390306 กรรมฐานของอาริยชน ตอน 6 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ศีรษะอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2539
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์165 KB
วันที่แก้ไข10 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

390306 กรรมฐานของอาริยชน ตอน 6 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ศีรษะอโศก

เนื่องในงานปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธ ครั้งที่ 20 วันที่ 6 มีนาคม พุทธศักราช 2539 ณ พุทธสถานศีรษะอโศก อ.กันทรลักษ์ ศรีสะเกษ

ไปสมมุติเข้าแล้วมันก็เลยยึดน่ะ สมัยโบราณเขาก็ไม่นุ่งผ้าอะไรกันนักหนา หรอกน่ะ คนพวกป่าพวกเถื่อน พวกเขาอะไร เขาก็ไม่ได้ใส่เสื้อ ใส่ผ้าอะไร มันเห็น มันดู แล้วมันเอาไปสมมุติกัน ไม่ได้ไปกำหนดกันอย่างนี้นะ จุดนี้เป็นอย่างนี้นะ อันนี้จะ เกิดอย่างนี้นะ มันก็สมมุตกันไป ก็เกิดอะไรต่ออะไร อย่างนั้น น่ะ แล้วก็ไปยึดติดตาม นั้น เชื่อตามนั้น เสร็จแล้วก็ปรุง แล้วก็เป็นรส เป็นชาติ เป็นอารมณ์ เป็นอย่างโน้น อย่างนี้อะไรไปตามเรื่อง ตามราว คนเราก็เลยบ้า ตามไอ้ที่สมมุตินั้น ยึดติดกันไป เพราะฉะนั้นผู้ใดเห็นมันเป็นธรรมดา เป็นเรื่องสามัญ เป็นเรื่องที่ว่าไม่ได้ เป็นเรื่องอะไรหรอก เราก็เข้าใจโลกเขาสมมุติ เมื่อเราไม่สมมุติแล้วเราไม่ปรุง เราไม่ได้ไปบ้าจี้กับเขา เราไม่ไปเป็นรสเป็นเรื่องอะไรกับเขา มันก็วาง มันก็เฉยๆ นี่เป็นลักษณะที่สัจจะจริงๆ คนนเราก็ไปบ้ากับเขามากเกินไป แล้วเราก็ปรุงในจิตของ เราเอง เราก็เป็นอารมณ์ เป็นทุกข์ เป็นสุข เป็นเดือด เป็นแค้น เป็นชอบ เป็น ชัง อะไรอยู่อย่างนั้นละ เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าเราเอง เราเอาจริงๆ พยายาม ฝึกเรียนรู้ แล้วก็พิจารณาชัดเจน แล้วก็วาง ปล่อย ทำจริงๆแล้วเราจะเห็นอารมณ์สงบ คือมันไม่เป็นรสเป็นเรื่องวุ่นวายอะไร ตามที่เราเคยติดเคยยึด แล้วมันก็ว่าง เบา สบาย เฉย ทำได้เมื่อไหร่กับอะไรต่างๆนานา เมื่อกระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้ว ทำได้มาก ได้ทุกเรื่อง คุณก็เป็นพระอรหันต์เท่านั้นเองแหละ ง่ายจะตายไป หัวเราะเยาะไม่เชื่อหรือ หือ...เรื่องจริงนะ...หือ ง่

อ่านต่อ

ายจะตาย แหม!เหลือเกินนะ หยิบหมด จับหมดทุกคำทุกความเลยนะ เอามาตีย้อน ง่ายจะ ตายไป สำนวนน่ะ สำนวนน่ะ มันง่าย ที่จริงน่ะ มันคนเราไม่ยอมน่ะ มันติดมันยึดนี่แหละ มันไม่ยอม เออ!อย่างนี้มันก็ยังดูดีนะ มันยังอร่อย มันหลง มันยังอร่อย มันยังสุข ยังติดอยู่น่ะ เพราะฉะนั้น พยายามเห็นความจริงว่า อย่าไปยอม อย่าไปติดอยู่เลย อย่าไปยึดไว้อยู่เลย ต้องพราก ต้องเลิกออกมาเถอะ พราก เลิกออกมา ว่าง เบา สบายแล้วนะ มันว่างๆ เขาก็บอกว่าอารมณ์ว่างๆ เดาเอาน่ะ เอ๊ะ!อารมณ์ แล้วมัน ไม่อร่อย หรือว่ามันไม่สุข แล้วมันจะมีชีวิตชีวาอะไรล่ะ แล้วคงแห้งๆจืดๆ เฉยๆ แล้ว มันจะเป็นอย่างไร โลกนี้มันจะอยู่อย่างไร โลกนี้เราก็คงเป็นคนจืดๆ เขาสนุก เขาอร่อย เราก็เฉย โอ๊!แล้วมันน่าอยู่อะไรละในสังคม... ก็เดาไปอย่างนั้นละนะ น่ะ มันไม่ถึงกับอย่างนั้นหรอกน่ะ เราจะเห็นอานิสงส์ของมัน ถ้าเผื่อว่าทำได้แล้ว ไอ้สิ่งที่ เราทำได้ เราเลิกมาได้ อย่างพวกเรานี่ มาปฏิบัติธรรม ถึงขนาดนี้ แล้วนี่ ก็คงจะลดกันมาได้ ไม่ใช่น้อย เพราะสิ่งที่เราลด ออกไปได้แล้วนั่น มันก็ว่าง ดี มันไม่เป็นภาระไม่ต้องไปยุ่งยาก วุ่นวายอะไรนี่ แล้วเราก็ไม่ได้มีอารมณ์ว่า เมื่อ เวลา แม้แต่เราลดนะ สมมุติว่าเราอยู่กันนี้น่ะ รูปบ้าง รสบ้าง สีบ้าง เสียงบ้าง อะไรอย่างนี้บ้าง เราก็ไม่ได้จี๋จ๋าอะไรกับเขา แต่เราก็รู้กับสังคมเขาเหมือนกันว่า เออ!อันนี้ เขาสมมุติว่าสวย อันนี้เขาสมมุติว่าเพราะ อันนี่สมมุติว่าหอม อันนี่สมมุติว่า อร่อย นี่สมมุติว่าอย่างนั้นอย่างนี้อะไร เราก็รู้กับเขา เขาสุขกัน คนที่เขายังติดอยู่ เขาก็สุข เขาได้รับเสพสมใจ ที่เขากำหนดอุปาทานไว้ เขาสุข เราก็รู้ก็เห็นกับเขา แต่เราก็ไม่ได้กระดี๊กระด๊าอะไรเขา ไม่ได้อยากไปมี...อยากได้อย่างเขา เราก็ไม่ เห็นว่าเราเหี่ยวอะไรนี่ เพราะเราไม่ได้ริษยาอะไรเขา เรากลับจะเห็นว่า เออ!เอา ก็เอา คนนี้เขายังเป็นเด็ก เขายังเล่นตุ๊กตาอยู่ เขาก็สุขกับตุ๊กตา น่าเอ็น ดู เท่านั้นเอง แต่เราไม่ต้องไป โอย!เราไม่ได้เล่นตุ๊กตา เราไม่ได้สุข เพราะ เราไม่ได้เล่นตุ๊กตากับเขากับเด็ก เรา โอ๊!เราเหี่ยวแห้งเหลือเกิน ไม่เหมือนเด็กนะ สนุกรื่นเริง มันมีสุข มันได้ตุ๊กตาเล่น มันก็ยึดกับตุ๊กตา มันสมมุติ กับตุ๊กตา ว่ามันสุข มันก็สนุกสุข ไอ้เราเองหรือ ก็เลิกมาแล้ว วางมาแล้ว เราก็ไม่ได้สุขอย่างเด็กจริงๆ แต่เราก็ไม่ได้ไปจืดไปชืดอะไรนี่ สุขแต่ไม่มีของเล่น มันก็มี ถ้าเราจะสร้างของเล่นนะ ยังสร้างได้เลย ช่วยเด็กสร้างของเล่นให้เด็ก เด็กแกยังติดตุ๊กตาอยู่ ถ้าไม่มีตุ๊กตาเด็ก แกก็แย่ แย่จริง เราก็ เอ้า!ช่วยสร้างตุ๊กตาห้เด็กเล่นด้วยซ้ำไป เหมือนกับแม่ครัว ทำ อาหารให้เขากิน เขายังติดอย่างนี้ๆอยู่ แต่เราเป็นแม่ครัวโลกุตระแล้ว เราไม่ได้ติด หรอกรสนี้น่ะ เราอยู่เหนือแล้วละ แต่เราก็ปรุงให้เขากิน อนุโลมเขา อยู่กับเขา เราเองเราก็ไม่ติดอะไร เราก็จืดๆเฉยๆ เราก็วางแล้วจริงๆ ไม่ได้ติดยึดในรสอร่อย รสของอาหารนั้นๆแล้ว แต่เราก็ไม่ได้เหี่ยวอะไรนี่ อย่างน้อยเราก็เป็นคนอยู่กับโลกเขา รู้จักสังคมรู้จักมนุษยชาติ รู้จักสมมุติสัจจะ แล้วเราก็อยู่กับสมมุติสัจจะนั้นแหละ ไม่ ได้จืดไม่ได้ชืดอะไร อาตมาลองยกตัวอย่างให้ฟัง คุณลอง สิ่งที่คุณเป็นจริงก็มี แล้ว อาตมายกตัวอย่างตุ๊กตากับเด็ก หรือว่าแม่ครัว กับอาหารอะไรก็ตาม อันอื่นก็นัยเหมือน กัน เพราะฉะนั้นพระอรหันต์เจ้านี่ อยู่กับโลก เมื่อจิตตรัสรู้เป็น อรหันต์แล้วอยู่กับโลกเขานี่ ท่านก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรหรอก ท่านก็ไม่ได้อยู่...อยู่จืดๆ ชืดๆอะไรหรอกอยู่กับสังคม อะไรก็เป็นอย่างโน้นอย่างนี้ ก็รู้ ก็มีมุทิตาจิต คือจิตยินดีกับ เออ!อันนี้เขาก็ค่อยยังชั่วนะ เขาก็ดูพอเป็นไป เขาก็สุขอะไรอย่างนี้ก็เห็นกับเขาไป ก็ยินดีกับสิ่งที่เขาเป็นสุขอยู่บ้าง อะไรอย่างนี้เป็นต้น แต่ท่านก็ไม่ได้ไปกระดี๊กระด๊าอะไรกับ เขา ถ้าจะช่วยเขาให้ว่างกว่านั้น สุขอย่างวูปสโมสุข สุขอย่างสงบระงับกว่านั้นอีกได้ ท่านก็ช่วยเขาไปตามลำดับ เท่าที่มีปัญญา มีความรู้ มีเจตนาจะเกื้อกูลกันให้ เป็นโลกุตรบุคคลขึ้นมาอีก ท่านก็ทำไปตามความจริงนั้นๆ ส่วนท่านเองนั้น เมื่องจบกิจ แล้ว อเสขะแล้ว ท่านไม่ได้มีอะไรหรอก ท่านอยู่กับสมมุติสัจจะ แล้วก็ปรับปรุง หรือ ว่าช่วยในเรื่อง ของสมมุติสัจจะนั่นแหละ อยู่กับสมมุติสัจจะ มีแต่จะประมาณคำนวณ แต่เรื่องสมมุติสัจจะ กับที่ท่านอยู่กับเขา อยู่กับคที่เขายังอยู่กับสมมุติ ส่วนท่านนั้น มีปรมัตถสัจจะ อย่างสุดแล้วจบแล้ว อเสขะแล้ว ไม่ต้องศึกษาไม่ต้องอะไร เป็น อัตโนมัติแล้ว อยู่ได้สบาย อยู่เอง ไม่ต้องไปทำอะไรอีก มันเป็นเองของมันแล้ว เสร็จ กิจแล้ว ท่านก็ไม่ได้อยู่ กับปรมัตถสัจะอะไร ไม่ต้องไปคำนึง ไม่ต้องไปควบคุม ไม่ ต้องไปจัดแจง ไม่ต้องไปทำอะไรกับมันอีกแล้ว มันเป็นของมันเอง อัตโนมัติ มันเป็นที่ พึ่งอันเกษมแล้ว มันเป็นเครื่องอาศัยที่เป็นเอง ตถตา อวิถตา อนันยถตา อิทัปปัจจยตา ท่านเป็นตัวจริง เชื้อแท้แล้ว มีแต่ท่านจะแพร่เชื้อแท้ออกไปกับคนอื่น เป็นอิทัปปัจจยตา เพราะท่านมีสิ่งนี้ จึงเป็นสิ่งใหม่อีกได้ จึงเกิดสิ่งใหม่อีกได้ จึงเป็นสิ่งโน้น เกิดสิ่ง โน้น มีสิ่งโน้นไปต่อ ท่านก็แพร่ ต่อสิ่งนั้นๆ ต่อไป เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นพระอรหันต์เจ้านี่ อยู่กับสมมุติ ทำกับสมมุติ ท่านไม่ได้เป็นตัว ท่าน ท่านเป็นอะไร ก็ไม่ใช่ท่านเป็น จึงดูพระอรหันต์ยาก เข้าใจพระ อรหันต์ไม่ได้ ง่ายๆหรอก พระอรหันต์นี่ ถ้าท่านไม่บอกว่าท่านเป็นอรหันต์นี่ มีอรหันต์เท่านั้นนะ จะ รู้อรหันต์กัน ถ้าท่านไม่บอกว่าท่านเป็นอรหันต์ คนธรมดา ไม่รู้หรอก ว่าท่านเป็นอรหันต์ ก็ท่านเป็นเหมือนอย่างเราเป็นน่ะ ลึกๆในใจท่านจะว่าง มันก็เรื่องของท่าน... ใคร จะไปเห็นไปรู้ในใจของท่านได้ ท่านก็ปรุง ตามเราได้ แต่ท่านไม่ได้ติด ท่านไม่ได้ ติดสังขาร เพราะว่าท่าดับสังขารทุกอย่างได้แล้วน่ะ ท่านดับได้แล้ว สังขารที่ปรุงอย่าง นั้นปรุงอย่างนี้ ก็ปรุงสักแต่ว่ากิริยา สักแต่ว่าปรุง สักแต่ว่าทำ เป็นความจริง เรา อย่าไปหลงว่า เราทำ สักแต่ว่าทำ ทั้งๆที่เราเอง ไม่ได้สักแต่ว่า กิเลสมันก็ปรุง กิเลสมันก็เสพ กิเลสมันก็ติด มันก็อะไรอยู่ เสร็จแล้วเราก็ไปทำพล่อยๆ ไปโกหกผู้อื่น ลวงผู้ อื่น เออ! เราเสพกามด้วยจิตว่าง อย่างที่เคยได้ยินมา จะไปเสพ ยังเสพอยู่ แล้วยังไปโกหกคนอื่นว่าว่าง แบบนี้โกหกสิ่งที่สำคัญ โกหกสิ่งที่สูงส่ง อวดอุตริมนุสธรรม มันไม่ใช่อะไรหรอก มันแค่โกหกเท่านั้แหละ ถ้าเป็นพระ ถ้าโกหก ธรรมดา โกหกไม่ใช่ เรื่องอุตริมนุสธรรม ก็แค่ปาจิตตีย์ แต่ถ้าโกหกอุตริมนุสธรรม นี่ ปาราชิก ไม่ใช่เรื่อง เล่นนะ ค่าของบาปมันต่างกัน โกหก เหมือนกัน แต่ค่าของบาปมันต่างกัน เพราะว่ามันใหญ่ เรื่องสำคัญ ไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาทำเล่นมาพูดเล่น มาโกหกเล่น ทำให้คนอื่นเขาเข้าใจผิด แล้วมันเสียหายมากเลย น้ำหนักของสัจจะอันนี้ มันเสียหายอย่างร้ายแรง มันร้ายแรง จริงๆ ถ้ารู้ความจริงแล้วจะรู้ว่า โอ้โห!คนที่เข้าใจความจริงแล้ว อำนาจกิเลส ไม่มี เขาไม่ทำหรอก นอกจากว่าคนที่รู้ความจริงแล้ว อำนาจกิเลสมันมาก แม้รู้ความ จริง อำนาจกิเลสมันมาก กิเลสชนะ มันก็ทำไปได้ ระวังนะตรงนี้ กิเลสนี่คน คนที่ ถามมาว่า บอกว่า เข้าใจหมดแล้ว แต่ทำไมมันทำไม่ได้สักที ก็เพราะคุณอินทรียพละอ่ อน คุณยังไม่ได้ฝึกปรือสร้างเจโตมุติ กำลังของเจโต กำลังของจิต มันยังไม่ได้ส่วน กำลังทางสมถะ กำลังทางความเป็นไปได้ ยังไม่ได้สะสม ได้แต่เชิงปัญญา ได้แต่เชิง เหตุผล ได้แต่เชิงความรู้ แต่ว่าตัวจริงของตัวเป็นได้ มันยังไม่เกิดเป็นได้ จะเหมือน กับปทปรมบุคคลนะรู้เข้าใจ หมด ละเอียดลออ เรียนแต่ปริยัติ เดี๋ยวนี้มีเยอะ และ เดี๋ยวนี้นิยมอย่างนั้นด้วย นิยมอย่างนั้นจริงๆนะ ค่านิยมของสังคม นิยมความรู้เปลือกๆ ผิวๆนี่ เหตุๆผลๆฝึกสมองให้มีความเฉลียวฉลาด คิดนึกได้เร็ว คิดได้ลึก คิดได้มาก โอ้!นักคิด นักวิชาการ จนกระทั่งเป็นปราชญ์ เยอะ ปราดเปรื่องด้วย แหม!ปราดเปรื่องนะ ปราชญ์น่ะ เสร็จแล้ว ไม่มีผลแห่งการบรรลุธรรม ปทปรมะ รู้ พระพุทธพจน์ก็มาก ทรงจำไว้ก็มาก สอนคนอยู่ก็มาก แต่ไม่บรรลุธรรมในชาตินั้นๆ ไม่ บรรลุธรรมอะไรเลย หรือบรรลุธรรมแค่ไหน ก็แค่นั้น อยู่แค่นั้น ไม่บรรลุต่อ ก็เป็นผู้ ที่ปทปรมะอยู่นั่นแหละ อาตมาแปลปทปรมะว่า เป็นพวกเอาหัวยันเท้า กลายเป็นอะไร เอาหัวยันเท้า ไม่เคลื่อนเลย ไม่เคลื่อนหรอก ติดกับอยู่ตรงนั้นละ ไม่เคลื่อน เอาหัว ยันเท้า อะไรก็ทำอะไร เท้าก็ทำงานไม่ได้ หัวก็ทำงานไม่ได้ ตาย อาตมายังค้างอยู่เรื่องของคุณลักษณะ สภาพของความเป็นอรหันต์น่ะ เราพูด ตอนต้น โสดาบัน น่ะ อธิบายไปแล้ว เดี๋ยวจะได้ทวนอีก ทวนหลักใหญ่เลย อปัณณกธรรม 3 แล้วก็โพชฌงค์ 7 มรรคองค์ 8 นี่สำคัญ เดี๋ยวจะได้ทวนให้ครบ วันนี้ แหละ และอธิบายลักษณะของโสดาบัน คุณภาพ คุณลักษณะเป็น อย่างไร เมื่อเราเข้า ใจแล้ว เราก็ไปอ่าน ต้องอ่าน ต้องฝึก ฝึกที่ในเรานี่ละ มันไม่มีที่อื่นหรอก เรา เป็นนักวิทยาศาสตร์ ต้องลงมือฝึก ต้องลงมือ ทดสอบ ต้องลงมือทำจริงๆ มีเครื่องมือ อยู่แล้วในตัว ตัวเราทั้งตัวนี่ กายยาว วา หนาคืบ กว้างศอก นี่คือ test tube คือ หลอดทดลอง ของนักวิทยาศาสตร์ เสร็จแล้วในตัวเรานี่ มี โอ้โห! the great subject คือวิญญาณอยู่ในนี้แล้ว เรามีของจริง เรามีสิ่งที่จะต้องพิสูจน์วิจัยอยู่ในนี้แล้ว คือจิตวิญญาณ...สัญญาและใจ อยู่ในนี้แล้ว ทุกคนมี ลงมือ อาตมาสอนให้เป็นนัก วิทยาศาสตร์นะนี่ ลงมือวิจัย ลงมือทดสอบ ลงมือทดลองห้องแล็บ น่ะ(laboratory) พอเกิดสัมผัสปั้บ ก็จะมีเหตุปัจจัยเข้ามาสู่ great subject เรา เลย มาสู่จิตวิญญาณเราทุกทีไป เราก็พยายามสิ มีเครื่องมือ มีอะไร ทำให้ใจวิ เคราะห์ให้ออกเลย ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ มีสติสัมปชัญญะ เป็นตัวต้น ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์เป็นตัวสำคัญ พยายามตั้งใจนะ วิริยะให้ได้ วิริยะให้ถึงขั้นสัมโพชฌงค์นะ พากเพียรทำงานปฏิบัติธรรมไป พร้อมกัน ไม่ต้องเสียเวลา ประกอบไปพร้อมกันกับงาน การอะไรอื่นๆ สัมผัสกระทบอยู่ กับทั้งวัตถุ ทั้งบุคคล ทั้ง สิ่งแวดล้อม ทั้งองค์ประชุม ขนาดไหนก็แล้วแต่ เรียก ว่ากาโย เสร็จแล้วก็ เรียนรู้เวทนา อ่านไปรู้ถึงความรู้ สึก ถึงอารมณ์ของตนเสมอ วิจัยอารมณ์ วิจัย ข้างนอก ก็วิจับิ่งประกอบอยู่ โอ้!มีคน คนนี้ อ้อ!คนคนนี้นี่ มีอย่างนี้นะ อ้อ!ปากก็ร้ายนะ ทำอย่างนั้นอย่างนี้ ก็สำคัญนะ ยั่วยุเราอยู่ทั้งนั้น แหม!ยั่วให้เกิดกาม ยั่วให้เกิดพยาบาทอะไรอยู่ต่างๆนานา เห็นกาย นอกอยู่ องค์ประชุมข้างนอกอยู่ แล้วก็อ่านในเวทนาในความรู้สึกในอารมณ์เรา ก็วิจัย ออกไปอีกในเวทนา เวทนาในเวทนา มันปรุงเร็ว ปุ๊บ แล้วเป็นสุข เป็นทุกข์ เป็นโกรธ เป็น เคืองอะไร ก็ปรุง เห็น วิเคราะห์ จับมันมาบี้ต่อ ไอ้ที่มันโกรธ มันเคือง มัน พยาบาท มันทุกข์นี่ มันอะไรไปเป็นตัวสำคัญตัวร้ายอยู่ในตัวนั้นอีก วิจัยเข้าไปในนั้นอีก เวทนาในเวทนาอีก จนไปบี้ เอาตัวเหตุมันมาได้ ว่า อ๋อ!ไอ้นี่มันถือสาอย่างนี้ ไอ้นี่มัน ยึดอย่างนี้ เราจะเอาดังใจของเราอย่างนี้ เสร็จแล้วเราก็เอาสภาพบอกว่า ถ้าไม่ได้ ดังใจเราก็จะโกรธ หรือไม่ได้ดังใจเราก็จะโลภจะยึดจะดึงแจะแย่งจะชิงอะไร ก็เห็น มันให้ชัดเลยว่า โอ๋!อย่างนี้เอง ตัวเหตุ หยุดเจ้าเหตุนั่น อย่าไปแย่งเขาเลย พอ อย่าไปโกรธ อย่าไปเคือง อย่าไปทำร้าย ทำลายอะไรเขา จะออกไปทางกายกรรม อย่างนั้น วจีกรรมอย่างนั้น หรือแม้แต่จิตเกิดอาการที่จะต้องคิด นึก หรือยึดติดอยู่ว่า แหม!จะต้องแค้นจะต้อง ชำระ หรือว่ารัก ก็จะต้องเอามาให้เป็นตัวกู ของกูให้ได้ อะไรอยู่ก็วาง ปล่อย เลิกเสีย เห็นให้จริง แล้วทำให้จริง ทำทุกที คุณก็ได้ทดสอบ เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ได้ทดลองทุกที ทดลอง แล้วทำจริงๆ ไม่ใช่ทดลองเท่านั้น ทำจริงนั่นแหละ เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ทดลองของจริงเลย แล้วก็ เกิดจริง เป็นจริง แล้วก็อ่านต่อไป หรือว่าอารมณ์ที่ทำได้แล้ว มันวาง มันจาง มัน ปล่อยไปได้ เอ๊ะ!อารมณ์นี้มันว่างอย่างไร มันเบาอย่างไร รสชาติมันเป็นธรรมรสที่ลด ละจางคลายได้ มันเป็นอย่างไร ดีไม่ดี วางได้ ถึงขนาดดับสนิทเลยไม่เกิด นิ่งเลย เอ๊!นี่เป็นวิมุติรสนะ วิมุติรสนี่ รสมันอย่างนี้ เองนะ รสมันว่างๆ เบาๆ มันง่ายๆ โปร่งๆ ใสๆอะไร มันเป็นอย่างไร ไอ้ที่อาตมาพูดนี่ภาษา คุณก็ไปทำเอง รับรสเอง ของคุณเอง แล้วดีไหม อย่างนั้นดีไหม ดีกว่าเร่าร้อนอย่างนั้นไหม ดีกว่าเหน็ดเหนื่อย หนักหนา ต้องไปต่อเรื่องอยู่นั่นน่ะ ไม่ขาด สันตติไม่ตัด ไม่ขาดสักทีหนึ่ง มันเป็นอย่าง นั้นแหละ แต่ตัดขาดแล้ว ไม่มีแล้ว เออ!อย่างนี้เอง เป็นอย่างไร อ่านเวทนาใน เวทนา ในขณะที่เราทำอยู่นั่น มันก็รู้จิต รู้จิตในเรา รู้จิตในจิตน่ะ รู้จัก รู้จักสราคมูล สราคจิต เป็นอย่างนี้ หมายความว่า มันยังมีราคะ จิตที่เรียกว่าราคะ มันเป็น สภาพอย่างนี้เอง เมื่อลดราคะ หรือลดกาม ลดกามลงไป มันก็ลดลงไป ก็นี่ละ ลักษณะมันไม่เหมือนเก่าแล้วมันลด วีตราคจิต เรียกว่าวีตะ โทสะก็เหมือนกัน อย่างนี้เป็นสโทสจิต อย่างนี้เป็นวีตโทสะน่ะ มันลดลง ก็อ่านก็รู้ เห็น อาการของ มัน ภาษาเรียกอย่างนี้ ถึงแม้คุณท่องภาษาไม่ได้ก็รู้แล้ว พอเข้าใจความหมายว่าอย่างนี้ นี่ มันเป็น มันมี ราคะก็อาการอย่างนี้ นิมิตหมายอย่างนี้ เราจับนิมิตมันได้ เครื่อง หมายว่ามันราคะมันอย่างนี้ มันไม่ใช่โทสะ มันคนละตระกูล มันคนละอาการ เครื่อง หมายบอก มันคนละเรื่อง คนละแบบ มันต่างกัน เรียกว่าลิงคะ เรารู้อาการ รู้ลิงคะ รู้นิมิตของมัน อ๋อ!จับได้ นี่ เรียกว่ารู้รูป รู้นาม ญาณของเราจะเป็นนาม ปัญญา ของเรานั่นน่ะตัวธัมมวิจัย สัมโพชฌงค์ ตัวญาณอ่านซ้อนอยู่ในนั้นละ รู้ของจริง เรียก ว่าญาตปริญญา วิจัยไตร่ตรอง ตรวจตรา วิเคราะห์ออกไปเรียกว่า ตีรณปริญญา เสร็จ แล้วก็วิจัยตัวที่มันเป็นราคะโทสะอะไรออก ก็ประหารมัน มีสมถวิธี มีวิปัสสนาวิธี ก็ ประหารมัน ลดลงไปให้ได้ เมื่อมันลดลงไปได้ ก็เป็นปหานปริญญา รู้ว่าเราลดได้ ปหานปริญญาน่ะ เมื่อมันลดลงไปได้แล้ว อารมณ์อ่านต่อ อารมณ์ที่มันลดไปได้แล้วนี่ มัน เป็นอย่างไร มันเข้าท่า มันดูดี มันเป็นรสที่เบาที่ว่าง ที่โปร่งอย่างไร คุณก็เป็นการรู้ ของคุณเอง ในตัวคุณเอง เป็นปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ เป็นบัณฑิตเสียเอง บัณฑิตไม่ต้องไปรับใบจากใครเขาหรอก ไม่ต้องไปรับใบบัตรรับรองจากใครก็ได้ รู้ของ ตนเองให้ชัดเจนจน พ้นวิจิกิจฉา พ้นสงสัย โอ๊!ของจริง มันเป็นจริง เป็นเช่นนี้ ได้ เช่นนี้ มีลักษณะอย่างนี้น่ะ เราก็จะเห็นจิต เป็นเจโตปริยญาณ 16 ไปเรื่อยๆนะ สราคจิต ก็รู้ว่านี่จิต มีราคะเป็นอย่างนี้ วีตราคจิตนี่จิตไม่มีราคะเป็นอย่างนี้ สโทสจิต จิตมีโทสะเป็นอย่างนี้ วีตโทสจิต จิตไม่มีโทสะ ก็เป็นอย่างนี้ แม้ว่ามันยังไม่หมด ละเอียดในเบื้องต้น เรา ก็รู้ทิศทางว่า อย่างนี้ละนี่ ราคจิตนี่ เราพยายามรู้ว่ามัน มันมีราคะขนาดนี้เลยนะ มัน แรงขนาดนี้นะของเรา มันมากขนาดนี้ วัดค่ามันไว้ หามิเตอร์สร้างมิเตอร์ขึ้นวัด เออ!ราคะของเรามันขนาดนี้นะ เสร็จแล้ว เมื่อเรามาเรียนรู้ ปฏิบัติแล้ว ตามทิศ ทางนี้ มีฝึกวิทยายุทธเอกกับโพธิปักขิยธรรม 37 นี่แหละ หรือโพชฌงค์ 7 มรรค 8 ที่เป็นหลักใหญ่ๆนี่ นับหมดก็มาตั้งแต่สูตร 4578 โดยมีสติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 นี่คือชุดของสูตร 4 สั่งสมอินทรีย์ 5 พละ 5 นี่สูตร 5 ด้วยโพชฌงค์ 7 มรรค 8 นี่ละ ทฤษฎีสำคัญของเรา 4,5,7,8 เราก็ปฏิบัติไป แล้วมันจะ เกิดเจโตปริยญาณจริงๆน่ะ ในสติปัฏฐานน 4 นี่ละ ความรู้ทั่วพร้อม มันจะรู้ ปฏิบัติไป มันก็จะรู้กาย รู้เวทนา รู้จิต แม้แต่เจโตปริยญาณ 16 ในจิตนี่ เราก็จะรู้ไปนี่ นี่จิต อย่างนี้เป็นราคะ มีราคะ แต่นี่มันลดลงมาแล้วนะ เรียกว่า วีตราคะจางคลายลดหย่อน มันไม่มี มันน้อยลง วีตราคะ อย่างนี้โทสะ พอทำได้ มันก็ เออ!นี่ สโทสจิต เมื่อเราลดก็เป็นสภาพของวีตโทสะ โทสะลด โทสะจางคลายลงมา นี่เป็นสโมหจิต เรา ทำได้ เออ!ชัดขึ้น เข้าใจขึ้น ไม่หลง ผิด แต่ก่อนนี้หลงผิด เลยหลงว่าไอ้นี่ดี หลงว่า ไอ้นี่สุข ที่แท้มันตัวหลอก ผีหลอกน่ะไอ้สุขนี่ ผีหลอกร้ายๆเลยไอ้ตัวสุขโลกียสุขนี่ หลง มาทุกคนละ ความจริงแล้ว ยิ่งไปหลงมัน แล้วก็เสริมให้มันเรื่อย มันหนาขึ้นสิ กิเลส ไปเป็นสวรรค์หอฮ้อ แล้วก็ตก ตกแล้วก็ขึ้น ตก เป็นพวกตกสวรรค์ เดี๋ยวตกสวรรค์ แล้วเดี๋ยวขึ้นสวรรค์ ลงนรก ตกสวรรค์ ขึ้นนรก ตกสวรรค์อยู่อย่างนั้นละ วนเวียน ไม่ รู้จักจบ ดีไม่ดี ก็ไปหลงสร้างอุปาทาน เป็นเรื่องใหญ่ อู๊ย!สวรรค์สูง สวรรค์ใหญ่ สวรรค์ลวงทั้งนั้น ก็เลยยิ่งหนักเข้าไปใหญ่เลย เพื่อที่จะได้มาก ยิ่งตกนรกลงไปลึก ยิ่งแบก อยากจะได้สวรรค์ใหญ่ๆอีก ยิ่งจะขึ้นไปเอาสวรรค์ใหญ่ๆก็ยิ่งยากอีก เอ้า!ยากก็ เอา เราก็ติดแล้วน่ะ ติดแค่บุหรี่ไม่พอ ไปติดเฮโรอีน ติดเฮโรอีนไม่พอ ไปติดอะไร เข้าไปอีก ติดฝิ่น ติดกัญชา ติดมันเข้านุงนังเข้าไปอีก มันก็ไปกันใหญ่สิ ใช่ไหม นั่น ละสวรรค์ นรกอยู่อย่างนั้นละ สวรรค์นั้นน่ะ คือสวรรค์ของสมมุติเทพ เป็นเทวดาที่ รู้กันทุกคนน่ะ ปุถุชนทุกคนเป็นหมด รู้กันทั่ว สมมุตินี่แปลว่ารู้กันทั่ว รู้กัน ใครๆก็รู้ เป็นปุถุชนมาทุกคนน่ะ สวรรค์อย่างนั้น นรกอย่างนั้นน่ะเป็น พอได้เสพสวรรค์อย่างสม มุติเทพ ก็นึกว่านี่แหละประเสริฐ นี่แหละเป็นคนมีบุญ เป็นคนมีความสุข ก็จริง ก็ดี กว่าทุกข์ ละนะ ดีกว่าทุกข์ ที่มันไม่ได้ ไม่เป็น ไม่มีอะไรเลย อุตสาหะอย่างไรก็ถ้าว่า วิบากแย่ๆ ก็ไม่ได้อะไรกับเขา ได้แต่โหยหา ร้องโอดครวญไปเท่านั้นละ เป็นเปรต เป็นอสูร... เป็นเปรต เป็นเดรัจฉาน เป็นสัตว์นรก ดิ้นรน...จะแย่งจะชิงกับเขาไป อย่างนั้น ดีไม่ดี ก็คอยลักขโมยเอา คอยยื้อยุด เหมือนอย่างที่เขาทำหนังเลย ให้ เป็นตัวเปรต ตัวสัตว์นรกอะไร หรืออะไมาก็ยิ่งกว่า ได้แต่รุมทึ้งรุมดึงเอากับเขานั่นน่ะ เพราะฉะนั้น เมื่อเรารู้จิตนี่ เรารู้ 6 อย่างแล้วนะ เจโตปริญญาณ 16 นี่ เรารู้ 6 แล้วนะ สราคะ สโทสะ สโมหะ แล้วมันไม่ใช่ สะ มันก็ลดลงเป็น วีตะ วีตราคะ วีตโทสะ วีตโมหะ 6 แล้ว เมื่อเราเรียนรู้ธรรมให้มันได้ ดีขึ้น แต่มันยัง ไม่ได้ดีมากหรอก มันยัง...โอ้โห ฝืดฝืน ยังเคร่ง ยังคุม ยังพยายามทำ แต่ทำเป็น บ้างแล้ว เพราะจะมี 2 ลักษณะ อย่างหนึ่งก็ทำแล้ว มันก็ตื้อ ก็เรียกว่า สังขิตตัง จิตตัง สังขิตจิตน่ะ สิงขิตตจิต หรือสังขิตตัง จิตตัง เขาแปลเป็นภาษาไทยว่า หดหู่ ก็ คือมันได้มาแล้วมันก็ตื้อๆ คุณลองฟังดูนะ มันได้...แต่มันก็ยัง บางทีเราก็ล้วงลึก ดู ความได้ของเรา มันก็ยังไม่ได้ เอ๊!มันอย่างไร มันได้แล้วมันก็ตื้อๆ หดหู่ มันไม่มี ปัญญาเข้าไปรู้มาก มันได้แล้ว มันเหมือนมันหมก มันหมักอยู่ กับเราเอง หรือมันยังไม่ คล่อง มันยังตืด มันยังหนืด มันยังทำไม่คล่อง แต่ก็รู้ว่าได้ รู้ว่าลดได้บ้าง แต่มันก็ยัง ขลุกขลักอยู่ เป็นแค่ระดับหนึ่ง นี่ความหมายของมัน แต่ทีนี้มาแปลเป็นไทยแล้ว เขาก็ แปลง่ายๆ แปลไปโดยที่ว่า แค่หดหู่ มันเป็นลักษณะ ถีนะ ถีนังมิทธัง ตกผลึก หรือว่าเป็นก้อนจับตัว มันยังไม่ยืดหยุ่น หรือว่ามันยังไม่ได้สภาพที่สมบูรณ์น่ะ ส่วนอีกทิศหนึ่งก็ เป็นวิกขิตตังจิตตัง หรือวิกขิตตจิต น่ะวิกขิตตจิต วิกขิตตังจิตตัง เขาแปลมาเป็นไทย ตรงข้ามกัน ว่าฟุ้งซ่าน แปลอันนี้ว่าฟุ้งซ่าน แปลสังขิตตัง จิตตัง สังขิตตจิตว่า หดหู่ จิตหดหู่ แปลวิกขิตตจิตว่า ฟุ้งซ่าน มันกระจาย มันกระเส็น กระสาย ซ่าน อันนี้ ก็จับ ไม่ติด ก็ต้องมาเรียง มาร้อย มารู้ มันยังไม่ได้ แต่ก็รู้ว่า มันก็ได้บ้าง แต่มันก็ยัง ไม่ดี มันได้แต่ขั้นตอนเบื้องต้นน่ะ คุณธรรมเราได้เบื้องต้น อย่างพวกคุณนี่ เป็นโสดาบันหรือเป็นอะไรนี่ มันอ่านจิตพวกนี้ มันยังเป็น อย่างนั้นละ ยังไม่ค่อยเก่ง แล้วก็คุณยังไม่ได้มาก แล้วยังไม่ได้ชัด มันก็จะ เอ๊!เราได้หรือไม่ได้ แล้วมันเป็นอย่างไร มันก็จะมีลักษณะที่รู้ยากก็คือ...สังขิตตัง จิตตัง มันรู้ยากประเภทที่ลึกๆ ส่วนประเภทที่วิกขิตตังจิตตัง ก็รู้ยากประเภท กระจาย อันหนึ่ง ก็เหมือนตกผลึกจับก้อน อันหนึ่งก็เหมือนกระเส็นกระสาย กระดอนออก ไปไกลๆไหนๆอะไรอย่างนี้ มันก็ มีลักษณะ 2 ด้าน เราก็ทำต่อ มีวิธีที่เราเห็นว่ามันได้ ผลก็ฝึกเข้าไป ฝึกเข้าไปต่อ ฝึกเข้าไปต่อ เมื่อรู้แล้ว ทิศทางนี้ ถูกทางแล้ว เป็น สัมมาอาริยมรรคแล้ว ทำต่อ ฝึกต่อ พระพุทธเจ้าบอกเมื่อรู้แล้ว ก็มีอย่างเดียวน่ะ เสพคุ้นเข้าให้มาก เสพคุ้นท่านใช้ภาษาบาลีว่า อเสวนา คบคุ้น เสพคุ้น ทำให้คุ้น ภาวนา ทำให้เจริญ...ให้รู้ว่าทำถูก ถ้า เจริญแล้วทำเข้า ให้มันเจริญ ให้มันก้าวหน้าเข้า มากๆ พหุลีกัมมัง 3 ตัว อเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง เมื่อชัดเจนแล้วนี่เป็นสัมมาอา ริยมรรคแล้ว ลุย กด 3 ปุ่มนี่เลยนี่ อเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง กด 3 ปุ่ม นี่เลย เดินเครื่อง ทำ ต่อไป เมื่อคุณชัดแล้วว่านี่คือสัมมาอาริยมรรค ทำอย่างนี้แหละถูก แล้ว ปฏิบัติอย่างนี้แหละถูกแล้ว พากเพียรต่อไป อย่าให้ตกหล่น เมื่อเราทำอีก มันก็จะรู้ว่า เออ!เราเจริญขึ้นเป็น มหัคคตจิต จิตก็เจริญ ขึ้นอีกแล้ว แต่ถ้าเราทำมันไม่ถูก หรือว่าทำอ่อนแอเหยาะๆแหยะๆ เพราะว่าทำไปแล้ว นี่ ถ้าเพิ่มภูมิไปแล้วนี่ ภูมิมันชักจะไม่มีบารมีหนุนนี่นะ มันจะยาก เหมือนกับเรามาพบ ธรรมะใหม่ๆ มันยังมีบารมีเก่า มาถึงทำอย่างนี้หรือ ก็ทำไป ทำอย่างนี้หรือ ทำ อย่างนี้หรือ โอ้โห!ง่าย คนมีบารมีนะ อย่างนี้ๆ ทำได้ๆๆๆ พอได้ไป แล้ว เรียนต่อไปว่าทำอย่างนี้ต่อไป ทำอย่างนี้ต่อไป ตอนนี้ชักบารมีหมด อย่างนี้หรือ โอ้โห!ทำไมต้องฝืนจังล่ะ ทำไมมัต้องพยายามจังล่ะ ตอนนี้แหละต้องเร่งเครื่องเต็มตัว พากเพียรเต็มลำแล้ว โอ๊ย!ทำไมมัน มันไม่เหมือน ไอ้ที่มันแรกๆไอ้ที่มันได้มา ไอ้ที่มัน มีบารมีมาเก่าละนะ มันก็ โธฺ!มันก็ ง่ายน่ะสิ ทีนี้มันหมดทุนแล้ว มันหมดทุนเดิมเรา แล้ว เราก็จะเพิ่มทุน เพิ่มรายได้ใหม่ ตอนนี้มันต้องฝึก อันนี้แหละ ชักจะหนืดแล้ว ชักจะไม่ใช้ อุตสาหวิริยะแล้ว ต้องอุตสาหวิริยะกว่ากันเยอะ เพราะฉะนั้นจึงต้องเติม ความเพียร คนมาตายตรงนี้แหละ พวกเรานี่ มากองๆอยู่นี่ ก็ติดแป้น แล้วก็มาเฉื่อยอยู่ตรงนี้แหละ ไม่ อุตสาหะต่อ มันต้องทำยากกว่าเก่าใช่ไหม สูงใช่ไหม สูงมันควรจะยากกว่าใช่ไหม ไอ้ที่มาแต่ก่อนนี้ ไฟแรง แล้วก็มี แหม!พยายามดีนะ ไฟแรงด้วย แล้วก็ของเก่าก็มี ด้วย มันก็ง่ายน่ะสิ องค์ประกอบทุกอย่างมันเสริมทั้งนั้น พอจะยากขึ้น สูงขึ้นอีกนะ ตอนนี้ต้องเพิ่มพลังเพียร เพิ่ม

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน