สาธารณโภคีมีสภาวะเช่นใด.docx
เนื้อหาในไฟล์
สาธารณโภคีมีสภาวะเช่นใด พ่อครูว่า...ถามประเด็นนี้ก็ดีเหมือนกัน พยัญชนะ สาธารณโภคี แล้วจะมาเอาสภาวะ ว่าสภาวะของสาธารณโภคีจะมีอย่างไรบ้าง น่าคิดเหมือนกันนะตรงนี้ สู่แดนธรรม... สิ่งแรกที่เห็นก็คือกินใช้ร่วมกัน พ่อครูว่า... พยัญชนะคือ สาธารณะ กับโภคี คือการบริโภค รวมก็คือบริโภคเป็นสาธารณะ รวมบริโภคคือกินใช้ร่วมกัน ทั้งกินทั้งใช้ สิ่งของที่กินไม่ได้ก็ใช้ ไม่ถือว่าเป็นของตัวของตน ใครมีก็ใช้ ไม่หวงแหน ร่วมกันใช้เป็นของกองกลาง การกินก็แบ่งกันกิน ต่างคนต่างกินเลี้ยงชีวิตแต่ไม่ได้หวงแหน ช่วยกันสร้างสรร ช่วยกันกอบก่อสร้างสรร อะไรต้องกินต้องใช้ก็สร้างทำขึ้นมาได้ ของกินเราทำได้อย่างมั่นใจ ส่วนของใช้หลายอย่างเราทำไม่เป็น เช่นอุตสาหกรรมหลายอย่าง ส่วนทางกสิกรรมเราใช้ได้ เราทำกินทำใช้ได้ ซึ่งอาตมาก็เห็นอยู่ว่าอันนี้แหละ และก็เป็นเรื่องตรงกับที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าอาหารเป็นหนึ่งในโลก อาหารนี่ ที่จริงมันก็หมายถึงเครื่องกินเครื่องใช้เหมือนกัน แต่มันหมายถึงเครื่องกินเป็นหลัก บริโภค เราก็สามารถสร้างอาหารแล้วเอามาร่วมกินร่วมใช้กัน โดยฝึกจิต แต่ละคนๆ ฝึกจิตตามศีลตามธรรม ของพระพุทธเจ้าให้ลดละกิเลสจริงๆ อาตมามองเห็นอยู่อย่างเดียวที่ชัดเจนที่สุดก็คือ พวกเราชาวอโศกลดกิเลสได้จริง นี่ มองเห็นอันนี้จริงๆ อาตมามั่นใจว่า อาตมารู้จักอาการของจิตที่เรียกว่าเป็นกิเลส มันเป็น กลิ หรือ กิเลส หรือ กิละ + เอสะ อย่างนั้นอาการเป็นโทษเป็นภัย มันเป็นอาการอย่างนั้น ชัดเจนสภาวะอย่างนั้นอย่างนั้นเกิดจริงๆในชีวิต แล้วเราก็มีความรู้ความสามารถ ที่จะทำให้ไอ้ตัวนี้แหละ ตัวกิเลสนี่แหละ มันจางคลายหายไปดับไปจากจิตได้ นี่เป็นความสามารถอันยิ่งใหญ่ จริงๆเลย ไม่ว่าจะเป็นศาสนาไหนอาจารย์ไหนศาสดาองค์ใด รู้จริงๆเห็นจริงๆเข้
อ่านต่อ
าใจจริงๆถึงความจริงอันนี้ว่า อาการอย่างนี้ในจิตคน มันเป็นตัวโทษตัวภัย เป็นตัวกลิ แล้วฆ่ามันกำจัดมันได้จริงๆ คนมันมีอันนี้จริงๆนะ มันเกิดอันนี้จริงๆในคนที่ไม่ได้ศึกษาที่มีอวิชชา มันเกิด ให้คนทุกคนตั้งแต่สัตว์เดรัจฉานมาเลยมันไม่รู้เรื่องหรอก จนกระทั่งมาเป็นเวไนยสัตว์ มนุษย์โลกุตระที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ จึงสามารถรู้จริงเห็นจริงในจิตแล้วสามารถกำจัด มันได้จริงๆ เมื่อกำจัดมันได้จริง คนที่แต่ละคน กำจัดได้อย่างนี้จริงๆตรงกัน ตรงกันได้จำนวนหนึ่ง ก็จะมารวมตัวกัน น้ำไหลไปหาน้ำ น้ำมันไหลไปหาน้ำมันอย่างนั้นน่ะ ก็มารวมกันจริงๆ เพราะมันเป็นธาตุเดียวกัน เป็นธาตุที่เรียกว่าสามัญญตา มันมาทิศทางเดียวกันจริงๆเลย จึงมาเกิดรวมกันขึ้นโดยธรรมดาธรรมชาติของธรรมะ มันจึงเกิดอย่างนี้เป็นจริง อาตมาไม่ได้เที่ยวไปไล่ต้อน หรือโฆษณาอะไรต่ออะไร แสดงสัจจะออกไปเท่านั้น พวกเราแต่ละคนรู้ว่าใช่ก็มา นี่มารวมกันอย่างนี้ จนเกิดเป็นคนกลุ่มสังคม แล้วมีทิฏฐิสามัญญตา มีศีลสามัญญตา หมายความว่ามีศีลร่วมกัน เสมอสมานกัน ตามหลักของพระพุทธเจ้า ศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ซึ่งเอามายืนยัน เอามาเทียบเอามาวัด มันใช่หมดเลย ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ระมัดระวังในกามคุณ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อะไรพวกนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นศีลหลัก 3 ข้อของพระพุทธเจ้า สู่แดนธรรม... แสดงว่าในสูตรสาราณียธรรม 6 ความสำคัญอยู่ที่ศีล พ่อครูว่า... เป็นตัวยืนยัน Phenomenology เกิดจริงๆเป็นตัวยืนยัน ลาภธัมมิกา กินใช้ร่วมกันจริงๆ สู่แดนธรรม... คนอื่นเขาพยายามทำแต่ไม่มีเรื่องของศีล พ่อครูว่า... ใช่ เขาไม่มีหลักมรรคมีองค์ 8 ไม่มีหลักจรณะ 15 วิชชา 8 ไม่มีหลักธรรมพวกนี้ เข้าใจคนละอย่าง ศีลก็ปฏิบัติกันคนละอย่างเรียกว่าไม่มีสัมมาทิฏฐิ ไม่เป็นสามัญญตา ยังออกนอกทางไม่เป็นสัมมาทิฏฐิทางถูกต้องที่พระพุทธเจ้าปฏิบัติ มันก็ไม่รวมกัน ไม่มีผลที่ร่วมกัน เมื่อสัมมาทิฏฐิรวมกันตรงกัน ผลมันก็เกิดรวมกัน ก็เกิดเป็น สามัคคียะ เอกีภาวะ เกิดมาจริงเป็นพฤติกรรมสอดคล้องมีความสงบสบาย สามัคคียะ เอกีภาวะ สู่แดนธรรม... สังคมอื่นก็มีศีล พ่อครูว่า... เข้าใจเป็น สีลัพพตปรามาส ศีล มีแนวคิดแตกต่างกันไปประพฤติตามเหตุที่เขาเข้าใจแตกต่างกันไป กายต่างกันสัญญาต่างกัน สู่แดนธรรม... ที่เขารวมกันไม่ได้ เพราะทิฏฐิเขาไม่เสมอสมานกัน พ่อครูว่า... แตกแยกกัน จึงกลายเป็นแข่งดีแข่งเด่นกันด้วย ซึ่งในสังคมมนุษย์โลกมันมีตั้งแต่กลุ่มเล็ก ขยายขึ้นๆ จนถึงเป็นกลุ่มใหญ่ในระดับโลก มันเป็นจริงทั้งนั้นเลย อยู่ไปเถอะอายุยืนยาวอ่านความจริงสังเกตจะเห็นจะเข้าใจอย่างยิ่ง เลย อาตมามั่นใจที่สุดในธรรมะพระพุทธเจ้า มันยืนยันต่อการพิสูจน์ว่ามันเป็นเอก มันเป็นหนึ่งในโลก มันยิ่งใหญ่ พูดไปแล้วก็เห็นใจคนที่เขาหาว่าหลงตัวหลงตน ยกย่องตัวเอง หลงตัวเองยิ่งใหญ่อะไรต่างๆนานา ซึ่งเราก็ไม่ต้องย้ำหรอก เขาจะเข้าใจว่า มันไม่ใช่ก็ไม่เป็นไร แต่เราพูดความจริงเท่านั้นเอง พูดความจริงสู่ฟัง ยืนยัน เขาจะเข้าใจไม่ได้หรือไม่ยอมไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร เพราะฉะนั้นในโลกมนุษย์นี้นะ นับอายุมันไม่ได้ โลกที่มันเกิดมามีชีวะขึ้นมาในโลก จนกระทั่งกลายเป็นสัตว์มนุษย์ ตั้งแต่ ชาร์ล ดาร์วิน คิดทฤษฎีวิวัฒนาการ ตั้งแต่เป็นสัตว์เดรัจฉานจนมาเป็นสัตว์คน แม้แต่ลัทธิฮินดูก็มีตั้งแต่สัตว์คนแคระ สัตว์เป็นหมู กระทั่งมาถึงเป็นคนค่อยๆพัฒนาขึ้นมา ตามที่เขามีไม่รู้กี่ตั้งตำรา มันก็ใกล้เคียงกันทั้งนั้นแหละใช้ได้ ไม่รู้กี่ล้านๆๆปีมา อายุเวลาพวกนี้ ไม่ต้องไปนับมันหรอก เราสามารถพิสูจน์ได้ตามอายุเวลาที่เราพิสูจน์ได้ จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ อายุขัยของมนุษย์แค่ 100 ปีสูงสุดแล้ว ไม่ค่อยถึงกันเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นผู้ที่อยู่ได้ถึง 100 ปีขึ้นไป จึงเป็นพิเศษ เป็นคนพิเศษ ที่จะสามารถพิสูจน์อะไรต่ออะไรต่างๆ ยืนยันแก่มนุษยชาติให้เห็นได้ จริงๆแล้ว อาตมาพูดซ้ำซากมาหลายทีแล้ว พระพุทธเจ้าก็เป็นคนเหมือนกันกับเรา พัฒนาจาก ตั้งแต่เป็นสัตว์ มาเป็นคนแคระ มาเป็นคนที่มีปัญญา มีความรู้ มีสมอง ธาตุรู้ที่เจริญพัฒนาจนกระทั่งมาเป็นเวไนยสัตว์ มาเป็นอรหันต์ มาเป็นโพธิสัตว์ จนกระทั่งถึงโพธิสัตว์เจริญขึ้นไปอีก จนกระทั่งสูงสุดแล้วเรายกให้ ว่าเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สูงสุดในความเป็นคนที่จะพัฒนาได้ ว่ารู้รอบจริงๆเลยในวัฏสงสารในการเกิดเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์โลก ทั้งความเป็นสัตว์และความเป็นโลกที่ต้องสัมพันธ์กันเกี่ยวข้องกัน แล้วก็มีธาตุรู้ที่เราเรียกด้วยพยัญชนะว่า ปัญญาก็ดี ญาณก็ดี วิชชาก็ดี ซึ่งท่านก็กำกับ พระพุทธเจ้ากำกับไว้ว่า ปัญญา ญาณ วิชชา เป็นความรู้ที่จะขาด จักษุ ขาดอาโลก อีก 2 ตัวนี้ไม่ได้ หมายความว่า ขาดธาตุประสาท หรือตัว วิสยรูป ตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่รับภายนอก กับอาโลก ที่มีแสงสว่างของพระอาทิตย์ สาดมากระทบแล้วเข้าตาหรือมาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสได้ รับรู้ได้ ครบถ้วนไม่มีอะไรขาดตกบกพร่อง มันถึงจะครบความเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ไม่ลึกลับไม่บกพร่อง แล้วมันก็อยู่ร่วมกัน สังเคราะห์กัน มีทั้งผลักทั้งดูด หรือมีทั้งปฏิปักษ์ต่อกัน หรือว่าดึงดูดต่อกัน เกาะติดกัน ซึ่งเป็นสภาวะ 2 แต่ละคู่ๆ เยอะแยะคู่ เรียนรู้สภาพสอง ไม่รู้ กี่คู่ต่อกี่คู่ แล้วก็พิสูจน์ยืนยันได้ อาตมาทำงานศาสนามา 50 ปีพาพิสูจน์ความรู้อันนี้ ซึ่งมีสภาวะธรรมเกิดจริงเป็นจริงได้อย่างไม่น้อยหรอก แต่คนยังไม่สามารถที่จะมีดวงตาหรือมีธาตุปัญญารับรู้ได้ เพราะมันสูงเกินภูมิที่เขาจะรู้ พูดไปแล้วก็น่าหมั่นไส้เหมือนคนหลงตัวเอง เหมือนสูงเกินกว่าที่เขาจะรู้ ที่อาตมาพาทำ มันสูงกว่าที่เขาจะรู้ มันมีจำนวนเหมือนยอดพีระมิด มีจำนวนน้อย นอกนั้นเป็นฐานพีระมิด มองเห็นก็ไม่เข้าใจก็มันเล็กมันละเอียดมันลึกซึ้ง จนเขาวิจัยไม่ออก วิจัยไม่ได้ว่ามันจะมีคุณวิเศษ มีค่าอะไรได้อย่างไร มันเป็นสภาพทวนกระแส ถ้ามันใหญ่ มันหยาบคนก็เห็นได้ แต่ที่มันเล็กละเอียดน้อยนั้น คนเห็นไม่ได้ เข้าใจไม่ได้ จนกว่าเขาจะมีธาตุปัญญาที่ลึกซึ้งมากพอ ที่เขาจะสามารถรับรู้ได้ อาตมาเองอาตมาไม่แปลกใจที่คนไม่รู้ว่าอาตมาทำอะไรอยู่ พาทำอะไร อาตมาขอยืนยันว่าพาทำในสิ่งที่ดี สิ่งที่วิเศษ แต่เขาไม่รู้ว่าวิเศษอย่างไรวะ ไม่เห็นรู้เรื่อง ไม่เห็นเข้าใจ มันก็เป็นอย่างนั้น อาตมาไม่ได้แปลก ไม่ได้ประหลาดใจ ไม่ได้งง ไม่ได้สงสัยว่าทำไมเขาไม่รู้ ก็จะไปบังคับเขาได้อย่างไรเขายังรู้ไม่ถึง พูดไปแล้วก็เหมือนกับยกตัวเอง ซึ่งมันก็เป็นความจริงอย่างนี้ เพราะฉะนั้นแม้จะไม่มีคนรับรองว่าอาตมาทำสิ่งที่ดีสิ่งที่ประเสริฐ มันก็ไม่แปลก คนเขาไม่รู้ว่าอันนี้ดีหรือไม่ดี เขาไม่เข้าใจ แต่พวกคุณเข้าใจ คุณก็มาเอาๆ ไล่ก็ไม่ไป นอกจากคุณจะเลวมาก ไล่ก็ไม่ไป จนต้องเอาตำรวจมาเอาออกไป แบบนั้นมันก็มีไม่มาก คนดื้อด้านดึงดันขนาดนั้นจนเราต้องอาศัยตำรวจมาดึงออกไป มันก็ไม่มีนะ มันซ้อน คนดีเท่านั้นที่จะมาอยู่ในนี้ เพราะฉะนั้นคนที่มีสำนึกประมาณหนึ่ง เข้ามาในนี้เขารู้ว่าเขาไม่ดีพอเขาก็จะไปเอง ไม่ต้องถึงขั้นเอาตำรวจมาไล่มาลากออกไป เพราะปฏิภาณปัญญาของเขาจะสูงพอที่จะไม่ทำถึงขนาดนั้น มันน่าอาย ฉะนั้นคนที่จะอยู่ได้ อย่างอดทน ถึงขนาดดึงดันดื้อด้านต้องให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจทางสังคมมาดึงออกไป ไม่ต้องถึงขนาดนั้นในสังคมชาวอโศก ยังไม่มีกรณีถึงขนาดนั้น เป็นสภาวะที่ซับซ้อนลึกซึ้ง ที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นสิ่งที่ประเสริฐสิ่งที่สูงส่ง จะมีธรรมะคุ้มครองตน ธัมโมหะเวรักขะติธัมมะจาริง ธรรมะย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ไม่มีภัยจะเข้าถึงตัวเขา ได้ง่ายๆหรอก ไม่มีความไม่ดีหรือความเลวร้ายเข้ามาถึงตัวได้ง่ายๆ มันเป็นสัจจะที่ลึกซึ้งซับซ้อนมาก พูดอย่างไรก็ไม่ค่อยถึง แต่พิสูจน์ไปเถอะมันก็จะเจริญขึ้น เมืองไทยเราเป็นเมืองพุทธที่มีคุณธรรม พวกเราชาวอโศกเป็นแก่นแกนของโลกุตรธรรม ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อาณิสูตรว่า ต่อไปพุทธศาสนาจะเสื่อมเหมือนกลองอานกะ ซึ่งในยุค 2,500 ปีนี่แหละ เห็นแล้วเราก็ยืนยันได้ว่า มันเสื่อมจริงๆ คนที่เขาไม่รู้ เขาก็หลงตัวเองว่าเขาถูก อย่างเช่น เถรสมาคมหรือผู้รู้ทางยศตำแหน่ง พอเรามาแสดงความจริงเขาถึงจะเอาเราตาย แต่เอาไปเอามา เขาก็ทำได้เท่านั้น เสร็จแล้วต่อจากนี้ไปมันไม่ได้แล้ว โลกยังดีตรงที่ว่ายังมีพระไตรปิฎกแล้วก็รับรองกันเป็นฉบับเดียวกัน ตรงกัน แม้จะเป็นฉบับของ พระมหากัสสปะ อาตมาก็ไม่มีปัญหา อาตมาก็ไม่ได้ใช้พระไตรปิฎก ฉบับอื่น มายืนยัน มากมายนะ เอาแต่พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐของพระมหากัสสปะ ที่เป็นพระเจโตหนักมากเลย ไม่ใช่สายปัญญาด้วย เป็นสายเจโต สายศรัทธาที่หนักมาก เอามาใช้ ยังใช้ได้เลย เห็นไหม แล้วอาตมาคงจะไม่ดิ้นรนเอาฉบับอื่นมาศึกษา แม้แต่ของอรรถกถาจารย์หรือฉบับพระไตรปิฎกมหายาน อาตมาก็ไม่ได้เอามาใช้ประกอบอะไร ก็ใช้แต่พระไตรปิฎกเล่มนี้แหละ กระแสหลักไม่ใช้พระไตรปิฎกเป็นหลัก แต่เขาใช้คัมภีร์วิสุทธิมรรค ไปใช้ของอรรถกถาจารย์ นี่แหละเถรสมาคมที่เรียนเปรียญกันเขา ใช้คัมภีร์วิสุทธิมรรคเป็นหลัก ไม่ได้เอาพระไตรปิฎกเป็นหลักอย่างที่เราเป็น ซึ่งพระพุทธโฆษาจารย์ยังเป็นเทวนิยมอยู่มาก ยังไม่สัมมาทิฏฐิเท่าไหร่เลย แต่มันก็ซ้อนที่จริงแล้ว ธรรมนิยาม 5 อยู่ในหนังสือวิสุทธิมรรคของพุทธโฆษาจารย์ อยู่ในพระไตรปิฎกไม่มี มีกระปิดกระปอยไม่พบธรรมนิยาม 5 เพราะอะไร พระมหากัสสปะพระอรหันต์ ที่เป็นเจโต อย่างพระกัสสปะที่มากัน 500 รูปเรียบเรียงพระไตรปิฎกเล่มนี้ขึ้นมา ภูมิยังไม่ถึง พูดได้อย่างนั้น ขอยืนยันยังเก็บเอามาไม่ได้ แอบไปตกหล่นอยู่ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค อาตมาเห็นก็จึงคว้ามา อันนี้มันลึกซึ้งมาก ถ้าคนไม่รู้จักธรรมะนิยาม 5 นี้อย่างดี อย่างสัมมาทิฏฐิ ซึ่งอาตมาก็ยืนยันมีร่องมีรอยอยู่ว่า พระพุทธเจ้าสอนไว้ในธรรมวินัย ของชาวพุทธที่ต่อเชื้อมาในประเทศไทย ให้พระอุปัชฌาย์ต้องอธิบายความแตกต่างของกายกับจิต แยกกาย แยกจิต ตามธรรมะนิยาม 5 นี้โดยใช้ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ที่เป็นมูลกรรมฐาน 5 มาใช้ยืนยันอธิบายตามที่อาตมาอธิบายให้ฟัง ซึ่งไม่ง่ายแต่พวกเราก็เข้าใจกันได้ แต่จะให้มาอธิบายเองจริงๆ บางทีก็ยากสับสนอยู่บ้าง ใช่ไหม ลองอธิบายอีกทีก็ได้ ในธรรมะนิยาม 5 มีภาษา 5 คำ อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม ธาตุอย่างนี้ อุตุนิยาม คือธาตุที่คือสสาร พลังงาน ไม่เป็นชีวะ เป็นดิน น้ำ ไฟ ลม ซึ่งยังไม่เป็นชีวะ พอเริ่มเป็นชีวะ จากอุตุมาเป็นชีวะชั้นแรกเรียกว่าพืช โดยยืนยันเริ่ม จะเป็นตัวมันเอง มีประธาน มีตัวที่รวบรวมตัวมาเป็นกลุ่มก้อนตัวเองขึ้นมาอย่างพืชพันธุ์ธัญญาหารที่มีอยู่เต็มโต๊ะนี้ มันก็เริ่มเป็นชีวะ แต่มันมีแค่สัญญากับสังขาร ปรุงแต่งโดยมีการกำหนดรู้ว่า ธาตุนี้เอาธาตุนั้นไม่เอา เอามาปรุงแต่งสังขารเป็นชีวะของพืช ยังไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ แต่มีรูปสัญญา สังขาร แต่ยังไม่มีเวทนาหรือยังไม่มีวิญญาณ ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข ไม่จับตัวกันไปเป็นวิบากต่อเนื่องกันไป เพราะฉะนั้น พืชพันธุ์ธัญญาหาร จึงเป็นชีวะซึ่งไม่ใช่อุตุ ไม่ใช่ดิน ไม่ใช่น้ำ ไม่ใช่ลม ไม่ใช่ไฟ ซึ่งคนเขาไม่ต้องไปถึงขั้น ธาตุดินไปกินบ้าง มีอะไรหลายอย่างในธาตุดิน ต้องกินต้อง ใช้บ้าง แต่เรากินธาตุพืชเป็นหลัก ไม่ต้องไปกินธาตุที่เป็นชีวะถึงขั้นสัตว์ เอาชีวะขั้นพืช ปลอดภัย ไม่มีบาปไม่มีเวร ไม่มีวิบากต่อกันและกัน ไม่จองเวรจองกรรม ไม่มีโทษมีภัยต่อกัน แต่มีประโยชน์ต่อกันอย่างเดียว นัยยะ ละเอียดลึกซึ้งพวกนี้เป็นความตรัสรู้ลึกซึ้งของพระพุทธเจ้าที่ท่านสอน อาตมารับรู้แล้วเอามาสาธยายให้ฟัง อาตมารู้ได้จำได้ จนกระทั่งทุกวันนี้ เหมือนเอา เป็นของตัวเองแต่ก็จากพระพุทธเจ้าท่านสอนให้เรียนรู้ตามพระพุทธเจ้ามา ทุกวันนี้ความรู้ทั้งหลายแหล่ของอาตมาเอามาจากพระพุทธเจ้าทั้งนั้น แล้วก็เอามายืนยันพิสูจน์ปลอดภัยที่สุด ซึ่งสังคมจะต้องเข้ามาสู่จุดนี้ จุดปลอดภัยนี้ แต่คนยังหยาบ ยังเลว ยังเสื่อมอยู่ ยังไม่เหมือนพวกเรา เขายังเป็นภัยอยู่เลย ยังห้ำหั่น ฆ่าแกงกัน ยังไม่รู้จักวิบาก ต่างชาติยังเละกันอยู่เลย แล้วเขาก็บอกว่าพวกเขาเป็นพวกที่เจริญซึ่งเจริญ อย่างโลกียะ อย่างหยาบ ไม่เจริญอย่างสูงเป็นโลกุตระ มันเจริญด้วยการยึดอำนาจ ยึดวัตถุ ทั้งนั้นเลย แต่มาถึงโลกุตระแล้ว ไม่เอาอำนาจ ไม่เอาวัตถุเป็นหลัก มีพออาศัย แต่เอาคุณธรรมความดีงาม ความไม่มีตัวตน ความมีประโยชน์ต่อผู้อื่น เป็นคุณค่า เครื่องชี้วัดว่า เจริญ ซึ่งวิเศษ แล้วไม่สงสัยในการเวียนตายเวียนเกิด เมื่อมีความรู้ในจุดหนึ่งเป็นอมตะบุคคล จัดการความตายความเกิดเองเลย จะตายแล้วไม่เกิดอีกได้มีวิมุติแล้วเป็นพระอรหันต์แล้ว จะตายแล้วเกิดก็ได้จะตายแล้วไม่เกิดอีกก็ได้ เรียกว่าทำปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ จะทำหรือไม่ทำก็อยู่ที่ท่านเองนั่นแหละ ไม่มีใครเป็นเจ้าเป็นนาย เหนือกว่าอมตะบุคคล อมตะบุคคลเป็นเจ้าของธาตุจิตวิญญาณที่จะต่อภพต่อภูมิ หรือไม่ต่อภพต่อภูมิ ตายแล้วแยกเป็นดินน้ำไฟลมเลย แยกกันอย่างเด็ดขาดนิรันดร เลิกกันอย่างเด็ดขาด นิรันดรได้เลย พวกเราเริ่มเข้าใจได้ไปตามลำดับตั้งแต่โลกอบาย โลกต่ำหยาบ ที่เราเคยเป็นแต่ก่อนเราก็ไม่รู้เราเคยหลงอร่อยสนุกสนานแย่งชิงเขาไปมีชีวิตชีวาเป็นคู่แข่งเขาอยู่ พอรู้แล้วไอ้หยา แบบนั้นไม่เอาแล้ว เราก็เลิกมาเป็นอย่างที่เราเห็นนี้ ซึ่งเราก็ไม่มีใครเดือดร้อน ไม่เลยไม่ต้องไปแข่งไปแย่งชิงกับเขาหรอก คนที่เขายังหลงใหลเลยเถิดอยู่ก็ปล่อยเขาไป บังคับเขาไม่ได้หรอก บอกความจริงความดีให้เขามาเอาไม่เอา เขาก็ไปทิ้งไปบังคับกัน ไม่ได้ ศาสนาพุทธไม่มีการบังคับใคร เกิดญาณปัญญาปฏิภาณของตนเองเท่านั้น เพราะฉะนั้น เราเลิกมาเป็นขั้นๆ ตั้งแต่กามหยาบ อบายมุข กามคุณ 5 อย่าง หยาบ กลาง ละเอียด เราก็รู้แล้ว พ้นกามมาเป็นขั้นๆ ไม่ต้องไปไล่ภาษาก็ได้มันก็มีอย่าง หยาบ กลาง ละเอียด จนเรียกภาษา รูปภพอรูปภพอีก กระทบสัมผัสแล้วก็วางเฉย เฉยสนิทบ้าง เฉยไม่สนิทบ้าง นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สู่แดนธรรม.. พ่อท่านไม่ได้ทำตัวสูง แต่พ่อท่านสูงไม่ได้ทำตัวให้งามในทุกอิริยาบถ แต่พ่อท่านไม่มีตัวไม่มีตน ทำไปตามเหตุปัจจัย ทำเพื่อประโยชน์ต่อผู้อื่น พระโพธิสัตว์คือผู้ที่ยังยึดอยู่ ทั้งที่ท่านไม่ยึดแล้ว แต่ท่านก็มาแสดงความยึดอยู่ พ่อครูว่า... สำนวนสากลว่า dialectic สู่แดนธรรม.. เดี๋ยวพ่อท่านก็ว่ายึด เดี๋ยวก็ว่าไม่ยึด ก็เลยเห็นใจคนที่เข้าใจได้ยาก พ่อครูว่า... อาตมาพยายาม (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สู่แดนธรรม.. ทำไมจะต้องย้อนกลับไปด้วย พ่อครูว่า... มันก็ต้องย้อนไปย้อนมาต่ำแล้วก็สูง สูงแล้วก็ต่ำ ก็บอกแล้ว ว่าโลกยุคนี้ ความรู้ทางพุทธศาสนาโดยเฉพาะโลกุตระ มันสูญหาย มันต่ำ อาตมาก็ต้องมาเริ่มตั้งแต่ต่ำ ใช่ไหม มันเสื่อมสูญก็ต้องเริ่มต้นต่ำ เหมือนมาเริ่มต้น 1 ใหม่ แล้วก็ 2 3 4 5 ออกไป คนที่เขายังไม่สูงคิดไม่สูง ก็ว่าจะต้องเอาลงต่ำทำไมสูงแล้ว ด้วยเขาไม่รู้จักอนุโลมปฏิโลม โดยกาละก็แล้วแต่ ความเป็นจริงก็แล้วแต่ มันไม่เที่ยง มันไม่ได้อยู่คงที่ ที่ว่ามันจริงจะต้องอยู่เป็นอย่างนี้ไม่เปลี่ยนแปลงตลอดกาลนาน ซึ่งไม่ใช่ มันไม่ตายตัว มันจะเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาเลยในความเปลี่ยนแปลงนี้ ซึ่งอธิบายอย่างไรก็ยาก ปัจจุบันที่เล็กที่สุดนั่นแหละ คือความจริงที่เป็นได้อยู่น้อยที่สุด เลยจากวินาทีแห่งเศษเสี้ยวแห่งวินาทีแล้ว เปลี่ยนไปหมด ต่างกันไปหมด พยายามใช้ภาษา มันไม่มีอัตราที่เขาตั้งมาไว้ ใช้ภาษามาชี้สภาวะอธิบายให้ฟัง 650425 จิตวิญญาณแห่งสาธารณโภคีที่มีในชาวอโศก รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 35