หากเลิกหลับตาปฏิบัติได้ประเทศไทยเจริญ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข16 มิถุนายน 2565

เนื้อหาในไฟล์

หากเลิกหลับตาปฏิบัติได้ประเทศไทยเจริญ _พ่อครูว่า... เรื่องที่จะพูดนี้คือเรื่องของ ทิฏฐิ ในการเห็นหลักปฏิบัติผิดเพี้ยนเรียกว่า มิจฉาทิฏฐิ หลักปฏิบัติของพระพุทธเจ้าในเรื่องของคำว่า อานาปานสติ ผู้มิจฉาทิฏฐิจะปฏิบัติอานาปานสติในขณะหลับตาหนีเข้าป่า แล้วเห็นว่าหลับตาหนีเข้าป่าปฏิบัตินี่แหละจะได้สมบัติที่ชื่อว่า จรณะ วิชชา หลงว่า จะได้วิชชา จรณะ ด้วยการหนีเข้าป่าแล้วไปนั่งหลับตาสะกดจิต หลับตาสะกดจิต คำนี้ก็ยังเข้าใจกันยาก มันต่างกัน อาตมาก็ยังไม่เก่งเท่าไหร่ พยายามอธิบายแต่ยังเข้าใจกันไม่ได้ ในบรรดาพุทธคุณทั้ง 9 ของพระพุทธเจ้า มีข้อเดียวเท่านั้นที่พูดถึงภาคประพฤติและผลของการประพฤติ คือจรณะ 15 วิชชา 8 หรือวิชชาจรณะสัมปันโน ใน 9 ข้อนั้นอีก 8 ข้อเป็นคำยกย่องพระพุทธเจ้าทั้งนั้น เป็นฉายาที่ยกย่องท่านทั้งนั้นไม่ใช่ตัวคำสอนและภาคที่จะปฏิบัติให้เกิดผล เป็นของพระพุทธเจ้าโดยตรงอีก 8 ข้อ ส่วนข้อวิชชาและจรณะ เป็นของทุกๆคน ที่จะต้องเรียนรู้ตาม และปฏิบัติตาม ให้เกิดผลตามจนกว่าคุณจะได้เป็นพระพุทธเจ้าและได้รับฉายาอีก 8 ข้อนี้ตามท่าน เพราะฉะนั้นในความสำคัญของพุทธคุณ 9 เนื้อแท้จึงอยู่ที่จรณะวิชชา เรียกเต็มๆว่า วิชชาจรณะสมบัติ คือภาคประพฤติและปัญญา วิชชาคือปัญญา จรณะ คือ ความประพฤติ ภาคปฏิบัติมีตั้งแต่ เรียนรู้จักคำสอนซึ่งไม่ใช่คำสั่ง คำสั่งเป็นเรื่องของแบบศรัทธาเขาทำ สายปัญญาไม่ใช้คำสั่ง แต่ใช้คำสอน สอนแล้วใครเต็มใจยินดีพอใจก็มาเอา มารับไปปฏิบัติ คำว่า อานากับอาปานะ กับ สติ มีคำอยู่ 3 คำ อานา กับ อาปานะ จะใช้อันไหนสลับกันระหว่างลมหายใจเข้า ลมหายใจออกก็ได้ ไม่เป็นไร เป็นสิริมหามายาเป็นคำสลับไปสลับมาได้ กำหนดให้ถูกก็แล้วกัน สัญญาอย่างไร กายอย่างใด ให้ตรงกันก็แล้วกัน อานาอาปานะ สรุป กา

อ่านต่อ

รปฏิบัติอานาปานสติอย่างมิจฉาทิฏฐิ เหมือนสายอาจารย์มั่น สายมหาบัว การปฏิบัติมิจฉาทิฏฐิ ใช้ลมหายใจเข้าออกเหมือนกัน โดยลไปเข้าใจว่า การปฏิบัติที่ใช้ลมหายใจเข้าออกนี่แหละ เป็นเครื่องยังสติสัมปชัญญะแล้วให้เกิดปัญญา ด้วยการนั่งอยู่กับที่และหลับตาด้วย ตัดทวารทั้ง 5 ข้างนอกอีก ไม่รู้ว่ามิจฉาทิฏฐิอย่างนี้ เต็มๆรูปอย่างนี้ มันจะอวิชชาหรือมันจะโง่ไปถึงไหน มันจะบรรลุธรรมไม่ได้ เพราะมันไม่มีความฉลาด มันไม่มี ฉฬายตนะ ไม่มีความรู้ทั้ง 6 ทวาร มีแต่ความรู้ทางทวารเดียว คนมันมีความรู้ทั้ง 6 ทวาร ข้างนอกตั้ง 5 ทวาร ตาหูจมูกลิ้นกาย และไปปิดมัน แล้วไปหลับตา คำว่า กาย เป็นคำกลาง ที่มีทั้งภายนอกและภายใน 2 อย่าง และของศาสนาพุทธอย่าทิ้งภายนอก ถ้าทิ้งภายนอกไปเอาแต่ภายใน ไม่เอาภายนอกเลยนั่นคือ มิจฉาทิฏฐิ 100% การปฏิบัติอย่างสายหลับตาอาจารย์มั่น สายมหาบัว จึงเป็นสายมิจฉาทิฏฐิ ที่เรียกว่า 100% เลย ทิ้งได้เลย เลิก มาลืมตาเริ่มต้นปฏิบัติไปตามลำดับ ที่พาฝึกพาเรียนรู้ ไปตามขั้นตอน ศีล สมาธิ ปัญญา หรือศีล แล้ว อปัณณกปฏิปทา 3 เกิดสัทธรรม 7 เกิดฌาน ฌานเป็นมรรค บุญเป็นผล แต่ฌานกับการปฏิบัติ ฌานจะเป็นผลจากการปฏิบัติ ศีล อปัณณกปฏิปทา 3 สัทธรรม 7 หลักปฏิบัติไม่ผิด อปัณณกปฏิปทา 3 ของศาสนาพุทธ ถ้าไม่มี 3 ข้อนี้ผิดเลย เพราะไปหลับตาเข้าแล้วไม่ตื่น ไม่พยายามตื่น แต่พยายามหลับ พยายามสะกดจิตดับไปเลย หนักเข้าเป็น อสัญญีสัตว์ แล้วไปหลงว่า อสัญญีสัตว์เป็นนิโรธหรือนิพพาน ซึ่งเป็นมิจฉาทิฐิไปใหญ่หมดเลย เพราะฉะนั้น เมื่อลมหายใจออก ลมหายใจเข้าของเรายังมี แสดงว่า คนยังไม่ตาย คนนี้ยังมีชีวิตอยู่ เพราะฉะนั้นชีวิตสามัญที่เราจะทำอะไรต่ออะไรได้ กาย วาจา ใจ ครบ กัมมันตะทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมอย่างตื่นๆ ถ้าคุณหลับไปก็จะมีแต่มโนกรรมอย่างเดียวเลยโดยที่คุณควบคุมมันไม่ได้ เพราะฉะนั้นคุณต้องตื่นมาควบคุมมันได้ พยายามควบคุม พยายามตื่นรู้ด้วยชาคริยานุโยคะ ตื่นรอบรู้ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจให้ตื่นเต็มร้อย แล้วปฏิบัติ หลับตามันปฏิบัติได้ยาก กว่าที่คุณจะคุมสติและสตินี้จะมีพลัง สามารถควบคุมการหลับ โดยที่คุณไม่มีความคิดที่จะมีสัญญากำหนดหมายออกไปฟุ้งซ่าน ไปหาอะไรเลยหรือกิเลสมาครอบงำ สัญญาก็ตกเป็นทาสของกิเลสไป เป็นปุถุชน เป็นกัลยาณชนก็ตกเป็นทาสของกิเลสไป มันต้องเป็นอาริยะชนที่เก่งจะไปควบคุมได้ในขณะหลับ ทีนี้ในขณะหลับ คุณก็ฝึกไปสะกดจิตในขณะหลับตา หลับ คุณก็ใช้สมถะกดข่ม มันก็ได้ผล สูงสุดก็ได้แค่ ฌาน 7 ฌาน 8 ตาม อาฬารดาบส อุทกดาบส มีอยู่ในตำราคำสอนทั้งนั้นอย่างนั้นน่ะเลิกเลย ซึ่งพระพุทธเจ้าก็สุดสงสาร อาฬารดาบส อุทกดาบส ว่าเมื่อตรัสรู้แล้วจะไปโปรด เพราะตั้งแต่บวชมาใหม่ๆ พระพุทธเจ้าเมื่อตรัสรู้จะไปพบกับพราหมณ์ทั้งสองปรากฏว่าตายไปแล้ว 7 วัน พระพุทธเจ้าถึงได้บอกว่าตายไปด้วยทิฐิและมรรคผลสิ่งที่เขาได้แบบนั้นจะจมอยู่ในสัมภเวสี ไม่มีที่เกิด จิตที่ยังจรล่องลอยอยู่แถวไหน ซึ่งจะต้องไปตามกรรมเหมือนกัน ต้องไปตกนรกแล้วทำผิดอย่างนี้ มันจะได้สวรรค์ที่ไหน ย่อมได้นรก นรกหลงด้วยเป็นนรกสงบ ใจสงบนั้นมีความฟุ้งซ่านอยู่ในจิต มันสะกดได้เก่งก็ไม่มีอะไร แต่มันสะกด คุณมีพลังกดหมดพลังกดก็เป็นไปตามวิบากที่คุณมี พอไปตายแล้ว ไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายที่จะไปช่วยดึงให้ตื่น มันก็เลยต้องอยู่ในจิต มีแต่หลับกับหลับง่ายที่สุด คุณจะฝืนขึ้นมาเพื่อที่จะตื่น ไม่ได้ คุณจะจมอยู่ในจิตจิตในจิต ซึ่งมันหลับง่าย ไม่มีอะไรสะกิดเลย มันยิ่งจมไปในจิตดับ แล้วคุณก็ไปถนัดความดับ ชอบความดับอีก มันกี่ซับกี่ซ้อน อวิชชา ที่จะต้องเอาดับๆ อสัญญีนี่แหละคือนิโรธ มันก็เลยยิ่งไปกันใหญ่เลย หลับตามันโมฆะบุรุษ แหมอาตมาพูดแรง พูดมาก พูดเยอะตีหลับตา เพราะถ้าสามารถตีหลับตาให้ตื่นได้ แล้วมาเรียนรู้เริ่มต้นตามที่อาตมาอธิบายสาธยายแล้ว แล้วปฏิบัติไปตามลำดับที่อาตมา คุณไม่ต้องมาบอกก็ได้ ไม่ต้องให้ใครรู้ก็ได้ปฏิบัติเอาเองก็ได้ ขอให้ถูกต้องสัมมาทิฏฐิเถอะ ถ้าเมืองไทย เมืองพุทธสามารถถูกต้องสัมมาทิฏฐิ ตื่นมาได้จากการหลับตา เมืองไทยจะเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณอย่างหนึ่งเลย แหม… อาตมาทำงานมา 50 กว่าปียากยิ่งกว่าโจรร้ายที่ไปทำลายศาสนา แล้วพระราชาให้ไปฆ่าโจรร้ายนี้ด้วยหอกร้อยเล่ม เช้า หนังเหนียว ไม่รู้สึกรู้สา อย่าว่าถึงตาย พระราชาเจอกลางวันอีกถามว่าตายหรือยัง ก็ยังพระเจ้าค่ะ ก็ไปฆ่าด้วยหอกอีก 100 เล่ม ฆ่าเสร็จแล้วกลับมา ด้วยความเฟล ฆ่าแล้วก็ล้มเหลวอีก จนกระทั่งพระราชามาพบอีก ก็บอกว่า มันตายหรือยัง ให้ไปฆ่าตอนกลางวันด้วย หอก100 เล่มอีกไปแล้วหรือ แล้วมันตายหรือยัง ก็ยังพระเจ้า ก็ให้ไปฆ่าด้วย หอก100 เล่มตอนเย็นอีก ละไว้ในฐานที่เข้าใจ หมดหอก ไปกี่ร้อยกี่พันกี่หมื่นกี่แสนเล่มอาตมาซัดด้วยหอกอาตมานี่ ยังไม่ตายพะยะค่ะ ผู้ที่ตื่นแล้วแล้วก็มา ใครเคยไปหลงนั่งหลับตาบ้างยกมือขึ้น มาก่อนทั้งนั้น อาตมาก็ยกมือด้วย อาตมาเป็นหลับตาทางไสยศาสตร์ แม้ชาตินี้ก็เป็นลิงลมอมข้าวพองไปหลงไสยศาสตร์อยู่ 8 ปี มันควรจะไปหลงแค่ 6 ปีเหมือนพระพุทธเจ้า แต่ดันไปหลงตั้ง 8 ปี โพธิรักษ์ สู่แดนธรรม... เขาก็เถียงว่าที่พ่อท่านทำมันเป็นไสยศาสตร์ไม่เหมือนที่เขาทำ พ่อครูว่า... ยิ่งกว่าไสยศาสตร์อีกที่เขาทำ ไสยศาสตร์นั้นยังตื่นเต็มนะ พวกนี้หลับเอาหลับเอา พวกที่เต้นผางผางๆออกมาหาเงินหาลูกค้า แต่นี่ไม่เอา นี่เข้าไปหลับๆๆๆ ยิ่งกว่านะ เป็นไสยศาสตร์ที่หนักกว่าไสยศาสตร์อีก ฟังภาษาให้ออก อวิชชามากกว่า สู่แดนธรรม... ถ้าพ่อท่านสามารถช่วยพระสายหลับตาให้มีสมาธิ ทำแบบที่พระพุทธเจ้าสอน อยากจะเห็นภาพในอนาคตว่าประเทศไทยเราจะเจริญขึ้นกว่านี้อย่างไรครับ พ่อครูว่า... ก็จะได้เลิกหลับตางมงายอยู่ในป่าในเขา ให้เอาแรงกาย แรงใจ แรงปัญญาไปจมอยู่ในความโง่ดักดานอย่างนั้น ให้ขึ้นมาพบกับมนุษยชาติทั้งหลายแหล่ มาช่วยมนุษยชาติ ตามบารมี ตามฐานะของตน แม้จะได้น้อย ก็ยังดี ดีกว่าไปหลงจมและจม อย่างนั้น เพราะการที่จะทำประโยชน์ ไม่ใช่เอาตัวเองปลีกไปแล้วนั่งหลับตาบรรลุคนเดียว ไม่ใช่ ศาสนาพุทธไม่ใช่มิจฉาทิฏฐิหนักหนาขนาดนั้น บรรลุนี้จะต้องมาตื่นรู้และมี จักขุ ปัญญา ญาณ วิชชา อาโลก ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาดับๆไม่รับรู้ ไม่ใช่ไปทำกรรมที่ดับ ดับกรรม ดับกิริยา ดับอาการ ดับอะไรไปทั้งหมด มันไม่ใช่ ขอพูดย้อนพูดซ้ำพูดซากมาหลายทีแล้วโลกุตรธรรมมันเสื่อม เสื่อมอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสกับ อัมพัฏฐมานพ ว่า ความเสื่อมของศาสนาพุทธคือคนจะหลงออกป่า นึกว่าผู้ที่มีจรณะวิชชาสมบัติคือผู้ที่อยู่ในป่า แล้วไปหลงจมอยู่ในป่า ไปสร้างเรือนไฟอยู่ในป่า 4 ข้อ ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 อัมพัฏฐสูตร และในอินทริยภาวนาสูตร _พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ ๑๐. อินทริยภาวนาสูตร (๑๕๒) [๘๕๔] พอนั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามดังนี้ว่า ดูกรอุตตระ ปาราสิริยพราหมณ์แสดงการเจริญอินทรีย์แก่สาวกหรือเปล่า ฯ อุ. แสดง พระโคดมผู้เจริญ ฯ พ. ดูกรอุตตระ แสดงอย่างใด ด้วยประการใด ฯ อุ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ในเรื่องนี้ ท่านปาราสิริยพราหมณ์แสดงการเจริญอินทรีย์แก่สาวกทั้งหลายอย่างนี้ว่า อย่าเห็นรูปด้วยจักษุ อย่าได้ยินเสียงด้วยโสต ฯ พ. ดูกรอุตตระ เมื่อเป็นเช่นนี้ คนที่เจริญอินทรีย์แล้วตามคำของปาราสิริยพราหมณ์ ต้องเป็นคนตาบอด ต้องเป็นคนหูหนวก เพราะคนตาบอดไม่เห็นรูปด้วยจักษุ คนหูหนวกไม่ได้ยินเสียงด้วยโสต เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอย่างนี้ อุตตรมาณพ ศิษย์ปาราสิริยพราหมณ์ นั่งนิ่ง เก้อเขิน คอตกก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ ฯ [๘๕๕] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า อุตตรมาณพศิษย์ปาราสิริยพราหมณ์ นิ่ง คอตก ก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ จึงรับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ ปาราสิริยพราหมณ์ ย่อมแสดงการเจริญอินทรีย์แก่สาวกทั้งหลายอย่างหนึ่ง ส่วนการเจริญอินทรีย์อันไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่าในวินัยของพระอริยะ ย่อมเป็นอีกอย่างหนึ่ง ฯ ท่านพระอานนท์ทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้สุคต เป็นการสมควรแล้วที่พระผู้มีพระภาคจะทรงแสดงการเจริญอินทรีย์อันไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่า ในวินัยของพระอริยะ ภิกษุทั้งหลายฟังต่อพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้ ฯ พ. ดูกรอานนท์ ถ้าเช่นนั้น เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวต่อไป ท่านพระอานนท์ทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า ชอบแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ฯ [๘๕๖] พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรอานนท์ ก็การเจริญอินทรีย์อันไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่าในวินัยของพระอริยะ เป็นอย่างไร ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้น เพราะเห็นรูปด้วยจักษุ เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า เราเกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้นแล้วเช่นนี้ ก็สิ่งนั้นแล เป็นสังขตะ หยาบอาศัยกันเกิดขึ้น ยังมีสิ่งที่ละเอียด ประณีต นั่นคือ อุเบกขา เธอจึงดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วนั้นเสีย อุเบกขาจึงดำรงมั่น ดูกรอานนท์ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ได้เร็วพลันทันที โดยไม่ลำบากเหมือนอย่างบุรุษมีตาดีกระพริบตา ฉะนั้น อุเบกขาย่อมดำรงมั่น ดูกรอานนท์ นี้เราเรียกว่า การเจริญอินทรีย์ในรูปที่รู้ได้ด้วยจักษุ อย่างไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่าในวินัยของพระอริยะ ฯ

พ่อครูว่า... ในยุคนี้ สายพระอาจารย์มั่นอาจารย์เสาร์ อาจารย์เสาร์เป็นอาจารย์ของอาจารย์มั่น อาจารย์มั่นเลยเป็นอาจารย์ใหญ่เพราะเก่งกว่าอาจารย์ มหาบัวสอนเก่งกว่าอาจารย์มั่นอีก เลยมีลูกศิษย์ลูกหาเยอะกว่าอีก จนกระทั่งรวยลาภ ยศ สรรเสริญ สักการะ แล้วเลยเหลิงไปกับลาภ ยศ สรรเสริญ สักการะ หนักหนาสาหัส ไปปฏิบัติอานาปานสติโดยมีลมหายใจเข้าออกนะ แต่ไปนั่งหลับตามีลมหายใจเข้าออกแล้วสุดท้ายไปมิจฉาทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิตรงไหน ตรงที่นั่งหลับตาแล้วก็พิจารณากาย พิจารณาลมหายใจเข้า ลมหายใจออกนี่แหละ เหลือเศษเท่านี้ ยังเหลือความเป็นกายแค่ยังมีความรู้สึกกับลมหายออกมีภายนอก ลมหายใจเข้ามีภายใน หนักเข้าตัดลมหายใจออก มีแต่ลมหายใจอยู่ภายใน ที่จริงลมหายใจเข้าออกก็ยังมีอยู่หรอกแต่ตัวเองตัดความรู้สึกตัดความรอบรู้ทั้งสัญญาและเวทนา สัญญาหรือเจตสิกที่รู้ เวทนาคือเจตสิกที่เป็นตัวรู้สึก เขาตัดกายภายนอกหมด เหลือแต่กายภายใน ที่จริงกายเขาก็ไม่มีด้วยเขาเอาแต่จิต อย่าออกมาภายนอกเลย แล้วก็นั่งสะกดจิต เขาถือว่าสัมมาสมาธิของเขาเกิดจากนั่งหลับตา แต่ที่จริงมิจฉาทิฏฐิกันคนละฟากฝั่งเลย แล้วเขาก็ปฏิบัติอย่างนั้นไป ก็กลายเป็นเรื่องสมมุติ เป็นเรื่องเพ้อเจ้อ เป็นเรื่องสารพัดที่จะเป็นเรื่องโลกจินตา เขาไม่รู้โลกจินตา คือ โลกแห่งความคิด ต่างคนต่างอยู่กับภพของตนเอง เขาก็คิดของเขาคนเดียว ความคิดของคนไม่ได้ไปจับยัดใส่ของคนอื่นได้ เวทนาของใครก็เวทนาของมัน สัญญาของใครก็สัญญาของมัน เขาก็คิดอยู่ในภพของเขาไป เสร็จแล้วไปหลงว่าตรงกับคนนั้นคนนี้แล้วตื่นมาก็บอกว่าตรงกัน แต่ที่จริงไม่ใช่ ต่างคนต่างมีอาทิสมานกาย ต่างคนต่างไม่เห็นของใคร ไม่รู้ของใคร แต่มาพูดกัน ดูเหมือนว่ามันตรงกัน เป็นอุปาทานหมู่ เป็นสัมโภคกาย ร่วมกัน เดา ว่าอย่างเดียวกัน ก็มันเดาไม่ยาก เพราะมันรวมกัน ไปหาหนึ่งเดียว แล้วต่างไปหลงความคิดของตนเอง จะคิดอย่างโลกๆ เพ้อฝันก็ได้ นิรมาณกาย เป็น ของตนเองหมด แล้วมาอุปาทานหมู่สัมโภคกาย แท้จริง อทิสมานกายต่างคนต่างเห็นของตัวเองคิดไปเองทั้งนั้น เพราะฉะนั้น กาย 3 ของมิจฉาทิฏฐิเป็นอย่างนั้น มันต่างจากอานาปานสติแบบลืมตา มันคนละโลกกันเลย กลายเป็นผีสัมภเวสี หลับหูหลับตาจมอยู่อย่างนั้นของตัวใครตัวมัน จะมีก็แค่สัมโภคกาย คือความรู้เป็นอุปทานหมู่ ซึ่งเป็นความโมเม เป็นการไม่รู้เรื่องกัน เดาทั้งนั้น เดาตรงกันก็เลยพูดกันรู้เรื่อง เท่านั้นเอง เป็นความรู้ขั้นเดา ภาษาอังกฤษว่า Doubt เขาอธิบายไม่ได้อย่างอาตมาหรอก รูปขันธ์นามขันธ์เป็นอย่างไร กิเลสเป็นอย่างไร ขันธ์ 5 เป็นอย่างไร อภิสังขารเป็นอย่างไร อธิบายไม่ได้หรอก อภิสังขาร แม้แต่สังขารก็อธิบายไม่ออกได้แต่ดับ ดับฆ่ากิเลส แล้วพูดโวหารรอบโลกเลย คำพูดลวงโลก แล้วคนก็ฟังขึ้นนะ เพราะไปสรรหาคำที่เรียกว่าทำให้คนเข้าใจ ไปในเชิงที่เขาต้องการให้เข้าใจได้ คนก็เลยเข้าใจตามที่เขาสรรหาคำพูดมาพูดเก่ง ถ้าไม่กินหมากจะพูดเก่งกว่านี้อีก แต่นี่ไปกินหมากก็เลยติดขัดบ้าง ขนาดกินหมากพูดเก่งขนาดนี้ ถ้าไม่กินหมากจะพูดเก่งกว่าอาตมาเยอะ แล้วไม่รู้ว่ากินหมากคือการเสพติดขั้นตื้นๆ ลูกศิษย์ก็หลงว่า เป็นพระอรหันต์ ทั้งที่สังคมโลกทุกวันนี้เขาก็เลิกกันหมดแล้วเรื่องการกินหมาก เขารู้ว่าเป็นสิ่งเสพติด มันไม่ใช่ของลึกซึ้งละเอียดลอออะไร เป็นของตื้นๆหยาบๆง่ายๆ ง่ายแค่นี้หลวงตาบัวยังไม่รู้เรื่องเลย ยังซัดกันอยู่เลยพวกสายหลับตาปฏิบัติ กินหมากมีเยอะ แต่คนที่ตื่นมาไม่กินหมากก็ยังพอมีเยอะเหมือนกัน อธิบายอานาปานสติลืมตา กันชัดๆ ตลอดเวลา ที่ยังมีลมหายใจเข้าออกอยู่ คุณจะต้องรู้จัก กาย ถ้าคุณไม่รู้จักกาย เบื้องต้นต้องรู้จัก 2 อย่าง อันแรกคือรู้จักภายนอกภายใน มีจิตเจตสิกต่างๆ คุณทิ้งไม่ได้กายต้องมี 2 อย่าง ภายนอกภายในต้องมีพร้อมกัน แล้วรู้อื่นๆอีกอยู่ในนั้นโดยการลืมตา นี่เป็นข้อที่ 1 ข้อที่ 2 ต้องรู้ความเป็นกายที่แยกกายแยกจิต ให้ได้ ว่าเมื่อไหร่มีกายในจิตเจตสิก เมื่อไหร่ไม่มีกายในจิตเจตสิก ก็ต้องเข้าใจกายที่ไม่มีได้ ว่า คำว่า กายนี้ เป็นเรื่องของสิ่ง 2 สิ่ง 2 สิ่ง เทวะ ภาวะ 2 กายก็ภาวะ 2 เทวะก็ภาวะ 2 แต่เทวะ 2 ของ 2 สิ่งนี้คือ สุขทุกข์ เมื่อไหร่มีกาย เมื่อนั้นมีสุขมีทุกข์ เมื่อไหร่ไม่มีกาย เมื่อนั้นไม่มีสุขไม่ทุกข์ ด้วยการดับความสุขความทุกข์ ดับอย่างมีสติสัมปชัญญะ ปัญญา เมื่อนั้นคือ อาริยะ 650615 หากเลิกหลับตาปฏิบัติได้ประเทศไทยเจริญ พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน