640604 พ่อครูผู้จุดคบไฟแห่งวิชชาเป็นคนแรกในยุคกึ่งพุทธกาล_บันทึกปัจฉาพ่อครู โดย ส.แสนดิน.docx

โฟลเดอร์บันทึกปัจฉา จาก ส.แสนดิน
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข27 ตุลาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

🙏 พ่อครูผู้จุดคบไฟแห่งวิชชาเป็นคนแรกในยุคกึ่งพุทธกาล ☝ . ⏰ เช้านี้(4 มิถุนายน 2564) มีผู้พูดคุยและสนทนาซักถามปัญหากับพ่อครูหลายข้อ ซึ่งพ่อครูบอกว่า… “ให้ตัดเสียมั่ง เพราะมันเยอะ ตัดเสียบ้างที่คุณเอามา คุณหยุดแสวงหาเอามาต่อมาเติมมันเยอะ หัดที่สรุป ต้องรู้ที่ฐานของตัวเองเรื่องใดเป็นเรื่อง 2 เช่นเรื่องกินเรื่องอยู่ เรื่องสัมผัสกับคนนั้นคนนี้ อันไหนเกิด Conflict(ความขัดแย้ง) ก็จับมาเรียนรู้ ทีละคู่ ว่าหยุดตรงนี้มันถึงจะเป็น 1 ถ้าไม่อย่างนั้นมันจะเกิด conflict อยู่อย่างนั้น ถ้าเรียนรู้จบตรงนี้ได้ คุณจะเกิดปัญญา เกิดคำตอบของคำถามที่ถามมา จะเชื่อตัวเองโดยไม่ต้องไปเชื่อใคร นี่บอกตัวจบให้แล้วนะ ถ้าแย้งอีกก็ไม่จบอีก” . 🙏 พ่อครูว่า...เมื่อกี้นี้อ่านของคุณเปลว สีเงินได้ยกตัวอย่างนิทานเซน เรื่อง "คนตาบอดกับโคมไฟ" ...ยังมีตรอกสายหนึ่งที่ทั้งมืดทั้งแคบ ทั้งยังไม่มีดวงไฟส่องทางให้ความสว่างแม้แต่น้อย ดังนั้น เมื่อถึงยามค่ำคืน การเดินทางในตรอกแห่งนี้จึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก . คืนวันหนึ่ง มีพระรูปหนึ่งเดินผ่านเข้ามายังตรอกดังกล่าวเพื่อมุ่งหน้าไปยังอาราม ทว่าด้วยความที่ตรอกนี้มืดมิดกระทั่งนิ้วมือทั้งห้าของตนเองยังไม่อาจมองเห็นได้ เมื่อเดินไปเรื่อยๆ พระรูปนี้จึงทั้งเดินไปชนผู้อื่น และถูกผู้อื่นเดินมาชนไม่หยุดหย่อน สร้างความลำบากยิ่งนัก . ในตอนนั้นเอง มีคนผู้หนึ่งถือโคมไฟเดินเข้ามายังตรอกดังกล่าว พลันทำให้ในตรอกเกิดแสงสว่างขึ้นพอสมควร พระรูปนั้นได้ยินคนเดินผ่านทางกล่าวว่า "คนตาบอดผู้นั้นช่างแปลกนัก ตนเองมองไม่เห็นแท้ๆ ไยต้องถือโคมไฟให้วุ่นวาย" . เมื่อพระได้ยินก็รู้สึกแปลกใจ รอจนกระทั่งคนตาบอดถือโคมไฟคนนั้นเดินผ่านมา จึงเอ่ยถามขึ้นว่า"ขออภัย ท่านตาบอดจริงๆ หรือ?" คนผู้นั้นตอบ

อ่านต่อ

ว่า "ถูกแล้ว ข้าเกิดมาก็พิการ ตาสองข้างมองไม่เห็น สำหรับข้านั้น ไม่ว่าจะยามเช้าสาย บ่าย เย็น ล้วนไม่ต่างกัน ทั้งยังไม่ทราบว่าแสงสว่างหน้าตาเป็นเช่นไร" . พระได้ยินดังนั้นก็ยิ่งงุนงงมากขึ้น เอ่ยถามต่อไปว่า "เช่นนั้นท่านจะถือโคมไฟไปเพื่ออะไร?" . คนตาบอดตอบว่า "เนื่องเพราะข้าเคยได้ยินคนพูดกันว่าในยามกลางคืนไร้แสงสว่าง คนตาดีทั้งหลายก็เป็นเช่นเดียวกับข้าคือมองไม่เห็นสิ่งใด ดังนั้น ข้าจึงถือโคมไฟไปไหนมาไหนเสมอ" . พระได้ยินดังนั้นก็เกิดความซาบซึ้งใจ เอ่ยคำอมิตาพุทธออกมา และกล่าวต่อไปว่า "ท่านช่างมีเมตตาธรรม ห่วงใยเพื่อนมนุษย์" . มิคาด คนตาบอดกลับกล่าวว่า "ผิดแล้ว ข้าทำไปเพื่อตัวเอง" . "ทำเพื่อตัวเองอย่างไร?" พระถามต่อด้วยความสงสัยใจ

คนตาบอดอธิบายว่า "เมื่อครู่ท่านเดินอย่างมืดมนในตรอก ใช่โดนคนเดินสวนไปมาชนเอาหรือไม่ ท่านดูข้าเองนั้น แม้เป็นคนตาบอด แต่ข้าไม่โดนผู้อื่นเดินชนเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนข้าก็เป็นเช่นเดียวกับท่าน คือโดนคนเดินมาชนเอาบ่อยครั้ง . แต่เมื่อข้าถือโคมไฟ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ที่ข้าจุดโคมไปไหนมาไหนด้วยนั้น ข้าจุดเพื่อให้แสงสว่างกับผู้อื่น และเพื่อให้ผู้อื่นมองเห็นตัวข้า ตั้งแต่นั้นมา ข้าก็ไม่โดนผู้ใดเดินชนอีกเลย"

🙏 พ่อครูว่า…”เขาถือแสงไฟนี้เพื่อตัวเอง คนอื่นจะได้ไม่ชนเรา ฉันตาบอด ตัวฉันไม่ต้องใช้แสงไฟเลย แต่ฉันต้องใช้แสงไฟเพื่อให้คนอื่นเห็นฉัน ไม่เห็นใครหรอก เห็นตัวกูของกู จบเลย “

. 😊 ในวันที่ 5 มิถุนายน 2564 นี้ เป็นวันที่พ่อครูมีอายุครบ 87 ปีเต็ม ย่างเข้า 88 ปี ข้าพเจ้าขอรำลึกถึงพระคุณของพ่อครู ผู้นำแสงสว่างให้แก่ชีวิตข้าพเจ้า . ทั้งที่ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นคนตาบอดด้วยตาเนื้อ ดวงตามองเห็นเป็นปกติ แต่ทว่าข้าพเจ้ากลับมองไม่เห็นอวิชชาในตน แถมหลงเดินในตรอกที่มืด(อวิชชา)ในป่าศาสนาพุทธที่ผิดเพี้ยน แล้วดันนึกว่าตัวเองตาดีมองเห็นทางไปสู่ความเจริญ เดินทางชีวิตไปไกลโดยหารู้ไม่ว่า ยิ่งเดินยิ่งทำให้อัตตาตัวตนใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ ถูกชน ถูกกระแทก ถูกเตะไปเตะมาด้วยโลกธรรม(ได้และเสื่อม) ตั้งอยู่แหละหยั่งลงในที่หลง ยิ่งปฏิบัติไปยิ่งไกลจากวิเวก . ความมืดบอดทั้งหมด เกิดจากการปฏิบัติผิดเพี้ยนไปจากเนื้อหาสาระแท้ที่พระพุทธองค์ทรงสอน และก็เกิดเป็นคำสอนที่ผิดเพี้ยน จากสัมมาทิฏฐิไปเป็นมิจฉาทิฏฐิไปเรื่อยๆ และคำสอนที่มิจฉาทิฏฐิเหล่านั้นก็สืบต่อกันมาสองพันกว่าปี กลายเป็นเหมือนกลองอานกะอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในอาณิสูตร แม้ได้ชื่อว่าพุทธศาสนา แต่เนื้อแท้ไม่ได้มีความเป็นพุทธอยู่เลย ทั้งที่คำสอนในพระไตรปิฎกก็ยังอยู่ . ไม่ว่าจะเป็น ความเข้าใจเกี่ยวกับฌาน เกี่ยวกับสมาธิ เกี่ยวกับบุญ เกี่ยวกับทาน เป็นต้น ล้วนแล้วแต่เข้าใจไปในทางส่งเสริม ให้ตัวตนอัตตาที่เต็มไปด้วยอวิชชาเจริญงอกงามไพบูลย์ . ในยุคนี้ พ่อครูคนแรกที่จุด “คบไฟแห่งวิชชา” ทำลายอวิชชาได้ก่อน แล้วก็ส่งต่อเชื้อไฟแห่งวิชชานั้นแก่สมณะ สิกขมาตุ ญาติธรรม ส่งต่อคบไฟนี้ไปสู่รุ่นต่อรุ่น และข้าพเจ้าเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้ “คบไฟแห่งวิชชา”นี้ ทำให้ตาที่มืดบอดค่อยๆเห็นอัตตาตัวตนอันใหญ่โต ที่ข้าพเจ้าต้องเพียรปฏิบัติเพื่อลดละจนกว่าจะถึงอนัตตาได้เป็นที่สุด . วันพรุ่งนี้พ่อครูก็จะอายุย่างเข้า 88 ปีแล้ว ก็ไม่รู้ว่า พ่อครูจะอยู่กับเราไปอีกนานแค่ไหน จึงเขียนเพื่อเตือนตน ให้ไม่ประมาท และเร่งปฏิบัติบูชา กตัญญูกตเวทิตา จะได้คุ้มค่ากับที่พ่อครูทุ่มเทชีวิตทั้งชีวิตอบรมสั่งสอนพวกเรา...กราบแทบเท้าพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสุดซึ้ง . 🌍 ภูมิพุทโธ...4 มิถุนายน 2564

🌟 ไม่มีอะไรน่าสงสัยเลยว่า “ชีวิตพรหมจรรย์” นี้ประเสริฐสุดแห่งมนุษย์ ถ้าใครเห็นไม่จริงเพียงนิดเดียวก็เท่ากับผู้นั้นไม่ยอมรับว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นยอดปราชญ์ ยอดศาสดา การเลือกทางเดินและเลือก “ชีวิตพรหมจรรย์” ให้แก่พระองค์เอง ก็เป็นความงมงาย หรือโง่เขลาของพระองค์โดยแท้…..💚 พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ๒๑ มกราคม ๒๕๒๑

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน