640519 ความเป็นมาของสิกขมาตุ _ นักบวชหญิงชาวอโศก__บันทึกปัจฉาพ่อครู โดย ส.แสนดิน.docx
เนื้อหาในไฟล์
🙏 ความเป็นมาของสิกขมาตุ : นักบวชหญิงชาวอโศก (เปลี่ยนสัดส่วน สมณะต่อสิกขมาตุเป็น 3:1) 🙏 . เช้าวันที่ 11 พฤษภาคม 2564 ที่บ้านราชฯ พ่อครูถามถึงอายุสิกขมาตุน้ำใจ ทราบว่า อายุ 67 ปี เป็นกรักอยู่ถึง 26 ปี จึงได้บวชเป็นสิกขมาตุ พ่อครูว่าจำนวนสิกขมาตุเพิ่มช้าเพราะสัดส่วนยังไม่เพิ่ม พ่อครูเลยถามว่าตอนนี้สัดส่วนเป็นอย่างไร เพราะเคยให้ลดตั้งนานแล้ว . ปัจฉาเรียนว่า ตอนนั้นที่พ่อครูดำริมีเงื่อนไขว่า ถ้าสมณะเกิน 100 สัดส่วนของจำนวนสิกขมาตุค่อยลดลงเป็น 3:1 ตั้งแต่บัดนั้นมาสมณะยังมีไม่ถึง 100 รูปเลย ขณะนี้มีสมณะ 86 รูป . พ่อครูสรุปกับปัจฉาว่า ปรับสัดส่วนการเพิ่มจำนวนสิกขมาตุ เป็นจำนวนสมณะไม่ถึง 100 รูปสิกขมาตุจะมีสัดส่วนได้ 3:1 (จากเดิมต้อง 100 รูปขึ้นไป) เมื่อคำณวนแล้ว จำนวนสมณะขณะนี้ 86 รูป หาร 3 จะเพิ่มจำนวนสิกขมาตุเป็น 28 รูป ขณะนี้มีสิกขมาตุจำนวน 21 รูป จึงสามารถเพิ่มสิกขมาตุได้อีก 7 รูป ทำให้คุณกรัก คุณปะ เพิ่มจำนวนด้วยเช่นกัน (ปะหญิง ปฎิบัติฝึกฝนอย่างน้อย 6 เดือนถึงจะพิจารณาเป็น กรัก กรัก ปฎิบัติฝึกฝนอย่างน้อย 1 ปี 6 เดือนถึงจะพิจารณาเป็น สิกขมาตุ) . วันนี้ 19 พฤษภาคม 2564 เวลา 14.00 น. ได้มีการโหวต online จาก 3 พุทธสถานคือบ้านราชฯ สันติฯ ปฐมฯ ที่มีสิกขมาตุอยู่ ผลโหวตออกมาผู้ที่ได้เลื่อนจากกรักขึ้นเป็นสิกขมาตุคือคุณกรักเพียงแก้ว อโศกตระกูล ได้ผ่านขึ้นเป็นสิกขมาตุอีก 1 รูป และโหวตปะขึ้นเป็นกรัก 1 คนคือปะงามงาน ได้เป็นกรัก . มีผลให้เลื่อนอารามิกาขึ้นมาเป็นปะพุทธสถานละ 1 คน บ้านราชฯคือคุณสุลี แซ่ซือ ซึ่งเป็นพยาบาลอยู่ที่โฮ่งปัว ที่ปฐมอโศกคือคุณพลังเย็น นิยมเพิ่มบุญ และที่สันติอโศกคือคุณแก้วขวัญผ่อง รักพงษ์อโศก ตามลำดับ อีกประมาณปีครึ่ง พวกกรัก จะได้โหวตมาเป็นสิก
อ่านต่อ
ขมาตุ พวกปะก็ขึ้นมาเป็นกรัก พวกที่เป็นอารามิกาก็มีสิทธิ์เลื่อนไปเป็นปะ เราก็ลุ้นผู้ที่อายุไม่มากนัก อย่างกรักเพียงแก้ว เป็นกรักมา 16 ปี กรักน้ำใจกว่าจะเลื่อนเป็นสิกขมาตุก็เป็นกรักถึง 26 ปี กว่าจะได้เลื่อนฐานะก็ยาวนาน . ⌛ ประวัติความเป็นมาของสิกขมาตุชาวอโศก วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2558 พ่อครูได้เล่าไว้ในรายการธรรมาธรรมะสงครามว่า... เริ่มต้นมีคนมาอยู่ปฏิบัติด้วย ต่อมาก็มีมากขึ้น มีทั้งผู้หญิงผู้ชาย จนกระทั่ง ปฏิบัติไป พศ. 2516 อาตมาก็เลยพากันออกมาที่กำแพงแสน แดนอโศก ต.ทุ่งลูกนก มีไม่กี่คนหรอก ก็เป็นนักปฏิบัติธรรม มีฆราวาสด้วย อาตมาให้เป็น ปะ คือผู้ปฏิบัติ เป็นนาค จนขึ้นมาเป็นนักบวช แล้วมีญาติโยมก็มา จนมีคนมาเข้าใจแบบที่อาตมาพาทำ มีนักบวชเพิ่ม มีฆราวาเพิ่ม จนถึงปี 2518 อาตมาก็ประกาศนานาสังวาส แยกจากมหาเถรสมาคม ตั้งแต่พศ.2518 ทางคณะกระแสหลักก็รับรู้ชัดแจ้ง จากนั้นอาตมาก็จำเป็นต้องมีสถานที่มีอารามก็เลยมาตั้งที่สันติอโศก ศาลีอโศก และศีรษะอโศก ในปี 2518-2519 ก็กลายเป็นสังคมชุมชน มีทั้งนักบวชและฆราวาส ก็กลายเป็นพุทธบริษัท มีนักบวชชาย นักบวชหญิง . ในเมืองไทยเราไม่มีภิกษุณี อาตมาเลยประยุกต์ให้เป็นสิกขมาตุ ถือศีล 10 ไม่ใช้เงินใช้ทองจริงๆ มีสิกขมาตุมาตั้ง 40 กว่าปี มาถึงป่านนี้ ตอนแรกเราเรียกแม่เณรก่อน สิกขมาตุเราศีล 10 ได้จริง แม้อสังหาริมทรัพย์ก็ให้เซ็นออกด้วย สิกขมาตุเรามีชีวิต ปรปฏิพัทา เม ชีวิกา คือฝากชีวิตไว้กับฆราวาส เราปฏิบัติดีกับประชาชนไป ซึ่งทุกวันนี้กระแสหลักเขาเรียกร้องว่าพระไม่มีเงินไม่มีทองอยู่ไม่ได้ แต่ของเราก็ปฏิบัติยืนยัน อกาลิโกตามพระพุทธเจ้า ขอให้มีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบโลกไม่ว่างจากอรหันต์ และโสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ ก็มีตามลำดับ แต่ทุกวันนี้คนทั่วไปเขาว่า มีแต่อรหันต์อย่างเดียว ไม่มีลำดับขั้นตอน . 💦 ศาสนาพุทธไม่ได้กดขี่ทางเพศ แต่เข้าใจสัจธรรม พ่อครูว่า...คุณจะเป็นอรหันต์ไม่ได้ขีดขั้นว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย แม้จะเป็นโพธิสัตว์กวนอิม เป็นแต่เพียงว่าสุดแห่งที่สุดต้องมีหนึ่งเดียวเป็นเอกบุรุษ แม้แต่เทวนิยมก็ยอมรับว่าอดัมเป็น 1 อีฟเป็น 2 สอดคล้องกันหมด ไม่ได้เป็นการกดขี่ทางเพศ สูงสุดจะเป็นผู้มีประโยชน์ทางโลกได้ จะบำเพ็ญจนกระทั่งที่เขาบอกว่าเป็นปางหนึ่งของพระอวโลกิเตศวรคือเจ้าแม่กวนอิม ก็ทำประโยชน์สอนผู้อื่นสอนมนุษย์โลกช่วยมนุษย์โลก ให้พ้นทุกข์ได้ไม่มีปัญหาอะไร แล้วก็จะปรินิพพานไปในร่างผู้หญิง หรือเป็นพระโพธิสัตว์ถึงขั้นไหนก็ตาม จะปรินิพพานในร่างผู้หญิงก็ได้ . แต่เห็นว่าร่างผู้หญิงเป็นทุกข์เยอะมันมีภาระเยอะ ถ้าเกิดเป็นโพธิสัตว์แล้วต้องเกิดแล้วเกิดอีกคุณก็จะต้องเป็นผู้หญิงที่มีทุกข์ตั้งไม่รู้กี่อย่าง คุณก็เห็นว่าเป็นผู้ชายสะดวกกว่า ถ้าคุณเข้าใจมุมเหลี่ยมนี้ว่าสะดวกกว่า เป็นผู้หญิงจะมีภาระเยอะกว่า ก็เอาเป็นผู้ชาย . ถ้าเป็นผู้หญิงจะเป็นประโยชน์ในเรื่องจุกจิกได้เยอะ แต่ถ้าเป็นผู้ชายจะเป็นเรื่องที่เป็นหลักเป็นฐานเป็นเรื่องเป็นราวได้เยอะกว่าอย่างนี้เป็นต้นเป็นเรื่องใหญ่ ทำเรื่องใหญ่ได้มากกว่า ผู้หญิงทำเรื่องย่อยได้มากกว่าผู้ชาย ก็เอาสิคุณจะเกิดรสนิยมของคุณจะชอบอันไหน จะบำเพ็ญเป็นผู้หญิงตลอดก็ได้ แต่บางคนบอกว่าไม่เอาจะบำเพ็ญเป็นผู้ชายคุณก็สามารถเกิดไปเป็นผู้ชายได้ เพราะฉะนั้นทำสัดส่วนให้ดี ถ้าสัดส่วนไม่ดีระวังจะเป็นกึ่งกลาง! . โลกสังคมทุกวันนี้เขาพยายามที่จะให้ผู้หญิงกับผู้ชายนี้เท่าเทียมกัน แต่ความจริงนั้นมันเท่ากันไม่ได้ สิ่ง 2 สิ่งที่เกิดขึ้นมาเป็นธรรมชาติ ไม่มีอะไรเท่ากัน ปรมาณูที่เล็กละเอียดเท่าไหร่ที่เกิดขึ้นมาเป็น 2 หน่วยแล้วไม่มีทางที่จะเท่ากัน . ผู้ที่เป็นผู้หญิงนั้นเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้เพราะเป็นสิ่งที่เลิศยอดที่สุด จะบอกว่าพระพุทธเจ้านั้นเป็นคนที่ลำเอียงกดผู้หญิง หรือเห็นว่าผู้หญิงเป็นคนระดับ 2 ผู้ชายเป็นคนระดับหนึ่ง ผู้ที่ถือศาสนาคริสต์หรือเป็นศาสนาเทวนิยมก็ตามเคยมาพูดว่า ผู้หญิงผู้ชายต้องเสมอกัน อาตมาไม่ตอบเขา อาตมาพูดแต่เพียงว่าถ้าคุณจะให้เป็นอย่างนั้นคุณไปบอกพระเจ้า เพราะว่า พระเจ้าสร้างอีฟมาจากซี่โครงซี่ที่ 7 ของอดัม แล้วอี๊ฟจะไปใหญ่กว่าอดัมได้หรือว่าเป็นส่วนหนึ่งของอดัมเท่านั้นแหละเป็นซี่โครงซี่ที่ 7 ของอดัม นี่เป็นประวัติของศาสนาเทวนิยมเลยนะ
Footnote ….
💠 กฎระเบียบชาวอโศก(บางส่วน) ระเบียบการเข้าสู่ “อโศก”
๑) ผู้ประสงค์จะมาพักอยู่ในฐานะ “อาคันตุกะ” ไม่ว่าจะเป็นเพศชายหรือหญิงก็ตาม ให้พยายามถือศีล ๘ เป็นอย่างต่ำ โดยจะต้องสำรวมและสังวรให้ดูเหมาะสมแก่การพำนัก ณ พุทธสถาน ไม่พึงมีหรือทำอะไรประเจิดประเจ้อจนเกินควร และจะพำนักอยู่ได้อย่างมากไม่เกินกว่า ๗ วัน ถ้ามีความประสงค์จะอยู่เกิน ๗ วัน ก็จะต้องแจ้งความจำนงต่อหมู่สงฆ์ หรือผู้ดูแลพุทธสถานให้พิจารณาดูว่า สมควรจะอยู่ต่อไปหรือไม่ ในกำหนดทุกๆระยะ ๗ วัน(วิกัปป์)
๒)ผู้ที่จะสมัครเข้าบวชเป็นนักบวชชาวอโศก จะต้องสมาทานรักษาศีล ๘ อยู่ร่วมกับหมู่คณะ เป็นอารามิก หรือ อารามิกา ๑ ปีก่อน จากนั้น จึงจะมีสิทธิ์ขอเปลี่ยนฐานะมาเป็น “ ปะ” อันย่อมาจากคำว่า “ ปฏิบัติ ” ซึ่งจะต้องอยู่อย่างน้อย ๔ เดือนสำหรับชาย และ ๖เดือนสำหรับหญิง โดยยังไม่ต้องโกนศีรษะ ส่วนการนุ่งห่ม สำหรับปะหญิง นุ่งผ้าถุงสีน้ำตาล เสื้อแขนกระบอกสีน้ำตาล คอกลม กระดุมหน้า(ตลอด) ตัวเสื้อยาวคลุมสะโพก ส่วนปะชาย นุ่งกางเกงไทย ขากว้างสีน้ำตาล เสื้อคอกลมสีน้ำตาล
๓) เมื่อครบกำหนดเวลาแห่งการบำเพ็ญ อยู่ในฐานะ “ปะ”แล้ว ก็จะมีสิทธิ์ขอเลื่อนฐานะขึ้นเป็นผู้เตรียมตัวบวช ซึ่งเรียกว่า “นาค”สำหรับชาย และเรียกว่า “กรัก”สำหรับหญิง ซึ่งในการขอเลื่อนฐานะตั้งแต่ “ปะ”ขึ้นไป จะต้องแจ้งความจำนงต่ออุปัชฌาย์ แล้วอุปัชฌาย์จะนำเข้าหมู่ ขอให้หมู่สงฆ์พิจารณาเพื่อลงมติเสียก่อน ต่อเมื่อมติสงฆ์เห็นพ้องต้องกันเป็นเอกฉันท์แล้ว จึงจะเลื่อนฐานะขึ้นได้ หากพิจารณาแล้ว ยังไม่เห็นควรให้เลื่อนฐานะแม้เพียงเสียงเดียว ก็จะต้องอยู่ในฐานะเดิมต่อไปอีก ตามระยะเวลาที่หมู่สงฆ์จะกำหนดให้ใหม่ตามความเหมาะสม หรือแม้เห็นควรให้เลื่อนฐานะขึ้นได้แล้ว แต่ก็อาจจะมี “ข้อแม้” เล็กๆ น้อยๆ อะไรอีกบ้าง ก็จะได้พิจารณากันตามความเหมาะควรเป็นที่สุด [การสมัครเป็น “ปะชาย” จะต้องมีสมณะ ๕ รูปเซ็นรับรอง และคอยรับผิดชอบดูแลอยู่] และเมื่อเลื่อนฐานะขึ้นเป็นผู้เตรียมบวชแล้ว(เป็นนาคสำหรับชาย) ก็ให้โกนศีรษะ เครื่องนุ่งห่มคงเดิม เพียงแต่เปลี่ยนแปลงเฉพาะคอ “เสื้อนาค” โดยใช้ผ้าสีครีม หรือสีเนื้ออ่อนขลิบรอบคอ ให้สังเกตเห็นได้ชัดเจนถึงความแตกต่างกับเสื้อ “ปะชาย” เท่านั้น ส่วน “กรัก” (หญิง) ต้องโกนศีรษะ แบบเสื้อเช่นเดียวกับปะหญิง เพิ่มการขลิบผ้าสีครีม หรือสีน้ำตาลอ่อนรอบคอให้เห็นได้ง่าย ห่มสไบแถบสีเดียวกับตัวเสื้อ แต่สีอ่อนกว่าเล็กน้อย และก็จะต้องวิรัติศีลให้เคร่งครัดยิ่งขึ้นไปอีก ตามปฏิปทา “ชาวอโศก” ๔) กำหนดระยะเวลาแห่งการอยู่ในฐานะผู้เตรียมตัวบวชนั้น สำหรับฝ่ายชาย จะต้องอยู่ในฐานะ “นาค” เป็นเวลาอย่างน้อย ๔ เดือน จึงจะมีสิทธิ์ที่จะขอเลื่อนฐานะขึ้นบวชเป็น “สามเณร” การนุ่งห่มของ “สามเณร” ชาวอโศกนั้น เป็น สบง สีน้ำตาลแก่ เสื้อมี คอเสื้อ ป้ายทับขอบเสื้อไปทางด้านซ้าย ติดกระดุมหรือผูกข้างตัวยาวถึงเข่า ผ่าด้านข้างพอเหมาะ สีเดียวกับสบง แขนยาวถึงข้อมือ มีกระเป๋าเสื้อล่าง ผ้าครอง สีน้ำตาลแก่กลมกลืนกับชุดห่มทับ ลักษณะการห่มให้เปิดไหล่เห็นแขนเสื้อขวา สำหรับฝ่ายหญิงนั้น ก็จะต้องอยู่ในฐานะ “กรัก” เป็นเวลาอย่างน้อย ๑ ปี ๖ เดือน จึงจะมีสิทธิ์ขอเลื่อนฐานะนักบวชขึ้นเป็น “สิกขมาตุ” ได้ โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนอื่นใดอีก รูปแบบสิกขมาตุนั้น จะต้องโกนศีรษะ นุ่งผ้าถุงสีน้ำตาลแก่ เสื้อสีเดียวกับผ้าถุงมีคอเสื้อป้ายทับขอบเสื้อไปทางด้านซ้าย ติดกระดุมหรือใช้ผูก ตัวยาวถึงเข่า แต่ผ่าด้านข้างพอเหมาะ แขนยาว ห่มผ้าสีเทาทับให้เห็นแขนเสื้อยาวด้านขวา