ความรู้ที่พระพุทธเจ้าค้นพบนั้นจริงและจบที่สุด.docx
เนื้อหาในไฟล์
ความรู้ที่พระพุทธเจ้าค้นพบนั้นจริงและจบที่สุด _สว่างแสง ขวัญดาว : น้อมกราบนมัสการท่านสมณะและสิกขมาตุด้วยความเคารพค่ะ ดิฉันเป็นคนปัญญาน้อย และโง่มากค่ะ ดิฉันไม่ได้ถ่อมตน นี้เป็นเรื่องจริง ดิฉันกว่าจะมีภาวะเข้าใจมีเหตุผล 2 ข้อคือ 1.ดิฉันเอาเรื่องนั้นๆมาฟังซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายครั้งเป็นสิบครั้ง 2.พ่อครูเทศน์เรื่องใดๆแล้วไม่ทิ้งเรื่องนั้นๆและยังเอามาเทศน์ซ้ำอีกลึกขึ้นอีกนับสิบๆครั้ง นานอยู่หลายเดือน นับเป็นปีก็มี จบไปแล้วยังเอาเรื่องเก่ามาสอนใหม่อีกเช่นเรื่องกาย ปฏิจสมุปบาท มูลสูตร อาหาร4 วิญญาณฐีติ 7 สัตตาวาส 9 วิโมกข์ 8 เป็นต้น กราบนมัสการค่ะ พ่อครูว่า... ก็จริงอาตมาก็ต้องเอาคำสอนที่พระพุทธเจ้าท่านทรงค้นพบและเอามาประกาศ อาตมาก็ช่วยพระพุทธเจ้าเผยแพร่สืบทอดต่อไป พระยุคกาลนี้พระพุทธเจ้ามาอุบัติขึ้นมาแล้ว มีแต่พระโพธิสัตว์อย่างอาตมานี่แหละจะมาสืบทอดไป เป็นหน้าที่ จนกว่าศาสนาจะครบ 5,000 ปี ของพระพุทธเจ้าสมณโคดมนี้ ก็ยังเหลืออีก 2,000 กว่าปีก็ต้องพยายามช่วยกันไป เป็นเรื่องจริง เป็นเรื่องหน้าที่ เป็นเรื่องมนุษยชาติที่จะรู้จักสิทธิหน้าที่ของตน ที่ได้มีมา พระพุทธเจ้าเป็นมนุษย์หรือเป็นคนเหมือนกัน เหมือนกับเราทุกๆคน แต่พระพุทธเจ้าท่านใช้เวลานับล้านๆชาติ เกิดแล้วตาย เกิดแล้วตาย เป็นล้านๆชาติ บางยุคกัป อายุยาวตั้งหลายพันปี หลายหมื่นปีกว่าจะตาย ก็ผ่านมาจนไม่รู้มันยาวไกลมากมายเท่า เกิดมาก็เพื่อแสวงหาความรู้ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ทุกพระองค์ อย่าว่าแต่พระพุทธเจ้าเลย พระโพธิสัตว์ก็พอรู้จบพระอรหันต์แล้ว ก็จะรู้จักความรู้ สิ่งที่มนุษย์พึงรู้ที่สุด มันมีอยู่อันเดียวคือ อริยทรัพย์ อริยสัจ 4 สัจจะของผู้ประเสริฐ เพราะฉะนั้นเป็นโพธิสัตว์โดยเฉพาะยิ่งเป็นพระพุทธเจ้า พอรู้ตัวว่าเป็นพระพุทธเจ้าจึงไม่
อ่านต่อ
ทำงานอย่างอื่น พอรู้ตัวเมื่อไหร่ไม่ไปทำงานอย่างอื่น ทำงานนี้มาตลอดเป็นโพธิสัตว์มาจนกระทั่งเป็นพระพุทธเจ้า เรื่องความรู้ในโลกเยอะแยะ ไม่รู้กี่แขนง กี่อย่าง กี่อัน ทั้งนั้นๆ เป็นพระพุทธเจ้าหรือเป็นพระโพธิสัตว์ก็จะต้องไปรู้จักความรู้พวกนั้นมา แต่ละชาติๆ ก็ต้องไปรู้ตามโลกเขาด้วย ตามระดับของพระโพธิสัตว์ ที่จะพึงรู้ ตามความรู้อะไรก็แล้วแต่ที่มนุษย์ควรรู้กันก็ไปรู้กับเขา โพธิสัตว์ต้องรู้ ไม่ใช่ไปพูดโดยที่ตัวเองไม่รู้ รู้มาแล้ว ผ่านมาแล้ว แล้วเอามาพูด แล้วก็พยายามบอกให้รู้ว่ามันไร้สาระ สาระที่แท้คือวิมุติ ตามมูลสูตร มีวิมุติเป็นแก่น อมตะเป็นที่หยั่งลง เป็นต้น ผู้ที่เข้าใจรู้จักสภาวะ อย่างอาตมาเห็นมูลสูตรแล้ว ก็รู้ว่าเป็นหมวดธรรมที่ยืนยันมาตั้งแต่ต้น มีฉันทะเป็นมูล มีมนสิการเป็นแดนเกิด มีผัสสะเป็นสมุทัย มีเวทนาเป็นที่ประชุมลง มีสมาธิเป็นประมุข มีสติเป็นอำนาจใหญ่ มีปัญญาเป็นอุตตระ เป็นความเหนือ มีวิมุติเป็นแก่น มีอมตะเป็นการหยั่งลงของมนุษยชาติ จบที่เป็นอมตะบุคคล เมื่อเป็นอมตะบุคคลแล้วจะปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็แล้วแต่ท่าน อมตะหมายความว่าจะตายหรือจะเกิดก็ได้ เรื่องของท่าน ตายอย่างชนิดที่เรียกว่า ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ตายแล้วเลิกเลย เลิกจิตนิยามเป็นดินน้ำไฟลมไปเลย หมด จบสิ้น จิตนิยามอันนั้น ได้ถึงที่สุด ความรู้ที่พระพุทธเจ้าค้นพบ รู้เรื่องจิตเจตสิกรูปนิพพาน รู้เรื่องของพระเจ้า รู้เรื่องของจิตวิญญาณ รู้เรื่องของอัตตา รู้เรื่องของชีวธาตุที่เป็นธาตุรู้ ธาตุไม่รู้มันไม่รู้อะไร อุตุธาตุ มันไม่รู้เรื่องรู้ราวหรอก มันมีหน้าที่อย่างเดียว เป็นฟิสิกส์ความร้อน แสง เสียง แม่เหล็ก ไฟฟ้า เมื่อเรามีชีวะ เป็นพืช ก็รู้ว่า อ๋อ.. มันมีพลังงานขั้นนี้ ระดับพืช เป็นพลังงานในระดับที่ เป็นชีวะที่ไม่มีวิบาก ไม่มีกรรม ไม่มีบาปไม่มีบุญ โอ้!.. เป็นความตรัสรู้ที่ยิ่งใหญ่จริงๆเลย ในเรื่องของไบโอโลจีของพระพุทธเจ้า ที่ค้นพบของพระพุทธเจ้า มนุษย์อื่นไม่มีทางที่จะมาค้นพบอันนี้ เทวนิยมที่เป็นพระศาสดาแต่ละศาสดาไม่รู้กี่ศาสนา ไม่มีทางที่จะรู้ชีวะ หรือ ไบโอโลจี ที่ไปถึงเวทนาอารมณ์ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แยกธาตุรู้ออกเป็น 5 ขันธ์ ศาสนาเทวนิยมไม่รู้เรื่อง ชาวพุทธที่มิจฉาทิฏฐิอยู่ ก็พูดตามพยัญชนะไปอย่างนั้นเอง สภาวะจริงๆก็สับสนไม่รู้เรื่อง กำหนดไม่รู้เรื่องหรอก กายอย่างหนึ่ง สัญญาอย่างหนึ่งไป สับสน ไม่ค่อยแม่นไม่ค่อยตรงตามสัจจะที่มันแท้จริงเหมือนอย่างพระอรหันต์ด้วยกัน ที่รู้ด้วยกัน ตรงกันจึงจะสามารถทำนิพพานตรงกันเป็นหนึ่งเดียว สัจจะเป็นหนึ่งเดียวได้ ซึ่งเป็นความรู้ที่เป็นภาษาเรียกว่า ปัญญายิ่งใหญ่ที่สุด คนทุกวันนี้เขาก็พูดถึงปัญญาความรู้ๆปัญญา เฉโกไม่ใช้แล้ว เอาคำว่าปัญญาไปใช้แทนความรู้ ความฉลาดทั้งหลายแหล่ ซึ่งมันไม่ใช่เลย ผู้ที่จะมีสัมมาทิฎฐิมีปัญญาได้ไม่ใช่เรื่องสามัญ มันเป็นเรื่องที่วิสามัญอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นตลอดล้านชาติที่พระพุทธเจ้าแสวงหาความรู้ ให้เป็นปัญญาหรือญาณหรือวิชชา แล้วก็ไปรู้ว่าเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไป ดับสูญสลายเลยได้ รู้ต้นทาง ต้นธาตุ ต้นธรรม ของธาตุจิตนิยาม แล้วก็ทำจิตนิยามให้สูญ ดับธาตุดับกรรม อันนี้เป็นความยิ่งใหญ่ซึ่งเป็นผู้รู้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสใช้ภาษาอยู่ว่า ความมีกับความไม่มี เพราะฉะนั้นผู้ที่ตรัสรู้ตามของพระพุทธเจ้าแล้ว รู้ความมีความไม่มี จึงสามารถที่จะอยู่กับความมีหรือความไม่มีทั้ง 2 อย่างนี่แหละแล้วมายึดในฝั่งไหน ไม่ยึดทั้งความมีและความไม่มี เรียกว่า อนุปคัมมะ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก เรื่องอภิภายตนะ 8 ค่อยๆอธิบายกัน เป็นเรื่องสูง พระโพธิสัตว์ที่จะรู้จักอภิภายตนะ เรื่อง อภิภายตนะ 8 มันยิ่งกว่า สยังอภิญญา ที่เป็นระดับ 7 แต่อภิภูนี้ไต่ระดับ 8 แล้ว ก็ค่อยๆอธิบายไป พระพุทธเจ้าตรัสรู้สิ่งที่รู้แล้ว จึงเป็นสิ่งที่เลิศ ที่สุดยอดที่สุด ที่มนุษย์จะพึงเป็นพึ่งได้ เพราะฉะนั้นตั้งแต่รู้แล้วเป็นโพธิสัตว์ก็รู้ตัวแล้ว ไม่ไปทำงานอื่น เหมือนอย่างอาตมาตอนที่ไม่รู้ตัวเป็นลิงลมอมข้าวพองก็หลงโลกไป พอรู้ตัวแล้ว ไม่เอา เลิกหมด อาตมาจึงรู้ พระพุทธเจ้าว่า พระพุทธเจ้าเป็นอย่างที่เราเป็นนั่นเอง เราเองเดินตามรอยพระยุคลบาทของพระพุทธเจ้ามา พอมาถึงตรงนี้แล้วไม่มีอะไร เกิดมาเป็นมนุษย์โลก ก็หลงกับความไม่รู้ แล้วก็หลงอยู่กับความมีความไม่มี ยังงมงายกับความมีความไม่มี นัตถิกับอัตถิ โหติกับนโหติ พยัญชนะก็บอก เพราะฉะนั้นท่านตรัสรู้อันนี้แล้วก็จบ เป็นพระโพธิสัตว์ยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสานก็เกิดมาเวียนวน สืบทอดศาสนาไปตามหน้าที่ของแต่ละองค์ จนกระทั่งถึงวาระที่ท่านไม่เกิดอีกแล้วในโลก ปล่อยให้ศาสนาไปมีโมเมนตัมของมันไป จนกว่ามันจะสิ้นสุดหมดเชื้อของโลกุตรธรรม ก็เป็นหน้าที่ของโพธิสัตว์ในทุกยุคทุกสมัยทุกกาละ ของพระพุทธเจ้าองค์นี้มีแค่ 5,000 ปี เป็นศาสนาที่มีอายุสั้นที่สุด 5,000 ปี พระพุทธเจ้าองค์อื่นๆมีอายุยืนยาวเป็นหมื่นเป็นแสนเป็นล้านปี พระพุทธเจ้าองค์สมณโคดมมีศาสนาที่สั้นที่สุดแล้ว หมดจากพระพุทธเจ้าองค์สมณโคดมในองค์สุดท้ายของภัทรกัปนี้ จากนี้ไปศาสนาพุทธก็เหลือโมเมนตัมไป จนกว่าจะสิ้น 5,000 ปีของพระพุทธเจ้าสมณโคดม ก็จบแล้วไม่เหลือ 5,000 ปีก็ไม่เหลือเลย ศาสนาพุทธหมดไป 650401 ปัญญา 8 เล่ม 1 ตอนที่ 2 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ