สมาธิและสันติภาพที่พ่อครูนำมาสถาปนาในยุคนี้.docx
เนื้อหาในไฟล์
สมาธิและสันติภาพที่พ่อครูนำมาสถาปนาในยุคนี้ มาเข้าสู่สภาวะปัจจุบันธรรม อาตมานำธรรมะของพระพุทธเจ้านี้มาแล้วปฏิบัติตามกัน จนกระทั่งเกิดสังคมสาราณียธรรม 6 อันได้แก่ สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา อยู่กันอย่างมีเมตตากันจริงๆ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา อาตมาก็ได้ขยายความไปแล้ว เมตตาคือปรารถนาให้ผู้นั้นได้พ้นความทุกข์ความสุข กรุณาก็คือลงมือทำ ลงมือช่วยให้คนผู้นั้นพ้นทุกข์พ้นสุขจริงๆ เมื่อช่วยให้พ้นความทุกข์ความสุขได้แล้วก็มีมุทิตา ก็หมายความว่ายินดีด้วยที่เขาได้ดีแล้ว แล้วก็อุเบกขาวางปล่อยไม่ยึดถืออะไรเป็นเราเป็นของเราเป็นบุญเป็นคุณอะไร ไม่มี อาตมาอธิบายพรหมวิหาร 4 ซึ่งไม่เหมือนกับที่เขาอธิบายกัน เขาอธิบายเมตตา กรุณาก็ต้องการให้เขาพ้นทุกข์ กรุณาต้องการให้เขามีสุข อะไรอย่างนี้ มุทิตาก็ยินดีที่เขาพ้นทุกข์ มีสุข อุเบกขาก็เฉยๆ แบบเดียรถีย์ ซึ่งมันก็ต่างกันกับโลกุตระ ศึกษาดีๆก็จะเข้าใจ อาตมาพาทำมา 50 ปีเกิดชุมชนสาราณียธรรม 6 พิสูจน์ลาภที่ได้โดยธรรม แล้วก็เอามารวมกับกองกลาง ใช้กินร่วมกัน เป็นกองกลางกัน ตั้งแต่อาตมาพยายามทำงานศาสนา ก็ไม่คิดว่าจะทำได้ทันที พอเอาศาสนาพระพุทธเจ้าประกาศลงไป ก็เป็นสาธารณโภคีมาตั้งแต่ต้นจน 50 ปี แต่มันยาก ขยายสภาวะ ขยายผลออกไป มากขึ้น ลำบาก มันยาก และอยู่ในยุคใกล้กลียุคเต็มทีแล้ว คนที่จะมีธุลีในดวงตาน้อยจึงจะรู้ คนที่แสวงหา คนที่ไม่มีอคติที่จะมาฟังธรรมะโลกุตระ หรือที่อาตมาสาธยายรับได้รู้เรื่อง มันจึงยาก ยากมาก แต่อาตมาก็เชื่อว่ามีผู้แสวงหาที่อคติของท่านน้อย ไม่อยากจะบอกว่าไม่มีอคติ คนที่ไม่มีอคติเลยมันไม่ง่าย แต่คนที่มีอคติน้อยก็พอรับได้ แต่ท่านยังติดอยู่ในลาภ ยศ สรรเสริญสุข ดังที่เห็นที่เป็น
อ่านต่อ
เพราะฉะนั้นภิกษุหรือผู้บวชเอาชีวิตมาทิ้ง ไม่ว่าจะเป็นสายพระป่า หรือสายพระบ้าน คนไทยเมืองไทยมีพระอยู่ประมาณ 3-4 แสนรูป ที่หมุนเวียนอยู่คงที่ประมาณ 3 แสน พระที่บวชๆสึกๆหมุนเวียนไปอีกแสน ประมาณ 3-4 แสนรูป ที่เป็นพระทางเถรสมาคม บวชเล่น บวชหัว บวชสึก บวชอะไรของเขาต่างๆนานา สาธยายกันเอง แต่ถ้าบวชจริงๆเหมือนอย่างชาวอโศก บวชอย่างเกิดปัญญา รู้ว่า อ๋อ! ปัญญา ญาณวิชชา ความรู้ที่เกิดแล้วนี้มันไปถึงนิพพาน สามารถรู้ที่ต้นธาตุ ต้นธรรม แล้วก็รู้ที่ปลายของธรรม รู้ที่ต้นของการเกิด รู้ที่ปลายของการเกิด โดยเลิกการเกิดของจิตนิยามได้อย่างสลายเป็นดินน้ำไฟลมไปเลย กลายเป็นดินน้ำไฟลมไปเลย สิ่งนี้ก็เป็นเรื่องที่ ในเถรวาทไม่มี ไม่ได้อธิบายเอาไว้ เพราะมีความรู้ในธรรมนิยาม 5 รู้ในอุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม ในพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐก็ไม่มี แต่อาตมาเจอในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ของ พระพุทธโฆษาจารย์ บันทึกไว้ อาตมาได้รับ ไปเจอเข้า ก็รู้ว่าอันนี้เป็นของพระพุทธเจ้า ธรรมดาธรรมชาติ คนจะรู้จักนิยาม 5 นี้ ไม่ได้เด็ดขาด จะรู้เองไม่ได้เลย พลังงานในระดับ 5 แยกเป็น 5 อย่างนี้ ตั้งแต่เป็นฟิสิกส์ อุตุนิยาม จนกระทั่งเป็นไบโอโลจี เป็นพีชนิยาม จนเป็นจิตนิยามที่ลึกซึ้งซับซ้อน วิจิตรพิสดาร ผู้ที่มีจิตนิยามจึงศึกษาเป็น เวไนยสัตว์ ศึกษาที่จะไปรู้ กรรมนิยาม ธรรมนิยามได้ เมื่อรู้แล้วก็พิสูจน์ตัวเอง ทำพลังงานแบบนี้ในตัวเองได้ ก็จะรู้โดยมีความเป็นโลก ที่เราจะต้องไปเกี่ยวข้องหมุนวนอยู่ ตั้งแต่ใช้ภาษาว่า อบายภูมิ ภูมิต่ำ ภูมินรก ภูมิไม่สบาย ภพภูมิต่ำ เราก็ยังไปคลุกคลีเกี่ยวข้องอยู่ ยังไปสุขไปทุกข์ อยู่กับภพภูมิอย่างนั้น หยาบๆ ซึ่งเป็นโลกียะที่หยาบแล้ว เป็นรสเป็นชาติแบบโลกียะ เป็นสุขเป็นทุกข์ แย่งชิง ฆ่าแกงกัน (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะเดินดิน... พ่อครูแทบไม่ได้สะดุดอะไรเลย สู่แดนธรรม... วันนี้พ่อท่านพูดได้ยาว จนเหลือเวลาแค่ 20 นาที ผมก็ตั้งใจฟัง รู้สึกว่า พลังของพ่อท่านกำลังดีอยู่ ที่ผมถามไว้ว่า ผลของคนที่ลดกิเลสได้ ก็หลายคน จึงต้องมาอยู่ร่วมกันสร้างสังคม เป็นสังคมชาวโลกุตระด้วยซึ่งหาดูได้ยาก เป็นหัวเชื้อ แม้จะมีจำนวนไม่มากแต่มีคุณค่าทางน้ำหนัก เป็นเหมือนปรอท จะเป็นผลดีอย่างไร พ่อครูว่า... อาตมานำโลกุตรธรรมมาสถาปนาลงไปในโลก ยุคเสื่อม ขออภัยต้องพูดความจริง มันเสื่อมจริงๆ จนสำเร็จ มีมนุษย์ก็ถือว่ามากพอในยุคใกล้กลียุค ยุคนี้แล้ว ได้ขนาดนี้ มีมวลประมาณนับได้จำนวนแสนนี่ก็ อาตมาว่ามีมวลชนที่รับได้อยู่นี้ ยังไม่บังอาจว่าไปบอกว่าเป็นล้านวิว แค่แสนนี้มีอยู่ อาจจะไม่ทันทีทันใด ทันทีทันใดเป็นหมื่น ตอนนี้จะถึงหรือเปล่าไม่รู้ ปัจจุบันมีผู้ฟังถึงหมื่นหรือเปล่า ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ ไม่ใช่เรื่องประหลาดอะไร ไม่ใช่เรื่องที่น่าอัศจรรย์ สงสัยอะไร มันเป็นเรื่องธรรมดา ของคนที่จะรับได้ จะรู้ได้นี้มันไม่ใช่ง่าย มันยาก มันต้องคนมีภูมิธรรมเข้าถึง เห็นเป็นคุณค่า เป็นธรรมรส ยินดีในวิมุติรส เป็นรสขั้นธรรมะโลกุตรธรรม มันไม่ใช่ธรรมดา เพราะคนก็ไปยินดีกับ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เถรสมาคมไม่ว่าจะเป็นพระป่า พระบ้านก็ตาม อยู่กับลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ลาภไม่เป็นลาภโจ่งแจ้ง ประเภทเป็นวัตถุ เป็นธนบัตร เป็นทองคำเป็นเพชรนิลจินดาอะไรต่ออะไร มันก็มีวัตถุ ซ้อนๆ อยู่ในนั้นทั้งนั้นแหละ เป็นแต่เพียงว่าเป็นความฉลาดสลับซับซ้อน ฉันไม่ได้มีเป็นของตัวเองนะ ฉันไม่ได้จับธนบัตรนะ ใช้ตะเกียบคีบ ใช้บัตรภาวนานะ มันเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เป็นของเรานะ แต่ของเราที่แสดงออกมายังมหาบัวแสดงออกมา โอ้โห… ประเทศไทยนี้ อาตมานะ อุ้มชูไว้ ไม่อย่างนั้นพังเลยนะ คิดดูสิแล้วจะผยองในตัวเองสักเท่าไหร่ ท่านก็รู้สึกว่าท่านภาคภูมิใจในการเรี่ยไร ซึ่งไม่ใช่เรื่องของศาสนาพุทธเลยในการเรี่ยไร พูดถึงการเรี่ยไรนี้ อาตมาภูมิใจในชีวิตนี้ ไม่มีการเรี่ยไร ทำงานศาสนามาไม่ได้เรี่ยไร มาเลยตลอด นอกจากจะมีบ้าง ตรงที่ไปทำงานกับสังคม ออกไปสู่การเมืองที่จะต้องไปประท้วง ซึ่งต้องใช้สตางค์อยู่บ้าง มีข้าวมีน้ำมีการใช้จ่ายอะไรต่ออะไร ก็บอกบุญเขาไป คนเขาก็มาทำงานก็เขียนให้ดูรายละเอียดว่าวันนี้มีคนมาบริจาคเท่าไหร่ ก็ทำอย่างซื่อสัตย์สุจริต ไม่ได้เอามาเข้าพกเข้าห่อ เอามาใช้ในงานศาสนาชาวอโศกเลย ก็ทำงานเฉพาะกิจ ที่เป็นงานการเมืองนั้นตรงนั้น งานศาสนาก็เป็นงานศาสนาไป อาตมาถึงบอกว่าชาตินี้บริสุทธิ์ใจ ดีมากเลยที่อาตมาได้ทำงานศาสนามาถึง 50 กว่าปีนี้ มันรู้สึกว่าสะอาดบริสุทธิ์ ภาคภูมิ อาตมาภาคภูมิในความสะอาดบริสุทธิ์ จึงมีโศลกถึงขั้นว่า “ความบริสุทธิ์เท่านั้น ที่จะชนะทุกสิ่งทุกอย่างในโลก นี้เป็นที่สุด” มันจริงที่สุดเลยแล้วก็กลายเป็น โศลก ที่คนจะต้องยอมรับแล้วก็ใช้ไปอีกตราบนานเท่านาน ตอนนี้เขาก็มีการ ชักชวนกันร่วมกัน สานต่อ ศรัทธา 152 ปีชาตกาลของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ขอเชิญร่วมประกวดภาพวาดหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต กับสมาธิและสันติภาพ คือท่านหลวงปู่มั่น ได้รับการยอมรับ ได้รับการยอมรับจากสังคมว่าเป็นผู้ที่นำพาสันติภาพแห่งโลก ผู้ที่ให้รางวัลก็เป็นองค์กรทางเทวนิยม ไม่ใช่องค์กรพุทธที่เป็นโลกุตระหรอก เป็นของเทวนิยม ก็ชักชวนกัน 152 ปีของหลวงปู่มั่น ที่อุบัติขึ้นมา แล้วก็ละขันธ์ไป เสียชีวิตไปแล้ว มรณภาพไปแล้ว ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งทุกวันนี้ได้ 152 ปี ก็พยายามที่จะโปรโมทหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต กัน โดยหยิบคำว่าสมาธิกับสันติภาพ ของแต่ละคน เรียกภาษาว่า สมาธิกับสันติภาพ เป็นภาพวาดหลวงปู่มั่น UNESCO ยกย่อง UNESCO เขาเป็นองค์กรเทวนิยมไม่ใช่พุทธ เขาก็มีความเข้าใจในเรื่องของโลกียะ เทวนิยม เขาเข้าใจโลกุตระยังไม่ได้หรอก เขาก็ยกย่อง ก็ไม่ได้ประหลาดอะไร อาตมาก็ชัดเจนอยู่ ผู้ที่ได้รับการยกย่องทางเทวนิยม ทางโลกียะนั้น ก็เป็นธรรมดาสามัญ ก็ศึกษากันไปไม่ว่าจะเป็นสายเทวนิยมเขาก็ต้องโปรโมท เขาก็ต้องรักษา รักษาธรรมะโลกียะของเขาไว้เช่นกัน ซึ่งก็ไม่ผิด ถูกต้อง มันก็เป็นแล้วก็เอาแต่ดีๆ ประมวลเอาความดีของโลกียะนั้น มารักษาไว้ เพราะในโลกมันต้องมีโลกียะกับโลกุตระ มีโลกุตระนั่นแหละ ในโลกบางช่วงมันไม่มี จึงเรียกว่าพุทธันดร ในระหว่างที่ไม่มีพุทธ เรียกว่าพุทธันดร ช่วงระยะเวลาที่ไม่มีพุทธ ส่วนโลกียะนั้น เขามีตลอดกาลนาน มีอยู่ประจำโลก อาตมาก็เห็นว่า ความรู้ของสมาธิก็ดี ความรู้ของสันติภาพก็ดี ที่เขาจับประเด็นนี้ขึ้นมาชูหลวงปู่มั่นนี้ บุคคลสำคัญของโลก สาขาสันติภาพ ที่นี้ประเด็นของสมาธิและสันติภาพของอาตมา มันไม่เหมือนกันกับที่เขาหมาย มีนัยยะสำคัญที่ต่างกัน สมาธิของอาตมา คือจิตตั้งมั่นเขาแปลซ้ำเป็นภาษาไทย สมาธิว่าคือความตั้งมั่นของจิต หรือจิตสั่งสมลง ตั้งมั่น เขาก็ทำจริง แต่จิตที่ตั้งมั่น ที่เป็นสมาธิ ที่เป็นความสงบ เรียกว่าสันติภาพ สันติภาพก็เป็นไวพจน์นัยยะเดียวกัน คือ จิตตั้งมั่น แล้วจิตอะไรตั้งมั่น คือจิตที่มีสันติ มีความสงบ ที่นี้ความสงบของโลกียะ นี่แหละนัยยะสำคัญมันต่างกัน ความสงบโลกีย์นั้นไม่ใช่ความสงบที่รู้จักกิเลส รู้ตัวตนของกิเลสตั้งแต่เบื้องต้น ตั้งแต่โลกอบายภูมิ แล้วก็กำจัดกิเลสตัวนั้นดับสนิท ไม่เกิดอีก เลื่อนขึ้นมาสู่กามภูมิ เหลือกิเลสกามภูมิก็มาเรียนรู้กิเลสกามภูมิ กำจัดกิเลสกามภูมิหมดไปอีก หมดไปแล้วเป็นคนสามัญลืมตา โลกอบายมุขก็ยังอยู่ โลกกามภูมิก็ยังอยู่ ไม่ได้หนีไปไหน แต่อยู่เหนือ อยู่เหนือสิ่งเหล่านั้น ก็เหลือ ละเอียดเข้าไปเป็นรูปภพ อรูปภพ ที่อยู่ในจิตภายใน ก็ไปเรียนรู้อีกในขั้นที่เป็นจิตในจิตเรียกว่าอนาคามีภูมิ ขึ้นไป จนหมดอรูปภพ ไม่มีภพเรียกว่า วิภวะ แต่ก็มีตัณหาอยู่ เป็นตัณหาอุดมการณ์ เรียกว่าวิภวตัณหา เป็นตัณหาที่ไม่มีกิเลสอีกแล้ว ไม่มีภพไม่มีชาติแล้ว 650411 ปัญญา สมาธิและสันติภาพแบบพ่อครู รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 34