สื่อธรรมะพ่อครู(แสงอรุณทั้ง 7) ตอน มิตรดีพาให้ทำใจในใจพ้นทุกข์ได้.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(แสงอรุณทั้ง 7) ตอน มิตรดีพาให้ทำใจในใจพ้นทุกข์ได้ มิตรดีเป็นข้อแรกของสุริยเปยยาล 7 มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี 3 ความหมายนี้ แต่ท่านแปลจากพระบาลีว่ากัลยาณมิตโต กัลยาณสหาโย กัลยาณสัมปวังโก ท่านแปล กัลยาณมิตโต แปลว่ามิตรดี กัลยาณสหาโย ก็แปลว่าสหาย แต่สัมปวังโก เขาแปลว่าเพื่อน ก็เลยทำให้งงว่า เพื่อน กับมิตรสหาย มันเหมือนกันหรือไม่ อาตมาแปล มิตรนี้ เป็นสภาวะของจิตวิญญาณแท้ๆ ส่วนสหาโย แปลว่าร่วมประโยชน์ สห แปลว่า อายะ แปลว่าประโยชน์เป็นการรวมประโยชน์กัน นักการเมืองทุกวันนี้เป็นแต่เพียงคบกันด้วยสหาย ไม่ได้ทำความบริสุทธิ์อย่างมิตโต อย่างมิตโตคือด้านจิตวิญญาณ แม้จิตที่สงบเป็นมุทุธาตุก็รวมอยู่ที่จิตวิญญาณทั้งนั้นเลย
พระพุทธเจ้าตรัสเช่นนี้ ภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตนี้เป็นมิตรสหายดีของเธอทั้งหลาย และตรัสอีกว่าต้องคบหาสัตบุรุษให้บริบูรณ์ ฟังสัจธรรมจากสัตบุรุษให้บริบูรณ์ ถึงจะมีศรัทธาที่บริบูรณ์ จึงจะเกิดมีมนสิการ มีการทำใจในใจได้อย่างโยนิโส เป็นการทำโยนิโสมนสิการ แต่ว่าการทำใจในใจได้อย่างถ่องแท้แยบคายบริบูรณ์ โยนิโสแปลว่าเป็นปัญญา มนสิการ เป็นเจโต มนสิการคือจัดการกับจิตให้เป็นไปตามโยนิโส หรือปัญญาท่านถึงบอกว่า โยนิโส จ มนสิกโร จ ท่านจึงแยกกันให้รู้เหตุที่กิเลสที่อยู่ในใจให้ล้างออกไปให้ถ่องแท้ด้วยดับเหตุคือสมุทัย สมุทัยในมูลสูตรคือการผัสสะ ส่วนสมุทัยในอาริยสัจ คือตัณหา คือเหตุแห่งทุกข์ แต่การปฏิบัติธรรมทุกวันนี้ไม่เข้าใจสมุทัยในการปฏิบัติคือ ผัสสะ ก็เลยไม่ได้พ้นทุกข์ ไม่เดินตามมูลสูตร 10 ศาสนาพุทธที่หลับตาทิ้งผัสสะภายนอก 5 ทวารออกไป จึงล้มเหลวหมดเลยศาสนาพุทธ อาตมาพูดจนไม่รู้กี่ที ประกาศตนว่าเป็นสัตบุรุษ พระพุทธเจ้าท่านก็ให้คบสัตบุรุษฟังธรรมจากสัตบุร
อ่านต่อ
ุษแปลว่าจะมี อัตถิโลเก ..แต่เขานัตถิโลเก สมณะพราหมณ์ เขาก็คิดว่าในยุคนี้ไม่มีสัตบุรุษแล้ว ผู้ประกาศตนเองว่าบรรลุเท่ากับผู้นั้นไม่บรรลุ ผู้รู้ที่นับถือกันในประเทศไทยประกาศอย่างนี้เลย เขาก็เชื่อผู้รู้คนนี้กันแล้วก็ได้หลงเชื่อตามกันไปแล้วจึงน่าสงสารมาก เมื่อสัตบุรุษตัวจริงมาประกาศความจริงก็ถูกหาว่าไม่ใช่สัตบุรุษ เพราะว่าผู้นั้นไม่รู้จักสัตบุรุษ ในอัตถิโลเก ในโลกนี้ขณะนี้มีสัตบุรุษ เขาก็เชื่อว่าในโลกนี้ไม่มีแล้ว ไม่เหลือเลยสัตบุรุษหรือเชื่อว่าฉันเองเป็นสัตบุรุษ แต่ถ้าเป็นสัตบุรุษคุณก็ต้องรู้จักสัตบุรุษ เมื่อสัตบุรุษตัวจริงมาประกาศคุณก็ต้องรู้จักสัตบุรุษตัวจริง แต่ถ้าคุณไม่รู้จักสัตบุรุษตัวจริงคุณนั้นจริงหรือว่าสัตบุรุษตัวจริงเป็นตัวจริงกว่ากัน พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าให้ประชาชนฟังธรรมทั้งสองข้าง แล้วก็ตัดสินเองว่าข้างในเป็นธรรมวาทีข้างในเป็นอธรรมวาที ตัดสินผิดคนก็ได้ตัดสินถูกคุณก็ไม่ได้ นี่คือความแปลกของพระพุทธเจ้าไม่บังคับใครเลย ทุกคนมีอิสระที่จะไปฟังเทศน์ฟังธรรมอย่างไม่ทะเลาะกัน มีแต่ขัดแย้งกัน ต่างคนต่างบอกว่าของตัวเองถูกแล้วก็คัดค้านของคนอื่นได้ปฏิกโกสนา ท่านประยุทธ์ปยุตโตแปลว่าคัดค้านอย่างจัง ปฏิกโกสนา นี่นะ อาตมาก็กล่าวคัานอย่างจัง แต่จะให้ไปอักโกสะไปด่าว่าติเตียนไม่ได้ แต่กล่าวสัจจะ อธิบายอย่างแรงเสียงคอจะแตกอย่างไรก็ได้ สมณะฟ้าไท นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ พ่อครูแสดงธรรมอย่างเต็มที่ เปรียบว่าเป็นคนขับรถที่แข็งแรงมาก พ่อครูว่า..ความเป็นสัตบุรุษจะปรากฏขึ้นได้ไม่ง่ายเหมือนกัน พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในจักร 4 หรือในปัญญาวุฑฒิ 4 ก็ตาม ก็ต้องคบสัตบุรุษ ประเด็นอยู่ที่ว่า ใครตาดี ส่วนคนตาถั่วตาบอด เหมือนกับกามนิตหนุ่มไปตามหาพระพุทธเจ้านอนคุยกับพระพุทธเจ้าทั้งคืน สุดท้ายตื่นขึ้นมาก็บอกว่าคุยกับท่านสนุกดีมากเลยตอนนี้ผมจะไปพบพระพุทธเจ้าแล้ว กามนิตก็ไปตามหาพระพุทธเจ้าต่อไป เป็นอย่างนั้นน่าสังเวชใจ อาตมาไม่ได้อวดอุตริมนุสธรรม แต่อาตมามีอุตริมนุสธรรมจริงแล้วก็พูดความจริงไม่ได้อยากอวดเลย เขาก็เข้าใจไม่ได้ เขาก็ยังเชื่อว่าอาตมาไม่จริงไม่บริสุทธิ์พูดอะไรผิดเพี้ยนโกหกหลอกลวง เพ่งโทษ เชื่อบ้างไม่ต้องเชื่อหมดก็ได้ว่าอาตมาเป็นคนจริงแล้วมากล่าวความจริง และมาสืบทอดศาสนาพระพุทธเจ้าที่แท้จริง ไม่ได้เป็นของปลอมอะไร เพราะว่าพระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่าจะมีสัตบุรุษมาสืบทอดศาสนา มามีสัมมาทิฏฐิ 10 สัตบุรุษจึงจะรู้จักสัมมาทิฏฐิ 10 และเอาสัมมาทิฏฐิ 10 มาอธิบายให้คนเข้าใจ ทานที่มีผลเป็น อัตถิทินนัง เป็นอย่างไร ยิตถัง พิธีกรรมต่างๆที่มีผลเป็นอย่างไร การปฏิบัติศีลพรตที่ถูกต้องเป็นอย่างไรก็เอามาแนะนำขยายความ ไม่ใช่สีลัพพตุปาทานหรือสีลัพพตปรามาส ซึ่งหาได้ยากในเถรสมาคม แล้วสีลัพพตปรามาส เขาก็ไปแยกกระบวนการของศีลสมาธิปัญญาซึ่งแยกกันไม่ได้ แต่คนไปปฏิบัตินั่งหลับตาไม่เกี่ยวกับสัตว์ไม่รู้จักสัตว์แล้วคุณจะรู้จักกิเลสได้อย่างไร สัตว์เดรัจฉานที่คุณกินคุณฆ่าคุณใช้ก็แล้วแต่ก็ต้องพิจารณา เอาไม่ต้องมากเอาคนก่อน สัมผัสกับคนและเกิดความโลภความโกรธความหลงกับคนคุณก็ต้องเรียนรู้อันนี้สัมผัสอันนี้แล้วก็ล้างกิเลสตัวนี้เป็นลำดับต้น แต่คุณไม่ทำ ถ้าคุณมาเข้าใจยังที่อาตมาพูดแล้วก็มามีผัสสะแล้วดูกิเลสเกิด มันเกิดวิจัยเวทนาแยกเคหสิตะกับเนกขัมมะว่านี่คือกิเลสนี่คือจิต แยกจิตแยกกิเลสได้ สักกายะ แล้วจัดการปฏิบัติเพื่อให้กิเลสมันลดละจางคลายออกไป ตั้งแต่กายสังขารังปัสสัมภายังหรือปัสสัมภยังจิตตสัขารัง ในอานาปานสติสูตร ในอานาปานสติสูตร คุณจะต้องทำเริ่มต้นคือ ปัสสัมภายังกายสังขารัง แต่ถ้าคุณไปนั่งหลับตาคุณจะทำความสงบระงับ คุณก็ไม่ทำเบื้องต้นแล้วคุณเข้าไปในจิตเลย ก็ไปตัดลัดไปทำที่จิต ภาวะกายนั้นมีทั้งนอกและในแม้แต่จิตสังขารังก็มีภายนอกไม่ได้ขาดจากภายนอกนะ พระอนาคามีท่านอยู่เหนือกามภายนอกแล้ว หลุดพ้นมีโลกุตตรจิตแล้วแต่กิเลสไม่มี กามไม่มีกิเลสภายนอกไม่มีแต่ไม่ได้หลับตา ลืมตากระทบสัมผัสสิ่งนี้อยู่แต่จิตก็อยู่เหนือมัน ไม่ใช่ว่าทำกายภายนอกแล้วก็ต้องไปนั่งหลับตาทำภายในไม่ใช่เลย ลืมตาตลอดกาลนาน แต่กิเลสไม่เกิดอีกแล้วภายนอกไม่มีแล้วมันเกิดท่านที่เหลืออยู่เป็นปริยุฏฐานกิเลส มันก็คือกิเลสที่อยู่ในติดภายในกระทบสัมผัสอันนี้แหละเป็นเหตุให้เกิดกิเลสภายในข้างนอกมันไม่เกิดอีกแล้ว ไม่ใช่มันไม่เกิดเพราะคุณหลับตา แต่ลืมตานี่แหละมันก็ไม่เกิด กระทบกระแทกแดกดันอย่างไรมันก็ไม่เกิดกิเลส คุณสำเร็จแล้วบรรลุแล้วจิตมันมีอำนาจเหนือแล้ว มีวสวัตติ มีอำนาจยังจิตให้อยู่ในอำนาจได้ มันเป็นเรื่องจิตเจตสิก 620721_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ เปิดเผยสัตบุรุษที่มาสืบทอดสาธารณโภคี