ปัญญา 8 ประการอย่างบูรณาการ.docx
เนื้อหาในไฟล์
ปัญญา 8 ประการอย่างบูรณาการ สู่แดนธรรม... พ่อท่านเคยตอบเอาไว้ว่า ถ้าคนไหนที่คิดว่าเขาไม่มีข้อบกพร่อง หรือเขาไม่ยอมรับข้อบกพร่องของเขา เขาจะไปแก้ไขอะไรขึ้นมาได้ แล้วถ้าสำหรับควรจะปรับปรุงแก้ไขอะไรได้ควรทำอย่างไร พ่อครูว่า... ผู้ทีไม่เห็นความบกพร่องของตนเอง แน่นอน เขาก็รู้ตัวเขาเอง เขาไม่มีข้อบกพร่องแล้วเขาจะไปแก้ไขทำไม เพราะเขาไม่เห็นข้อบกพร่องตัวเอง ไม่รู้จักข้อบกพร่องตัวเอง ดีไม่ดี เข้าใจว่าตัวเองนี้ ไม่ใช่บกพร่อง แต่รู้ดีรู้ครบรู้เต็ม รู้ถูกรู้ยิ่งใหญ่กว่าใครๆอีกด้วย เขาจะไปแก้ไขอะไร อย่างอาตมานี่ก็ มันเป็นตัวอย่างของโลกจริงๆ เพราะ โลกนับถือค่านิยมของคนอื่นยกให้ ไม่ใช่เข้าไปมีปัญญา หรือมีความรู้ มีปฏิภาณปัญญารู้เองว่า อ๋อ! คนนี้มีความรู้ มีปรมัตถธรรม มีโลกุตระธรรมอย่างแท้จริง ธรรมดาเขาจะไม่รู้อย่างนี้ได้ง่ายๆ ถ้ายิ่งทุกวันนี้ มันเป็นความจริงที่พระพุทธเจ้าท่านพยากรณ์ไว้แล้ว ในอาณิสูตรว่า ในอนาคตนั้นศาสนาพุทธเสื่อม เสื่อม จนไม่มีโลกุตระ เหลือ โลกุตรธรรมไม่เหลือ ท่านเปรียบเหมือนกลอง อานกะหรือตะโพนอานกะ ที่ได้กล่าวอยู่บ่อยๆหลายทีแล้ว ที่ท่านพยากรณ์นั้นตอนนั้นยังเริ่มศาสนายังไม่ได้เสื่อมอะไร พระพุทธเจ้ายังมีพระชนม์ชีพอยู่ แล้วท่านก็พยากรณ์เอาไว้ คำพยากรณ์ก็คือวาระนี้ ที่จริงมันเสื่อมไปเรื่อยๆแต่ไม่มีผู้รู้ ไม่มีผู้รู้ เรายกตรงนั้นเข้ามาทักท้วง เขาก็ยิ่งหลงๆ ของเขาอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งมีผู้เข้ามาทักท้วงอย่างในยุคนี้ ของศาสนาพุทธ ผ่านไป 2,500 กว่าปีแล้วเสื่อมมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเสื่อมจนไม่เหลือ ไม่เหลือจริงๆ อาตมากล่าวได้ว่าอย่างนั้น อาตมาต้องมาสถาปนาลงไปใหม่ ทีนี้ มันก็เป็นสัมภาระวิบากของอาตมาเอง อาตมาก็จะต้องแสดงธรรมเพียวๆ เอาโลกุตรธรรมแท้ๆ เนี่ย มาแสดง มายืนยัน มาอ
อ่านต่อ
ธิบาย มาทำความเข้าใจให้คนรับรู้ได้ เพราะฉะนั้นผู้ที่มีธุลีในดวงตาน้อย ถึงจะเห็นได้เข้าใจได้ เมื่อ สามารถเข้าใจได้ก็มาปฏิบัติตาม ตั้งแต่อาตมาเริ่ม ทำงานศาสนามา ก็เริ่มมีผู้ปฏิบัติตาม ผู้ที่พอรู้ได้ มีธุลีในดวงตาน้อยมาเรื่อยๆ ก็เกิด จนกระทั่ง อาตมาทำงานศาสนาก่อนที่จะบวช ก่อน พ.ศ. 2513 อาตมาบวช พ.ศ. 2513 วันที่ 7 พฤศจิกายน 2513 อาตมาก็ออกมาจากโลกีย์ปฏิบัติธรรมด้วยตัวเองอย่างที่ยืนยันแล้วว่าอาตมาเป็นสยังอภิญญา ไม่มีครูบาอาจารย์ ไม่มีลูกศิษย์ลูกหาร่วมสำนัก พอรู้ด้วยตัวเองก็เอามาพูดตรงๆเขาจึงหมั่นไส้ ยิ่งเป็นการซ้ำเติมให้เขาหมั่นไส้หนักเข้าไปอีกว่า หนอย.. บอกว่าเป็นผู้รู้ด้วยตัวเอง เป็นพระพุทธเจ้าหรืออย่างไร อาตมาก็ไม่เคยประกาศตัวเองว่าอาตมาเป็นพระพุทธเจ้า ก็บอกว่าเป็นพระโพธิสัตว์ ได้เป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ด้วย นี่ก็ค่อยกระเตื้องๆ มา 50 ปีแล้ว ก็บอกว่าเริ่มเข้าไปหาระดับ 8 แล้วนะ คนเข้าใจยากเข้าใจไม่ได้ง่ายๆ ถ้าง่ายมันก็ไม่ใช่โลกุตรธรรม มันยากจริงๆ เพราะฉะนั้นผู้จะรู้ได้จะต้องรู้ตาม ปัญญา 8 ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ จะต้องได้ยินจากพระโอษฐ์พระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง หรือแม้ยุคไหน ไม่มีพระพุทธเจ้าก็ต้องได้ยินจากสัตบุรุษหรือ สยังอภิญญา หรือไม่เช่นนั้น ก็ต้องได้ยินจากผู้อยู่ในฐานะครูที่สัมมาทิฏฐิ ต้องได้ยินว่าอ๋อ!..โลกุตระเป็นอย่างนี้ ผู้ได้ยินได้ฟังแล้วมีปฏิภาณจับติดเลยว่า ความรู้นี้สุดยอดนะนี่ โลกุตรธรรมนะ แต่ยังไม่รู้ภาษาว่าโลกุตระคืออะไร ก็แล้วแต่ ก็ไม่เป็นไร แต่รู้ว่าอันนี้มันใหม่อันนี้มันแปลกนะ ใหม่ๆแปลกๆที่น่าทึ่ง ไม่ใช่ว่าแปลกๆใหม่ๆ แปลกๆที่พิเรนทร์ วิตถารไม่เข้าท่า แต่มันมีความแปลกที่มีความลึกซึ้งอะไรที่มีผู้ที่มีปฏิภาณของตัวเองชัดเจน จะรู้ได้เลยว่า อันนี้ไม่ธรรมดา เหนือธรรมดาแน่นอนก็จะปฏิบัติตาม ฟังแล้วฟังอีก ฟังแล้วฟังอีกให้บริบูรณ์ พระพุทธเจ้าจึงกำชับว่าต้องคบหาสัตบุรุษให้บริบูรณ์ ฟังสัทธรรมจากสัตบุรุษให้บริบูรณ์ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ท่านเป็นมิตรดีสหายดีของทุกคน ต้องฟังต้องติดตามฟัง เข้าไปซักถาม ใน ปัญญาข้อที่ 2 ฟังจนกว่าจะเข้าใจว่า โอ้โห! ลึกซึ้งอย่างนี้เอง จึงจะรู้ความสงบ 2 ประการ ว่าโอ้โห! ความสงบที่แท้จริง 2 ประการ 1. มันเป็นโลกุตระ 2. มันเป็นโลกียะ มันเป็นเช่นนี้เอง มันไม่ใช่ว่า จะบอกว่าใช่ก็ได้ ความสงบมี 2 ประการคือ สงบอย่างโลกียะเขาสงบ อย่างผู้คนทั้งหลายเขารู้กันเลย สงบ เขาก็ถือว่าเป็นความสงบเหมือนกัน สงบ 2 อย่างเหมือนกัน สงบที่คนทั่วไปรู้ก็คือ 1.สงบประเภทที่เรียกว่า ไม่ได้มีฌาน แค่กดข่มจิตไว้ ส่วนสงบอีกอย่างหนึ่งคือการสะกดจิตไว้ คือโลกียะ ก็ทำกันทั่วโลก เทวนิยมก็ฝึกฝนกันไปก็สงบ คนไม่ได้ฝึกก็ไม่สงบ นั่นโลกีย์เขาก็บอกว่ามีความสงบ 2 อย่าง ก็เลยสะกดจิตหลับตา ฝึกฝน หรือแม้แต่ลืมตาก็ทำความสงบสมถะอย่างลืมตาก็ได้ อย่างนี้เป็นต้น แต่จริงๆแล้วมันไม่ใช่ สงบ 2 อย่างคือ 1. โลกุตระ อีกอย่างหนึ่งคือโลกียะ ซึ่งต่างกันแน่นอน สงบอย่างโลกุตระนั้นซับซ้อน เพราะความสงบของอย่างโลกุตระ ไม่ต้องหลับตาเลย ตื่นเต็มเสียด้วยซ้ำ แล้วไม่ได้หยุดนิ่งเฉยด้วย คล่องแคล่วว่องไว ทั้งสภาพภายนอก นัจจะ คีตะ วาทิตะ ท่าทีลีลา สุ้มเสียงสำเนียง แคล่วคล่องปราดเปรียว ได้ชัดเจน สาธยายเต็มที่ แต่สงบ เพราะคำว่าสงบนั้นหมายถึง กิเลสมันสงบ กิเลสมันหยุดทำการ กิเลสมันไม่มี สงบเพราะจิตไม่มีตัวกวน จิตไม่มีกิเลสเข้ามากวนเลย เริ่มต้นตั้งแต่มันลดลงๆ ก็สงบลงไปเรื่อยๆ จนมันหมดมันดับ กิเลสตายหมด สงบ ยิ่งสงบยิ่งตื่น ยิ่งสงบยิ่งรู้ทั่ว เป็นโลกวิทู เป็นโลกุตรจิต จิตยิ่งเยี่ยมยอด เพราะฉะนั้นการสงบ คำเดียวนี่ ความสงบคำเดียวนี่ ถึงไม่ใช่เรื่องธรรมดาสามัญ ทั่วโลก ผู้สามารถแยกความสงบ ที่เป็นโลกุตระได้ นั่นแหละคือผู้มีปัญญา เป็นปัญญาข้อที่ 3 เพราะฉะนั้นเมื่อชัดเจน ศรัทธาเลื่อมใส มีความศรัทธาอย่างแรงกล้า เลื่อมใสอย่างแรงกล้า ก็จะเริ่มปฏิบัติตาม เพราะฉะนั้นการปฏิบัติตามของพระพุทธเจ้าก็คือเริ่มจาก ศีล เป็นปัญญาข้อที่ 4 เริ่มจากศีลเป็นจรณะ 15 วิชชา 8 สรุปก็เรียกว่าไตรสิกขา แต่เดี๋ยวนี้ไปเอาไตรสิกขาไปตีกินหมดแล้ว ขยายความเป็นจรณะ 15 วิชชา 8 ก็ยังค่อยยังชั่ว พอเขามาเจอเข้าก็ละเอียดขึ้นมาหน่อย ถึงจรณะ 15 วิชชา 8 มีศีล แล้วก็มี อปัณณกปฏิปทา 3 เป็นตัวปฏิบัติที่ชัดเจนแล้วเกิดผลเป็นสัทธรรม 7 ไปตามลำดับและมีปัญญาเป็นยาดำ ซ้อนเรียงแทรกให้เป็นตัวรู้เข้าไปตลอดเวลา ไม่ได้แยกจากกันเลย มีปัญญาเข้าไปช่วยรู้ไปเรื่อยๆ มีศีล มีการปฏิบัติเป็นมรรคเป็นผลก็เกิด พหูสูต เป็นปัญญาข้อที่ 5 เป็นผู้รู้ยิ่ง เขาไปแปลพหูสูตรว่าเป็นผู้รู้มาก ในพยัญชนะ แล้วรู้มากรู้แต่ตรรกะ รู้แต่บัญญัติ รู้แต่ความรู้ไม่เข้าไปถึงสภาวะ อันนั้นก็ผิด แต่พหูสูตของพระพุทธเจ้านั้น รู้สัจธรรม หรืออีกคำว่า เรียก พาหุสัจจะ เป็นความจริงที่มากหลาย อธิบายต่างกัน ท่านมหาประยุทธ์หรือท่านพุทธโฆษาจารย์ อาตมาอธิบาย ท่านก็แย้งไปตามความเห็นของท่าน แต่ก่อนก็ไม่ได้อธิบายอย่างวิจิตรพิสดาร ทุกวันนี้อธิบายละเอียดวิจิตรพิสดาร ยิ่งผู้ใดสามารถทำให้เกิดพหูสูตจริง ก็ยิ่งมีวิริยารัมภะ เป็นปัญญาข้อที่ 6 ยิ่งพากยิ่งเพียร เห็นความเจริญงอกงามไพบูลย์ ยิ่งมีความเจริญ ความงอกงามความไพบูลย์ของปัญญายิ่งขึ้นๆ ยิ่งเป็นความเห็นที่จริงเป็นความรู้ที่จริงเป็นสัจจะที่จริง ที่เกิดหากทำให้ถูกเหตุปัจจัยแล้วผลก็เกิดดังที่ว่า ผลก็เกิดอย่างนี้จนกระทั่งเต็ม อย่างน้อยเป็นอรหันต์ ก็ เป็นปัญญาข้อที่ 7 อย่างน้อยเป็นอรหันต์ประมาณหนึ่ง เป็นอรหันต์ระดับ 4 ก็สมบูรณ์แบบ เป็นรอบของความบริบูรณ์ ในความเป็นใบไม้กำมือเดียวที่พระพุทธเจ้าสมณโคดมตรัส ว่าท่านสอนใบไม้กำมือเดียวท่านไม่ได้สอนโพธิสัตว์ ในเถรวาท หรือ พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐไม่ได้สอนโพธิสัตว์ สอนแต่เป็นเบื้องต้นของพรหมจรรย์เท่านั้น อรหันต์นี่คือเบื้องต้นของพรหมจรรย์ ก็ตรัสไว้ชัดเจนเช่นนี้แหละ แต่เขาอ่านไม่แตกฉาน อาตมาผ่านอรหันต์ อรหันต์โสดาบัน อรหันต์สกิทาคามี อรหันต์อนาคามี อรหันต์อรหันต์ ผ่านอรหันต์ระดับ 5 อนุโพธิสัตว์ อรหันต์ระดับ 6 อนิยตโพธิสัตว์ อรหันต์ระดับ 7 นิยตโพธิสัตว์ ในพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐไม่ได้บันทึกเอาไว้ มหายานเขามี มีจนเกิน อาตมาก็ไม่ได้ไปเอาพระไตรปิฎกมหายานมาอ้างอิงยืนยันมากมาย เพื่อที่จะขยายนัก ก็ขยายแค่ธรรมดาไม่ต้องถึงขั้นไปเอาตำราของมหายานอันอื่นๆเข้ามา อาตมาก็ว่าเหลือแหล่แล้ว ทุกวันนี้อธิบายก็ยังไม่จบไม่หมดก็ว่ากันไป จนกระทั่งถึง ปัญญาข้อที่ 8 รู้ครบถ้วนเลยการเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ของทั้ง ขันธ์ 5 รูปเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แล้วปฏิบัติได้ครบถ้วนที่จริงก็ถือว่าเป็น อุภโตภาควิมุติ ผู้ที่เป็นปัญญาวิมุติ ก็ยังเหลือภพเหลือชาติ เป็นสุทธาวาส อีก 5 ภพชาติ เป็นต้น แต่ยังไม่ขยายความใน สุทธาวาส 5 ระดับก็ขอพักไว้ก่อน อาตมาเองอาตมา จริงๆแล้วนี่ อาตมาเกิดมาในชาตินี้ตอนแรกก็ไม่รู้ตัวละเอียดลอออะไรมากมายหรอก ก็ค่อยๆรู้ตัวขึ้นมาเรื่อยๆ ก็รู้ตัวว่าเป็นพระโพธิสัตว์ แล้วก็มาทำงานจนกระทั่งฟื้นสัญญาเก่า ภพเก่า ความรู้เก่า สัมภาระวิบากเก่า เอามาสาธยาย สิ่งที่ศาสนาใดที่พูดไปแล้วมันก็ไม่มีใครมี เพราะยังไม่มีโพธิสัตว์โดยเฉพาะโพธิสัตว์ระดับ 7 ยังไม่มี ก็เลยยังไม่มีใครที่จะอธิบายขยายความอย่างนี้ ยังดีที่มีโพธิสัตว์ระดับ 6 อุบัติขึ้นมาในโลกนี้ ท่านก็ทรงงานของท่านไป ทรงงานตามสัมภาระวิบากของท่าน เสร็จแล้วก็มีผลเป็นการสร้างรูปให้แก่อาตมาได้ ได้เข้าไป แต่อาตมาก็เป็นอาภัพพบุคคล เป็นบุคคลอาภัพชาตินี้ เป็นภาษาไทยเข้าใจคำว่าอาภัพ เป็นอาภัพพบุคคล คือเป็นบุคคลที่ ตกต่ำ เป็นคนที่คนไม่ค่อยยอมรับนับถือง่ายๆ เป็นคนอาภัพ เป็นหมากลางตลาด ต้องคอยหลบปังตอ ต้องหลบน้ำร้อน หลบแรงถีบของเจ้าของร้านนั้นร้านนี้ ก็เป็นอย่างนั้น เกิดมาในชาตินี้อาตมาที่เป็นเช่นนั้น ไม่มีอลังการ ไม่มีความรู้ ไม่มีอะไรยอมรับ ไม่มีสำนักไม่มีครูบาอาจารย์ ไม่มีอะไรนี่ มีแต่ตัวล่อนจ้อน ไม่มีอลังการอะไร นักธรรมตรีก็ไม่ได้สอบได้เปรียญ 2 3 ไม่มีทั้งนั้น แม้แต่ความรู้ทางโลก ปริญญาตรี ก็ไม่ได้กับเขา ได้แค่ปวส. ยังดีไม่ใช่ได้แค่ ปวช. สู่แดนธรรม... ผมก็ได้แค่ปวช.ครับพ่อท่าน พ่อครูว่า... ไม่มีปัญหา ความรู้ทางธรรมไม่ได้เทียบกับทางโลก อาตมาจึงยืนยัน จำเป็นที่จะต้องสาธยาย ให้ผู้ที่มีปฏิภาณปัญญามีบารมีรับฟังรับรู้ แล้วมาเอา มาปฏิบัติตามจนมีมรรคมีผลขึ้นมา แล้วก็สามารถเกิดมนุษยชาติ จับกลุ่มกันเป็นชุมชนสังคมขึ้นมา เป็นสังคมสาราณียธรรม 6 ก็ยืนยัน ก็พิสูจน์กับชาวโลกเขายืนยัน ตั้งแต่เรียนอยู่เพาะช่าง มีเพื่อนร่วมรุ่น ปวช.ด้วย อาตมาเรียนวิจิตรศิลป์ ไม่ได้เรียน ปม. อาตมาอยู่หลังสุด(ตามภาพ) อาตมาว่าอาตมายิ้มเท่กว่าใครอยู่นะ เป็นสัญลักษณ์ของตัวเอง ก็เอาละ อันนั้นก็คือสิ่งที่ผ่านมา แต่ธรรมะนี่สิ มันเป็นของตัวของตนเองแท้ๆ อาตมาก็ขอยืนยันว่ามันเป็นโลกุตรธรรม 650411 ปัญญา สมาธิและสันติภาพแบบพ่อครู รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 34