390305 กรรมฐานของอาริยชน ตอน 5 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ศีรษะอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2539
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์160 KB
วันที่แก้ไข10 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

390305 กรรมฐานของอาริยชน ตอน 5 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ศีรษะอโศก

เนื่องในงานปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธ ครั้งที่ 20 วันที่ 5 มีนาคม พุทธศัราช 2539 ณ พุทธสถานศีรษะอโศก อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ

ในยุคที่มันเลยๆมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้นี่ ทุกอย่างพร่อง โลกพร่องอยู่ เป็นนิตย์ ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสนี่ คือมันพร่อง มันงวดไปเรื่อยๆ มันหมดลงไปเรื่อยๆ วัตถุดิบ ทรัพยากร มันก็พร่องลงไปจริงๆ คนก็มากขึ้น เมื่อคนมากขึ้น ก็จะต้องใช้ ทรัพยากรหรือว่าใช่อาหาร ใช้เครื่องอาศัยมากขึ้น แล้วมันก็ไม่สมดุลกันเลยน่ะ วัตถุดิบ ทรัพยากรที่เป็นของธรรมชาติ ของโลกที่มันเคยมากมายแน่นหนา เยอะแยะ ไม่ว่าจะ เป็น ต้นหมากรากไม้ ที่มันขึ้นมาเป็นสิ่งอาศัยกัน และกัน เป็นอาหารของสัตวโลกนี่ แหละ มันก็ร่อยหรอลงไป หมดไปจนกระทั่ง ถึงขนาดเราไม่กล้า หรือไม่อยากจะพูดกัน เลยว่า มันเหลือเท่าไหร่ขณะนี้ ป่าไม้ในประเทศไทย เหลือ... อาตมาได้ยินมานะ แต่ตัวเลขนี่ แม่นหรือไม่แม่น ไม่รู้ ว่าขณะนี้เหลือเพียง 8% ในประเทศไทยขณะนี้ อาตมาก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร อาตมาไม่ได้เคยพาพวกเราไปบุกป่า ทั้งๆที่เป็นพระปฏิบัตินี่ อาตมาว่า อาตมาเป็นพระปฏิบัติมาตลอด ทั้งๆตอนแรกออกมานี่ อาตมาออกมาตอนแรกเลย เลิก จากทางโลกมา ไปหาที่ที่เป็นป่า แต่ก็ไม่ได้ไปคิดว่าจะไปหาป่าใหญ่ ที่จะไปบุกรุก บุกรุกอย่างที่เขาบุกรุกกันละนะ จะออกมาตอนแรกที่สุดนี่ ไปนึกหาซื้อที่ ที่มันเป็นป่า เป็นต้นไม้ เป็นสวนให้แน่นๆ แล้วก็จะเจาะเข้าไปให้อยู่ในนั้นน่ะ ปลูกกุฏิ...ปลูกเรือน เล็กๆอยู่ เพราะตอนแรกไม่คิดจะบวช ตะรอนๆไปกับคุณชวน ชวนชัยที่...เคย ถ้าใคร ไปอบรมสัมมนากสิกรรมธรรมชาติที่ปฐมอโศกคราวนี้ ก็คงจะเห็น ไปกัน ไปหาซื้อที่สัก แปลงหนึ่ง ได้สัก 2 ไร่ 3 ไร่

อ่านต่อ

ก็พอ แต่ขอมีข้อแม้ว่าให้มี...นี่มีต้นไม้อย่างนี้ ให้มี ต้นไม้นี่คลุมๆแล้วเราก็ไปอยู่ เจาะโพรงเข้าไปอยู่ในนั้น มันก็เป็น ไม่รู้มันเป็นอะไร ในสายเลือดก็เป็นอย่างนั้น แต่หาซื้อไม่ได้ แล้วเราก็ไม่ไหวแล้ว ไม่อยู่แล้ว ในสังคม โลกทางโน้นไม่อยู่แล้ว สุดท้ายอย่างที่เคยเล่าให้ฟัง...มีเขาบอกว่า จะไปซื้อ ทำไมเล่า ก็ไปเอาสินั่น ป่าอยู่ที่วัดอโศการามโน่น เยอะแยะไปป่าแสมน่ะไปจองที่นั่น ก็ไปปลูกกุฏิเข้า ไม่ต้องไปซื้อไปหานี่ อยู่เท่าไหร่ก็ได้ อาตมาก็ฟังๆไปอย่างนั้นแหละ ตอนนนั้น ไม่ได้รู้ เพราะอาตมาเป็นคนไม่รู้จักวัดวาอะไรเลย เป็นคนไม่รู้เรื่อง ศาสนา ไม่รู้เรื่องพระๆเจ้าๆ วัดวาอะไร ไม่รู้เรื่อง เพราะไม่ใส่ใจมาแต่ไหน ปฏิบัติธรรมเสร็จแล้วก็ ก็รู้ของตัวเอง ว่าอย่างนั้น่ะ เขาพาไปดู...ก็คงจะเคยเล่า ก็เคยได้ฟัง แม่บ้านที่อยู่ด้วยนั่น เขาไปตลาด ไปพูดบอกว่าคุณผู้ชายอยากจะหา สวนที่มีป่าๆ อะไรนี่...ไปพูดไปอย่างนั้นแหละ ไปซื้อเข้าซื้อของ... พูดไปอย่างนั้นแหละ ไปพูดเอากับแม่ค้าขายผัก แม่ค้าขายผักคนหนึ่ง ก็บอกว่า ก็จจะไปซื้อทำไม ก็วัด อโศการามออกป่าเยอะแยะ ป่าแสม...จะไปปลูกกุฏิ ปลูกอะไร ก็ไปอยู่ที่นั่นก็ได้ เขาก็รีบนำความมาบอกอาตมา อาตมาเฉย...คะยั้นคะยออาตมาไปดูให้ได้ ไป ดู...อาตมาก็ไปดูอย่างนั้นแหละ อย่างเสียไม่ได้นะ เห็นเป็นน้ำใจของ...ที่จจริงน่ะคนๆ นี้นี่ อาตมาเคยไป...ก็ได้ตัวมาจากกรมประชาสงเคราะห์ มาหางานทำ อาตมาก็ไปหา ที่จริงก็คือไปหาคนใช้ คนใช้มาไว้ในบ้าน ก็ไปได้แกมา มีลุกสาวติดมา ด้วยตัวเล็กๆ ซึ่งคนใช้มีลูกสาวติดน้อยๆนี่ บ้านไหนก็ไม่เอา เขาต้องการคนไปใช้ แต่ มามีกระจองอแง มีลูกเด็กเล็กแดงอยู่ด้วย เขาก็ไม่เอา อาตมาเห็น เออ!ก็เอามา ช่วยงานอยู่ในบ้าน ตั้งแต่เงินเดือน 150 บาท ให้แกเดือนหนึ่ง จนกระทั่งไม่รู้เงิน เดือน เท่าไหร่ เป็นพัน ตั้งแต่เป็น จนกระทั่งอยู่มา จนกระทั่ง แต่ก่อนนี้เงินเดือน พันน่ะ มันไม่ใช่ธรรมดานะ คนใช้นี่แหละ เงินเดือนพันหนึ่ง แต่ก่อนนี้ไม่ใช่ ธรรมดานะ ก็ไม่ได้คิดว่าเป็นคนช้ง คนใช้ แต่คิดว่าเป็นคนอยู่ด้วยกัน อาตมาไม่ มีนิสัยเป็นศักดินาอะไรมากมายหรอก สุดท้าย...จะออกมาบวช แกก็มาด้วย ไม่เอา ไม่อยู่แกก็จะมา ตอนหลังพวกเราคนเก่าๆคงจะรู้ อาคมาเรียก อุปัฏฐากนั่นแหละ แกก็พา ไปดูที่วัดอโศกการาม อาตมาก็ไป ก็ไปเห็นป่าวัดอโศการามเข้าก็ บ๊ะ!ดีแฮะ แหม!มันมุดเข้าไปใน...ดงแสมน่ะ แหม!ดีนี่ ของฟรี แบบนี้ด้วย แต่ที่จริง ไม่ได้คิด เท่าไหร่หรอก ไอ้เรื่องของฟรี ไม่ของฟรีนี่นะ คิดแต่ว่ามัน เหมาะ อ๊ะ!อย่างนี้ดี ห้อมล้อมไปด้วยวัดวาด้วย ห้อมล้อมไปด้วยอะไรต่ออะไร ใครเขาจจะเข้ามาถึงนี่ ผ่านด่านมาเยอะนะ สบาย จึงได้เจาะ ถ้าใครรู้จากเดิม เจาะป่าแสมเข้าไป ทำ เป็นสะพาน ที่จริง นั่นก็ออก แบบเอาละนะ เจาะ เข้าไป แล้วก็ไปปลูกอยู่ในเกาะ โน่นน่ะ ตรงโน้น... เรื่องที่มีต้นไม้ หรือเรื่องที่เราจะต้องการอย่างนี้ก็ มันก็ไม่ต้อง เล่าละนะ เล่าประเดี๋ยวก็จะเล่าอะไรต่ออะไรไปเยอะ เดี๋ยวไม่มีเวลาอีกหมดอีก ก็พาทำมาก็จะเห็นได้ว่า อาตมาก็พยายามที่จะปลูกต้นไม้อยู่กลางกรุงเทพฯ ท้องนาที่สันติอโศก ก็พยายามระดมปลูกต้นไม้กันขึ้น ปฐมอโศกก็ตาม รุ่นแรกๆจะระลึก ถึง โอ๊ย!หัวแดง แดงๆ ปฐมอโศก ปลูกต้นไม้กัน ปลูกกันขึ้นมา เอาดินมาถมแล้ว เสร็จแล้วปลูกมันขึ้นมา ก็หงิกบ้างงอบ้าง อู๊ว์!... ที่สันติอโศก ตอนแรกก็ขนาดกล้าวยปลูกแล้วก็หงิกหมดเลยนะ ต้นทอง หลางเอามาปลูกขึ้น ตอนนแรกๆถมดินแล้วก็ปลูกขึ้น ไม่ได้ถมหรอก ตอนนั้นขุดขึ้น ไม่มี ไม่มีตังค์ ขุดดินตรงนี้ขึ้นมากอตรงนี้ เพราะว่ามันเป็นลุ่มน้ำเน่าน่ะ ไม่มีที่จะอยู่หรอก ขุดให้เป็น เอ้า!ขุดเป็นลำเป็นคลองไปเลย เอาดินตรงนี้ขึ้นมาถมตรงนี้ให้มันสูง ไอ้ ที่สูง มันก็อยู่กันบนที่สูงๆนั่นได้ ใช่ไหม ไอ้ตรงนี้ เอ้า!มันจะมีน้ำ ก็น้ำไป ขุดขึ้นมา ไอ้ที่สูงนั่น...ดินขนาดนั้นน่ะ เอากล้วยปลูก เอาต้นทองหลางมาปลูก ขนาดนั้น มันนยังไม่...มันยังขึ้นไม่ไหวเลย ดินมันขนาดไหนนี่ จนเราได้ปลูกต้นไม้ ต้นไร่ ขึ้นมา เรื่อย พยายาม อยู่ที่นี่ มาเห็นที่นี่เข้า ท่านสันตะ กับใคร กับท่านอัคควัณโณมา ก็มา ที่นี่มันยังดีอยู่ อาตมาก็เอาเลยรักษาดูเอา อยู่ที่นี่ป่าใด ก็พยายาม โอ๊ะ!ทะเลาะกับคนชาวบ้านเขาจะแย่ ที่มาอยู่ที่นี่ ดูแลรักษาต้นไม้พวกนี้เอาไว้ นี่ปลูก เพิ่มเติมเป็นพันๆหมื่นๆต้นนะ ปลูกต้น...ไอ้นั่นแหละมาก ต้น...มะค่าโมงมาก นี่ป่านี้ เราปลูกต้นมะค่าโมงแซมลงไป เป็นพันๆหมื่นๆ ปลูกลงไป ทั้งๆที่มันเป็นป่าอยู่แล้วนะ ที่ศาลีอโศกก็ป่าช้าร้างๆ มีแต่เศษแก้ว เศษขยะ อะไรเลอะไปหมดเลย ที่ศาลีอโศกน่ะ เราก็ไปจัดแจงปรับเข้า ปลูกต้นไม้เข้า รักษา จนทุกวันนี้มันยังร่มรื่นแล้ว ใครจำได้ พุทธภิเษกฯใหม่ๆ แต่ก่อนนี้ก็ โฮ้ย!เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว แดดเปรี้ยงๆ กลางวันนี่ เดินไม่ได้เลยน่ะ ร้อนพื้นเท้ากันจะตาย ถ้าขืนกลางวัน... ร่มใครร่มมัน หาร่มอยู่กัน พุทธาภิเษกฯที่ ศาลีอโศก เดี๋ยวนี้ก็ร่มเย็นมีต้นไม้ ที่ไหนๆเราก็พยายามที่จะปลูกต้นไม้ไป อะไรต่ออะไรไป เราพยายามที่จะมาทางด้านนี่แหละกสิกรรม มาทางด้านที่จะต้องดูแล ก็มัน เป็นอาหารน่ะ ต้นไม้นี่ เป็นพี่เรา เป็นน้องเรา เป็นพ่อเรา เป็นแม่เรา ต้นหมากราก ไม้นี่ ที่เราจะต้องดูแล...ไม่ใช่ว่าจะเที่ยวได้ตัด เที่ยวได้โค่น ทำลาย อะไร คือจิตวิญญาณของคน ถ้าไม่ได้มีอะไรลึกๆในจิตนี่นะ มันจะรู้สึกหยาบ ถ้าเผื่อว่าได้ฝึกฝน ให้รู้จักอะไรที่มันลึกซึ้งขึ้นนี่ มันก็จะละเอียด ประณีต สุขุม แล้วมีอะไรลึกๆ มีความรู้สึก ลึกๆ มีปัญญาลึกๆ มีความลึกๆ สิ่งเหล่านี้นี่มัน มันจะประหลาด มันจะไม่เหมือน ไม่ เหมือนไอ้คนพื้นๆตื้นๆหยาบๆอะไรขึ้นไป... แล้วก็ไปกันใหญ่เลย จะเฉลียวฉลาดเท่า ไหร่ ก็ยิ่งเฉลียวฉลาดหยาบ เฉลียวฉลาด ทำลาย ยิ่งซับซ้อนหยาบเข้าไปอีก มันไปไม่ รอด ถึงเขาไปรอด ก็ไปอย่างที่เขาเป็น ไปรอดชนิดที่เป็นบาปน่ะชนิดที่เสียหาย เมื่อพวกเราได้มาทำ...มาทำอย่างที่พวกเราพากันทำนี่ ไม่ว่าจะกินจะอยู่จะ หลับจะนอน ตอนต้นๆอาตมาพาทำเน้นกรรมฐาน กิน อยู่ หลับ นอนนี่มากนะ ฝึกกัน นอนก็จะต้องนอนอย่างสำรวมสังวรมีสติ นอนตะแคงขวา...มีสติ พยายามฝึก อย่าหลับ ใหล แม้ที่สุดก็ต้องรู้ในอารมณ์ ในความเสพ หลับแล้วก็เสพ ที่จริงหลับก็คือการอยู่ ในภวังค์ แล้วก็พัก...พักผ่อน ไม่ให้มันออกมาทำงานกับทวาร ทั้ง 5 ในภายในถ้าจิต พักได้ พักดับสนิท จนกระทั่งไม่มีนิมิตอะไรเลย ไม่มีฝัน อะไรเลย ไม่มีความ ดับ เหมือนเงียบไปเลย ตลอดก็ได้ แต่อันนั้นก็ เราก็รู้ว่า นั้นไม่ใช่เป้าหมายของความ เป็นชีวิต ความเป็นชีวิต หลับอย่างมีสติสัมปชัญญะ รู้สึกตื่น แล้วยิ่งตื่นนี่นะ เวลาหลับเข้าไปก็จริง...ตาหลับ แต่รู้สึกเหมือนสติตื่น สติเต็ม สติที่มันเป็นชาคริยานี่ เรา นอนหลับนี่แหละ แต่เหมือนกับเราไม่ หลับเลย เพราะฉะนั้นคนที่เขาบอก ว่าเขานอน ไม่หลับเลย แล้วก็ โอ้โห!เป็นน ทุกข์เป็นร้อน ไปเที่ยวได้หาหมอให้รักษา เขา บอก...นอนไม่หลับมาเป็นปีๆว่า อย่างนั้นนะ อาตมาว่าคนมันนอนไม่หลับเป็นปีๆนั่น มันตายไปแล้ว ตั้งแต่ปีมะโว้ แล้ว ตายไปตั้งแต่ปีมะโว้ ไม่ต้องนอนไม่หลับเป็นปีๆ หรอก นอนไม่หลับไม่กี่คืนก็ ตายแล้ว นอนไม่หลับจริงๆไม่กี่คืนนี่ ก็ตายแล้ว เพราะ คนเรานี่นะอดข้าวยังได้นานนะ อดนอนนี่ไม่ได้นานหรอก อดนอนนี่ไม่ได้นานหรอก แล้วคนที่เขาบอกเขา ว่านอนหลับ ไม่หลับมาเป็นปีๆนั่น จริงๆน่ะเขาตกเข้าไปในภวังค์ เขาได้พัก ได้พักทวาร 5 ... ตกเข้าไปในภวังค์เสมอ แต่จิตมันตื่นเพริด มันตื่นมาก มันไม่อยู่ มันก็เหมือนกับตัวเองนี่ไม่ได้หลับ รู้สึกอะไรก็ได้ยิน อะไรก็ได้... แต่เขา ไม่รู้ว่านี่คือจิต นี่คือจิต มันเหมือนกับได้ยินหมด เขาจะทำอะไร ใครจะทำอะไร มัน เหมือนกับไม่หลับเลย...เหมือนกับไม่หลับจริงๆ เขาเป็นอย่างที่ เหมือนกับอย่างคนที่ฝึก สติ ฝึกการหลับ การนอน ฝึกความตื่นนี่ ฝึกจนกระทั่งสามารถนอน หลับอยู่ในภวังค์ แต่เหมือนคนตื่น ใครพูดอะไร ได้ยินไกลด้วยนะ ได้ยินก็ไกลน่ะ ถ้าดีจริงๆเก่งจริงก็คือ ประสิทธิภาพของจิต ที่เขาเคยบอก ว่าถอดจิตออกมาจากร่าง แล้วก็เห็นด้วย ใครทำ อะไร ก็เห็นด้วย นั่นคือประสิทธิภาพของจิต พลัง พลังสามารถของจิต ได้ยิน เห็น ได้กลิ่น ได้รู้ สรุปแล้วก็คือรู้ จิตนี่มัน สามารถตื่น แต่ได้หลับ แต่ได้พักอยู่ ในภวังค์ ส่วนหนึ่งพักแล้ว แต่จิตก็มีประสิทธิภาพเป็นสมาธิ หรือเป็นจิตที่รู้อะไรต่ออะไร ได้พิเศษยิ่งกว่า แล้วคนที่บอกว่าเขาเป็นโรคนอนไม่หลับนี่นั่น ที่จริงจิตเขาฟุ้งซ่านมาก จนกระทั่งมัน มันเป็นสมาธิแบบหนึ่ง ฟุ้งซ้านแบบหนึ่งมันซ้อนน่ะ อาตมาก็ไม่รู้จะอธิบาย อย่างไร แล้ว มันก็เหมือนกับตัวเองนอนไม่หลับ ที่จริงนอนได้พัก แต่เขาไม่รู้ตัว อาตมาไม่รู้นะ ในนี้มีหรือเปล่า คนแบบนั้นน่ะ หือ!...แล้วว่าตัวเองนอนไม่หลับ โอ้โห!นอนไม่หลับมาตั้งไม่รู้เป็นเดือน เป็นปี ไม่จริงหรอก ถ้าคุณไม่ได้พักเข้าไป ในทวาร 5 ได้พักเข้าไปในตา หู จมูก ลิ้น กาย นี่ก็ได้เข้าไปในภวังค์ แต่จิตมันเป็น อย่างที่อาตมาว่านั่นนแหละน่ะ ถ้าไม่ได้พักอย่างนั้นจริงๆ เหวย!ตายมานานแล้ว ไม่ได้ ถึงปีหรอก ไม่ถึงเดือนหรอก คนอดนอนนี่ตายก่อนคนอดกิน คนไม่ได้กินข้าว 7 วันอยู่ได้ ไม่ได้นอนจริงๆไม่ได้พักไม่ได้นอนหลับจริงๆเลย 7 วันนี่นะ แล้วก็ไม่เป็น จิตสมาธิ ไม่ เป็นจิตภวังค์ ไม่เป็นจิตได้พัก ตาย ตายจริงๆ มันอยู่ไม่รอดหรอก น่ะ นี่มันเป็นเรื่อง ที่ซ้อน มันเป็นเรื่องที่ลึก ที่เขาไม่ค่อยเข้าใจตัว แต่อย่างนั้นมันไม่ใช่การทำอย่างมีเจต นา มีปัญญา กระทำเข้าไปสู่ภวังค์ เป็นคนหลับที่มีสติ ในการรู้น่ะ เพราะฉะนั้นการฝึกนอน ฝึกตื่น ฝึกหลับนี่ มันก็จะต้องรู้ว่าเราพัก พักให้สนิท ตื่น ตื่นให้เต็ม แล้วก็ต้องรู้ว่าการเสพติดการพักนั่น มันก็มีจริง เพราะฉะนั้นนักปฏิบัติธรรมก็เสพติดไป 2 ด้าน ด้านไปติดความสงบ ความพัก กับด้านติดสิ่งที่เป็นโลกๆ เรา ต้องรู้ 2 ด้านหมดเลย แล้วเราต้องไม่ติดทั้ง 2 ด้าน เราก็ สามารถทั้ง 2 ด้าน จะ พัก จะสงบ จะหลับจะหยุด...หยุดสนิทได้ทันที จะตื่นก็ตื่นได้เต็ม แล้วก็ตื่นอย่างผู้รู้เท่า ทันโลก ตื่นอย่างผู้ที่ร่วมจะปรุงจะแต่งไปกับโลกขนาดไหนก็ปรุงได้ แต่เราก็ไม่ได้ไปติด ไปหลงอะไรน่ะ ศาสนาพระพุทธเจ้าจึง เป็นศาสนาที่รู้รอบน่ะ รู้ครบ รู้หมด โลก เขาเป็นอย่างไร รู้ แล้วก็สามารถที่จะอยู่กับเขาได้ อย่างที่ไม่ติดโลกเลย ทำอะไรต่อ อะไรกับเขาก็ได้ ช่วยเขาได้ แต่ตัวเราก็ ยิ่งเป็นพระอาริยะ พระอาริยเจ้าชั้นสูง ขึ้นไปแล้ว ก็ยิ่งลอยตัวอิสระ ไม่ติดยึด สุดท้ายยิ่งเป็นอรหันต์แล้วก็ ของพระพุทธเจ้า ถึงนิพพาน หรือเป็พระอรหันต์นี่ ก็เห็นทุกอย่างมันเป็นอย่างที่มันเป็นนั่นแหละ ที่ภาษา ไทยท่านบอกว่า มันก็เป็นอย่างที่มันเป็นน่ะ อะไรมันก็เป็นอย่างอันนั้น ตามเหตุปัจจัย ตามเหตุปัจจัยของมัน ตั้งแต่เหตุปัจจัย ทั้งรูปธรรม และพลังงานธรรมดา จนกระทั่ง ถึง เหตุปัจจัยที่เป็นรูปวัตถุ รูป กับพลังงาน ถึงขั้นระดับจิตวิญญาณ และแล้วก็ประกอบกันขึ้น มา กำหนดมาเป็นสิ่งที่รู้ได้ เพราะฉะนั้นพระอรหันต์เจ้าจะเข้าใจ ความหมาย จะ เข้าใจสภาพ ที่กำหนดแบ่งออกไว้ 5 อย่าง เรียกว่านิยาม กำหดจจำกัดความไว้ชัดๆ แต่ แหม!มันอธิบาย อาตมาก็ขยายความไม่ ไม่ได้หมดน่ะ มันลึก มันละเอียด มัน สมบูรณ์จริง แบ่งเป็นนิยาม ธรรมนิยามไว้ 5 อย่าง ธรรมนิยามนี่ เอารวมไว้ ทั้งหมด ก็คือธรรมนิยามทั้งหมด ทุกสิ่งทุกอย่างคือธรรม นนิยาม กำหนดไว้อันนี้ 1.ก็คือ อุตุ เป็นภาษาบาลีนะ 1.อุตุ 2.พีชะ 3.จิต 4.กรรม 5.ก็ธรรมะนี่แหละ อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม อุตุคืออะไร พีชะคือ อะไร จิตคืออะไร กรรมคืออะไร ธรรมะคืออะไร อย่างพระ พระอรหันต์เจ้านี่ เข้าใจ รู้เท่าทันพวกนี้หมด กำหนดขนาดนั้น อย่างนั้น อย่างนี้ เข้าใจ รู้ทัน แล้วก็รู้ว่า ทุกในเอกภพ ในมหาจักรวาลนี้ มีอยู่แค่นี้แหละ ระบุ แบ่ง ระบุหรือแบ่งลงไปได้แค่นี้ อุตุ แหม!อธิบายไม่หมดว่าอุตุคืออะไร เราเคยได้ยินคำว่า อุตุนิยม อุตุ นิยมวิทยา วิชาว่าด้วย... พวกหยั่งรู้ดินน้ำ หยั่งรู้อากาศ หยั่งรู้บรรยากาศ หยั่ง รู้องค์ประกอบอะไร แหม!ไอ้น้ำจะท่วม ฝนจะตก แต่ไม่รวมขี้จะแตกด้วยนะ ฝนจะตก ลมสลาตันจะมา ลมเหนือ ลมใต้จะอ่อนจะแก่จะไอ้โน่น ฟ้าจะสว่าง เมฆ ฝนจะน้อย อะไรก็แล้วแต่ แผ่นดินจะไหว อะไรก็ตามใจ อุตุนิยม ทั้งนั้น แหละ รู้อะไรมันจะ ไปจะมา มันจะเป็น มันจะอะไร ก็อยู่ใน คือจริงๆแล้ว ก็คือจะต้องรู้ในเรื่องของการเคลื่อน การรวม การมีอิทธิพล อำนาจของดิน น้ำ ลม ไฟ ธาตุที่เป็นธาตุ ไม่ใช่ ไม่ใช่จิตธาตุ ไม่ใช่พีชธาตุ ไม่ใช่ธาตุแห่งชีวิต ไม่ใช่ธาตุแห่งวิญญาณ แล้วก็ไม่ใช่ กรรม รวมแล้วก็จะต้องมีค่า เรียกว่าธรรมะ รู้จักสิ่งเหล่านั้น และแบ่งค่าของสิ่ง เหล่านั้น เรียกว่าธรรมะ ผู้ที่รู้ธรรมะ คือผู้ที่รู้ค่าของอะไรทั้งหมด แล้วก็รู้จักค่าที่ เหมาะสมพอดี เรียกว่ามัชฌิมา หรือเรียกว่าสัมมา แล้วก็อยู่กับอันนั้น หรรือจะไม่อยู่ กับอันนั้น หรือจะใช้อะไรที่จะจัดสมดุล จัดสัมมา จัดให้มันลงตัว มัชฌิมาอะไร เรียก ว่าธรรมะ สูงสุดสมบูรณ์สุด ธรรมะ ถือ ถือว่าความรู้ก็แล้วกัน เป็นความรู้สุดยอด ธรรมะนี่ ธรรมะนี่รวมเป็น ความรู้ ธรรมะก็คือสิ่งต้องรู้อุตุ ต้องรู้พีชะ ต้องรู้จิต ต้อง รู้กรรม อุตุก็อย่าง อาตมาว่านั่นแหละ มันไม่เกี่ยวกับธาตุรู้หรอก มันเป็นตัว ถ้าแบ่งภาคก็แบ่งไป ทางภาค ภาคหนึ่งว่า มันเป็นเรื่องของวัตถุรูปทั้งหมด และแม้ วัตถุรูปมันก็ไม่อยู่ แต่ว่าวัตถุรูปเป็นแท่งเป็นก้อน มันแปรปรวน มันไปมา เกิดเป็น ความพัดไหว ไปมา เกิดเป็นก้อน เป็นแข็ง เป็นอ่อน เป็นเหลว เป็นอะไรต่ออะไรอยู่ทั้ง หมดในมหาจักรวาลนี้ อุตุน่ะ เสร็จแล้วในส่วนที่เป็นอุตุ เป็นธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ นี่แหละ แล้วก็มีบทบาทธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ด้วยนะ อุตุ จนกระทั่งเกิดเป็นร้อน เป็นเย็น เป็น เคลื่อน เป็นไหว เป็นไป เป็นมา เป็นแข็ง เป็นอ่อน อะไรก็ตามใจ จากอุตุมันก็มาซ้อนอยู่ในอุตุ เกิดมาเป็นพีชะ หรือเป็นชีวะ เป็นพีชะ หรือ เป็นชีวะ เป็นชีวิต ก็ตัดเกรด ตัด...ระดับกันว่า มันไม่รู้ตัวเข้า จนกระทั่งเรียกมัน ว่า ชีวะ แล้วมันก็เป็นของมันเอง มันก็เกิด ดูด เกิดรวมตัว เกิดเป็นพลังงาน ที่สังเคราะห์กันขึ้นมาเป็นพีชะ เป็นชีวะ จนกระทั่งเป็นพีชะ เป็นชีวะในระดับในพืช เป็นต้นไม้ เป็นอะไรต่ออะไรนี่ ตั้งแต่ละเอียดไป จน กระทั่งถึงต้นไม้ใหญ่ๆ รวมกันอยู่เป็นป่าเป็นอะไรเต็มไปหมดในโลกในอะไรนี่ พีชะ มันก็เป็นขนาดนั้นละ พีชะ คนก็มาจาก ดินน้ำลมไฟ คนก็มมาจากความพัฒนาขึ้นมา จนเป็นพีชะ จนกระทั่ง พลังงานในพีชะ สูงขึ้นมาระดับหนึ่งก็เรียกว่าจิต หรือ วิญญาณ จิตหรือวิญญาณ เพราะนั่นระดับหนึ่ง พระพุทธเจ้าถึงแบ่งเอาไว้ว่า เป็นสังขารที่มีพลังงานเหมือน ...ชีวิต เป็นพีชะ แต่ตัดรอบไปว่าอันนั้นเรียกว่า สังขารที่ไม่ ยังไม่ถือว่าระดับ พลังงานนั้นเป็นวิญญาณ เรียกว่า...อนุปาทินกสังขาร สังขารที่ไม่มีวิญญาณครอง หรือ สังขารที่มีพลังงานเป็นพีชะ เป็นชีวะ เป็น ชีวิต แต่ไม่ถือว่าพลังงานในชีวิตระดับนั้น เรียกว่าพลังงานระดับจิต หรือระดับ วิญญาณ ไม่ถือว่าระดับจิตหรือระดับวิญญาณน่ะ แล้วก็แบ่ง พลังงานที่ ที่ระดับจิต หรือระดับวิญญาณขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง เป็นอุปาทินกสังขาร สังขารก็คือ ความมารวม มาปรุง มาจับตัว หรือมาอะไรกัน นี่สังเคราะห์กันเข้า ก็เรียกว่าสังขารที่มีวิญญาณครอง นั่นน่ะ คือจิตนิยาม กำหนดลง ไปว่าอย่างนี้เราเรียกว่าจิต อย่างนี้เรียกว่าพีชะ อย่างนี้เรียกว่าอุตุ พอมีวิญญาณแล้ว ก็มีการศึกษา มีการรู้จักพฤติกรรมของอะไรต่างๆขึ้นมา แล้วก็ รู้จักฉลาด รู้จักจิต วิญญาณ ว่ามีพลังความสามารถในความเฉลียวฉลาด รู้ดี รู้ชั่ว รู้ถูก รู้ผิด รู้สิ่งสมควร ไม่สมควร รู้อะไรเข้าไปอีกจนกระทั่งมาเป็นสัตว์ มาเป็นมนุษย์ มาเป็นมนุษย์ก็มีมนุษย์ หลายระดับที่จะรู้ จนกระทั่งเป็นมนุษย์ที่รู้ รู้อะไร จัดเข้าไปอะไรสำคัญที่สุดในสัตว์ หรือในมนุษย์ มนุษย์ถือว่าเป็นสัตว์ที่สูงสุด ใน จำพวกสิ่งที่มีอยู่ในโลกนี่ขึ้นมานี่ ซึ่ง ประกอบไปด้วยอุตุ ประกอบไปด้วยพีชะ ประกอบ ไปด้วยจิต แล้วมันก็มามีสิ่งหนึ่งเรียกว่า กรรม พฤติกรรมของมัน เพราะฉะนั้นไอ้เจ้ากรรมนี่ มันเกิดจากอะไร เกิดจากจิต จิตเป็นตัว ประธานเอง เพราะฉะนั้นอเวไนยสัตว์ หรือสัตว์ที่สอนกันไม่ได้ แม้แต่เป็น สัตว์ที่มีวิญญาณครองแล้วก็ตาม ตั้งแต่เดรัจฉานมาทีเดียว สัตว์เดรัจฉาน มันก็มี กรรม แต่มันไม่มีความรู้ มันไม่รู้จักกรรม มันไม่รู้จักพัฒนากรรม จนแม้แต่ มนุษย์ แม้ แต่คน เป็นคนขึ้นมาสูงกว่าสัตว์ ก็ยังมีระดับอเวไนยสัตว์ ในมนุษย์ หรือว่าอมนุษย์ มนุษย์ที่ยังไม่ชื่อว่า มนุษย์จริง อมนุษย์นะ หยาบ คาย แล้วก็พูดกันเป็นบุคลาธิษฐานว่า อมนุษย์คือพวกยักษ์พวกมาร พวกรากษส พวกอะไรต่างๆนานา ก็พูดกันไป ด้วยพยัญชนะ ก็คือคนมันหยาบคาย มันรุนแรง มันโหด มันเหี้ยม มันไม่เป็นจิตสูงๆอย่าง คนที่มีคุณธรรม มีคุณงาม ความดีอะไร รู้จักดี รู้จักชั่ว แล้วก็พัฒนาตนจนเป็นคนดี มันไม่ รู้จัก พวกนั้นก็เรียกว่า พวกอเวไนย สัตว์ หรืออมนุษย์ อมนุษย์คือคนนี่แหละ แต่จิต วิญญาณเป็น... จิตวิญญาณมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ความรู้มันก็ไม่รู้อะไรลึกซึ้ง มันก็รู้ตาม ประสา รู้มากกว่าสัตว์ เดรัจฉาน ปรุงแต่งเก่ง จนกระทั่งกลายเป็นซับซ้อน จนกระทั่งทุกวันนี้กลายเป็น มนุษย์ ไม่ใช่มนุษย์ อมนุษย์ชนิดเทวดาซ้อน รู้จักอมนุษย์ที่เป็ นเทวดาอยู่ในสังคมมนุษย์ไหมในโลกนี่ อมนุษย์ที่เป็นเทวดา โอ้โห!หัวมังกุท้ายมังกรจริง อมนุษย์ที่เป็นเทวดา หือ!จอมโจรบัณฑิตนั่นแหละอยู่ในสังคมทุกวันนี้ เพราะฉะนั้น เมื่อ พระพุทธเจ้าท่านมาตรัสรู้แล้ว ก็เห็นว่า โอ๊!มาเกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว มันก็เป็นแล้ว มัน เป็นเผ่า เป็นพันธุ์ เป็นเชื้อ เป็นการพัฒนาความเกิด เกิดกันมา... หูหนวก ตาบอด อะไร ก็ทำให้เกิดกันได้ โดยไม่ต้องมีความรู้อะไร มันก็เป็นไป ตามธรรมชาติ มา เกิดมา ต่อเผ่าต่อพันธุ์กันอยู่ มาหมุนเวียนกันอยู่ในมหาจักรวาลนี้ แต่เลวร้ายตรงกรรม นี่แหละ จิตนี่แหละเป็นตัวยอด รู้ว่าเป็นประธานสิ่งทั้งปวง ว่า ถ้าจิตไม่เจริญ จิตไม่ เฉลียวฉลาดดี และไม่มีกำลังที่จะยืนหยัดอยู่ในฝ่ายดี จิตนั้นก็ไม่ทำให้กรรมดีขึ้น เพราะฉะนั้นต้องศึกษา ให้รู้ทั้งหมด ก็คือธรรมะ แบ่งเป็นกุศลธรรม อกุศล ธรรม จนสุดท้ายสูงสุด อัพยากตธรรม อัพยกฤต อัพยกตธรรมนี่ คือธรรมะที่อธิบาย อย่างโลกียะ ก็คือไม่ดี ไม่ชั่ว แต่ไม่ดีไม่ชั่ว อย่างงมงาย มันไม่ดีไม่ชั่วอย่างไม่รู้เรื่อง อย่างไม่ได้เจตนา ซึ่งมันเป็นอยู่ธรรมดาธรรมชาติ ตอนนี้มันพัก มันว่างเฉยๆ มันไม่เป็นดี เป็นชั่วหรอก มันอยู่กลางๆ อย่างงมงาย อย่างคนไม่มีปัญญา แต่อย่างมี ปัญญา หรืออย่างโลกุตระนั้น ต้องรู้ดีรู้ชั่ว แล้วเราก็ไม่ติดดี ไม่ติดชั่ว โดยเฉพาะ ชั่วนั้น เราจะต้องเลิกต้องละ ไม่มี หมายความว่าไม่ชั่วก่อน จนจิตวิญญาณแข็งแรง มีปัญญารู้จริงแล้ว จนกระทั่งจิตวิญญาณไม่เป็นชั่วได้ แต่เป็นดีได้ เป็นดีได้อย่างเก่ง อย่างแข็งแรงอีก เป็นดีได้อย่างอัตโนมัติ สุดท้ายเป็นอัตโนมัติ เป็นเองเลย มันอย่าง นั้นละเป็น แต่แล้วก็ศึกษาในปัญญา หรือในจิตวิญญาณที่มีปัญญาลึกเข้าไป รู้อีกว่าถึงแม้ เราจะเป็นเช่นนั้น อันเช่นนั้นเราก็มีทางที่จะทำให้จิตนี่ ไม่ไปยึดว่าเป็นเรา เป็นของ เราได้อีก เมื่อไม่ยึดไม่ติด ทั้งๆที่เราเป็น ทั้งๆที่เรา เรามีดี นี่แหละ เราเป็นดี เรามีดี อย่างอัตโนมัติด้วย ไม่ต้องไปทำอะไร มันก็เป็นเอง เป็นดี กรรมกิริยาของ กรรมในกรรม กายกรรม วจีกรรม เกิดกรรม เกิดกิริยาอีกเมื่อไหร่ ก็เป็นกรรมกิริยาที่ ดีโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องเจตนา ไม่ต้องพากเพียร ไม่ต้อง...มุ่งหมาย ให้มันทำอย่างไร มันเป็น มันเป็นเอง ตถตา เป็นอย่างนั้นแล้ว เป็นเช่นนั้นเอง เลย เป็นอย่างแข็ง แรงด้วย เป็นกรรมที่เป็นกุศลอยู่ตลอดไป แต่จิตศึกษาให้สูงขึ้นไป ก็ให้อย่าไปยึดว่านั่น เป็นเรา เป็นของเรา จนสามารถไม่ติดไม่ยึดว่านั่นเป็นเรา เป็นของเราได้จริงๆ เลิก จบ ผู้นั้นปลอดพ้น ปรินิพพานก็ปลอดพ้น ไม่วนเวียนอยู่ในวัฏสงสารนี้อีก หมดกรรม กรรมที่มีก็ลอย ลอยบุญ ไอ้บาปนั่นน่ะ มันหยุดไปนานแล้ว ลอยบาปไปนานแล้ว แม้แต่ บุญก็ลอยบุญ ไม่ บุญไม่ยึด เป็นเราเป็นของเรา กรรมวิบากนั้นไม่ต้องมานำพาเราเกิดอีก ไม่ต้องเวียนวน อีก หมดวัฏสงสาร เพราะรู้จักกรรม สามารถควบคุมจิต แล้วรู้จักพี ชะ รู้จักชีวิตทั้งหมด รู้จักอุตุ รู้จักดินน้ำลมไฟ ความร้อน ความหนาว ความเย็น อะไร ต่ออะไรต่างๆนานา รู้ในโลกในสังคม ในมหาจักรวาลนี้เข้าใจว่า เออ!มันย่อมเป็นเช่นนั้น มันย่อมเกิดเช่นนั้น มันย่อมมีเหตุปัจจัยอย่างนั้น ถ้าเรายังอยู่ เราก็อยู่อย่างผู้ที่ไม่เป็นผู้ร้าย อยู่อย่างผู้ที่มีคุณค่า มีประโยชน์แก่สิ่งเหล่านั้น ทั้งหมด เพราะรู้จักค่า รู้จักธรรมะ รู้จักความหมายของธรรมนิยามทั้งหมด แบ่งอย่างไร อะไรอย่างไร ก็เข้าใจ รวมแล้ว ถ้าผู้ที่ศึกษาในทางธรรมะสุดยอดและเป็นอย่างนั้นจริง ก็เป็นคุณค่า ของสิ่งที่เป็นคุณค่าในมหาจักรวาลนี้ ซึ่งอาตมาก็เคยอธิบายให้พวกเราฟัง แล้วว่า ถ้า เผื่อว่าเราสามารถศึกษาตน ทำจิตของเราให้เป็นจิตอรหันต์จิตอรหันต์นั้นก็สามารถที่จะอยู่ กับอุตุ อยู่กับพีชะ อยู่กับกรรม อยู่กับธรรมะ จิตนั้นเป็นตัวสูงสุด มาเป็นอรหัตผล เป็นจิตที่ถึงอรหัต อรหันต์แล้ว จิตนั้นจะอยู่ หรือจะไม่อยู่...จะเลิกสนิทจะดับสนิท จะ สูญ จะหมด ไม่เหลือเลย ไม่มีอะไร มาวนเวียน มาเป็นอะไรขึ้นมาในมหาจักรวาลนี้ ทีนี้พวกเรานี่ มันได้เป็นอะไรขึ้นมาในมหาจักรวาลนี้แล้ว ถ้ามันไม่รู้มันก็เลยเป็นสิ่งหนึ่ง อยู่ในโลกนี่ อยู่ในมหาจักรวาลนี้ มันก็มีอยู่อย่างนั้นแหละ ตั้งแต่รวมอุตุ รวมธาตุ รวมวัตถุธาตุ จนกระทั่งมารวมเป็นอะไรอยู่อย่างนี้ แท่งนี้มีทั้งอุตุ แท่งนี้มีทั้งพีชะ แท่งนี้ มีทั้งจิต แท่งนี้มีทั้งจิต แท่งนี้มีทั้งกรรม แท่งนี้ไม่ค่อยรู้จักธรรมะเท่านั้นแหละ ยิ่งโลก ไม่ศึกษา...มันก็เลยไม่รู้จักธรรมะ บอกว่าปฏิบัติธรรม มาศึกษาธรรม มันก็เริ่มรู้ เริ่มรู้สัจธรรม เริ่มรู้ความจริงว่า ความจริงมันมีอยู่แค่นี้ มันมีอุตุ มันมีพีชะ มันมีจิต มี กรรม มีธรรมะ มันมีแค่นี้ ในมหาจักรวาลนี้ เขาบอกว่านี่กำลังพบดาวหางดวงใหม่ มันก็ไอ้อุตุธรรมดาอันนั้นล่ะ ไอ้ดาวหางดวงนั้น

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน