สื่อธรรมะพ่อครู(ป่ากับศาสนาพุทธ) ตอน ศาสนาพุทธยินดีในป่าแต่เป็นศาสนาอยู่กับเมือง.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข29 กรกฎาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ป่ากับศาสนาพุทธ) ตอน ศาสนาพุทธยินดีในป่าแต่เป็นศาสนาอยู่กับเมือง _1614พุทธพจน์ ผู้ใดละมานะ มีตนตั้งมั่นดีแล้ว มีใจดี หลุดพ้นในที่ทั้งปวง อยู่ในป่าคนเดียว เป็นผู้ไม่ประมาท, ผู้นั้นพึงข้ามฝั่งแห่งแดนมฤตยู คำว่า หลุดพ้น ในที่ทั้งปวง อยู่ ในป่าคนเดียว มีความหมาย อย่างไร พลังบวก แบบนี้ใช่ไหมคะ copy ข้อความจากสมณะหินแก่น คือ ต้ังใจ ทำใจให้เบิกบานแจ่มใส เมื่อใจดีทุกอย่างก็จะดี มีอะไรมากวนใจให้เศร้าหมองก็ปรับเปลี่ยนใจใหม่ให้ดีเสมอๆ ถ้ากวนมากๆก็อย่าไปสนใจ หรือหาเหตุผลมาหักล้างเช่น เศร้าไปทำไม ไม่มีประโยชน์ ทุกข์เปล่าๆ คิดเสร็จก็ยิ้ม 555 สาธุ พ่อครูว่า...มันก็น่าสงสัยนะคำว่าอยู่ในป่าคนเดียวไหนบอกว่าพระพุทธเจ้าไม่ให้ปฏิบัติในป่า พระพุทธเจ้าไม่มีบอกว่าไม่ให้ยินดีในป่า อาตมาเคยพูดบอกว่าอาตมาเป็นคนยินดีในป่าไปอยู่กรุงเทพฯก็สร้างป่าในเมือง อยู่ที่ไหนก็สร้างป่าที่นั่น จิตใจยินดีในป่า ฟังดีๆนะ คำว่าป่า ไม่ได้หมายความว่า จะเป็นที่น่ารังเกียจคำว่าป่า แต่คำว่าหลุดพ้น คำว่าป่า ไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจอะไรแต่เป็นเรื่องน่ายินดีด้วยอาตมาเป็นผู้ยินดีในความเป็นป่า คำว่าอยู่ป่าคนเดียว คุณเอง หากว่าคุณปฏิบัติถูกต้องปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เพื่อที่จะบรรลุอรหันต์หลุดพ้น คุณก็ต้องปฏิบัติมานานแล้ว ต้องปฏิบัติทั้งตอนอยู่บ้านอยู่เรือน แม้คุณจะไปอยู่ป่า แล้วคุณเข้าไปปฏิบัติในป่า คุณก็หลุดพ้นในป่าได้ จะอยู่ที่ไหน คุณได้ปฏิบัติตามลำดับได้มรรคผลตามลำดับหลุดพ้นมา อย่าว่าแต่อยู่ในป่าเลย อาตมาอยู่ในห้องน้ำแล้วกำลังเยี่ยว ก็ยังหลุดพ้นเลย บรรลุเลย อย่าว่าแต่อยู่ในป่าเลย อาตมาอยู่ในห้องน้ำคนเดียวก็ยังหลุดพ้นเลย เพราะฉะนั้นอย่าไปติดยึดในสถานที่ จะต้องเข้าใจในสถานที่ว่าศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาคนป่า โดย

อ่านต่อ

เฉพาะต้องตั้งต้นก่อน ผู้ที่มีวิชชาจรณะ ผู้ที่เข้าถึงวิชชาจะระณะสัมปันโน แต่ผู้ที่ไม่มีจรณะ 15 วิชชา8 แล้วผู้นี้ไม่ไปอยู่ป่า พระพุทธเจ้าตอนออกบวชแรกเริ่มก็หลงอยู่ป่ากับเขาที่เขานิยมกัน ท่านก็ไปปฏิบัติในป่า สุดท้ายท่านก็ไปบรรลุในป่า แล้วท่านก็มาสอน ตั้งแต่ท่านยังมีพระชนม์ชีพอยู่ท่านก็สอน ว่า ความเสื่อมของภิกษุที่จะแสวงหาธรรมะพระพุทธเจ้าในทางที่ผิดโดยไม่เข้าใจว่าผู้มีวิชชาและจรณะอยู่ในป่า เป็นพระป่า พระที่บรรลุธรรมอยู่ในป่าอย่างนั้นไม่ใช่ นี่แหละคือความเสื่อม พระพุทธเจ้าตรัสไว้ตั้งแต่ท่านยังอยู่ ศาสนาพุทธเพิ่งเริ่มต้นด้วย ยังไม่รุ่งเรืองเต็มที่ท่านตรัสไว้ในอัมพัฏฐสูตร ซึ่งกล่าวถึงอาจารย์ของ อัมพัฏฐมานพ และอาจารย์ กล่าวถึง ทางแห่งความเสื่อมของชาวพุทธ 4 ประการ ผู้ยังไม่มีวิชชาและจรณะ แต่ไปแสวงหาอาจารย์ในป่า โดยเก็บผลไม้หล่นกินบำรุงชีพ อย่างมักน้อยมากๆ ไม่เก็บผลไม้กิน แต่ถือเสียม ตะกร้า หาขุดเหง้าไม้ หาผลไม้กินระหว่างออกแสวงหาอาจารย์ในป่า สร้างเรือนไฟไว้ใกล้หมู่บ้าน แล้วบำเรอไฟรออาจารย์ สร้างเรือนมีประตูสี่ด้านไว้ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง แล้ว สำนักรอท่านผู้อยู่มีวิชชาและจรณะอยู่ (อัมพัฏฐสูตร เล่ม ๙ ข้อ ๑๖๓) ข้อที่ 4 นี้เหมือนกับพวกธรรมกาย เจตนาอ้างว่าหาอาจารย์นั้นส่วนมากต้องการปริมาณคนมามากๆ มาขึ้นกับเขา มาเป็นบริวารมากมาทำทานให้มากเป็นกิเลสที่ซับซ้อน ทั้งลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ในข้อ 4 ส่วนข้อ 1 2 เน้นเข้าป่า ข้อ 3 บานเบิกอวิชชา เน้นลาภยศสรรเสริญโลกียสุข อย่างที่มีตัวอย่างคือธรรมกาย แหมดีนะมีตัวอย่าง

ส่วนที่ว่าอยู่แต่ผู้เดียว ไม่มีเพื่อนสองมันหมายความว่า นามธรรม เพราะลดกิเลสตัณหาได้ละตัณหาปราศจากราคะโดยส่วนเดียว เอกะ ภาษาบาลี เขาแปลว่าอยู่ผู้เดียวที่จริงแต่ว่าโดยส่วนเดียว เช่น ปราศจากโทสะโดยส่วนเดียวปราศจากโมหะโดยส่วนเดียว โลกุตระ เขาเรียกว่าความรู้แบบเฉกาหรือเฉกะ มาจากรากศัพท์ ฉ ที่แปลว่า 6 ถ้ารู้อย่างทั่วไปโลกีย์ รู้ฉลาดสูงสุดได้เป็นศาสดาองค์ใดองค์หนึ่ง สร้างศาสนาเลย หรือรู้ทางโลก เป็นจอมจักรพรรดิเป็นยอดเศรษฐีเป็นคนเก่งกาจสร้างอะไรต่างๆได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นยอดขนาดไหนก็แล้วแต่ ก็เฉกาหรือเฉโกทั้งนั้น ไม่ใช่การรู้จักกิเลสแบบทฤษฎีศาสนาพุทธ ตรัสไว้เลย จำเพาะไว้เลยว่า การรู้ของศาสนาพุทธนั้นแตกต่าง จากชาวโลกโลกีย์ทั้งหลายเขาออกมาเรียกว่า อัญญา เป็นอื่นจากอันนั้น อัญญะ เป็นอันใหม่อันอื่นเลย อัญญธาตุ เริ่มต้นตั้งแต่พยัญชนะ อัญญะ เป็นจิตที่เกิดรู้อันนี้ขึ้นมา เป็นอัญญธาตุ จิตก็เข้าสู่กระแสโลกุตระ พอเข้าอัญญะก็มาเป็นอัญญา เป็นความรู้อื่นที่ต่างไปจากความรู้โลกีย์ทั้งหลาย แล้วมาเจริญเป็นพยัญชนะอย่างอื่น กัญญา ธัญญา ถัญญา ภัญญา สัญญา สัญญา มี 2 อย่างคือเป็นโลกิยะหรือเป็นโลกุตระก็ได้ กัญญา ก็เป็นโลกิยะแปลว่าผู้หญิง หรือ เป็นความเจริญไปเรื่อยๆยังเป็นอิตถีภาวะ ซึ่ง มันละเอียดลออ แต่ถ้าอัญญา หรืออัญญธาตุ จนถึงขั้นที่เป็นปัญญา อักษร ป เป็นอักษรตัวต้นของพยัญชนะบาลีแถวที่ 5มีอักษร ป ผ พ ภ ม เป็นตัวดำเนินบทบาท ส่วน กข ฆ ค ง เป็นตัวเริ่มต้น รากเหง้าของภาษาบาลี วรรคที่ 1 ก ข ค ฆ ง วรรคที่ 2 จ ฉ ช ฌ ญ วรรคที่ 3 ฏ ฐ ฑ ฒ ณ วรรคที่ 4 ต ถ ท ธ น วรรคที่ 5 ป ผ พ ภ ม เศษวรรค ย ร ล ว ส ห ฬ อํ จนเจริญเต็มคือ ม เป็นตัวจิตวิญญาณ ก เริ่มต้นเป็นตัววัตถุ ม เริ่มต้นที่เป็นตัวจิต อักษรเหล่านี้คือสภาวะที่อาตมาก็ไม่เก่งเท่าไหร่ แต่ก็พยายามอธิบายเท่าที่มีภูมิปัญญา ส่วนเศษวรรค คือพลังงานในระดับที่ มันจะเป็นตัวสภาวะต่างๆที่เป็นรูปธรรม แล้วก็มีนำมาทำทำงาน เริ่มต้น ย ร ล ว ส ห ฬ อํ เป็นนามธรรมที่มักจะมาประกอบและยังมีสระอีก อะ เป็นเอกพจน์ ส่วนอา เป็นพหูพจน์ขึ้นมา อะ อา อิ อี อุ อู โอ ก็เป็นรอบหมุนที่ครบ พยัญชนะตัวต่างๆเหล่านี้อาตมาก็ค่อยๆเติมความรู้ไป เราเป็นอะไรก็แล้วแต่ต้องใช้ภาษาคำพูด พยัญชนะเป็นตัวบอกภาษา ภาษาคำพูดจะเกิดก่อนพยัญชนะ สภาวะเกิดก่อนภาษา พยัญชนะก่อตั้งมาเรียกสภาวะก็ค่อยๆละเอียดขึ้นเรื่อยๆ คำว่า หลีกเร้น เหมือนกันเลย อยู่แต่ผู้เดียวไม่มีกิเลสโดยส่วนเดียว คือหมายความว่า ชีวิตก็มี แต่กิเลสไม่มีเลยหนึ่งเดียวเท่านั้นไม่มีสอง ไม่มีเพื่อน 2 ไม่มีกิเลสเป็นเพื่อน 2 จะมีธาตุรู้ที่บริสุทธิ์ธาตุแท้ธาตุเดียวความถูกต้องอันเดียว ภิกษุมีปกติอยู่ด้วยรูปที่พึงรู้แจ้งด้วยตา อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ให้เกิดความรัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด มีอยู่ เสียง... กลิ่น... รส... ธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งด้วยใจ (มโนวิญเญยยา) อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ให้เกิดความรัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด มีอยู่ ถ้าภิกษุไม่ยินดี ไม่กล่าวสรรเสริญ ไม่หมกมุ่นในธรรมารมณ์นั้นอยู่ ฯลฯ เมื่อไม่ยินดี ความเพลิดเพลินย่อมดับ เมื่อไม่มีความเพลิดเพลิน ก็ไม่มีความกำหนัด เมื่อไม่มีความกำหนัด ก็ไม่มีความเกี่ยวข้อง (น โหติ นันทสัญโยชนสัง) แม้จะอยู่ปะปนกับภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา พระราชา มหาอำมาตย์ของพระราชา เดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์ ในที่สุด-บ้านก็จริง ถึงอย่างนั้นก็ยังเรียกว่า มีปกติอยู่ผู้เดียว (เอกวิหารีติ) มิคชาลสูตร ล.๑๘ ข.๖๗ พ่อครูว่า...ไม่มีเพื่อน 2 คือไม่มีกิเลสตัณหาอุปาทาน มีจิตว่างนี้ก็ไม่ใช่ว่างโดยไม่มีสิ่งใดเปรียบเทียบยืนยัน ว่ามันว่างอย่างไร เขาก็ว่าว่างๆ แล้วพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าจิตว่างนั้นว่างจากกิเลสตัณหาอุปาทาน ไม่มีกิเลสเป็นเพื่อนสองเลย มันว่างไปหรือหมายถึงขีดขั้นที่เป็นศูนย์ 0 นี้ไม่มีกิเลสเลย ตอนเป็นๆก็ต้องรู้ความ 0 อันนี้ มันว่างคือว่างจากกิเลสตัณหาอุปาทานโดยละเอียดมีแต่รู้ความจริงตามความเป็นจริง เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า ในญาณนี้ไม่มีความกระวนกระวาย(ทรถา) ชนิดที่อาศัยกามาสวะ ชนิดที่อาศัยภวาสวะ และชนิดที่อาศัยอวิชชาสวะ (พ่อครูว่า...ไม่มีไม่มีอาการหงุดหงิดเล็กน้อยนิดหน่อยอย่างไรก็ไม่มี) มีไม่ว่างอยู่ก็แต่เพียงความกระวนกระวาย (ทรถา) คือความเกิดแห่งอายตนะ๖ (ที่)อาศัยกายนี้เอง เพราะชีวิตเป็นปัจจัย ด้วยอาการนี้แหละ เธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้น ด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในเจโตสมาธินั้นเลย และรู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในเจโตสมาธินั้นอันยังมีอยู่ ว่ามี (จูฬสุญญตสูตร ล.๑๔ ข.๓๔๑) ธรรมะพระพุทธเจ้าท่านถึงใช้คำว่า คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม ๙ ข้อ ๓๔) ในพรหมชาลสูตรท่านจ่าหัวไว้เลย เห็นตามได้ยาก ทุทัสสา คือมันยากที่จะรู้ที่จะเห็นตามได้ ทุรนุโพธา คือโพธินี้คือโลกุตระ หรือโพชฌงค์ เป็นการรู้แบบโลกุตระเป็นความรู้แบบพระพุทธเจ้าไม่ใช่ความรู้แบบเฉกา ตั้งแต่อัญญา ปัญญา ที่เป็นธาตุรู้ของศาสนาพุทธทั้งนั้น ความรู้อื่นที่ไม่ใช่ความรู้

อาตมามาชาตินี้ไม่ได้เน้นเรื่องความรู้ทางโลก หรือพยัญชนะ แต่เน้นสภาวะ หัวสมองอย่างอาตมาน่าจะได้ปริญญาสักใบ ก็น่าจะได้ แต่ไม่มีโอกาส อาตมาเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ แต่ไม่ได้ไปเรียนเลย ที่จุฬาก็ยังไม่ถึงขนาดลงทะเบียน อ.ตอนมัธยมจะให้อาตมาไปเรียนสายสื่อสาร ยุคแรกเช่น สมิต ที่เป็นคนอยู่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ คือคนรุ่นแรกของสื่อสารมวลชนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ก็ไม่ได้ไปเรียนเพราะว่าอาตมาต้องทำงานโทรทัศน์ รายการออกหัวค่ำ ภาคทไวไลท์ ภาคเย็น ส่วนกลางวันก็ทำงานเต็มเวลามีตอนเย็นอีกที่เป็นเวลาพักก็มาทำงานอีก อาตมามีรายการเกือบทุกวันบางวันวันละ3 รายการ เป็นรายการวิชาการ ติดต่องานการ โอ้โห อาตมาติดต่อคนใหญ่คนโตต้องเอามานำเสนอ คือมันเป็นรายการสารคดี มันไม่มีสปอนเซอร์ไม่ใช่บันเทิง หาสปอนเซอร์ได้ยากเพราะเขาไม่ค่อยเอากันเขาก็เหมามาให้อาตมาหมด อาตมานี่เป็นเบ๊ รับใช้ทำงานมากแต่รายได้น้อย พระเอกเขาได้ 150 อาตมาได้ 80 อย่างนี้เป็นต้น ที่จริงเป็นฐานะที่อาตมาจะต้องเป็นแบบนี้ไม่ต้องริษยาจะต้องอดทนไม่ต้องไปแข่งกับใคร

นิมนต์จิบน้ำ

สมณะฟ้าไท...ศาสนาพุทธต้องยินดีในป่าแต่ไม่ติดป่าไม่ปฏิบัติธรรมในป่า จะเป็นศาสนาเมืองผู้บรรลุธรรมจะต้องไปสู่เมือง พระอรหันต์ 60 องค์แรกก็ให้ไปในเมืองรูปพระองค์อย่าไปที่ซ้ำกัน แม้เราก็จะไปอีกแห่ง พ่อครูพาอยู่เมืองแต่สร้างป่าในเมืองให้สิ่งแวดล้อมที่ดี เป็นการเกื้อกูลต่อการปฏิบัติธรรมลดละกิเลสได้ มันไม่ดีเราก็สร้างให้มันดีที่มันดีอยู่แล้วเราก็สร้างให้ดียิ่งขึ้น เราสร้างป่าในเมือง พ่อครูว่า...ศึกษาดีๆ บางที พูดได้ละเอียดละออไม่ได้ครบง่ายๆ 620719_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ หมวดแห่งสัมมาทิฏฐิ ตอน 1

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน