สายศรัทธาจะบรรลุต้องหาสัตบุรุษเพื่อให้เกิดความละอายอย่างแรงกล้า.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.73 KB
วันที่แก้ไข24 กุมภาพันธ์ 2564

เนื้อหาในไฟล์

สายศรัทธาจะบรรลุต้องหาสัตบุรุษเพื่อให้เกิดความละอายอย่างแรงกล้า จัดหมวดอาสวะก็เข้าไปในสังโยชน์ 10 ส่วนจัดหมวดอนุสัยก็เป็นอนุสัย 7 สภาวะภายในที่มันจะเป็นลำดับก็ต่างกัน อนุสัย 7 กับอาสวะ 10 ไม่เหมือนกัน แม้แต่ 3 อาสวะแรก สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ของอาสวะมี แต่อนุสัยไม่ต้องเพราะในอนุสัยมี 3 อย่างนี้แล้ว สภาพของผู้อุภโตภาควิมุติ สายปัญญา ธัมมานุสารี จะรู้จักเรื่องอนุสัย แต่สายสัทธานุสารี ยากที่จะรู้จักอนุสัย ต้องเริ่มจาก สัทธาวิมุติ ไปทิฏฐิปัตตะ จนกว่าจะมีญาณมีปัญญา ถึงขั้นสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิที่บริบูรณ์จึงจะสามารถเต็มทิฏฐิปัตตะ ทิฏฐิปัตตะ จึงจะสามารถทำอาสวะสิ้นได้ ก่อนสัทธาวิมุติ นี่ไล่ บุคคล 7 สัทธานุสารี ธัมมานุสารี สัทธาวิมุติ ทิฏฐิปัตตะ ซึ่งทิฏฐิปัตตะเป็นอันที่ 4 ออกมานอกสามเส้า สัทธานุสารี ธัมมานุสารี สัทธาวิมุติ นี่อยู่ในกรอบโลกียะ สัทธาวิมุติ จะเรียกว่าเป็นโลกุตระก็ยังไม่ได้ ต้องหลุดพ้นออกจากกรอบมาเป็น ทิฏฐิปัตตะ จะเริ่มรู้จัก กาย บุญ รู้จักกายกลิ แล้วจะไปรู้จักจิตกลิ จะไปรู้จักจิตกลิก่อนไม่ได้ ต้องรู้ทีหลัง ทิฏฐิปัตตะ จึงจะมีคำว่ากายสมบูรณ์รู้จักคำว่ากายได้ดี พ้นกาย พ้นสักกายทิฏฐิ รู้จักกาย รู้จักตัวเอง เรียนรู้จิตเจตสิก รูป นิพพาน ของตัวเองโดยเฉพาะจิตเจตสิกแยกออกเป็น 2 ได้ แยกกิเลสกับตัวสะอาดได้ แล้วก็จัดการทำลาย จึงสามารถทำให้เกิด กาย ดับ ไม่มีอาการกาย มีแต่จิตสะอาดขึ้นๆ แม้กระทบกับกายภายนอกจิตก็สะอาดได้ จึงมีกาย จากทิฏฐิปัตตะ จึงไปถึงกายสักขี ตัวกายสักขี จะเห็นว่ามีทั้งภายนอกภายใน เป็นพยานหลักฐานยืนยันได้ต่อคนทั้งมวล เพราะออกมาชัดเจน ถ้าทิฏฐิปัตตะ ไม่ปฏิบัติภายนอกคุณอยู่แต่ภายใน มันก็ไม่ได้อะไร พวกหลับตามีแต่หลับตามันปิดประตู มันไม่มีโอกา

อ่านต่อ

สที่จะออกมาทิฏฐิปัตตะอะไรเลย คุณต้องออกมาภายนอกมาทำกายให้สัมมาทิฏฐิ กายของคุณ สักกะของคุณเอง กาย ก็คือภายนอกภายใน นี่หอกหักไปอีก 600 เล่มแล้วนะ เมื่อไหร่จะออกจากความดักดานตรงนี้ ผู้ที่หลับตาทั้งหลายแหล่ ถ้าเผื่อว่าผู้ที่ทางหลับตา ฟังอาตมาแล้วสะดุดตรงนี้แล้วหยุดหลับตาแล้วมาสนใจ ศีล สมาธิ ปัญญา อย่าไปหลับตา มาลืมตา ปฏิบัติ อปันกปฏิปทา 3 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ออกมารับภายนอกเริ่มเลย มาผัสสะ มีผัสสะ เป็นปัจจัยแล้วค่อยมนสิการ คุณมัวแต่ไปนั่งหลับตาเมื่อไหร่มันจะคล่องแคล่ว เมื่อไหร่มันจะชำนาญ เมื่อไหร่มันจะรู้ดี ออกมาเสียทีสิ มาเรียนรู้ตามลำดับศีล สมาธิ ปัญญานี่ เมื่อมาเรียนก็มาเรียนสิ่งที่ใกล้ตัวก่อน อาหารที่กินทุกวัน ทางภาคเหนือเป็นพระภิกษุก็ล่อ 3 มื้อเลย ภาคกลาง ภาคอีสานนี่เขาก็กินมื้อเดียว พระมื้อเดียวภาคอีสานมีเยอะ ส่วนทางภาคเหนือ พระล่อ 3 มื้อมีเยอะใช่ไหม ขออภัยที่พูดแรง อาหาร โภชเนมัตตัญญุตาคำข้าว กวฬิงการาหาร มาเรียนรู้ให้ครบอาหาร 4 มีผัสสะกับอาหาร แล้วก็พยายามมีผัสสะแล้วอ่านจิตเจตสิกตัวเอง มันมีอาหารมีเครื่องอาศัย อ่านแยกแยะให้ออกว่า อันนี้ชอบอยู่นะ อันนี้ไม่ชอบนะ ก็ดู มันจะมีปฏิกิริยาพวกนี้ของเรานี่แหละมัน ส่อ อาการภายนอกภายในให้ชัดเจนมาเรียนรู้ตรงนี้ แล้วหยั่ง เข้าไปดูอาการของเจตนา เพราะฉะนั้น นาม 5 สัญญา เป็นตัวกำหนดรู้ แยกเวทนามา รู้เจตนาในเวทนา เจตนานี่แหละ เป็นตัวตัณหา ตั้งแต่ภายนอกเรียกว่า กามตัณหา เจตนามีกามตัณหา ดับ กาม อาการข้างนอก มันเป็นโทษมันเป็น กามทีนสวะ อย่าไปหลงว่าเป็นกามคุณ มันเป็นโทษนะ มันเป็นภัย เมื่อรู้ชัดเจนว่ามันเป็นภัย อาทีนวะ ตอนนี้ก็..เออ! แต่ก่อนนึกว่ามันเป็นพ่อพระแม่พระ แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าแท้ๆมันเป็นยักษ์เป็นมาร ปัดโธ่! ก็ระลึกสำนักตัวเองว่า โง่จริงๆเราไปเข้าใจถึงมารผียักษ์เป็นพ่อพระแม่พระ อุ๊ย!.. อาย หิริ โพธิรักษ์บอกแล้วบอกเล่า ทีนี้ล่ะ เจอโพธิรักษ์ก็อาย ไม่ต้องกลัว อายแรงๆ ดื้อเข้าไป อายแรงๆ ละอายแรงๆ ดื้อเข้าไป กลัวแรงๆก็ดื้อเข้าไปทวนกระแสเข้าไปเรียกว่าตัปปัง หิโรตัปปัง ทั้งหิริ และโอตตัปปะ หิริ..อายกลัวแรงก็ดันเข้าไป สายศรัทธาต้องพูดอย่างนี้ ดันเข้าไป ดึง ตัวเองมันจะไม่เข้า มันกลัวมันเกรง ก็ต้องเข้าดันแรงๆ ศัพท์คำว่า ละอายอย่างแรงกล้า เกรงกลัวอย่างแรงกล้า และเข้าไปอย่างไร ก็เข้าไปอย่างเคารพอย่างแรงกล้า ภาษามันสื่อสภาวะ อธิบายไปเข้าใจใช่ไหม มันเป็นสภาวะ 2 ซ้อนอยู่ในนี้ ละอายอย่างแรงกล้า เกรงกลัวอย่างแรงกล้า รักอย่างแรงกล้า เคารพอย่างแรงกล้า แต่ก่อนนี้ดูถูกดูแคลน ด่า สาดเสียเทเสียบ้าง ดีไม่ดีจะเอาเข้าคุกอีก ดีแต่ว่า ธัมโม หะเว รักขะติ ธัมมะจาริง ธรรมรักษาผู้ประพฤติธรรม ก็เลยรอดออกมา เอาสัจจะเข้าพิสูจน์ เอาความจริงเข้าพิสูจน์ ก็พอได้หลุดออกมา ขนาดนั้นยังหลุดออกมาอย่างไม่สมบูรณ์นะ เพราะเขาฟ้องอันแรกก็ฟ้องไม่สมบูรณ์ เขาบอกว่าไม่ทำตามสังฆราชสั่ง มีที่ไหนศาสนาพุทธ..สังฆราชมีสิทธิ์สั่งให้สึก เราไม่ผิดเราก็สู้เราไม่ผิด ไม่ได้ปาราชิก แม้แต่สังฆาทิเสส ก็ไม่ได้เป็น ความผิดอีก 11 อย่างก็ไม่ได้เป็น เอาหลักฐานในพระวินัยมายืนยัน แล้วไปให้ฆราวาสที่เป็นผู้พิพากษามาตัดสินพระธรรมวินัย ก็เพราะว่าพวกคุณไม่กล้าตัดสินธรรมวินัย ไปเล่นลับหลัง และเอาทั้งธรรมยุตและมหานิกายไปรวมกันเป็นวิบัติคณปูรกะ ด้วย เอาพระต่างนิกายไปรวมกันพิพากษาไม่ได้ ไปทำสังฆกรรมกันไม่ได้ นี่สังฆกรรมการพิพากษาผู้ผิด แล้วไม่เอาผู้ผิดเข้าไปให้การในนั้นด้วย พูดกันเองเอาหลักฐานตัดสินกันเองมันผิด โมเมจัง ขออภัยพูดแล้ว มันรู้สึกว่า ทำไมถึงรู้ยากเย็น ทำไมไม่รู้สึกบ้าง อาตมาก็ต้องใช้คำนี้ ที่พูดนี้ไม่ได้หมายความว่าโกรธเคือง ไม่ได้หมายความว่าถือสา เอาผิดพวกคุณ ไม่ได้หมายอย่างนั้น แต่หมายถึงว่าให้คุณรู้สึกตัวบ้างรู้สึกสำนึกบ้าง สำนึกว่าตัวเองนี้ยังหลงผิด แล้วก็ประเด็นที่อาตมาพูดก็คือประเด็นเลิกหลับตา ประเด็นใหญ่เลย

640224_พ่อครูเทศน์ทำวัตรเช้า งานพุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 45 ออนไลน์

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน