พ่อครูยังคงลากสังขารอยู่ต่อไปเพื่อให้คนไทยเกิดอัญญธาตุ.docx
เนื้อหาในไฟล์
พ่อครูยังคงลากสังขารอยู่ต่อไปเพื่อให้คนไทยเกิดอัญญธาตุ พ่อครูว่า... ขอพูดประเด็นนี้ก่อน ก็ท้าวความว่าตลอดเวลา พระพุทธเจ้า ทุกพระองค์แม้อาตมาเป็นโพธิสัตว์มาเรื่อยๆ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์เป็นมนุษย์เป็นคนเหมือนกันกับทุกๆคน เสร็จแล้วก็มาเห็นจุดสำคัญของโลกุตรธรรม เริ่มจุดประกายโลกุตรธรรม เป็นอัญญธาตุ ก็สะสม อัญญธาตุ เป็นธาตุอื่นที่แตกต่างจากโลกียะธาตุ เป็นโลกุตรธาตุ จนมี อัญญธาตุ 50 60 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ก็จะมีรังสีออกมาให้เห็นเหมือนกับอัญญาโกณฑัญญะ ซึ่งเป็นตัวอย่างของมนุษย์คนแรกที่รับรู้โลกุตรธรรม แสดงออกความจริง จนพระพุทธเจ้าอุทานว่า โอ้! อัญญาสิ วตโภ โกณฑัญโญ โกณฑัญญะรู้แล้วหนอ รู้แล้วนะ รู้อะไร รู้สิ่งที่เป็น อัญญธาตุ อัญญาคือความรู้ที่เป็น อัญญธาตุ เป็นความรู้โลกุตระที่เป็นอื่นจากโลกียะ อัญญะ แปลว่า อื่น จากอันที่มันมีอยู่แล้ว ก็คือโลกุตรธรรม เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วพระพุทธเจ้าหยั่งรู้จิตของโกณฑัญญะได้ โอ้! โกณฑัญญะรู้แล้วหนอ ในบรรดาพราหมณ์ 5 รูป โกณฑัญญะเป็นพราหมณ์หนุ่มกว่าเพื่อน ได้รู้ขึ้นมา โอ้ เสร็จแล้ว เริ่มรู้โลกุตรธรรม ท่านก็เริ่มสอนความรู้โลกุตระธรรมไปตามลำดับ ท้าวความถึงว่า พระพุทธเจ้าเป็นคนเหมือนคนอื่นๆ เมื่อท่านเองท่านได้รับกระแสของโลกุตระ หรือ อัญญธาตุ ขึ้นมา ท่านก็ติดตามศึกษา พยายามติดตามศึกษา เรียนรู้ฝึกฝนตาม ซึ่งมันกว่าจะได้พบเกิดสภาพพวกนี้ขึ้นมา นับกาละไม่ได้ ไม่รู้กี่ล้านๆๆๆชาติ ในการเกิดวนเวียนของมนุษยชาติ แต่ละคนแต่ละคนไม่รู้กี่ล้านๆชาติ พระพุทธเจ้าเกิดมาแล้วไม่รู้กี่ล้านๆชาติ จึงได้มาพบสิ่งนี้ แล้วก็ค่อยๆจุติ สั่งสม อัญญธาตุ จนกระทั่งมีมากพอที่จะทำให้พระพุทธเจ้า หยั่งรู้ได้ เหมือนพระพุทธเจ้าสมณโคดม หยั่งรู้อัญญธาตุในจิตของโกณฑัญญะ จนกระทั่งสามารถรับรู
อ่านต่อ
้ ท่านก็สอนต่อได้เอาโลกุตรธรรมสถาปนาลงไป จนสำเร็จ 45 พรรษา ท่านก็บอกว่าไม่ใช่หน้าที่ของท่านที่จะสอนโพธิสัตว์ โพธิรักษ์นี่แหละเป็นหน้าที่ บอกตรงๆเลย มีธรรมิกราช 2 พระองค์ คือพระเจ้าแผ่นดิน ร.9 กับโพธิรักษ์ จะนำรูปนามของโลกุตรธรรมเข้ามาสถาปนาลงไปในประเทศไทย ซึ่งในหลวง ร.9 ท่านก็ทรงของท่าน จนกระทั่งเกิด Bomb of love ซึ่งคนที่รู้ภาษาอังกฤษดีบางคนใช้คำว่า Explosion of love หรือคำอื่นอีก ก็คือ เกิดความเป็นหนึ่งเดียวขึ้นมา แล้วก็ระเบิดขึ้นมาให้โลกได้รับรู้ โอ้โห! อันนี้เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ อย่างอาตมานี้เป็นนามธรรม กว่าคนจะรู้ มันจะไม่ตื่นเต้นอย่างรูปธรรม รูปธรรมนี้ตื่นเต้น แต่นามธรรมมันค่อยๆรู้เป็นลำดับ ธาตุ ญาณปัญญาจะซึมไปทีละระดับ ไม่โขลกเขลก วูบ เหมือนตกเหวเหมือนพลังภายในแล้วขึ้นไปสู่ที่สูง ไม่ใช่ มันจะมีลำดับยิ่งกว่าฝั่งทะเลเป็นอัศจรรย์ เพราะฉะนั้นไม่ใช่แบบขึ้นภูเขาทางชันไปทีเดียว มีวิชาตัวเบา วิ่งทีเดียว 10 กิโล 100 กิโลได้ทีเดียว ไม่ใช่ ของนามธรรม ไม่ใช่ตื่นเต้นแบบนั้น อาตมาทำงานจะไม่ตื่นเต้นอย่างของในหลวง ร. 9 ไม่ตื่นเต้นเพราะมีปัญญาที่รู้ไปเป็นลำดับ เนียนไปเลย ไม่ได้รู้อย่างนั้น แต่กว่าคนจะรู้และยอมรับ มีมวล มีปริมาณได้กว้างขวางได้มากพอที่จะเอามาประกาศ อาตมาประมาณไม่ได้ กำหนดไม่ได้เลยว่า มันจะเมื่อไหร่ แต่อาตมาเท่าที่จะรู้สึกว่า ขันธ์นี้ ร่างนี้ คงตายก่อน ตายก่อนที่ ประชากรทั้งโลก หรือไม่ทั้งโลกหรอก แค่ประเทศไทยนี่ จะสามารถลืมตาอ้าปาก ขึ้นมารู้ อ๋อ.. โพธิรักษ์ แสดง โลกุตรธรรมจริงๆนะ ซึ่งมีจำนวนมากพอที่จะเป็นค่านิยมของสังคม ตื่นตาตื่นใจ โอ้โห! ไม่น่าเชื่อ เพราะว่าสัจธรรมมันขี้เหร่จริง ขี้เหร่จริงหนอ ความจริง ขี้เหร่จริงหนอสัจธรรม มันขี้เหร่จริงๆในยุคนี้ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ คนจะไปหลงใหลที่สวยที่งาม ฟรุ้งฟริ้ง ที่เขาจะสาธยายด้วยภาษาโลกียะอย่างวิจิตรพิสดารต่างๆนานาที่เป็นกันอยู่อย่างที่เห็น ภาษาอย่างโพธิรักษ์ ตอกกิเลสเปรี้ยงๆ เขาฟังไม่สนุกหรอก ฟังแล้วมันโดน ฟังแล้วมัน แหม! คนที่พอใจที่ได้ฟังโลกุตระ ฟังถึงสิ่งที่ตำหนิ สิ่งที่เป็นการชี้บ่งถึงสิ่งที่คุณต้องเลิก ต้องละ ต้องลด ชี้แล้วผู้ที่ได้ฟัง เปรี้ยงเลย ยอมรับ มันเจ็บมันปวดนะ เพราะฉะนั้นคนที่จะยอมรับที่จะเจ็บปวดนี้ต้องมีปฏิภาณปัญญาลึกซึ้ง ที่จะเปิดรับได้รู้ได้ มันมีความซับซ้อน จึงไม่ใช่เรื่องสามัญที่จะเป็นเรื่องธรรมดาที่คนจะรู้กันได้ง่ายๆ ซึ่งความซับซ้อนพวกนี้อาตมาค่อยๆไขไปเรื่อยๆให้เห็นความซับซ้อนต่างๆ นี่ก็พยายามลากสังขาร ลากจริงๆ ลากสังขารจริงๆ ซึ่งก็ 1. ที่ลากสังขารนี่ เพราะยังไม่มั่นใจว่า ซึ่งจริงๆก็ยังไม่มั่นใจจริงๆ นั่นแหละ ว่าโลกุตรธรรมที่สาธยายไว้แล้วนี้ เขียนไว้ก็เยอะ สาธยายไว้ก็พอสมควร มันจะมากพอที่คนจะรับได้ จะให้เขาไปเปิดฟังซ้ำซาก ไปอ่านซ้ำซากเอง มันไม่สดเท่ากับต้องพูดเองสดๆ แล้วก็ต้องพยายามมีมวล มวลก็ชอบสดๆมากกว่าแห้งๆ แห้งไป อ่านไป ฟังไป ดูมันไม่เท่าสดๆ นี่ก็เป็นธรรมดาธรรมชาติ เพราะฉะนั้นจึงต้องทนทำ ทนอยู่ ลากสังขารไปให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ มันก็เป็นการพิสูจน์การที่จะอยู่เกินกัป อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า อานนท์ ถ้าเราจะอยู่ให้ถึงกัป หรือเกินกัปอีกก็ได้ แต่พระพุทธเจ้าท่านก็ ตรัสเป็นนัยๆ พระอานนท์ก็ไม่มีไหวพริบอาราธนา ตรัสไว้ถึง 16 ครั้ง พระอานนท์ก็มีมารมาปิดบังปัญญา ไม่สะดุด 16 ครั้งไม่สะดุดว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัส ปลงอายุสังขารคือบอกอายุว่าท่านจะไปแล้วนะ พระอานนท์ไม่สะดุด 16 ครั้ง ในวันสังคายนาพระมหากัสสปะก็เลยปรับอาบัติพระอานนท์เลย ไม่ยอมอาราธนาพระพุทธเจ้าไว้ นี่ท่านบอกนิมิตสัญญาไว้ตั้ง 16 ครั้ง รายละเอียดพวกนี้ลึกซึ้งมาก ขยายกว้างอีกนิดหนึ่ง ความรู้โลกุตรธรรมนี้ วนเวียน ในภัทรกัป หมายความว่ากัปนี้ ที่มีพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ พระสมณโคดมเป็นองค์ที่ 4 แล้วจะมีพระศรีอริยเมตไตรยมาอุบัติขึ้นเป็นองค์ที่ 5 ซึ่งไม่ใช่อาตมานะ ขอบอกไว้ก่อนอย่ามาเล็งผิด อย่ามาเข้าใจผิด นี่บอกความจริงเดี๋ยวจะมาตู่กันไม่ได้เรื่อง พระศรีอริยเมตไตรยยังไม่ใช่อาตมา เพราะอาตมายังไต่ภูมิระดับ 7 ระดับ 8 ไปอีก ผู้ที่ท่านเข้าคิวอยู่แล้วมีอยู่แล้ว แล้วอย่ามาถามนะว่าองค์ไหน เข้าคิวอยู่แล้วนี่ องค์ไหนเป็นเรื่อง อจินไตย มาถามพูดไปก็ไม่รู้จักหรอก มีคนเดา ในเถรวาทเดาว่า เป็นพระอชิตะ บางคนก็บอกว่าพระกัสสปะซึ่งก็ไม่ใช่ทั้งคู่ ไม่ใช่ทั้งพระอชิตะ หรือพระกัสสปะที่เขาเดาไว้ เอาที่อาตมารู้ตามตำนาน ก็ขอไขความว่า มันไม่ใช่ เป็นการเดาทั้งนั้น เพราะฉะนั้นความรู้ของพุทธเจ้าที่เรียกว่าโลกุตระนี้ มันมีพยัญชนะเป็นไวพจน์ก็คือปัญญา ญาณ วิชชา และ ปัญญา ญาณ วิชชา ก็คือความรู้โลกุตระทั้งนั้น แต่เขาเอาคำว่า ญาณก็ตาม ปัญญาก็ตาม แม้แต่วิชชา ก็เอาไปเรียกเฉโก เอาไปเรียกโลกียะ คือความขี้ตู่ รู้ว่าเป็นสิ่งสูงสิ่งประเสริฐ ก็เลยลากจูงของสูงมาเป็นของยังไม่สูง มันก็เป็นบาปของตนเอง แต่เขาทำด้วยความไม่รู้ก็เป็นเรื่องบาป บางคนรู้เจตนาจะดึงลงมาก็เป็น ปัญญา ญาณ วิชชา มันมีนิยาม ระบุชัดเจนลงไปเลยว่า มันเป็นความรู้ความฉลาดชนิดโลกุตระ หรือความรู้ความฉลาดชนิดที่มีนิพพานเป็นที่สุด แม้ที่สุดก็คือ นิพพาน ปรินิพพานเป็นปริโยสาน เป็นที่สุดเลย เรื่อง ปรินิพพานเป็นปริมาณสานนี่ก็อีกแหละ ไม่มีใครสามารถเอามาเปิดเผย เพราะเขาไม่มีภูมิรู้พอ อาตมาเจอในมูลสูตรก็เลยรู้ว่าอันนี้เป็นตัวขยายความ มาเจอไม่นานนัก ก็เอามาเปิดไขความ ว่าอันนี้ยิ่งย้ำยืนยันว่าเป็นสุดยอด อาตมาไขความไปหมดแล้ว ปรินิพพานเป็นปริโยสานคือ พระอรหันต์หรือพระโพธิสัตว์หรือพระพุทธเจ้า ตายเป็นครั้งสุดท้าย ตั้งแต่เริ่มเป็นอรหันต์ ทำปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ ซึ่งอยู่ในมูลสูตร 10 ข้อสุดท้าย ข้อที่ 10 ปริโยสานเป็นที่สุด ซึ่งหลังจากความเป็นอมตบุคคล อมตบุคคล เป็นผู้ที่นิพพานแล้ว แล้วก็ทำปรินิพพานไปรอบแล้วรอบเล่า ยังไม่ได้ทำปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็มีนัยยะสำคัญที่แตกต่างกันอย่างลึกซึ้ง นิพพานก็คือ ผู้ที่ทำการเกิดการตายของกิเลสได้แล้ว ปรินิพพานก็ได้รอบถ้วน ปรินิพพานเป็นปริโยสานก็คือ รอบถ้วนจริงๆเลย ถึงที่สุดแห่งที่สุด แยกธาตุจิตนิยามให้เป็นดินน้ำไฟลมไปเลย ซึ่งที่อาตมาขยายความในรายละเอียดต่างๆเหล่านี้ ไม่มีใครมาอธิบาย ไม่มีใครมาขยายได้หรอก ถ้าไม่มีความจริงแห่งความจริง ไม่มีความจริงแห่งความจริง ขยายไปก็เละ คนที่พอมีปฏิภาณปัญญาจะรู้เลยว่า พูดเละเทะเลอเทอะ ฟุ้งซ่านอะไรเขาก็จะเข้าใจ แต่อาตมานี้ขอยืนยันว่าอาตมาพูดความไม่จริงไม่เป็น ที่พูดอยู่นี้มีแต่ความจริง พูดความไม่จริงไม่เป็น ฟังแล้วดูน่าหมั่นไส้นะ พูดความไม่จริงไม่เป็น พูดกันแต่ความจริง พูดความไม่จริงไม่เป็น น่าหมั่นไส้ไหม?....โยมว่าไม่น่าหมั่นไส้แต่น่าเคารพบูชา เรื่องนี้ก็ให้เบาๆหน่อย อาตมาก็สนุกไปบ้าง แต่ที่จริงเป็นเรื่องหนักเป็นเรื่องของสัจธรรม ในยุคนี้เข้าครอบงำกันด้วย ขิฑฑาปโทสิกะ เต็มไปด้วยเรื่องของความบันเทิงเริงรมย์ เป็นโทษของจิตวิญญาณ หรือไม่ก็ มีแต่จริงจังอยู่กับจิต มโนปโทสิกะ อย่างอวิชชา มันก็เป็นโทษ หลงอยู่กับจิต เพลินอยู่กับจิตอย่างมืดบอดไปนักหนา ก็น่าสงสาร เพราะฉะนั้นนรก 2 ขุมใหญ่ มโนปโทสิกะ กับ ขิฑฑาปโทสิกะ อาตมาก็เอามาขยายความให้ฟังว่าเป็นคู่สำคัญของความเป็นโทษของจิต เป็นโทษในระดับ มโนปโทสิกะ ก็สายเจโต ขิฑฑาปโทสิกะ ก็เป็นสายระเริง สายโรแมนติกอิซึ่ม เพราะฉะนั้น ในความรู้ที่อาตมาเอามาพูดมาขยายความต่างๆนานาพวกนี้ ติดตามศึกษาดีๆเถอะ อาตมาเขียนหนังสือปัญญา 8 เขียนไปเขียนมาสงสัยจะไปถึง 3 เล่ม เล่มแรกก็ยังไม่ออกใช่ไหม ก็รออ่านกันอยู่ แต่อาตมาก็นำมาอ่านแสดงธรรม ขยายความนำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพิมพ์ออกมา แล้วค่อยได้หนังสือนี้กันไป ส่วนเล่ม 2 เล่ม 3 มันอยู่ในสิ่งที่กำลังเขียนอยู่ ตอนนี้ปาเข้าไป 700 กว่าหน้าแล้ว ทวนมาถึงกำลังทบทวนมาถึง 100 200 หน้า จะต้องรีไร้ท์กันไปจนกว่าจะจบจริงๆ อาจจะถึง 800 หน้า เชื่อฝีมือเลย ก็บอกตัวเองว่าอย่าขยายไปอีกเลย พยายามตามตัวเองอยู่นะ แต่มันก็น่าจะให้รู้นะ อดไม่ได้ แถมนิด มันมีนิดเดียว แต่มีหลายนิด เพราะฉะนั้น ปัญญา ญาณ วิชชา เป็นความรู้ที่รู้ความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป โดยเฉพาะของอัตตาหรือของจิตวิญญาณ แม้ที่สุดของพระเจ้า พูดไปสายเทวนิยมก็จะหาว่ายกตนข่มท่าน เพราะพวกเทวนิยมเขามีอัตตาตัวตน ก็ค่อยๆสาธยายกันไป พิสูจน์กันไป มันจำเป็นต้องเปิดเผยความจริง เพราะเทวนิยมเขาไม่รู้จักที่จบมีแต่อัตตาที่เป็นนิรันดร ส่วนของพุทธนั้นรู้จักความเป็นอัตตา ความเป็นอนัตตา ความคงสภาพ 2 รู้ความมีและความไม่มีอยู่แล้ว ไม่ได้เอียงไปข้างไหน ไม่ได้ไปอยู่ข้างไหน ถ้าใจยังมีก็มีไป จะเป็นโพธิสัตว์ เป็นอวโลกิเตศวร ที่มีปณิธานว่าจะบรรลุเป็นคนสุดท้ายของการรื้อขนสัตว์หมดไปจากโลก เพราะฉะนั้นต้องให้มนุษย์คนสุดท้ายได้บรรลุนิพพานแล้ว ท่านจึงจะปรินิพพานสุดท้ายองค์ที่สุดท้าย เป็นปณิธานของพระอวโลกิเตศวรหรือเจ้าแม่กวนอิม ซึ่งก็เป็นปณิธานที่สูงส่ง เป็นอุดมคติที่ยิ่งใหญ่ ก็ดี จะมีตัวตนหรือไม่มีตัวตน ก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอก ก็เป็นปณิธานที่ยิ่งกว่าพระเจ้า อันนี้พิสูจน์ได้ สามารถล้มล้างไม่เหลือพระเจ้าได้เลย อันนี้จึงจะไปถึงพวกเทวนิยม ในอนาคต ก็รับลูกให้ดีก็แล้วกัน 650411 ปัญญา สมาธิและสันติภาพแบบพ่อครู รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 34