640512 หมากและบุหรี่ กับ สักกาย_บันทึกปัจฉาพ่อครู โดย ส.แสนดิน.docx
เนื้อหาในไฟล์
🔥 หมากและบุหรี่ กับ สักกาย 💥 . 📆 ไม่กี่วันมานี้ผู้เขียนได้ฟังคำสอนของพระดังสายวัดป่า ท่านว่า… “การกินหมากเป็นเรื่องของธาตุขันธ์ เป็นเรื่องสมมุติ บุหรี่ก็เป็นเรื่องสมมุติ หมากก็เป็นเรื่องของสมมุติ ธาตุขันธ์ก็เป็นเรื่องของสมมุติ สมมุติกับสมมุติเมื่อมาสัมผัสสัมพันธ์กันมันก็เข้ากันได้...ร่างกายมันก็ติดได้หากมันมีสารเสพติดอยู่ในนั้น เป็นเรื่องของขันธ์ ส่วนพระอรหันต์มันเป็นอยู่ที่จิต จิตสิ้นกิเลสก็ถึงจะเป็นพระอรหันต์ได้ ไม่ใช่ว่าเคี้ยวหมากสูบบุหรี่ไม่ใช่พระอรหันต์ ก็หมาก บุหรี่ มันจะไปทำลายความเป็นอรหันต์ของท่านที่อยู่ในจิตได้อย่างไร? มันคนละเรื่องกัน” . 👎 ผู้เขียนไม่เคยกินหมากเลยในชีวิตนี้ และไม่คิดจะกิน...แต่บุหรี่ เคยได้กลิ่นจากที่คนอื่นสูบบ้าง... ก็ยังนึกไม่ออกว่า คนจะไปชอบสูดควันบุหรี่เข้าไปในทางเดินหายใจเราได้อย่างไร เพราะมันทั้งแสบร้อน ทำความทรมานให้ร่างกาย เหมือนสูดกลิ่นควันไฟเข้าไปอย่างนั้น ! . 🌀 เมื่อศึกษาใน internet พบข้อมูลมากมายว่า บุหรี่และหมาก มี “สารเสพติด” ทำให้คนติดเสพบุหรี่และหมากได้นั่นเอง…ซึ่งกลไกการออกฤทธิ์ก็คือสารเสพติดเหล่านี้ จะไปกระตุ้นให้เซลล์ประสาทตื่นตัวทำงานมากขึ้น แล้วส่งสัญญาณต่อไปยังสมองในทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ ก็ศึกษาได้เพียงแค่นี้ไปต่อไม่ได้แล้ว แต่ทางพุทธศาสตร์ ไปต่อได้อีกถึงจิต เจตสิก รูป นิพพาน . 💥 กลไกของเวทนาที่จัดจ้านขึ้นจากสารเสพติด เมื่อสูดดมควันบุหรี่ที่มีสารเสพติด(นิโคติน) หรือ เคี้ยวหมากที่มีสารเสพติด(อัลคาลอยด์) สารเสพติด ไปสัมผัสกับปลายประสาทจมูกหรือลิ้น กระตุ้น ปลายประสาทให้ทำงาน ส่งสัญญาณเป็นกระแสไฟฟ้าต่อไปที่สมอง จากนั้น จิตใจเรา ก็ใช้สมองเป็นอุปกรณ์ในการทำงานต่อ โดยที่ ในจิตเราจะมีเจตสิก(เวทนา สัญญา สังขาร
อ่านต่อ
วิญญาณ) เจตสิกตัวที่ชื่อว่า “สัญญา” ไปทำหน้าที่กำหนดรู้ว่า มันคือ สัญญาณ อะไร? . 🍭 เช่น ลิ้น รับรส หวาน สารให้ความหวาน ไปกระทบปลายประสาทลิ้นที่รับรสหวาน กระตุ้นให้ปลายประสาททำงาน ส่งสัญญาณไปที่สมอง เจตสิกตัวสัญญาก็กำหนดรู้ได้ว่า นี่รสหวาน หากรับรู้แค่ว่า รสหวาน ก็เป็น “เวทนาแท้” แต่หากคนที่ยังมีอวิชชาอยู่ก็จะสังขารปรุงแต่งต่อไปว่า มันอร่อยหรือไม่อร่อย ชอบหรือไม่ชอบ เป็นเวทนา “สุขหรือทุกข์” ตามมา ก็จะเป็น “เวทนาเทียม” . 🍟 แต่หากเป็นอาหารที่ใส่ผงชูรส ที่มีสารกระตุ้นประสาทลิ้น ก็จะทำให้ประสาทลิ้นรับรสได้จัดจ้านมากกว่าปกติ ก็ลองนึกถึงเวลาชิมผงปรุงรสในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ก็จะรับรู้สึกถึงรสซู่ซ่า จัดจ้านมากกว่ารส หวาน เปรี้ยว เค็มปกติ คนญี่ปุ่นที่ผลิตผงชูรสเรียกรสจากผงชูรสว่ารส “อูมามิ” แล้วก็ส่งออกไปขายทั่วโลกถิ่นแดนไทย ติดกันทั้งประเทศ . 🔥 ฉันเดียวกัน เมื่อสัญญาณจากปลายประสาทรับข้อมูลจากการกระตุ้นของสารเสพติด เจตสิกตัวสัญญาก็ทำงานกำหนดรู้ได้ว่า นี่คือ รสของหมากหรือกลิ่นของบุหรี่ กลิ่นควันบุหรี่ที่มีนิโคติน ก็จะมีกลิ่นแตกต่างไปจากกลิ่นควันไฟธรรมดา จัดจ้านกว่า กระตุ้นให้ประสาทตื่นตัวได้มากกว่ากลิ่นควันไฟธรรมดา หากรับรู้แค่นี้ก็เป็น “เวทนาแท้” รับรู้แค่ว่านี่กลิ่นบุหรี่ นี่รสหมาก(อาจรวมพลู ปูนแดง และอื่นๆ) . ♻ ตามปฏิจจสมุปบาท หากมีอวิชชาอยู่กับจิต ก็จะมีสังขารปรุงแต่งต่อ เป็นเวทนาเทียมขึ้น เกิด ความชอบใจเป็นสุข ความไม่ชอบใจเป็นทุกข์ หากเกิดไม่ชอบใจก็คงไม่อยากเสพต่อ แต่หากเกิดเป็นความชอบใจติดใจ หรืออารมณ์สุขขึ้น ก็จะสั่งสมลงเป็น อุปาทาน ความยึดติดในจิต . 😅 แรกๆ จิตเราอาจแปลผลว่าเป็น “ความทุกข์” แต่เพราะว่ามีอวิชชา(ตัวโง่) ถูก “ กิระดั่งได้ยินมา” คือ “กิเลส” หลอกว่า มันคือ “สุข” ตามสมมุติที่ได้ยินได้ฟังมาว่า ก็เลยพยายามทนต่อการกระตุ้นเหล่านั้นต่อไป(เขาว่าบุหรี่ต้องสูบหลายครั้งกว่าจะติด) “สุข”นั้นก็สั่งสมลงเป็น “อุปาทาน” ยึดติดเป็นจริงเป็นจัง ฝังแน่นลงเป็นอนุสัย และอยากจะได้เสพรสนั้นมากขึ้นๆเรื่อยๆตามความโง่หรือ “อวิชชา”ที่เพิ่มขึ้นๆ หากไม่ได้เสพไม่ได้สูบ ก็จะหิวโหยยิ่งกว่าหิวอาหาร ไม่ได้กินก็หาวหวอดๆ ร้องเรียกหาหมากหาบุหรี่กันจ้าละหวั่น . 🙌 ตามธรรมชาติร่างกายจะรับเอาเฉพาะสิ่งที่เป็นประโยชน์ ส่วนสิ่งที่เป็นโทษร่างกายจะขับออก เช่นเมื่อได้กลิ่นอันเป็นพิษต่อร่างกาย ร่างกายจะไอออกมา หรือเมื่อรับรสที่เป็นพิษ ร่างกายจะอาเจียนออกมา เป็นกลไกของการปกป้องตนเองของร่างกาย แต่หากว่าจิตมีอุปาทาน ก็จะสั่งให้ร่างกายนั้นทนต่อส่ิงที่เป็นโทษนั้น รับเอาสิ่งเหล่านั้นเสพให้แก่จิตใจ แต่เกิดผลเสียเป็นโทษภัยต่อร่างกายได้ . 💧💧 อรหันต์แท้ไม่ติดหมากไม่ติดบุหรี่ ตามที่พระสายวัดป่าว่ามา… “การกินหมากเป็นเรื่องของธาตุขันธ์ เป็นเรื่องสมมุติ บุหรี่ก็เป็นเรื่องสมมุติ หมากก็เป็นเรื่องของสมมุติ ธาตุขันธ์ก็เป็นเรื่องของสมมุติ สมมุติกับสมมุติเมื่อมาสัมผัสสัมพันธ์กันมันก็เข้ากันได้...ร่างกายมันก็ติดได้หากมันมีสารเสพติดอยู่ในนั้น เป็นเรื่องของขันธ์ ส่วนพระอรหันต์มันเป็นอยู่ที่จิต จิตสิ้นกิเลสก็ถึงจะเป็นพระอรหันต์ได้ ไม่ใช่ว่าเคี้ยวหมากสูบบุหรี่ไม่ใช่พระอรหันต์ ก็หมาก บุหรี่ มันจะไปทำลายความเป็นอรหันต์ของท่านที่อยู่ในจิตได้อย่างไร?” . 😍 ประเด็นที่ว่า ร่างกายมันมีปฏิกิริยา “ติด” ในสารเสพติดนั้น เพราะเมื่อร่างกายรับสัมผัสสารเสพติดไปนานเข้า มันก็ปรับสภาพให้เข้ากับสารเสพติดนั้นได้ แต่ที่ร่างกายรับบุหรี่ หรือหมากเข้าไปนานๆก็จะทำให้ร่างกายเสียสมดุล เนื่องจากมีสารที่เป็นพิษที่ก่อมะเร็ง ได้ทั้งมะเร็งที่ปากและมะเร็งที่ปอด หากว่า จิตใจไม่มีอุปาทานที่ติดยึด ชอบใจพอใจการเสพติดในบุหรี่และหมากแล้ว ก็จะรับรู้แต่เวทนาแท้ คือ รับสัมผัสที่ระคายเคืองต่อทางเดินหายใจและปากอย่างมาก ท่านก็จะไม่กินหมากสูบบุหรี่เป็นอาจิณแน่ๆ . 💧 แต่หากว่าจิตท่านเป็นอรหันต์ แต่มีความจำเป็นต้องกินหมากสูบบุหรี่ เพื่ออนุโลมแก่ผู้อื่นบางครั้งบางคราว ท่านก็จะทำให้โดยไม่เสพติด แต่ท่านจะไม่กินหรือสูบอย่างเป็นอาจิณแน่ๆ เพราะท่านก็ต้องรู้ว่ามันเป็นตัวอย่าง ให้คนอื่นเสพติดตามท่าน หรือเข้าใจผิดไปว่ามันไม่ใช่สิ่งเสพติด ซึ่งผู้เขียนก็ยังไม่เห็นความจำเป็น ว่าต้องอนุโลมไปกินหมากสูบบุหรี่เพื่ออนุโลมได้ในประการใดๆเลย บางคนบอกว่าเห็นคนโบราณกินหมากเพื่อรักษาฟันและเหงือก นั่นก็เป็นเพียงประโยชน์ส่วนน้อย เพราะปัจจุบันการรักษาเหงือกและปากทำได้โดยไม่ต้องกินหมาก ส่วนบุหรี่นั้นผู้เขียนยังไม่เคยเจอข้อมูลใดๆบอกว่าเป็นประโยชน์ต่อร่างกายเลย . 💨 ที่ว่า หมากก็เป็นสมมุติ ขันธ์ก็เป็นสมมุติ แต่สมมุตินี้หากเรารู้ว่ามันไม่เหมาะควรต่อร่างกาย เราจะไปรับสมมุตินั้นมาติดกับร่างกายทำไมเล่า? ที่ว่าหมากบุหรี่ทำลายความเป็นอรหันต์ไม่ได้ นั่นก็จริงสำหรับอรหันต์จริง แต่สำหรับอรหันต์ไม่จริงหรืออรหันต์เก๊ หรือเข้าใจผิดไป คิดว่าตนเองเป็นอรหันต์ แล้วก็ยังกินหมากสูบบุหรี่เป็นอาจิณ หมากและบุหรี่ก็ทำลายผู้เสพทั้งกายและจิตโดยเขาไม่รู้ตัว แสดงให้เห็นว่า เขาไม่รู้จักอาการเสพติด แม้แต่แค่หมากพลูบุหรี่ ซึ่งก็เกิดจากการปฏิบัติธรรมที่ไม่รู้จักแม้แต่ กาย หรือ สักกาย ทำให้ไม่สามารถพ้นแม้แต่ “สักกายทิฏฐิ” ซึ่งเป็นสังโยชน์ข้อแรกของพระโสดาปัตติมรรค . 😎 หลับตาปฏิบัติไม่มีทางพ้นสักกายทิฏฐิ การนั่งหลับตาสู้กิเลสแต่เพียงในจิตเพียงทวารเดียว แม้จะเพียรจัดนั่งจนก้นแตก ก็ไม่มีทางพ้นได้แม้สังโยชน์ข้อแรกของพระโสดาบัน คือ สักกายทิฏฐิ เพราะปฏิบัติโดยไม่รู้จัก “สักกาย” ไม่รู้จัก “กาย” ที่ต้องมีครบทวารนอก(ตา หู จมูก ลิ้น กาย) และทวารใน(ใจ) เมื่อไม่รู้จัก กาย ก็ไม่มีทางปฏิบัติกายในกาย ก็ไม่สามารถปฏิบัติเวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรมได้ ก็เป็นอันไม่มีทางปฏิบัติธรรม “โพธิปักขิยธรรม 37” อันเป็นโลกุตรธรรมของพุทธได้เลย . เมื่อไม่ได้สามารถมีคุณธรรมของพระโสดาปัตติมรรคได้ ก็จะกล่าวไปไยถึงคุณธรรมระดับอรหัตตผล ก็ยอมเป็นโมฆะสำหรับผู้ปฏิบัติธรรม ที่เน้นหลับตาปฏิบัติสู้กิเลสในจิตตอนนั่งสมาธิ โดยไม่มาเน้นลดกิเลสอย่างลืมตา มีสัมผัสผ่านทวารภายนอกทั้ง 5 จึงจะเกิดผัสสะทำให้กิเลสตัณหาภายในจิตถูกกระแทกให้ออกมาทำงาน นี่แหละจึงสามารถอ่านรู้ “สักกายะ” ของตนเองได้ การนั่งหลับตาปฏิบัติจึงไม่อาจได้เห็นอาการของกิเลสตัณหาที่แท้จริงในปัจจุบันได้เลย เพราะมีแต่ทวารเดียวภายใน กิเลสภายในจิตก็เกิดจากการปรุงแต่งภายในเป็นสัญญาล้วนๆทำงานกันเอง แม้เป็นปัจจุบันก็เป็นปัจจุบันที่เอาสัญญามาปรุงแต่งเองทั้งสิ้น เป็นการปฏิบัติที่ไม่เป็นลำดับอันน่าอัศจรรย์เลย . จึงไม่น่าแปลกใจที่สำนักปฏิบัติธรรมสายหลับตา จะมีลูกศิษย์ลูกหาบอกว่าอาจารย์ของตนเป็นพระอรหันต์ โดยที่อาจารย์เองไม่สามารถละได้ แม้แค่การเสพติดหมากพลูบุหรี่ เพราะเริ่มต้นปฏิบัติก็ไม่รู้จัก สักกายทิฏฐิ ของความติดในหมากพลูบุหรี่ เมื่อเริ่มต้นปฏิบัติผิด ขั้นต่อๆไปก็ผิดไปไกลลิบ จนกู่ไม่กลับ . 🙏 ที่ได้นำเรื่องหมากและบุหรี่ที่ได้นำมาวิเคราะห์วิจัยเชิงวิชาการครั้งนี้ มิได้จะวิเคราะห์วิจัยด้วยความยึดถือในทิฏฐิมานะ หรืออยากเอาชนะคะคานแต่อย่างใด เพียงวิเคราะห์วิจัยด้วยประสพการณ์การปฏิบัติธรรมกับพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ซึ่งมีทิฏฐิและวิธีการปฏิบัติธรรมแตกต่างจากการปฏิบัติธรรมสายอื่นๆในประเทศไทย เพื่อให้ชาวพุทธได้เปรียบเทียบ ใครเห็นว่า 👍 การปฏิบัติธรรมสายไหนเป็นธรรมวาที ก็นำไปปฏิบัติตาม ส่วนถ้าเห็นว่าสายไหนเป็นอธรรมวาที ก็ไม่ควรปฏิบัติตาม . 🌏 ภูมิพุทโธ… 13 พฤษภาคม 2564
“การนั่งหลับตาสมาธิ เป็นสถานีจอดของมนุษย์ที่อวิชชา”...พ่อครูสมณะโพธิรักษ์...๑๗ ส.ค. ๕๙