเศษ สาธารณโภคี มันถึงขั้นตัวตนทำงานแล้วไม่ยึดเป็นของตน เอาเข้ากองกลางหมด เท่ากับเสียภาษี 100% ซึ่งความคิดอย่าง Thomas More ที่เขาร่างเรื่องยูโทเปียของเขาเอาไว้นั้น ยังไม่ได้ถึงเท่าพระพุทธเจ้า ยังไม่ได้ถึงเท่า และเป็นไปไม่ได้ด้วย เพราะเขาไม่มีวิธีการ ไม่มีความรู้ถึงขั้นจิตเจตสิกรูปนิพพาน ไม่สามารถที่จะเข้าใจจิต แล้วก็แยกเป็นเจตสิก แล้วก็จัดการกับเจตสิก ตัวสำคัญที่สุดก็คือ เวทนา เวทนาเจตสิก เพราะฉะนั้น ถ้าเข้าใจเวทนาเจตสิกแล้ว ก็จัดการเรียนรู้เวทนาเจตสิก จนครบ 108 ผู้ที่เรียนเวทนา 108 ครบ รู้ตั้งแต่เวทนา 2 ตั้งแต่ความเป็นธาตุ ถือว่าเกี่ยวเนื่องกับกาย กับตัวเข้าไปในจิตเอง เรียกว่า กายิกเวทนาและเจตสิกเวทนา คือเวทนา 2 เวทนา 3 คือสุขทุกข์ แล้วไม่สุขไม่ทุกข์ก็คือ 3 สุขเวทนาทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา เวทนา 5 เป็นภายนอก สุข-ทุกข์ เป็นภายใน โสมนัส-โทมนัส ก็เป็น 4 แล้ว สุขินทรีย์-ทุกขินทรีย์ โทมนัส โสมนัส อุเบกขินทรีย์ สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ ข้องกับภายนอกนะ ส่วนได้ภายนอกแล้วก็เหลือภายในจิตก็จัดการ ยังเหลือโสมนัส โทมนัส ก็ลดลงไปจนไม่มีโสมนัส โทมนัส จิตก็บริสุทธิ์แล้วก็ไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์เพราะไม่ใช่ไปนั่งกดข่มจิต ไปนั่งหลับตากดข่มจิต มันก็ไม่สุขไม่ทุกข์เขาทำได้ เป็นปฐมฌาน จิตไม่มีนิวรณ์แต่มันเป็น อสัญญี หรืออย่างเก่งก็แค่ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ถ้าไม่เก่งกลายเป็น อากิญจัญญายตนะ อากิญจัญญายตนะ แบบไหนก็นึกว่ามันไม่มีแล้ว พวกมิจฉาทิฏฐิอย่าง อาฬารดาบส ได้แค่ อากิญจัญญายตนะ อุทกดาบส ได้ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ซึ่งยังมิจฉาทิฏฐิอยู่ ก็จริงๆแล้ว อุทกดาบส ได้ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็หมายความว่า เขาไม่สนิทใจเท่า อาฬารดาบส อาฬารดาบส รู้สึกว่าไม่มีนิดหนึ่งน้อยหนึ่งก็ไม่มี แต่แท้จริงมันไม่ใช่ มันยังมีจิตอยู่ แต่คุณไปกดข่มมันจนกระทั่งมันไม่รู้สึกดิ้น แล้วคุณก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่จิต มันต้องให้มันทำงาน จิตต้องให้มันรับรู้แล้วคุณไปกดมันไว้จนกระทั่งกดมันได้สนิท จนคุณมีภูมิรู้แค่กดสนิท มันแว๊บไปนิดหน่อยคุณก็ไม่รู้สึก แต่ อุทกดาบส มีความรู้สึกได้ว่ามันยังมีนะ แว๊บ เอ๊ มีหรือมันไม่มีนะ ธาตุรู้ที่ไปดับมันไว้ เขาก็เลย เนวสัญญานาสัญญายตนะ มันใช่หรือไม่ใช่ว่าได้แค่นั้นพยัญชนะก็ได้แค่นั้น เนวสัญญานาสัญญายตนะ แล้วฐานที่ปฏิบัติของคน เดียรถีย์ ฤาษีดาบส ทั้งหลายด้วยวิธีนั่งหลับตาสะกดจิตก็ได้แค่นี้สูงสุด ถ้าดับ ดับ กระทั่งมันเป็น อสัญญีสัตว์ ก็คล้ายกันกับ อากิญจัญญายตนะ อากิญจัญญายตนะ คือนิดหนึ่งน้อยหนึ่งก็ไม่มี แต่ถ้าเป็นวิญญาณฐีติก็จบที่ อากิญจัญญายตนะ ไม่มีนิดหนึ่งน้อยหนึ่งก็ไม่มีคือไม่มีกิเลส หยาบ กลาง ละเอียด หมด ผงธุลีละอองอะไรก็ไม่เหลือเศษ อรูป อะไรก็ไม่มีแล้ว เพราะฉะนั้นวิญญาณฐิติก็เปิดตา เปิดเห็นสว่าง ตามธรรมดา หลับตาคุณก็ไม่มีอะไรมีแต่มืด ถ้าหลับตายังมีแสงอยู่นั้น มันก็เป็นอุปาทาน พระอรหันต์ขึ้นไป โดยเฉพาะพระอรหันต์ที่สัมมาทิฏฐิจริงๆหลับตาก็มีแต่มืด ผนังตาหลับลงไป บางทีแสงมันเยอะก็สะท้อนเข้าไปภายในได้บ้าง แต่ถ้าไม่มีเลยหลับตาในที่มืด มันก็มืดธรรมดา ถ้าเห็นแว้บๆวับๆคืออุปาทาน จะเป็นแสงสีขาว สีเหลือง สีแดง สีม่วงสีน้ำเงินอะไรก็ตาม ยังเหลืออุปาทาน คนที่หลับตาแล้วยังไม่สัมมาทิฏฐิสูงสุดมันเป็นอุปาทานแล้วมันก็เป็นสัญญาจำได้ มันก็มีแว้บๆ มีแสงสีอะไรนิดๆ แต่หลับตาแล้วก็มืด อย่างนี้ เป็นต้น เพราะฉะนั้นลักษณะของสัจจะความจริงของธรรมะทั้งหลาย อาตมาเกิดมาในปางนี้ชาตินี้ มาขยายควมต่างๆ จนกระทั่งอาตมานึกว่า เราขยายไปทำไมมันยังไม่หมดสักที มันยิ่งเหลือละเอียดลึกซึ้งเข้าไปต่างๆนานา จึงเห็นว่ามันเป็น อจินไตย จริงๆมันเป็นเรื่องไม่ใช่จะขบคิดได้ เพราะฉะนั้นคนที่ไม่เข้าใจอาตมา อาตมาก็ได้แต่สงสาร เห็นใจเขา เห็นว่ายุคนี้เป็นยุคเสื่อมจริงๆ เราเอาความจริงของพระพุทธเจ้ามาประกาศ เอามาแสดง _สู่แดนธรรม... คำถามของคุณช่อทิพย์ หนูทองที่ถาม ธรรมะที่เป็น สาราณียธรรม 6 กับ สาธารณโภคี พ่อท่านจะเอาอะไรสอนอีก ผมก็เลยคิดว่าทำให้บูรณาการต่อไปอีกสูงสุดต่อไปอีก พ่อครูว่า... เอาละเอียด ที่อธิบายละเอียดนี้ให้มันมาหยาบให้คุณเห็น จับละเอียดพยายามพูด ให้หยาบ ให้คุณเห็นให้คุณเข้าใจเรียกว่า หงายของคว่ำให้หงาย จุดไฟในที่มืด ทำความละเอียดมาให้เป็นความหยาบ ทำความลึกมาให้เป็นความตื้น ให้พวกคุณเข้าใจ นี่คือสิ่งที่อาตมาจะทำต่อไป _สู่แดนธรรม... ในธรรมะ 2 ประการนี้ มันเป็นประโยชน์ต่อสังคม ผมก็เลยเห็นว่าพ่อท่านให้แค่เศรษฐศาสตร์ยังไม่พอ ยังจะต้องให้เกี่ยวกับประชาธิปไตยอีก พ่อครูว่า... สรุปไปแล้วว่าธรรมะพุทธเจ้าครบทั้งเศรษฐศาสตร์สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ เป็นแต่เพียงว่าไม่ไปรวบเอาวิศวกรรมศาสตร์อะไรศาสตร์ๆอะไรมาเท่านั้นเอง มันก็รวมไว้หมดแล้ว 660901 บทพิสูจน์สัจจะของโลกุตรธรรม ที่ครบครันทั้งรูปทั้งนาม พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก