ปัญญา 8 เล่ม 1 ตอนที่ 2.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์15 KB
วันที่แก้ไข2 เมษายน 2565

เนื้อหาในไฟล์

ปัญญา 8 เล่ม 1 ตอนที่ 2 _พ่อครูว่า... เรามาต่อปัญญา 8 ที่อาตมาเอาของพระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก มาอธิบาย (1) ปัญญา 8 ในพระไตรปิฎก เล่ม 23 ข้อ 92 ที่จริงมีปัญญา 10 แต่ยังไม่ได้เอามาอธิบาย เอาเรื่องปัญญา 8 ก่อน ศาสนาเทวนิยมไม่สามารถรู้ได้ มีพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่สามารถรู้ได้ เป็นมนุษย์อย่างพระบุตรของเทวนิยมหรือพระศาสดาของทุกศาสนาเทวนิยม บอกว่าได้ความรู้มาจากพระเจ้าที่เป็นพระบิดา ก็คือความรู้ของพระศาสดาเองนั่นแหละ แต่ท่านไม่รู้ ว่าเป็นความรู้ที่เป็นสัมภาระวิบากที่ท่านสะสมมาของตนเอง กัมมัสโกมหิ กัมมทายาโท กัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโณ กัมมังสัตเตวิภัชติ กัมมุนาวัตตติโลโก ไม่รู้เรื่องกรรมเรื่องวิบาก เขาว่ากันอย่างนั้นแหละ ทั้งนั้นของเทวนิยม ความรู้ที่เอามาประกาศของแต่ละศาสดา ก็บอกว่า ของพระเจ้า ของพระบิดา ตัวเองเป็นผู้นำของพระเจ้ามาประกาศ แต่ที่จริงและของท่านเอง แต่ท่านไม่รู้ตัวเอง พระเจ้านี้ไม่รู้อัตตาไม่รู้ตัวเอง ฟังดีๆชัดๆ พระพุทธเจ้านี้รู้จักอัตตา รู้จักตัวเอง รู้กรรมรู้วิบาก ธาตุรู้นี้สั่งสมมา เราเองทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธจึงรู้ต้นธาตุต้นธรรม แล้วรู้จบปลายธาตุปลายธรรม รู้ที่จบหมดสิ้นไม่มีจิตวิญญาณได้นิรันดร สลายจิตวิญญาณได้นิรันดร หรือจะให้อยู่นิรันดรอย่างพระอวโลกิเตศวรก็ได้ ถ้ามีปณิธานจะอยู่อย่างนั้นก็ได้ เป็นเรื่องพิสูจน์ยืนยันจริง แต่พวกเทวนิยมเขาจะฟังไม่รู้เรื่องหรอก นอกจากผู้มีบารมีบ้างที่ได้เคยติดตามด้วยเคยสะสม อัญญธาตุ ธาตุที่เป็นโลกุตระเป็นธรรมะพระพุทธเจ้าบ้างก็จะค่อยๆได้ค่อยๆไหลเลื่อนเข้ามาหาพุทธ ที่สุดก็จะมาเป็นชาวพุทธ แล้วที่สุดแห่งที่สุดก็จะพยายาม ถ้าเผื่อว่ามีความพยายาม ก็จะสั่งสมความพยายามมาเป็นบารมีให้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งเหมือนกั

อ่านต่อ

นทั้งนั้นแหละ เหมือนกันทั้งนั้น ผู้ที่ไม่คิดจะเป็นก็ไม่เป็นหรอกยังไม่ถึงเวลาวาระ เหมือนคนในโลกสามัญ คนที่ไม่คิดจะเป็นเศรษฐีแต่อยากรวยนะ เศรษฐีก็นับว่าเป็นคนที่มีทรัพย์ศฤงคารอย่างน้อยก็ ร้อยล้านขึ้นไป มีเป็นพันล้านก็เป็นเศรษฐีจริง เป็นหมื่นล้านก็เป็นเศรษฐีแน่ๆ อะไรคนก็บอกให้ชาตินี้เราไม่มีสิทธิ์ที่จะไปเป็นคนมีเป็นพันล้านอย่างเขาก็เยอะเลย ไม่บังอาจที่จะคิด ฉันเดียวกัน ผู้ที่มีภูมิปัญญาแล้ว ไม่มีใครอยากคิดหรอก ส่วนศาสดานั้น ที่จริงเขาเป็นได้ แต่เขาไม่อยากเป็น ศาสดานั้นสงวนสิทธิ์ไว้แล้วว่าใครอย่ามาเป็นศาสดา ต้องเป็นลูกพระเจ้าเท่านั้น ปิดกั้นเลย ตัดสินผู้อื่น บอกว่าพระเจ้าส่งมาพระบิดาส่งมา จะเป็นเองไม่ได้ต้องมีพระบิดาส่งมา เพราะฉะนั้นความรู้ของพระศาสดา มันกลับกัน กลับกันคืออะไร ความรู้ความเป็น ความเป็นศาสดานั้นแย่งกันไม่ได้ แต่แย่งกันมากมายเลย แยกศาสนาไปไม่รู้กี่ศาสนาของเทวนิยม เห็นไหมมันเป็นมายามันหลอกตัวเองยังไม่รู้ ศาสดาของเทวนิยมนี้ ศาสดาบอกว่าแย่งกันไม่ได้ ศาสดาที่จะประกาศศาสนาต้องเป็นพระบุตรทั้งนั้น พระเจ้าส่งมา แย่งกันไม่ได้ แต่เขาก็แย่งกันระเนระนาด ก็เลยมีเยอะเลยศาสนาเทวนิยม แต่ของชาวพุทธนั้นทุกคนมีสิทธิ์ไม่สงวนสิทธิ์จะเป็นพระพุทธเจ้า ใครอยากเป็นก็เป็นคนบำเพ็ญบารมีเอาสั่งสมสัมภาระวิบากเอาเป็นได้ทุกคน มีสิทธิ์ แล้วคุณจะมีสิทธิ์ที่คุณจะเข้าถึงไหมก็สั่งสมเอา ไม่ได้ปิดกั้นอะไรเลย เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธจึงไม่มีใครไปแย่งใคร ไม่มีการทะเลาะกัน ไม่ทะเลาะกันเป็นศาสดา ผู้ที่ยังทะเลาะกันอยู่แย่งกันเป็นใหญ่ในวงการศาสนาพุทธคือคนโง่ คนที่ยังอวิชชา คนที่มีวิชชาแล้วจะเป็นคนที่มีบารมีความจริง มีฐานะอย่างนี้ ผู้นี้ศีล 5 ผู้นี้ศีล 8 ผู้นี้ศีล 10 ผู้นี้มีศีลสูงมีสมาธิ ปัญญา อธิมุติ ตามสัจจะของจิต เจตสิก รูป นิพพาน เข้าใจและรู้ว่าเขาได้เพราะเขาสะสม อยากได้ก็ทำเอาสิ คุณก็มีสิทธิ์ เพราะฉะนั้นจึงไม่ทะเลาะกันไม่แย่งกันเป็นศาสดา นอกจากผู้ที่ไม่รู้ก็หลงตน หลงว่าฉันเป็นพระโพธิสัตว์ หลงว่าฉันเป็นผู้ที่มีความรู้เหนือกว่าคุณนะ คุณมีความรู้ไม่ถูกต้องเท่าฉัน ฉันรู้ถูกต้องฉันรู้มากกว่า ก็เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่มีอวิชชาแฝงอยู่ในความเป็นอัตตา แม้แต่ในศาสนาพุทธมันก็มีจริงๆ เพราะฉะนั้นในศาสนาเทวนิยมไม่ต้องพูดถึงเลย ดีไม่ดีแต่ละศาสนาเขาก็ในศาสนากันเองเขาก็ยังรบกันเลย แต่ศาสนาพุทธไม่มีใครไปรบใครหรอกที่จะไปแย่งเป็นศาสดาเป็นพระพุทธเจ้ากัน ไม่มี มีแต่ง้องแง้ง ฉันรู้มากกว่าคุณ ฉันถูกต้องมากกว่าคุณ ก็คือเจาะเข้าหาความเป็นหนึ่ง ก็เป็นสัจจะธรรมชาติชนิดหนึ่ง

มาดูที่อาตมาเขียน หนังสือปัญญา 8 เล่ม 1 (2) “ปัญญา 8”นี้ คือ ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ทั้งหมดนั้นคือ คำตรัสของพระพุทธเจ้า ที่“นิยาม”ความเป็น“ปัญญา”ก็คือ“ธาตุรู้”แต่เป็น“ความรู้-ความฉลาด” อันมีที่ไปที่มาชัดเจนว่า เป็นของมนุษย์ที่มนุษย์ด้วยกันสามารถ“สัมผัส”จับต้องร่างกายตัวตนกันได้ นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สู่แดนธรรม... เขาว่า ศาสนาพุทธนั้นไม่ถือว่าเป็นศาสนา เพราะไม่มีพระเจ้า สมณะเดินดิน... ต้องไปดูหนังอินเดียที่เขารู้ทันพระเจ้าPK ผู้ชายปาฏิหาริย์ (2021) พ่อครูว่า... พวกเทวนิยมจะค่อยๆรู้จะเปิดสมองรับรู้ ที่พูดไปแล้วมันก็ข่ม ของพุทธรู้จบแต่ของเทวนิยมไม่รู้จบ รู้เท่าที่พระศาสดาแต่ละองค์รู้ แล้วก็นึกว่ารู้ยอดรู้เยี่ยมของแต่ละองค์ ซึ่งก็รู้มากนะไม่ใช่เล่นๆ แต่มันก็ยังไม่หมดไม่เหมือนพระพุทธเจ้าที่รู้ต้น รู้กลาง รู้ปลาย รู้จบ เพราะฉะนั้นจึงรู้จักเทวนิยมทุกอย่าง แต่ว่าเขาไม่ยอมรับกันเท่านั้นเอง นั่นอย่างหนึ่ง สอง เขาไม่มีภูมิพอจะรับ รับอย่างไรก็ไม่รู้เรื่องฟัง ไม่ต้องเอาพระพุทธเจ้าหรอก เอาอาตมาบรรยายธรรมะก็มีผู้ที่รับได้ก็มีชาวอโศกและผู้แสวงหา ที่จิตไม่มีอคติ มีจิตแสวงหา ก็จะพบว่า โพธิรักษ์พูดนี้มีอะไรใหม่ๆ ฟังแล้วเข้าใจ มีอานิสงส์ในการฟังธรรมเกิดจริงๆในผู้นั้น อานิสงส์ 5 ประการที่เกิดจริงๆ เข้าใจขึ้น สุสูสังลภเตปัญญัง ฟังแล้วได้ความรู้ที่เรียกว่าปัญญาเข้าใจเพิ่มขึ้นได้ฟังอะไรใหม่ๆแปลกๆ รับได้ มันแปลกกว่าที่เคยรู้ อ๋อ!.. มีเหตุมีผลมีหลักการมีสิ่งอ้างอิง มีสิ่งที่เป็นไปได้ ทำให้เข้าใจขึ้น ทำให้ทิฐฏิที่มีอยู่เก่าเปลี่ยนแปลงไป พ้นความสงสัย ขจัดวิจิกิจฉา จิตใจก็โล่ง ได้อานิสงส์แห่งการฟังธรรม 5 ประการเกิดจริงๆ ไม่ใช่ว่าจะต้องได้ตามที่พระเจ้าตรัส เอาไปเปิดเผยได้ตามนี้เท่านั้นนะ ออกนอกจากนี้ไม่ได้นะ ศาสนาใดก็ตีกรอบไว้ ตามศาสนาเทวนิยม ของตนของตนตามแต่ละศาสนา ก็เต็มที่ของแต่ละองค์ของศาสดาแต่ละองค์ มีสิ่งที่คล้ายกันบ้างมีสิ่งที่แปลกแตกต่างกันบ้างมากหรือน้อย ก็อย่างนั้นเท่านั้น ส่วนของพุทธนั้นรู้จบ รู้ต้นรู้จบแล้วก็ไม่ต้องไปแย่ง ซึ่งเขาก็แยกการรู้ไปของแต่ละศาสนาเราก็ตามรู้ของศาสดาแต่ละองค์ให้หมดเลยไม่หวาดไม่ไหว ก็เป็นโลกจินตา เป็นความคิดแบบโลกๆที่จะสร้างอะไรไปออกไปเรื่อยๆ ไม่รู้จักบทสรุป บทเข้ามาหาตัวจบสุดท้าย แล้วหมดสงสัยเลยว่า เกิดมาแล้วหลงสังขาร แล้วก็ดับ ดับโดยไม่รู้แล้วก็เกิดขึ้นมาใหม่ จนสามารถทำปุญญาภิสังขาร รู้สังขารแล้วเลิกสังขารได้ มีอภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร ปุญญาภิสังขารคือ ผู้ชัดเจน กำจัดกิเลส กำจัดกิเลสได้หมดก็ไป อปุญญาภิสังขาร หมดกิเลส ก็เป็นพระโพธิสัตว์สั่งสอน อเนญชาภิสังขาร สั่งสมไป ในโลกจินตาต่างๆนานา เข้าใจไปได้เรื่อยๆ ได้มากเท่าไหร่ เป็นพระพุทธเจ้าก็รู้หมดมากที่สุด อาตมาก็รู้ได้ตามภูมิของตนเอง และคำสอนก็เกิดจากพระโอษฐ์ของผู้เป็นมนุษย์จริงๆที่ตรัสออกมาให้ผู้คนทั้งหลายในโลกได้ยินได้ฟังพร้อมกันมากมายหลายคน ไม่ใช่แค่คนเดียว แต่ได้ยินได้ฟังกันเป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่นคนในผู้มีชีวิตอยู่ร่วมกันอยู่ในโลก เป็นความโจ่งแจ้ง เปิดเผย ไม่ใช่คำตรัส“ลึกลับ” ที่“พระศาสดาเพียงคนเดียวเท่านั้นได้ยินได้ฟังมาจากพระเจ้า” แล้วพระศาสดาองค์นั้นค่อยนำมาประกาศต่อโลก อีกทีหนึ่งเหมือนชาว“เทฺวนิยม” แต่“ปัญญา 8”นี้เป็นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอง พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงยืนยันว่า “พระธรรมคำสอนที่พระองค์ทรงนำมาประกาศต่อโลกนั้น“พระพุทธเจ้าเองตรัสรู้ได้ด้วยพระองค์เอง(สัมมาสัมพุทโธ)” ไม่ใช่“คำสอน”ที่ได้รับมาจาก“พระเจ้า”ผู้“ลึกลับ” หรือจากใครอื่น แต่อย่างใดเลย “ปัญญา”นี้จึงเป็น“ความรู้-ความฉลาด”ที่ครบถ้วน กระจะกระจ่าง พร้อมมวลและประสิทธิภาพทั้ง“ความเห็น-ความกระทบสัมผัสประจักษ์-ยืนหยัดอยู่หลัดๆโต้งๆโทนโท่” ว่า เป็น“ความจริง”บริบูรณ์สัมบูรณ์เปิดเผยไม่มีอะไรแฝงบังหรือลึกลับเลย แม้แต่นิดน้อยเศษละอองธุลีใดๆ และผู้เป็น“เจ้าของความรู้-ความฉลาด(ธรรมสามี)”นี้ ก็ทรงยืนยันพระองค์เองอีกว่า พระพุทธเจ้าเองเป็น“ผู้รู้เอง”(สัมมาสัมพุทโธ) ที่แสดงพระองค์เองต่อโลกมนุษย์ซึ่งสัมผัส“เนื้อตัวร่างกาย(สรีระ)”ของพระองค์ได้จริงๆ ว่า ท่านก็เป็น“คน”ที่มีพร้อมท้ัง“สรีระกับจิตวิญญาณ(ภาวะ 2)”ผู้มีชีวิตอยู่ในโลกนี้แท้ๆ ก็เป็นเช่นเดียวกันกับมนุษย์คนอื่นทั้งหลายทั้งปวง ซึ่งชี้บ่ง“ความเปิดเผย”กับ“ความลึกลับ”ของ “เทฺว” หรือ“ภาวะ 2”คู่สำคัญในโลกในมหาจักรวาล ว่า “พระเจ้า” กับ“พระพุทธเจ้า”นั้นภาวะไหนชัดเจนยิ่งจริงแท้กว่ากัน

(3) พระเจ้ากับพระพุทธเจ้านั้นแตกต่างกันอย่างยิ่ง “พระเจ้า”นั้น“ลึกลับ”แต่“พระพุทธเจ้า”นั้น“เปิดเผย”ยิ่ง “พระพุทธเจ้า”กับ“พระเจ้า” จึงแตกต่างกันหันทิศไปคนละทาง มีทิศเดินทางไปต่างกันถึง ๑๘๐ องศา มุ่งไปตรงกันข้ามทีเดียว หรือหมุนได้ต่างกันชนิด 360 องศาชนิดที่เป็น“คนละโลก”จึงมองไม่เห็นกันเลย เพราะทั้งในกว้าง ทั้งในความไกล ทั้งในความมาก ทั้งในความลึกลับ ทั้ง“ความลึก” และ“ความลับ” ทั้งใน“ความมืดดำ”ทั้งใน“ความเวิ้งว้าง” ส่วน“พระพุทธเจ้า”นั้นสัมผัส“ความจริง”ได้ทุกแง่ทุกเหลี่ยมทุกซอกทุกมุม ทุกนอกทุกใน ทุกหยาบทุกละเอียด ทุกมิติ ทุกนัยะ ทุกประเด็น ทุกโลก ฯลฯ นิรันดร “พระเจ้า”นั้น สัมผัส“ความจริง”ไม่ได้ด้วย“ภาวะ 2” หรือในความเป็น“เทฺว” เพราะทั้ง“ลึก”ทั้ง“ลับ” ทั้ง“มืดดำ” ทั้ง “เวิ้งว้าง”ควาญหาไม่เจอ“เนื้อตัว”ส่วนใดของ“พระเจ้า”ได้เลย “พระพุทธเจ้า”เป็น“เนื้อหนังมีชีวะ”ทั้งเห็นทั้งได้สัมผัสแตะต้องสรีระที่มี“กาย”กับ“จิต”อันเป็น“2 ใน 1”และ“1 ใน 2”ของ“เทฺว”ได้ในความเป็น“คน”ของโลกในกาละ ส่วน“พระเจ้า”ยืนยันไม่ได้เลย แม้แค่“กาย”ก็ให้มนุษย์สัมผัสไม่ได้ ยิ่ง“จิต”ก็ยิ่งรู้ได้อยู่คนเดียวคือ“พระศาสดา” หรือ“พระบุตร”เท่านั้น นอกนั้นเป็น“สิทธิ์ของพระจิต” หรือ“พระวิญญาณ”ที่เป็น“พระเจ้า”เท่านั้นมีสิทธิ์เด็ดขาดแต่ผู้เดียว ถือกันว่า “พระเจ้า”เป็นเจ้าของทุกสรรพสิ่งในเอกภพมหาจักรวาลนั้นแต่ผู้เดียว” ทั้งๆที่“พระเจ้า”กับ“พระบุตร”ก็คือ “ภาวะ ๒”แล้ว หรือ“พระเจ้า”กับ“โลกเอกภพมหาจักรวาล”ก็เป็น “ภาวะ ๒”แล้ว หรือ“วัตถุ”กับ“จิต”ก็‘ภาวะ ๒”อยู่แท้ๆ อันมีคู่คือ “เทฺว”หรือ“ภาวะ ๒” และที่สำคัญยิ่งยวดก็คือ มีทั้ง“คำเรียกขาน”และทั้ง“สภาวะแท้”ให้เปรียบเทียบ “ความแตกต่างกัน”ของทุกสรรพสิ่งตั้งแต่“๐ กับ ๑”ก็เป็น“ภาวะ ๒”แล้ว หรือแม้แต่“ภาวะ 2”คือ“0 กับ 0”ก็เทียบกันได้แล้วว่า เป็น“ภาวะ 2 ที่เป็น 1 เดียวกันแล้ว” (แต่ของ พระพุทธเจ้า นิพพานคือสุญญตานั้นเหมือนกันเลย 0 คือสิ้นสุดหายไปเลย) หรือ“ภาวะ 2”คือ“0”กับ“1”ก็เทียบกันได้แล้วว่าเป็น“ภาวะ 2 ที่ไม่เป็น 1 เดียวกันแล้ว” ไม่ว่าจะเป็น“0” หรือเป็น“1” หรือเป็น“2” หรือเป็นคู่ ความเป็น“คู่”ย่อมเปรียบเทียบกันได้ทั้งนั้น ยิ่งเป็น“ภาวะ 2”อันเป็น“ธาตุรู้(วิญญาณ)”กับ“สสาร” หรือ“จิต”กับ“วัตถุ”ก็ยิ่งเทียบกันได้ว่า“แตกต่างกัน”ชัดเจน หรือ“ความมี”กับ“ความไม่มี”ย่อมแตกต่างกันแน่ (อัตถิ กับ นัตถิ หรือ โหติ กับ นโหติ) หรือ“ความลึกลับ”กับ“ความเปิดเผยกระจ่างแจ้ง”นั้นย่อมแตกต่างกัน “พระเจ้า”กับ“พระพุทธเจ้า”ก็แตกต่างกันที่ยืนยัน “ความจริงได้”อย่างมีนัยสำคัญ ต้องศึกษากันดีๆทีเดียว “พระเจ้า”นั้นเห็นจริงได้ยากยิ่งกว่า“พระพุทธเจ้า” เพราะ“ภาวะ 2”นี้มี“ความจริง”ที่สัมผัสได้ กับสัมผัสไม่ได้ เป็นต้น หรือในมิติอื่นก็สามารถพิสูจน์ยืนยันได้อีกมากมิติ (ความจริงที่สัมผัสได้จึงจริงกว่า) ซึ่งเป็น“ภาวะ 2”ที่มีความเป็น“เทฺว”ที่ยิ่งใหญที่สุด คนจะเข้าใจเลยว่า พระเจ้าที่สัมผัสไม่ได้ก็คือไม่จริง เพียงแต่เขาไม่ยอมรับเท่านั้น เขาไม่สามารถมีความรู้ว่าความจริงที่สัมผัสได้มีด้วยหรือ ความรู้ที่สัมผัสได้มันยิ่งใหญ่นะ มีความรู้ที่สัมผัสได้ยิ่งใหญ่กว่านี้อีกเหรอ แต่เขาบอกว่าความจริงต้องลึกลับความจริงต้องสัมผัสไม่ได้ ก็จะรู้ว่าอย่างนี้มีด้วยหรือ ความจริงนี้ต้องสัมผัสไม่ได้มันลึกลับ แต่ไอ้นี่สัมผัสได้เขาก็บอกว่าจริง จะมีความเชื่ออย่างนี้ด้วยหรือ? สู่แดนธรรม.. ใช่ครับ ความลึกลับความดำมืด มันเลยน่าสนใจกว่าความสว่าง พ่อครูว่า... มันจะรู้จนหมดความสงสัยความลังเลหมดความลึกลับ ไม่ใช่ว่ามีแต่ความสงสัย แต่เต็มไปด้วยความรู้ครบหมดเลยต่างหาก สู่แดนธรรม.. พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ ก็มีมารบอกว่าให้ตายเสีย ไม่รู้ความจริงสิ้นสุดแล้วจะอยู่ต่อไปทำไมก็ตายสิ พ่อครูว่า... พระพุทธเจ้าก็บอกว่ายังหลอกมาร เรายังจะต้องจำแนกเปิดเผยให้คนอื่นรู้ตาม จนปรับปวาทะได้ ให้คนอื่นได้รู้ว่ามีความจริงสิ่งอื่นยิ่งใหญ่กว่านะ นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะเดินดิน... ที่เห็นคือพ่อครูพยายามทำให้เกิดความกระจ่างด้วยกันเอาพยัญชนะภาษา ไหวพริบปฏิภาณต่างๆมาอธิบายจึงได้เห็นความจริงมากกว่าเป็นวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้มากกว่า สู่แดนธรรม... ในความที่เข้าไม่ถึงพระเจ้าก็คืออยู่ในความมืด หรือสว่างมากก็ทำให้ตาพร่า พ่อครูว่า... ใช่ ตาทั้งมืดตาทั้งสว่างได้ “พระเจ้า”นั้นเห็นจริงได้ยากยิ่งกว่า“พระพุทธเจ้า” เพราะ“ภาวะ 2”นี้มี“ความจริง”ที่สัมผัสได้ กับสัมผัสไม่ได้ เป็นต้น หรือในมิติอื่นก็สามารถพิสูจน์ยืนยันได้อีกมากมิติ (ความจริงที่สัมผัสได้จึงจริงกว่า) ซึ่งเป็น“ภาวะ 2”ที่มีความเป็น“เทฺว”ที่ยิ่งใหญที่สุด (4) ความเป็น“เทฺว” คือ “ภาวะ 2”ที่ครอบจักรวาล ซึ่งความเป็น“เทฺว”นี้ใครจะแยก“เทฺว”ให้ขาดจากกันอย่างเด็ดขาด ไม่ให้เอี่ยวเกี่ยวกันเลยขั้นเด็ดขาดไม่ได้ ถ้าเข้าใจว่ามนุษย์มีวัตถุกับจิตมีกายกับจิต มีธาตุรู้กับดินน้ำไฟลม นั่นแหละเป็นภาวะ 2 ที่ปรุงแต่งกันอยู่อย่างสนิทเนียนของธรรมชาติของการปรุงแต่ง ยิ่งใหญ่มากเลย ออกมาเป็นจิตนิยามยิ่งใหญ่มาก แล้วมันยิ่งใหญ่จนกระทั่งมันจะมีอยู่อย่างนี้แหละ มันก็จะเป็นสภาวะที่เกี่ยวข้องกัน ผู้รู้ก็คือผู้รู้ ผู้ไม่รู้ก็คือผู้ไม่รู้ แต่ถ้าจะไม่ให้“มีเทฺว”เลย ก็ต้อง“ดับเทฺว”ไป“ทั้ง 2 ทั้ง 1”ที่แยกกันเด็ดขาดไม่ได้นั้นแหละ เป็น“0”ไปเลย การจะทำเช่นว่านั้นได้ ก็ต้องมี“ปัญญา” หรือมีฤทธิ์มีอำนาจเหนือกว่าแรงกว่าจริงๆ จึงจะทำได้ ปัญญา 8 นี้ ข้อ 1 ต้องได้ยินจากพระโอษฐ์หรือได้ยินจากผู้อยู่ในฐานะครู ได้ยินอย่างไม่ปิดบังไม่ลึกลับเปิดเผยเลยจากพระโอษฐ์ให้เข้าหู สัตบุรุษก็มีตัว จริง เพราะฉะนั้นพวกคุณยอมรับว่าอาตมาเป็นสัตบุรุษพวกคุณก็ได้ คนที่เขาไม่เชื่อว่าอาตมาเป็นสัตบุรุษ เขาก็ไปเชื่ออะไรลึกลับของเขา ขัดแย้งกับที่อาตมาพูดด้วยเขาก็ยังงมงายอยู่กับที่เขาเชื่อ มาพูดเขาก็ไม่เชื่อ เพราะมันขัดแย้งกับที่เขาเชื่อ ก็จะงมโข่งอยู่อย่างนั้นภูมิธรรมของคนเป็นยังไงก็เป็นอย่างนั้นไป เพราะฉะนั้นผู้รู้ที่อาตมาขยายความว่า ถ้าจะดับเทวะเป็น 2 ให้เป็น 1 ก็ได้ อาศัยไม่มี 2 ได้ จะให้ถาวรก็ดับทั้งสองเลยทั้ง 2 และ 1 นี่ออกภาษาตัวเลขอธิบาย ความจริง และ“การดับเทฺว”นี้ ผู้ยังไม่มี“ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็น“เทฺว” ยังหลงยึดมั่นถือมั่นว่า “เทฺว”เป็น “อัตตา”เป็นตัวตนของตนเอง ซ้ำมิหนำก็จะหลงผิดว่า “ผู้ดับเทฺว”นั้นไปละลาบละล้วงความเป็น“เทฺว”ที่เขาหลงยึด ทั้งที่ยึดว่า เป็น“พระเจ้า”ผู้ยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครไป“ดับท่านได้” ทั้งที่หลงยึดมั่นถือมั่นว่า “เทฺว”เป็น“ตัวตนของตน(อัตตา)นิรันดร ไม่มีสูญหายไปจากกาลเป็นเด็ดขาด จึงไม่สามารถจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงเรื่อง“กรรม” เรื่อง “วิบาก”อย่างถ่องแท้แยบคายบริบูรณ์ได้เลย ในธรรมนิยาม 5 ยิ่งใหญ่มาก ซึ่งไม่มีอยู่ในพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ เพราะพระกัสสปะเก็บมาไม่หมด ก็ไปอยู่ในมหายาน อยู่ในเล่มอื่น ธรรมนิยาม 5 ถึงไปอยู่ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค หรือ อยู่ในอรรถกถาจารย์ องค์อื่น ผู้ที่ยึดถือพระไตรปิฎก ว่าไม่มีธรรมนิยาม 5 ในพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ ก็จะบอกว่าอันนั้นเป็นของอรรถกถาจารย์นอกรีตนอกเรื่อง เขาบอกว่าพระไตรปิฎกต้องเอาเฉพาะที่พระกัสสปะรวบรวมไว้ฉบับสยามรัฐนี่แหละ แต่เป็นการเก็บคำสอนพระพุทธเจ้าอย่างรู้น้อย ไม่ครบ จุดสำคัญอย่างที่ว่า อย่างที่มีธรรมนิยาม 5 อาตมาอธิบาย ถ้าผู้ใดไม่รู้เรื่องธรรมะนิยาม 5 แล้วทำให้จิตเป็นอุตุนิยามเป็น พีชนิยามได้ ทำส่วนของกรรมนิยามไว้แล้วทรงไว้ซึ่งธรรมนิยาม ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ ผู้ที่ทำได้จึงเป็นพระอรหันต์โดยเฉพาะเป็นพระโพธิสัตว์ ที่จะรู้อย่างอาตมา เอามาพูดให้เป็นความรู้ของตัวเองเอามาพูดสาธยายให้ฟัง เพราะฉะนั้นสายเทวนิยมจึงไม่มีความรู้ ไม่รู้แจ้ง ไม่รู้จัก รู้แจ้งรู้จริงเรื่องกรรม เรื่องวิบากไม่รู้อย่างถ่องแท้ กรรมวิบากจึงเป็นเรื่อง อจินไตย มาก 650401 ปัญญา 8 เล่ม 1 ตอนที่ 2 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน